Skip to main content

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของปัจเจกชนจากการเก็บข้อมูลและประมวลผลโดยบรรษัทเอกชนจำต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลตามมาตรฐานที่กำหนดหน้าที่ของผู้ควบคุมระบบตามกฎหมายด้วย เนื่องจากบุคคลหรือกลุ่มองค์กรเหล่านี้ทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเจ้าของข้อมูลในหลายรูปแบบ อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหาแนวทางแก้ไขที่เจ้าของข้อมูลกำลังเผชิญอยู่ การเป็นตัวแทนในการเรียกร้องสิทธิให้กับเจ้าของข้อมูลในกรณีที่เจ้าของปัญหาไม่สามารถเรียกร้องสิทธิจากผู้ละเมิดได้เพราะขาดศักยภาพในการปกป้องตนเอง การมีช่องทางร้องทุกข์และแนวทางดำเนินคดีเรียกร้องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมให้กับเจ้าของข้อมูล ไปจนการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องไปสู่การรับรู้ของสาธารณชนเมื่อมีการละเมิดสิทธิหรือมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในระบบจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นการศึกษาให้เห็นภาวะคุกคามที่เจ้าของข้อมูลในระบบของเอกชนกำลังเผชิญอยู่ในประเทศไทยจะเป็นการช่วยให้เกิดแผนยุทธศาสตร์และองค์ความรู้ในการปกป้องสิทธิเจ้าของข้อมูลในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยเอกชน อันจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้ควบคุมระบบเอกชนช่วยพิทักษ์สิทธิปัจเจกชนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

เทคโนโลยีดิจิทัลแทรกซึกเข้าไปในชีวิตประจำวันของทุกคนมากขึ้นทุกวัน ทั้งในรูปแบบของสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเช่น เฟซบุค และไลน์  เป็นสิ่งที่ผู้คนใช้ในเพื่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน ของทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ แต่ในขณะเดียวกันก็มีภัยจากบรรษัทเอกชน และผู้ประสงค์ผลกำไรที่ต้องการใช้สื่อออนไลน์และอินเทอร์เน็ตในการเก็บรวบรวมข้อมูลของประชาชน ทั้งเพื่อแสวงหากำไร ทำเหมืองข้อมูลส่วนตัว และนำไปประมวลผลเพื่อส่งต่อหรือขายให้แก่บรรษัทอื่น ประชาชนไทยจึงควรมีการป้องกันภัยจากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อจะได้ใช้สื่อดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย รักษาความเป็นส่วนตัวได้อย่างเหมาะสม เพื่อจะได้รับการคุ้มครองและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้อินเทอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นผ่านการเขียนรหัสทางคณิตศาสตร์และแปลงสัญญาณเพื่อกักเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในรูปของการบีบอัดแล้วส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายหากเกิดภัยพิบัติ และเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นปริมาณข้อมูลมหาศาลก็อยู่ในพื้นที่จัดเก็บที่น้อยลง จนกระดาษใกล้จะหายไปจากสาระบบในอนาคตอันใกล้ แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตถูกนำมาใช้ในทางเศรษฐกิจก็ย่อมต้องปรับตัวไปตามความต้องการของสังคม พฤติกรรมส่งรับข้อมูลระหว่างบุคคลในเครือข่ายทางสังคมทั้งหลายได้ทำให้อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลของคนหลายพันล้านคนทั่วโลก

บรรษัทเจ้าของแพลตฟอร์มซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่แตกต่างจากบรรษัทอื่น ๆ ในยุคก่อน มีบทบาทสำคัญในการกำหนดวิธีการค้นหาข้อมูลที่กระจัดกระจายในอินเตอร์เน็ตด้วยการคิดค้นพัฒนาระบบค้นหาข้อมูลโดยใช้ “คำเหมือน” หรือ “ความคล้ายคลึง” เพื่อเชื่อมโยงสิ่งที่ผู้ใช้เสริชเอ็นจินพิมพ์ลงไปเข้ากับเอกสารหลากหลายรูปแบบที่น่าจะตรงกับความต้องการมากที่สุด หนังสือ Filter Bubble: What the Internet is Hiding from you ของ Eli Pariser (2011) ได้แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อเรื่องอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่ไร้การแทรกแซงและบริการทั้งหลายมี “ความเป็นกลาง” นั้นไม่จริง

