Skip to main content

การจัดชุมนุมสาธารณะย่อมเป็นที่สนใจของสังคมตามความประสงค์ของผู้จัด จึงมีสื่อมวลชนที่เข้าร่วมทำข่าวทั้งที่เป็นสื่อมวลชนอาชีพที่มีสังกัดประจำหรือสื่อพลเมืองที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์และรายงานข่าวตามภูมิทัศน์เทคโนโลยีสื่อสารที่ปรับตัวไป 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้สังเกตการณ์ที่มาจากองค์กรที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่สนใจซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายและการบันทึกพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุ

ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ อาสาสมัครกู้ภัย เจ้าหน้าที่ของรัฐและกระบวนการยุติธรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการชุมนุม บทบาทหน้าที่และการคุ้มครองสิทธิเพื่อความปลอดภัยในการทำงานของทุกฝ่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบ

ท้ายที่สุดประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมก็ได้รับการคุ้มครองสิทธิอันเนื่องมาจากการชุมนุมสาธารณะเช่นกัน
บทความนี้จะนำเสนอให้เห็นถึงแนวทางการเข้าร่วมและดำเนินการตามมาตรฐานสากลที่ให้หลักประกันการมีส่วนร่วมของบุคคลเหล่านี้

 

1. ฝ่ายผู้สังเกตการณ์

1) สื่อมวลชน
สื่อมวลชน ย่อมได้รับการคุ้มครองจากรัฐตามมาตรฐานดูแลการชุมนุมระหว่างประเทศและมีสิทธิในการบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมทั้งหมด ขณะเดียวกันสื่อมวลชนย่อมมีหน้าที่ใน การพยายามให้เสียงของผู้ชุมนุมเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณะให้ได้รอบด้านมากที่สุด เพื่อให้เกิดดุลยภาพของข้อมูลข่าวสาร
2) องค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจสังเกตการณ์
องค์กรอิสระหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์การดำเนินงานในประเด็นเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จะต้องดำเนินการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองและฝ่ายบริหารอย่างจริงจัง ในเรื่องเกี่ยวกับการชุมนุม เช่น การติดตามสถานการณ์การชุมนุม เฝ้าระวังและจัดทำรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนของหน่วยงานรัฐที่อำนาจบังคับใช้กฎหมาย

สิ่งที่กระทำได้และควรกระทำ
- สื่อมวลชนมีสิทธิและหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงและติดตามสถานการณ์การชุมนุม พยายามทำให้เสียงของผู้ชุมนุมได้รับการเผยแพร่ เพื่อให้เกิดดุลยภาพของข้อมูลข่าวสาร
- ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ซึ่งก็ต้องทำไปพร้อมกับการสร้างความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับสื่อมวลชนด้วย
- การพยายามติดต่อประสานงานกับผู้สื่อข่าวจากสำนักอื่น ๆ เป็นเรื่องจำเป็น สำหรับการตรวจทานข้อมูลก่อนนำเสนอ
- สื่อและผู้สังเกตการณ์ ควรมีกองบรรณาธิการหรือการทำงานร่วมกันเพื่อเป็นการคัดกรองข้อมูล
- องค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์การดำเนินงานในประเด็นเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จะต้องดำเนินการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองและฝ่ายบริหารอย่างจริงจัง เช่น การติดตามสถานการณ์การชุมนุม เฝ้าระวังและจัดทำรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนของหน่วยงานรัฐที่อำนาจบังคับใช้กฎหมาย
- สื่อพลเมืองหรือผู้สังเกตการณ์ ควรต้องมีการแสดงสัญลักษณ์หรือแสดงชื่อองค์กรต้นสังกัด และเตรียมความพร้อมป้องกันเหตุอันตรายและคำนึงถึงสวัสดิภาพของตนเองเป็นสำคัญ หากไม่มีป้ายหรือสัญลักษณ์ควรแสดงตนว่าเป็นผู้สังเกตการณ์ให้แต่ละฝ่ายรับรู้
- องค์กรสื่อมวลชนต้นสังกัดต้องร่วมประเมินสถานการณ์เพื่อให้การสั่งการต่อผู้สื่อข่าวและช่างภาพในพื้นที่ได้รับความปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนและเน้นย้ำให้บุคคลากรในสังกัดได้รับและใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา
- ผู้สื่อข่าวและช่างภาพที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ชุมนุมต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรายงานข่าวในสถานการณ์วิกฤตโดยเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียอันอาจเกิดแก่ร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน

สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของฝ่ายสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์
- สื่อต้องไม่ทำให้ตนเองถูกมองว่าเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคู่ขัดแย้ง
- สื่อต้องไม่รายงานข้อมูลที่มีลักษณะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือความเป็นส่วนตัว ประกอบกับต้องไม่เผยแพร่ภาพบางกรณีที่อาจทำให้สถานการณ์การชุมนุมโดยรวมแย่ลง

 

2. เจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่มีภารกิจอันเกี่ยวเนื่องกับผลกระทบที่เกิดจากการชุมนุม

1) แพทย์ พยาบาล อาสาสมัครกู้ภัย
เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครกู้ภัยที่ปฏิบัติภารกิจระหว่างการชุมนุมสาธารณะ ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ย่อมมีหน้าที่ในความช่วยเหลือด้านการแพทย์แก่ผู้ชุมนุมอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

สิ่งที่พึงกระทำ
• กรณีแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครกู้ภัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องเคารพกฎหมายและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เคารพกฎระเบียบและนโยบายองค์กร เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลีกเลี่ยงทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูถูก ถูกเกลียดชัง ถูกคุกคาม หรือกลั่นแกล้ง
• จะต้องมีการจัดตั้งศูนย์พยาบาลในพื้นที่การชุมนุม จัดเตรียมบุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนเตรียมการแพทย์ฉุกเฉิน การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐและจากการชุมนุม

ขอบเขตและเงื่อนไขในการปฏิบัติหน้าที่
- แพทย์ พยาบาล อาสาสมัครกู้ภัย ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาพยาบาลโดยไม่เลือกปฏิบัติ

 

2) หน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม
หน้าที่ของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม มีหน้าที่ในการสร้างประกันสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายและบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปฏิบัติการและผู้กำหนดนโยบาย

สิ่งที่พึงกระทำ
• ต้องเคารพและรับรองสิทธิทั้งหมดของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย
• การชุมนุมควรได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การห้ามชุมนุมเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐจะนำมาพิจารณา
• การแจ้งหรือไม่แจ้งการชุมนุม ไม่ควรถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการตีความว่าการชุมนุมแต่ละครั้งเป็นไปโดยชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
• การรับรองการแทรกแซงการชุมนุมของฝ่ายรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย หลักความจำเป็น และหลักความได้สัดส่วน
• การพิจารณากฎหมายพิเศษของรัฐ ต้องไม่เป็นการลบล้างสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
• ทำให้ พรบ.การชุมนุมสาธารณะเป็นกฎหมายฉบับเดียวในการจัดการชุมนุม และต้องมีการตีความกฎหมายไปในทางจำกัดเสรีภาพการชุมนุมของประชาชน
• กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการชุมนุม ต้องมีการปรับปรุงให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปรับปรุงกฎหมาย
• กระบวนการโต้แย้งการใช้อำนาจในการสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือการใช้อำนาจในลักษณะอื่น ๆ ที่มีผลเป็นการคุกคามหรือปิดกั้นการชุมนุมสาธารณะในทุกขั้นตอน จะต้องมีการออกแบบเชิงกระบวนการที่ให้ทางด้านผู้จัดการชุมนุมสามารถจะโต้แย้งได้อย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับลักษณะพื้นฐานของการชุมนุมสาธารณะ เพื่อให้สามารถมีการชี้ขาดถึงการใช้อำนาจดังกล่าวว่าเป็นไปโดยถูกต้องเหมาะสมหรือไม่
• องค์กรอัยการและศาลพึงนำหลักสากลเกี่ยวกับการจัดการการชุมนุมสาธารณะมาใช้ในการพิจารณาข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะในไทย
• ต้องให้มีกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยอาจให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจในสถานการณ์พิเศษ ป้องกันไม่ให้มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน
• เด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงทีตามกระบวนการของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน โดยปราศจากการใช้ความรุนแรง การคุกคาม หรือการข่มขู่ทุกรูปแบบ

