Skip to main content


 

1.

"ผมชอบรถคันนั้นจริงๆ"

เพื่อนชายวัย 33 ปีของฉันบอก หลังจากนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่นานหลายชั่วโมง ภาพเวบไซต์แห่งหนึ่งปรากฏภาพรถคันเล็กๆ สีขาวทั้งคัน เป็นรถเฟี๊ยสที่ฉันจำปี พ.ศ.และรุ่นไม่ได้ รู้แต่ว่ามันน่าจะมีอายุเกือบเท่าๆ เขาด้วยซ้ำ


เขาทำหน้าพึงพอใจเห็นได้ชัด สารภาพกับฉันว่าไม่ใช่แค่หลายชั่วโมงหรอกที่เขาเฝ้ามองรถคันนี้ แต่เป็นหลายสัปดาห์มาแล้ว

"มันเป็นรถโบราณ หายาก เป็นรถเก่าแบบที่ผมชอบ และที่สำคัญมันราคาถูกมาก แค่สองหมื่นบาทเท่านั้น"

ฉันนั่งฟังเป็นความรู้ใหม่ นอกจากไม่ถนัดเรื่องเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าในตลาดรถเก่านั้น สีไหน ยี่ห้อไหนจะหายากกว่ากัน ฉันถามเขาไปว่า

"แบบนี้มันต้องซ่อมอีกไหม ไหนบอกว่าอยากได้รถเอาไว้เดินทางไกลๆ ข้ามจังหวัด มันจะไหวเหรอ"


ดวงตาเขาเป็นประกาย คำถามนั้นช่วยให้เขาวางแผนระยะไกลได้ชัดมากขึ้น เขาบอกว่าดูสภาพแล้วก็รู้ว่าจะต้องซ่อมอะไรบ้าง ตกแต่งให้ดีหรือลงทุนเสียหน่อย ขายต่ออีกทอดก็ยังได้กำไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือมันเป็นรถในฝัน อย่างไรเสียเขาก็คงไม่ขายมันไปง่ายๆ

"อีกอย่าง รถถูกๆ แบบนี้ผมซ่อมเองได้บ้าง ประหยัดเงินกว่าซื้อรถใหม่หลายเท่าตัว เศรษฐกิจแบบนี้ต้องพอเพียง เราก็ต้องไม่ใช้งานมันหนัก มันจะได้อยู่กันไปนานๆ"


นั่นเป็นหตุผลให้ไม่กี่วันต่อมา เพื่อนของฉันวิงวอนให้เราสามสี่คนเดินทางไปกับเขา เพื่อซื้อขายรับรถคันนี้กันที่ภาคกลาง เราตื่นกันแต่เช้า นั่งยัดกันไปในกระบะคันหนึ่งของเพื่อน เตรียมอุปกรณ์ลากรถเผื่อไว้ ทั้งเชือก เหล็ก ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และน้ำมัน พากันออกจากเชียงใหม่ตั้งแต่ตีห้า


เด็กสาวเพิ่งจบการศึกษาซึ่งเป็นแฟนเขา ยังมีสีหน้างัวเงียเหมือนเด็กน้อยนอนไม่อิ่ม นั่งหอบตุ๊กตามากอดแล้วหลับอยู่ในรถ ตลอดทางเราคุยถึงรถคันนั้น เพื่อนก็ตอบคำถามได้หมด เรื่องระบบการขับเคลื่อน ขนาดตัวถัง สัญญาเช่าขาย อู่ที่จะนำไปซ่อมปรับปรุง ทุกอย่างอยู่ในหัวเขาหมดแล้วพร้อมเงินจำนวนหนึ่งที่เตรียมไว้


