Skip to main content

 

แน่นอนว่าโฆษณาโปรแกรมเรียนภาษาไทย (บางคนบอกเป็นแค่ตลกล้อเลียน?) ที่เป็นข่าว 2-3 วันที่ผ่านมานั้น ตั้งอยู่บนอคติทางเพศ ดูถูกเพศหญิงว่าเป็นวัตถุทางเพศ ดูถูกเพศชายว่าจ้องเสพสุขทางเพศท่าเดียว (หรือหลายท่า?) สร้างภาพเหมารวมให้คนไทยและสังคมไทยไร้ศีลธรรม (ดูสิ เราออกจะเมืองพุทธ เมืองพระ) แต่ที่ยังน่าจะต้องทำความเข้าใจคือ ปฏิกิริยาที่คนไทยมีต่อวิดีโอล้อเลียนนี้ 

 
ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เมื่อใครมาว่าเมืองไทยอย่างไร เรามักปฏิเสธ แถมยังขอให้เขาเข้าใจเราให้ถูกต้อง เรียกร้องหรือกระทั่งประท้วงให้เขายกเลิกคำพูดเหล่านั้น เช่น ฟอร์บว่าพระมหากษัตริย์ไทยเป็นกษัตริย์ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลก เราดีเฟนว่าไม่ถูก ไม่จริง (ทีอย่างนี้ทำไมจึงไม่ภูมิใจกันก็ไม่ทราบ) ทั่วโลกประณามการตัดสินจำคุก 10 ปีสมยศ พฤกษาเกษมสุข เราบอกว่าทั่วโลกไม่เข้าใจความเป็นไทย ประเทศหนึ่งในยุโรปเอาพระพุทธรูปไปประดับประตูห้องน้ำสาธารณะ คนไทยบอกทำร้ายจิตใจชาวพุทธ (ไม่เห็นชาวพุทธธิเบต อินเดีย จีน ลาว พม่า ซึ่งเคร่งครัดกว่าเรามากนักจะว่าอะไรเลย) จนกระทั่งกรณีโปรแกรมสอนภาษาล้อเลียนว่าไทยเป็นเมืองโสเภณี เราบอกทำภาพลักษณ์ไทยเสื่อมเสีย 
 
อะไรที่ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งเดือดร้อนกับคำพูดเหล่านั้น ความเห็นเหล่านั้นวางอยู่บนความเข้าใจชนิดไหนกัน ส่วนหนึ่งของปัญหานี้จึงไม่ใช่ปัญหาข้อเท็จจริง แต่ระบบคิดต่างหากที่เป็นปัญหา
 
ข้อแรก ผมคิดว่าคนไทยที่โกรธ โกรธเพราะคิดแบบฝรั่งเรื่อง "รัฐ-ชาติ" ในโลกทัศน์ของ "จินตกรรมรัฐ-ชาติ" ประเทศชาติถูกมองว่าเสมือนปัจเจกคนหนึ่ง ระบบคิดนี้ไม่ได้มีเพียงในวิธีคิดทางรัฐศาสตร์ แต่ยังอยู่ในวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ อยู่ในวิธีคิดทางสังคม ที่ทำให้ "คนไทย" กลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันไปหมด ยิ่งในโลกปัจจุบัน เป็นภาวะโลกาภิวัตน์ ผู้คนติดต่อกันข้ามชาติด้วยจินตกรรมว่า แต่ละประเทศเป็นปัจเจกบุคคลที่คบค้าติดต่อกัน 
 
ในระบบคิดแบบนี้ อย่าว่าแต่ "เรา" จะมองว่าเราเป็นเสมือนคนคนเดียวกันทั่วประเทศเลย "เขา" ก็มองว่าเราเป็นคนคนเดียวกันทั่วประเทศเช่นกัน ทั้งเราทั้งเขาต่างเหมารวม เวลาที่เขาล้อเลียนคนไทย เราก็เกิดเดือดร้อนไปด้วย ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ว่าเราที่เป็นตัวเราในชีวิตประจำวันสักหน่อย แต่เราที่เป็นตัวตนชาติเกิดเป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมา
 
ข้อที่สอง คนที่เดือดร้อน ที่จริงไม่ได้เดือดร้อนกับปัญหา แต่เดือดร้อนกับหน้าตาของ "พวกเขา" เท่านั้นมากกว่า เวลาที่ "เรา" ปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศ "เรา" น่ะคือใครกัน เราปกป้องภาพลักษณ์ของใครกันแน่ หรือว่า "เรา" เหล่านั้นปกป้องภาพลักษณ์ของ "พวกคุณเองบางคนบางกลุ่ม" มากกว่าจะปกป้อง "เรา" ทั้งหลาย 
 
"เรา" "คนไทย" (แบบพวกคุณ) ไม่อยากให้ใครมาด่าทอดูถูกว่า วิธีที่เราแสดงความรักพระประมุข เป็นวิธีการที่ป่าเถื่อน ด้วยการลิดรอนสิทธิความเป็นมนุษย์และบิดเบือนหลักความยุติธรรม
 