ขอบเขตและเงื่อนไขในการปฏิบัติหน้าที่
- การใช้กฎหมายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริบทการชุมนุมสาธารณะ มาจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
- ข้อจำกัดที่นำมาใช้ในการชุมนุมโดยสงบสันติควรจะเป็นเพียงเรื่องเฉพาะที่มีความสำคัญต่อสังคมประชาธิปไตยเท่านั้น
- ผู้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งมิได้มีผลกระทบโดยตรงหรือสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้บังเกิดขึ้นต่อส่วนรวม ต้องไม่ถูกลงโทษทางอาญา

 

3. ฝ่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม
ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ได้แก่ ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ใช้เส้นทางสัญจร ผู้ค้าขายในพื้นที่ชุมนุม ผู้อาศัยในพื้นที่ชุมนุม ฯลฯ ซึ่งตามหลักการพื้นฐาน ทั้งการชุมนุมสาธารณะและการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐจะต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือต่อบุคคลใด ๆ หากมีกรณีฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว รัฐมีหน้าที่การประชาสัมพันธ์ แจ้งข่าว และข้อมูลเกี่ยวกับ ช่องทางการร้องเรียนให้ชดเชยความเสียหายอันเกิดจากการชุมนุมสาธารณะอย่างทั่วถึง และต้องส่งเสริมให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ได้รับการชดเชยเยียวยาและเรียกร้องความเป็นธรรมได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ

สิทธิเรียกร้อง แนวทางการเรียกร้องสิทธิ
- ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการชุมนุมสาธารณะนั้น มีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม
- ผู้ที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการชุมนุมสาธารณะมีสิทธิในการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อให้ได้รับการชดเชยเยียวยา
- หากมีกรณีการกระทำละเมิด ทั้งจากผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะ ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิดำเนินคดีหรือฟ้องร้องต่อศาล เพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นคดีละเมิดได้
- หากมีกรณีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญา ทั้งจากผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะ ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องร้องหรือร้องทุกข์กับเจ้าพนักงานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้

ข้อควรกระทำและข้อพึงระวัง
- จำเป็นต้องเคารพการใช้เสรีภาพการชุมนุมของผู้อื่นตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ซึ่งหากการชุมนุมสร้างความเดือดร้อนเกินขอบเขต ก็สามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบได้
- ยอมรับความเห็นต่างและการแสดงออกโดยสุจริตของผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ หรือเผชิญหน้ากับสถานการณ์การชุมนุมที่อาจมีความรุนแรง
- หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางการจราจรบริเวณใกล้เคียงพื้นที่การชุมนุม


*บทความนี้เรียบเรียงจากคู่มือการดูแลการชุมนุมสาธารณะตามมาตรฐานสากลที่พัฒนาร่วมกับ ปารณ บุญช่วย และ ภาสกร ญี่นาง

 