การเดินทางนั้นยาวไกลหลายชั่วโมง เราลากรถคันนั้นกลับมาถึงเชียงใหม่ในเวลาตีสี่ ตลอดทางไม่มีใครได้แวะกินอะไรเพราะกลัวฝนจะตก เพื่อนลากยาวฝ่าความมืดตอนกลางคืนมาด้วยท่าทีคึกคักไม่มีตก ยามดึกที่แล่นผ่านถนนอันเปล่าเปลี่ยว ฉันยังเผลอมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าและดวงตาเขาไม่มีคลาย จนนึกได้ว่า ความรักและความฝันของคนนั้นมีแรงผลักมากกว่าที่เราคิด และบางครั้งมันก็ทำให้คนลืมความเหนื่อยอื่นใดไปได้หมด


ไม่มีใครคิดเลยว่า นับจากวันนั้นไป เรากลับไม่ได้เห็นรอยยิ้มนั้นของเขาอีก

..................


 

 

2.

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ"

เพื่อนของฉันบอก หลังจากลากรถไปซ่อมยังอู่ไกลๆ แห่งหนึ่ง เราพากันไปส่งเจ้ารถสีขาวด้วยความหวังว่ามันจะแล่นได้เหมือนเดิม

แต่จากวันนั้นนับเดือน มันยังไม่มีทีท่าที่จะวิ่งได้ เพราะไม่มีอะไหล่ซ่อม เพื่อนของฉันเปลี่ยนแผนโดยการมอบรถคันนี้ให้นักศึกษาฝึกซ่อมนำมันไปฝึกหัดทำสี เขาระดมเด็กๆ ที่อยากหาอะไรเล่นมาทำสีรถจนใหม่เอี่ยม วาววับสวยงามดี แต่เพื่อนก็ทำหน้าหงุดหงิดนิดหน่อยที่ฝีมือการทำไม่เนี๊ยบเรียบร้อยอย่างที่คิด


เขาเริ่มต้นชีวิตอันหมกมุ่น ตื่นแต่เช้า ไปเยี่ยมรถที่อู่ นอนสอดตัวเข้าไปช่องท้องสำรวจอะไหล่ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปทั่วด้วยน้ำมันรถสีดำๆ ไม่มีใครชวนเขาไปไหนได้ นอกจากอู่รถ ส่วนเวลาที่เหลือเขาจะเฝ้านั่งดูรายการสินค้าอะไหล่ทางอินเตอร์เน็ตว่าของที่สั่งจะปรากฏคนขายอยู่ที่ไหนบ้าง เขาวนเวียนขับรถเข้าออกร้านค้าทั่วเชียงใหม่ เริ่มโดดงานเพื่อจัดการธุระด้วยรถคันนั้น และเขาก็เริ่มทะเลาะกับเพื่อน


สายวันหนึ่ง แฟนสาวของเขาขี่มอเตอร์ไซค์มาหาฉันที่บ้าน แววตาเธอแดงๆ เหมือนคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา

"พี่ช่วยพูดกับแฟนหนูหน่อยได้ไหม...เขาไม่สนใจอะไรเลยนอกจากรถ แล้วก็ทะเลาะกับเพื่อนไปสามคน"

"พ่อของเขาโมโหมากที่ไม่ยอมซ่อมรถเก่า แต่เอาเงินมาลงกับรถคันนี้หมด"

"พี่เขาเครียดมาก ไม่ยอมกินข้าว โมโหว่าเมื่อไหร่มันจะแล่นได้สักที เปลี่ยนอู่มาแล้ว 3 รอบ"

ฯลฯ

 

อีกหลายประโยคและเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาทั้งการเงิน ความสัมพันธ์ เวลา และหลายอย่างที่ทำให้เพื่อนบางคนจำใจยื่นมือเข้าไปช่วย หลายเดือนนับจากนั้น ฉันจำได้ว่า เขาลากรถไปซ่อมในอู่ต่างๆ อีกไม่ต่ำกว่า 5 แห่ง ไม่มีใครเห็นรอยยิ้มของเขาอีกแล้ว ทุกๆ วันมีแต่ความมึนตึง เพื่อนฝูงช่วยกันระดมคนมาปรับปรุงซ่อมแซมมันจากสภาพรถเก่าๆ เคลื่อนที่ไม่ได้ มาถึงวันแรกที่มันสามารถเดินทางมาเยี่ยมฉันที่บ้านได้