เนื่องจากยิ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ตใช้บริการในเครือข่ายของบรรษัทมากเท่าไหร่ บรรษัทจะเริ่มวิเคราะห์ประวัติการใช้งานบริการต่าง ๆ ของผู้ใช้แล้วสังเคราะห์ว่าบุคคลนั้นต้องการจะค้นหาข้อมูลประเภทใด เช่น หากท่านใช้มือถือที่มีระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) หรือ IOS และค้นหาข้อมูลด้วย Google Search Engine หรือ Safari ใช้อีเมลล์ของ Gmail และค้นหาเส้นทางใน Google Map และดูหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยหน้า Chrome ผ่านทาง Google สมาร์ทโฟน ข้อมูลทั้งหลายที่เคยกดแป้นพิมพ์ลงไปจะถูกนำไปรวมกันที่เหมืองข้อมูล เพื่อหาความสัมพันธ์กับการค้นหาข้อมูลครั้งถัดไป

บรรษัทผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและกุมความลับเหนือการเขียนรหัสในการประมวลข้อมูลเอาไว้ จึงกลายเป็นผู้กำกับควบคุมการไหลเวียนข้อมูลของข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อสังเกตต่อการปล่อยให้อำนาจในการเขียนกฎและบังคับกฎตกอยู่กับบรรษัทเจ้าของเทคโนโลยี ก็คือ หากบรรษัทมิได้เป็นกลาง หรือไม่ได้ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการที่บรรษัทนำไปประมวลผลและพัฒนาบริการของตน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอย่างหลากหลาย หรือถูกบุกรุกสอดส่องชีวิตส่วนตัว เก็บข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยมิชอบหรือไม่

การศึกษาปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์จึงต้องอาศัยการผสมผสานทฤษฎีทางสังคมในหลากหลายรูปแบบเพื่อปรับใช้กับความซับซ้อนและเสมือนจริงของโลกออนไลน์โดยต้องไม่ลืมถึงสิ่งสำคัญประการหนึ่งว่า โลกออนไลน์อยู่ภายใต้บริบทของโลกจริง ดังนั้นการศึกษาจึงต้องเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองโลกเสมอ

บรรษัทเอกชนผู้ควบคุมระบบมีความสามารถในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของปัจเจกชนที่ใช้งานระบบ แต่เจ้าของข้อมูลไม่มีความสามารถในการตรวจสอบว่าข้อมูลของตนได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานกฎหมายหรือไม่ รัฐจะต้องออกกฎหมายและสร้างกลไกอย่างไรให้เข้าไปกำกับกิจกรรมของบรรษัททั้งในและต่างประเทศให้ช่วยปกป้องคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจากภัยคุกคามให้เข้มแข็งขึ้น

ราชอาณาจักรไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 แต่ได้ขยายระยะเวลาในการใช้บังคับกฎหมายบางหมวด ออกไปถึงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2565  และคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ออกกฎหมายลูกเพื่อมาปรับใช้กับการเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลโดยเอกชนเพื่อปกป้องเจ้าของข้อมูลเท่าทันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และท้าทายรัฐสมัยใหม่ที่ต้องผลักดันนโยบายสาธารณะพร้อมสร้างกลไกในการบังคับใช้ให้เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น


แนวทางพัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย จึงต้องคำนึงถึง ผู้บริโภคในตลาดอิเล็กทรอนิกส์ และประชาชนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสื่อสารทางสังคมการเมือง โดยในแต่ละกลุ่มจะต้องครอบคลุมกลุ่มบรรษัทเอกชนที่สะท้อน 2 เรื่อง คือ สิทธิพลเมืองและการเมืองของพลเมืองเน็ต สิทธิทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคในสังคมดิจิทัล ทั้งเจ้าของระบบข้อมูลในประเทศไทยและตั้งอยู่นอกประเทศแต่เสนอบริการหรือประมวลข้อมูลของพลเมืองไทย อันเป็นไปตามขอบเขตนิยาม "ผู้ควบคุมระบบ" ที่ว่าเป็นบุคคล องค์กร กลุ่มหรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์จะทำงานเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล การพัฒนา การช่วยเหลือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในระบบเป็นการเฉพาะ
โดยมาตรการที่ควรเสนอในการช่วยเหลือประชาชนและรังสรรค์ความเป็นธรรมในสังคม องค์กรหรือกลุ่มดังกล่าวนี้อาจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยหรือนอกประเทศก็ได้ เช่น บริษัท มูลนิธิ สมาคม หรือไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ เช่น องค์กรประชาธิปไตย องค์กรประชาชน ที่รวมตัวกันใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น กลุ่ม โครงการ คณะกรรมการ ฯลฯ เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 29 วรรคสอง กำหนดให้เอกชนผลักดัน “นโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  ลักษณะของเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกันเพื่อการประกอบกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน  และหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบและรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งชาติประกาศกำหนด” และในมาตรา 29 วรรคสาม ก็ผลักดันให้ “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม.....รวมทั้ง มีมาตรการเยียวยาทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการฯประกาศกำหนด”