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องล่าสุดที่ใครอาจคิดว่าไกลตัว แต่มันเข้ามาใกล้ตัวเรากว่าที่หลายคนคิด ใช่แล้วครับ แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และจะมีจำนวนมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับประเทศรอบด้าน   บางคนอาจคิดไปว่าคนต่างด้าวเข้ามาแย่งงานคนไทย แต่คน
ทศพล ทรรศนพรรณ
การบังคับใช้กฎหมายของรัฐเหนือดินแดนหลังหมดยุคอาณานิคมนั้น ก็มีความชัดเจนว่าบังคับกับทุกคนที่อยู่ในดินแดนนั้น  ไม่ว่าคนไทย จีน อาหรับ ฝรั่ง ขแมร์ พม่า เวียต หากเข้ามาอยู่ในดินแดนไทยแล้วก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ดุจเดียวกับ “คนชาติ” ไทย   แต่ความยากลำบากเกิดขึ้นเมื่อปัจจุบันการข้ามพรมแดนย
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้จะทำให้ทุกท่านเข้าใจแจ่มแจ้งเลยนะครับว่า “เงินทองมันไม่เข้าใครออกใคร” จริงๆ ให้รักกันแทบตาย ไว้ใจเชื่อใจกันแค่ไหนก็หักหลังกันได้ และบางทีก็ต้องคิดให้หนักว่าที่เขามาสร้างความสัมพันธ์กับเรานั้น เขารักสมัครสัมพันธ์ฉันคู่รัก มิตรสหาย หรืออยากได้ทรัพย์สินเงินผลประโยชน์จากเรากันแน่  
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจาก คสช. ได้เรียกคนไทยในต่างแดนมารายงานตัว และมีความพยายามนำคนเหล่านั้นกลับมาดำเนินคดีในประเทศทำให้เกิดคำถามว่า กฎหมายใช้ไปได้ถึงที่ไหนบ้าง?  ขอบเขตของกฎหมายก็เชื่อมโยงกับองค์ประกอบของ รัฐยังจำกันได้ไหมครับ ว่า รัฐประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องต่อมาคงเคยผ่านหูผ่านตาหลายท่านกันมามากแล้วนะครับ นั่นคือ การออกโปรโมชั่นต่างๆของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสองสามเจ้าที่แข่งกันออกมายั่วยวนพวกเราให้หลงตามอยู่เรื่อยๆ   ผมเองก็เกือบหลงกลไปกับภาษากำกวมชวนให้เข้าใจผิดของบริษัทเหล่านี้อยู่หลายครั้งเหมือนกันนะครับ ต้องยอมรับเลยว่าคนที่
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจากที่เครือข่ายเฟซบุคล่มในประเทศไทยเป็นเวลาเกือบชั่วโมงจนเพื่อนพ้องน้องพี่เดือดดาลกัน    ตามมาด้วยข่าวลือว่า "คสช. จะตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต และไล่ปิดโซเชียลเน็ตเวิร์ค" นั้น  สามารถอธิบายได้ 2 แนว คือ1. เป็นวิธีการที่จะเอาชนะทางการเมืองหรือไม่ และ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เวลาคนทะเลาะกัน จะหาทางออกอย่างไร ? 
ทศพล ทรรศนพรรณ
กฎหมายมีผลตั้งแต่วันที่ประกาศใช้ กฎหมายที่มีผลร้ายห้ามมีผลย้อนหลัง  การออกกฎหมายมาลงโทษการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตจะทำไม่ได้ กฎหมายสิ้นผลเมื่อประกาศยกเลิก 
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรามักได้ยินคนพูดว่า ดูละครแล้วย้อนมองตน เพราะชีวิตของคนในละครมักสะท้อนให้เห็นแง่มุมต่างๆในชีวิตได้ใช่ไหมครับ แต่มีคนจำนวนมากบอกว่าชีวิตใครมันจะโชคร้ายหรือลำบากยากเย็นซ้ำซ้อนแบบตัวเอกในละครชีวิตบ้างเล่า  แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ทำให้ผมมั่นใจว่าเรื่องราวในชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย หากมันจะทำให
ทศพล ทรรศนพรรณ
ภัยใกล้ตัวอีกเรื่องที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ไม่อยากเจอคงเป็นเรื่องลึกๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวซึ่งเป็นความในไม่อยากให้ใครหยิบออกมาไขในที่แจ้ง แม้ความคิดของคนในสังคมเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์และความบริสุทธิ์จะเปลี่ยนไปแล้ว คือ เปิดกว้างยอมรับกับความหลังครั้งเก่าของกันและกันมากขึ้น &nbsp
ทศพล ทรรศนพรรณ
                ประเทศไทยประกาศต่อประชาชนในประเทศว่าจะรับประกันสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และประกาศต่อโลกว่าเป็น รัฐประชาธิปไตย มีกฎหมายใช้จัดการความขัดแย้งอย่างยุติธรรม รวมไปถึงป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจของรัฐ   แต่การประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ทำลายสิทธ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของน้องคนหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้ทำให้ครอบครัวเค้าสูญเสียทุกอย่างไป   น้องได้ลำดับเรื่องราวให้ฟังว่า