แต่ก็ยังไม่มีรอยยิ้มของเขาอยู่ดี คิ้วของเขาขมวดเป็นปม ตลอดเวลาที่อยู่ที่บ้าน เขาไม่ได้นั่งเลยสักนาที แต่ปูเสื่อสอดตัวไปใต้รถเหมือนเคย เมื่อซ่อมเครื่องยนต์เสร็จ เขาก็คิดจะปรับปรุงสี เมื่อทำเสร็จก็อยากแก้ไขแอร์ ปรับปรุงเครื่องเสียง เปลี่ยนกระจก เปลี่ยนคิ้วขอบหน้าต่าง ฉันได้แต่นิ่งพิจารณาความเป็นไปในการซ่อมแซมรถสักคนหนึ่ง และความเป็นไปในใจเขา ซึ่งให้เหตุผลไว้ว่า

"มันเป็นรถในฝันของผม คันแรก และคันเดียวเท่านั้น"


จริงหรือ ที่มนุษย์มีความฝันแล้วต้องทำให้มันสำเร็จ
?

ฉันตั้งคำถามขึ้นเงียบๆ มองดูแมวที่กระโดดไปฝนเล็บในรถเขาด้วยแววตากังวล อุ้มแมวกลับมาแล้วจำเป็นต้องดุ เพราะเห็นหน้าเพื่อนมึนตึง แฟนสาวของเขาฟุบหลับอยู่ที่เก้าอี้ มือของเธอเปื้อนน้ำมันรถเล็กน้อย และสภาพบอกว่าหมดพลังแล้วที่จะต่อสู้กับการทะเลาะกันอีก


วันนั้นทั้งวันเรานั่งคุยกันโดยเขาอยู่ในรถ กระทั่งแดดบ่ายสาดเข้ามาเต็มแรง เขาจึงท้อถอยด้วยการเดินออกมาแล้วขอลากลับ เพื่อจะไปคุยกับอู่รถต่อ


ฉันได้แต่พยักหน้า แฟนสาวของเขามองฉันอย่างวิงวอน เหมือนจะขอร้องอะไรสักอย่าง ฉันกลับปิดปากเงียบ มันเป็นความฝันของเขามิใช่หรือ ความฝันที่เราต่างมีแตกต่างกัน และแทรกตัวไปอยู่ในนั้นได้ยาก แม้จะมีอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่ง ที่ฉันนึกอยากกลายเป็นคนที่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น พูดอะไรสักคำให้เขาถอยห่างจากรถคันนั้นเสียบ้าง ฉันว่ายังมีรถอีกมากกระมังที่เหมาะสมกับเขา หรือน่าจะมีเรื่องอื่นอีกบ้างกระมัง ที่จะเป็นความฝันของเขา


สุดท้ายฉันก็ไม่ได้พูดอะไร กระทั่งผ่านไปอีกราว 4 เดือน เพื่อนของฉันหายไปจากชีวิต เราแทบไม่ได้ติดต่อหรือพูดคุยกัน ไม่มีใครเห็นเขาหรือพูดถึงเขา เมื่อนั้นฉันจึงหาเวลาวันหยุดแวะไปหาเขาที่บ้าน


3.

มองซ้ายมองขวา หารถคันนั้นไม่เจอแล้ว

มันถูกฝากเอาไว้ที่อู่แห่งหนึ่ง พร้อมถ่ายรูปเพื่อนำกลับไปลงในอินเตอร์เน็ตอีกครั้ง เพื่อนของฉันผมยาวคลอบ่า หนวดเครารกครึ้ม เขายิ้มจางๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แล้วบอกกับฉันด้วยท่าทางของคนยอมแพ้

"ผมตัดสินใจขายมันแล้วล่ะ"

"ฮื่อ...ไม่เสียดายแล้วใช่ไหม"