หลังจากสหภาพยุโรปได้ประกาศกฎคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (General Data Protection Regulation) อันมีผลบังคับใช้ในทุกประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2561 ยังผลให้ประเทศคู่ค้ากับสหภาพยุโรปต้องปรับกฎหมายตามเพื่อให้สอดคล้องและสามารถเสนอขายบริการต่าง ๆ ให้กับพลเมืองของรัฐในสหภาพยุโรปและเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปได้ ประเทศไทยก็ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ออกมาเช่นกัน โดยให้องค์กรทั้งหลายที่ควบคุมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องปรับมาตรการทั้งหลายให้สอดคล้องกับกฎหมายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2565 
กฎหมายดังกล่าวเกี่ยวพันกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับคุ้มครองในฐานะสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ดีกฎหมายได้เปิดโอกาสให้มีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์บางประการได้ถ้าขอความยินยอมอย่างชัดแจ้ง แต่ก็กำหนดเงื่อนไขในการป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล ทั้งผู้ควบคุมระบบต้องจัดมาตรการประกันสิทธิเจ้าของข้อมูลให้ได้มาตรฐานเดียวกันเมื่อส่งข้อมูลต่อให้บุคคลภายนอกหรือส่งไปนอกราชอาณาจักร   หากเจ้าของแพลตฟอร์มได้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ประโยชน์จำต้องวางข้อกำหนดและมาตรการทั้งหลายให้สอดคล้องกับกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเจ้าของข้อมูล และสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิให้กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้น

การเยียวยาหลังเกิดการละเมิดสิทธิไปแล้วทำได้ยากและมีประสิทธิผลน้อย ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงอาจไม่เหมาะสมกับการป้องกันและปราบปรามการเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ โดยเฉพาะถ้าวิเคราะห์จากมุมของผู้เสียหายซึ่งอาจตัดสินใจยุติการฟ้องร้องดำเนินคดีเพราะมีข้อจำกัดมากมาย และมองไม่เห็นโอกาสในการได้รับการเยียวยาความเสียหายต่อสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งยังเป็นไปได้ยากที่จะได้รับการเยียวยาจากเอกชนผู้ประกอบการในต่างประเทศมาดำเนินคดี

ดังนั้นการสร้างมาตรการกำกับควบคุมบรรษัทข้ามชาติและบรรษัทเอกชนไทยในโลกดิจิทัลจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการตั้งรับและเยียวยาปัญหาภายหลังโดยกระบวนการยุติธรรมของรัฐ บทความนี้จึงมุ่งเรียกร้องให้สร้างองค์ความรู้ผ่านงานวิจัยแล้วนำมาผลิตเป็นกฎหมายลุกและกลไกรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเตือนให้สาธารณชนรับทราบถึงกลยุทธ์ของบรรษัท และช่วยกันเฝ้าระวังภัยก่อนที่จะกลายเป็นวัตถุแห่งการสอดส่องประมวลผลโดยบรรษัท