เขายิ้มแหยๆ ให้ตัวเอง แต่มีประกายตาสำนึกผิดเกิดขึ้นแทน

"ไม่แล้วล่ะ...ผมว่าที่น่าเสียดายไม่ใช่รถคันนั้นหรอก แต่เป็นอย่างอื่น"

"อะไรบ้างล่ะ"

"ก็เนี่ย ทะเลาะกับเพื่อนหลายคนจะกลับไปขอโทษเขา เงินก็ใกล้หมด สงสัยขายแล้วจะขาดทุน ส่วนเด็กๆ ที่มาช่วยซ่อมมันท้อแท้กลับไปหมดแล้ว สงสัยต้องไปเลี้ยงเหล้าพวกเขาสักมื้อ"

"อ้อ..."

ฉันแอบยิ้ม เพื่อนของฉันวาง "ความล้มเหลว" ไว้ที่โรงจอดรถด้วยการโยนกล่องอุปกรณ์ลงแรงๆ แล้วเช็ดหน้าด้วยผ้าขนหนูเก่าๆ ก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำ

"ไปไหนเหรอวันนี้"

"ผมจะไปขอคืนดีกับแฟนน่ะ"


ฉันเผลอหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างไม่เกรงใจเขา แล้วถามเขาว่า

"เลิกกันเพราะความฝันกับรถคันนี้น่ะเหรอ"

เขาหัวเราะตาม น้ำเสียงร่าเริงกลับมาแล้ว แววตาเป็นมิตรกว่าที่เห็นก่อนนี้

"ไม่ใช่เลิกกันเพราะเรื่องรถอย่างเดียวหรอก แต่เป็นเพราะผมเองบ้ามากไปหน่อย ไม่รู้เหมือนกันทำไปได้ไง เอาแต่ใจตัวเองจนคนอื่นเค้าเบื่อกันไปหมด เฮ้อ"

ฉันหัวเราะอีกที นึกขำขึ้นมาเหมือนกัน

"ก็ดีนะที่ยังทันนึกได้"

"ใช่ ผมก็ว่ายังดีนะยังทันนึกได้ ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ฝันจนเสียแฟนเสียเพื่อนเนี่ย ทำไปได้ยังไง"


ฉันมองดูเขา เขาก็มองดูฉัน เราหัวเราะกันอีกครั้ง ก่อนที่ปรากฏร่างของเพื่อนคนเดิมกลับคืนมาอีกครั้ง

 

 

 

บล็อกของ วาดวลี

วาดวลี
"ได้กินเห็ดถอบหรือยังลูก"คำถามแรกจากหญิงวัยใกล้ชราซึ่งเอื้อนเอ่ยแข่งกับเสียงฝนตกเปาะแปะอยู่นอกชานเรือน เธอเป็นแม่คนที่สองของฉัน ที่รักใคร่เอ็นดูเหมือนแม่แท้ๆ กวักมือเรียกให้ไปช่วยดาขันโตก แม้ฉันจะทำท่าแบ่งรับแบ่งสู้เพราะไปเยือนบ้านเกิดวันนี้ตั้งใจจะไปกินข้าวมื้อกลางวันกับพ่อ แต่ทำยังไงได้ในเมื่ออาหารการกินสำรับเตรียมไว้เพียบพร้อม ฉันนึกถึงคำของแม่แท้ๆ ที่บอกว่าถ้าผู้ใหญ่ชวนทานข้าว ก็อย่าได้ทำให้เขาเสียใจ
วาดวลี
  1."ผมชอบรถคันนั้นจริงๆ"เพื่อนชายวัย 33 ปีของฉันบอก หลังจากนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่นานหลายชั่วโมง ภาพเวบไซต์แห่งหนึ่งปรากฏภาพรถคันเล็กๆ สีขาวทั้งคัน เป็นรถเฟี๊ยสที่ฉันจำปี พ.ศ.และรุ่นไม่ได้ รู้แต่ว่ามันน่าจะมีอายุเกือบเท่าๆ เขาด้วยซ้ำ
วาดวลี
  ท้องทุ่งแห่งความทรงจำ มีกลิ่นอบอวลด้วยดอกไม้ ทุ่งหญ้า และกลิ่นชื้นของที่ดินริมแม่น้ำ พ่อของฉันตื่นนอนก่อนลูกๆ ในเช้าก่อนวันสงกรานต์ เขาส่งเสียงร้องเอื้อนเอ่ยเป็นทำนองของค่าวซอบนเก้าอี้ไม้ หันหน้าไปหาแม่น้ำและดวงอาทิตย์ ในมือถือกระดาษมีเส้น บรรจุตัวอักษรที่เขาเขียนแต่งขึ้นมาเอง และเนื้อหาในนั้นก็กำลังกล่าวถึงวันคืนของปีเก่าที่ผ่านไปและปีใหม่เมือง ที่กำลังจะมา
วาดวลี
"บนท้องฟ้านั้นมีความจริงอยู่ครึ่งหนึ่ง"  ฉันไม่รู้ว่าจำประโยคนี้มาจากไหน  แล้วก็มีคนเคยเห็นด้วยอย่างปักใจว่าบางทีท้องฟ้าก็โกหกเราได้  สีฟ้าแบบนี้ไม่ควรจะมีฝน  ประกายสีส้มจากดวงตะวันแบบนั้น  มองเผินๆ  คล้ายเตือนว่าพายุจะมา  แต่สุดท้ายก็เหลือแค่อากาศร้อนอบอ้าว
วาดวลี
 