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องล่าสุดที่ใครอาจคิดว่าไกลตัว แต่มันเข้ามาใกล้ตัวเรากว่าที่หลายคนคิด ใช่แล้วครับ แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และจะมีจำนวนมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับประเทศรอบด้าน   บางคนอาจคิดไปว่าคนต่างด้าวเข้ามาแย่งงานคนไทย แต่คน
ทศพล ทรรศนพรรณ
การบังคับใช้กฎหมายของรัฐเหนือดินแดนหลังหมดยุคอาณานิคมนั้น ก็มีความชัดเจนว่าบังคับกับทุกคนที่อยู่ในดินแดนนั้น  ไม่ว่าคนไทย จีน อาหรับ ฝรั่ง ขแมร์ พม่า เวียต หากเข้ามาอยู่ในดินแดนไทยแล้วก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ดุจเดียวกับ “คนชาติ” ไทย   แต่ความยากลำบากเกิดขึ้นเมื่อปัจจุบันการข้ามพรมแดนย
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้จะทำให้ทุกท่านเข้าใจแจ่มแจ้งเลยนะครับว่า “เงินทองมันไม่เข้าใครออกใคร” จริงๆ ให้รักกันแทบตาย ไว้ใจเชื่อใจกันแค่ไหนก็หักหลังกันได้ และบางทีก็ต้องคิดให้หนักว่าที่เขามาสร้างความสัมพันธ์กับเรานั้น เขารักสมัครสัมพันธ์ฉันคู่รัก มิตรสหาย หรืออยากได้ทรัพย์สินเงินผลประโยชน์จากเรากันแน่  
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจาก คสช. ได้เรียกคนไทยในต่างแดนมารายงานตัว และมีความพยายามนำคนเหล่านั้นกลับมาดำเนินคดีในประเทศทำให้เกิดคำถามว่า กฎหมายใช้ไปได้ถึงที่ไหนบ้าง?  ขอบเขตของกฎหมายก็เชื่อมโยงกับองค์ประกอบของ รัฐยังจำกันได้ไหมครับ ว่า รัฐประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องต่อมาคงเคยผ่านหูผ่านตาหลายท่านกันมามากแล้วนะครับ นั่นคือ การออกโปรโมชั่นต่างๆของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสองสามเจ้าที่แข่งกันออกมายั่วยวนพวกเราให้หลงตามอยู่เรื่อยๆ   ผมเองก็เกือบหลงกลไปกับภาษากำกวมชวนให้เข้าใจผิดของบริษัทเหล่านี้อยู่หลายครั้งเหมือนกันนะครับ ต้องยอมรับเลยว่าคนที่
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจากที่เครือข่ายเฟซบุคล่มในประเทศไทยเป็นเวลาเกือบชั่วโมงจนเพื่อนพ้องน้องพี่เดือดดาลกัน    ตามมาด้วยข่าวลือว่า "คสช. จะตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต และไล่ปิดโซเชียลเน็ตเวิร์ค" นั้น  สามารถอธิบายได้ 2 แนว คือ1. เป็นวิธีการที่จะเอาชนะทางการเมืองหรือไม่ และ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เวลาคนทะเลาะกัน จะหาทางออกอย่างไร ? 
ทศพล ทรรศนพรรณ
กฎหมายมีผลตั้งแต่วันที่ประกาศใช้ กฎหมายที่มีผลร้ายห้ามมีผลย้อนหลัง  การออกกฎหมายมาลงโทษการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตจะทำไม่ได้ กฎหมายสิ้นผลเมื่อประกาศยกเลิก 
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรามักได้ยินคนพูดว่า ดูละครแล้วย้อนมองตน เพราะชีวิตของคนในละครมักสะท้อนให้เห็นแง่มุมต่างๆในชีวิตได้ใช่ไหมครับ แต่มีคนจำนวนมากบอกว่าชีวิตใครมันจะโชคร้ายหรือลำบากยากเย็นซ้ำซ้อนแบบตัวเอกในละครชีวิตบ้างเล่า  แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ทำให้ผมมั่นใจว่าเรื่องราวในชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย หากมันจะทำให
ทศพล ทรรศนพรรณ
ภัยใกล้ตัวอีกเรื่องที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ไม่อยากเจอคงเป็นเรื่องลึกๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวซึ่งเป็นความในไม่อยากให้ใครหยิบออกมาไขในที่แจ้ง แม้ความคิดของคนในสังคมเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์และความบริสุทธิ์จะเปลี่ยนไปแล้ว คือ เปิดกว้างยอมรับกับความหลังครั้งเก่าของกันและกันมากขึ้น &nbsp
ทศพล ทรรศนพรรณ
                ประเทศไทยประกาศต่อประชาชนในประเทศว่าจะรับประกันสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และประกาศต่อโลกว่าเป็น รัฐประชาธิปไตย มีกฎหมายใช้จัดการความขัดแย้งอย่างยุติธรรม รวมไปถึงป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจของรัฐ   แต่การประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ทำลายสิทธ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของน้องคนหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้ทำให้ครอบครัวเค้าสูญเสียทุกอย่างไป   น้องได้ลำดับเรื่องราวให้ฟังว่า