วาดวลี
   ๑.หัวเราะกับความแยบยลของชีวิตที่บางครั้งตกหลุมพรางความหยาบกระด้างเมื่อรู้สึกได้กับความละเอียดอ่อนก็เห็นค่าจนไม่อยากจะสูญเสีย
วาดวลี
 ฉันนั่งมองกลีบดอกไม้สีชมพูที่หน้าตาเหมือนๆ กัน ผ่านทางกระจกรถ ขณะคิดในใจว่า เดือนกุมภาพันธ์ที่ฉันรักได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เดือนที่อากาศเย็นแสนทรมานจะค่อยๆ คลายตัวลงเป็นเย็นสบายกำลังดี ดอกไม้สีเหลือง สีขาว สีส้ม และสีชมพูจะบานสะพรั่งเต็มต้น เรียงรายตลอดถนน แสงแดดเช้าและบ่ายนั้นสวยงาม เช่นเดียวกับท้องฟ้าที่โปร่งใส มีก้อนเมฆสีขาวฟูฟ่องลอยไปมาแต่ความเป็นจริงเวลานี้คือวิทยุกำลังประกาศซ้ำๆ เรื่องมลภาวะเป็นพิษเพราะหมอกควัน และเน้นย้ำให้เราป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น
วาดวลี
ชายชรายิ้มหวานให้ฉัน ทันทีที่เขารู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นแล้ว ยิ้มบนริมฝีปากเบี้ยวๆ หนังตากระตุก ใบหน้าเหี่ยวย่น แต่ฉันรู้สึกได้ในตอนนั้นว่าเป็นยิ้มที่แสนหวานกว่าใครๆ ทีเดียว และเชื่อว่าเป็นยิ้มแรกของวันนี้ก่อนหน้านี้หลายนาที เขาพาตาช้ำๆ ย่างก้าวมาอย่างเซๆ ออกจากห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล ตอนที่เจอกันฉันยกมือไหว้ สวมกอดเขาหลวมๆ พาเขาไปนั่งลงตรงระเบียง เขาพยายามสื่อสารทั้งที่อาการไม่หายดีนัก เขาเล่าว่าวันนี้ตื่นแต่เช้ามืดเช่นทุกวัน นึ่งข้าวทิ้งไว้แล้วก็มาบริหารร่างกาย จากนั้นก็วิ่งเหยาะๆ แล้วจบท้ายที่การบริหารอีกรอบ แต่อยู่ๆ แขนขาซีกหนึ่งก็ไม่มีแรง เบานุ่นเหมือนสำลี…
วาดวลี
“จะทำอะไรบ้างคะน้อง...” พี่ช่างผมคนใหม่ยิ้มกริ่ม เมื่อต้อนรับลูกค้าอย่างฉันแล้วพาไปนอนบนเปลสระผมในบ่ายแก่ๆ ของวันหยุด ฉันยิ้มให้เขา หยุดคิดในใจนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบไปเบาๆ ว่า “ช่วยตัดเล็มปลายผมแค่นั้นก็พอค่ะ” “แล้วสระกับไดร์ด้วยไหม” ฉันพยักหน้า เธอตอบรับด้วยท่าทางคล่องแคล่ว จากนั้นก็โน้มศีรษะฉันให้ลงพอดีกับอ่าง เปิดน้ำจากสายยางเย็นเจี๊ยบราดรดลงไปบนศีรษะ เธอจับเส้นผมฉันเบาๆ อย่างเกรงใจ แล้วกระซิบมาข้างๆ หู “ถ้าแรงไปก็บอกนะ พี่มักจะเผลอตัว ถ้าไม่ให้นวดหัวก็บอกได้”
วาดวลี
"ยี่เป็ง” เป็นชื่อแมวของฉันเอง ซึ่งตั้งให้แมวตัวสีขาวลายสีเทา ทรงหน้าเหลี่ยม หางกุด ตัวเท่ากำปั้น ที่กระโดดขึ้นมาอยู่บนตักขณะกินจิ้มจุ่มในวันลอยกระทงเมื่อ 2 ปีก่อน และจากนั้นมาอีก 1 ชั่วโมง ฉันก็ถามตัวเองอีกครั้งว่า เราจะมีลูกแมวเลี้ยงเพิ่มอีกหนึ่งตัวหรือนี่ ทั้งที่การมีแมวแสนไฮเปอร์ชื่อ “พี่แม้ว” แค่ตัวเดียวนั้นยังรับมือแทบจะไม่ไหว แต่นั่นเป็นการถามตัวเองเมื่อกลับมาถึงบ้านโดยมียี่เป็งในอ้อมแขน
วาดวลี
ในฐานะที่ต้นพืชต้นนี้ถูกฉันเรียกว่าเป็น “ถั่ววิเศษ” หากมันพูดได้ มันคงสงสัยในตัวฉันว่า จะคอยจับจ้องมันไปถึงไหน ทั้งเช้าทั้งเย็น นอกจากวนเวียนรดน้ำแล้วก็ยังแอบถ่ายรูป สังเกตสังกา พาเพื่อนมาชมแปลงถั่ว เฝ้าจับจ้องแมลงตัวน้อยนิดที่บินมาเกาะ มากัดกิน พลางครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้กิ่งใบของมันเสียหายก่อนเวลาอันสมควร ถั่ววิเศษอาจกำลังสอนฉันว่า อย่าคาดหวังในตัวมันมากเกินไปกระมัง ในแปลงผักแปลงเดียว เมล็ดพันธุ์ที่หยอดหว่านลงไปนั้น กำลังเติบโตได้อย่างแตกต่างกัน บางต้น อวบอิ่ม สีเขียวสด ยืดลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 10 เซนติเมตรได้ ขยายใบเล็กๆ นั้นกลายเป็นใบกว้าง เติบใหญ่อย่างมีสุขภาพดี
วาดวลี
  ปีนี้ฉันได้ของขวัญปีใหม่เป็นเมล็ดถั่วมันเป็นเมล็ดแห้งๆ ที่นอนเรียงตัวอยู่ในฝักสีน้ำตาล ห่อมาในถุงพลาสติกใช้แล้วยับยู่ยี่ คนที่ยื่นให้บอกฉันว่าด้วยแววตาล้อเลียนว่า "มันเป็นถั่ววิเศษ"