"เรา" "คนไทย" (แบบพวกคุณ) เหล่านั้นปกป้องภาพเหล่า "คนดี" ปกป้องแต่หน้าตาของชนชั้นกลาง ชนชั้นนำมากกว่าคนทั้งหลาย คนทั้งประเทศแค่นั้นหรือเปล่า 
 
"เรา" "คนไทย" (แบบพวกคุณ) จึงรักชาติสุดใจอย่าให้ใครมาว่าไทยเป็นเมืองกะหรี่
 
ประการต่อมา เราไม่เพียงปฏิเสธภาพลักษณ์เลวร้ายที่ต่างชาติป้ายสีเรา แต่เรายังปฏิเสธที่จะตรวจสอบตนเองว่า มีอะไรทำให้เราถูกมองอย่างนั้น มันง่ายกว่าที่จะปฏิเสธและต่อต้านสิ่งที่คนอื่นเขาวิจารณ์เรา แต่มันยากที่จะตรวจสอบว่า เราทำอะไรให้เขาวิจารณ์ 
 
ทำไมเขาจึงจัดพระมหากษัตริย์เราว่าเป็นกษัตริย์ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลก ก็ไปดูในกฎหมายสิ ว่าเขากำหนดให้ใครเป็นผู้ตัดสินใจที่จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้ แล้วถ้าไม่ใช่ "เจ้าของ" แล้ว ใครจะทำได้ ทำไมทั่วโลกเขาถึงประณามการตัดสินคดีสมยศ ก็เพราะนานาอารยะชนเขาเห็นว่า การปล่อยให้ตีพิมพ์ข้อเขียนวิจารณ์ใครที่ไม่ได้ระบุชื่อ ไม่อาจทำร้ายใครได้ และไม่ได้จำเป็นต้องมีโทษจำคุกราวอาชญากรร้ายแรงถึง 10 ปีไง
 

ทำไมชาวโลกเขาถึงมองว่าเราเป็นเมืองโสเภณี ก็เพราะว่าเราเป็นไง ก็เพราะเราไม่เคยพยายามแก้ปัญหานี้อย่่างจริงจังไง ก็เพราะเราไม่มีปัญญาหาอาชีพที่ดีกว่านี้แล้วรายได้สูงเท่านี้ให้คนจำนวนมากได้ไง ก็เพราะส่วนหนึ่งของรายได้จากต่างประเทศของเราในอันดับต้นๆ มาจากการค้ากามไง ก็เพราะเรามือถือสากปากถือศีลไง 

ก็เพราะเราไม่ยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาไงว่า ก็ถ้าใครจะหารายได้ด้วยการขายบริการทางเพศแล้วทำไมคนอื่นต้องเดือดร้อนด้วย จิ๋มก็ของเขา จู๋ก็ไม่ใช่ของเรา จะเอามือไปอุดไว้ได้อย่างไร จะเอามาใส่ใจเราทำไม
 
ข้อสุดท้าย เวลาที่เราเรียกร้องให้ใครเขาเข้าใจเราอย่างถูกต้องตรงตามความจริง แล้วเราล่ะ เคยเข้าใจใครต่อใครเขาอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือเปล่า เราเคยตรวจสอบวิธีมองคนอื่นของเราบ้างหรือเปล่า ไหนจะดูถูกคนลาว ไหนจะสร้างภาพยนตร์ส่งเสริมให้รังเกียจประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ สรุปคือเราก็ไม่ได้เข้าใจเขาพอๆ กับที่เขายังไม่เข้าใจเรานั่นแหละ
 
กับสังคมอเมริกันเหมือนกัน พวกคุณที่ด่าทอคนอเมริกัน แล้วบอกว่าอเมริกันฟรีเซ็กส์น่ะ ไม่มีที่ไหนในอเมริกาที่คุณจะหาซื้อบริการทางเพศตามท้องถนนได้ง่ายดายแบบในประเทศไทยหรอกนะ หรือถ้าคุณเที่ยวไปชวนใครตามท้องถนนไปสมสู่ด้วยล่ะก็ ถ้าไม่ถูกตบคว่ำ ก็คงเพราะไปเจอคนสุภาพที่สุดในอเมริกาเข้า ซึ่งเขาก็จะไปพาตำรวจมาจับคุณส่งโรงบำบัดจิตแน่ 
 
ในปัจจุบัน การศึกษาทางสังคมวิทยาได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การร่วมเพศไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการสืบเผ่าพันธ์ุเป็นหลักอีกต่อไป ลองถามตัวคุณเองที่ยังมีเพศสัมพันธ์อยู่ก็แล้วกัน ว่าคุณมีเพศสัมพันธ์เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อการสืบเผ่าพันธ์ุ 
 
ฉะนั้นผมว่าดีออกที่ใครจะนึกถึงเมืองไทยว่าเมืองแห่งการร่วมเพศ เพราะมันคือความเป็นจริงของการมีเพศสัมพันธ์ในโลกปัจจุบัน และที่น่าภูมิใจคือ ภาษาไทยก็จะกลายเป็นภาษาโลกในสนามของความสุขทางเพศ ก็แล้วจะให้ผู้คนทั่วโลกเรียนภาษาไทยไปเพื่ออะไรกัน ถ้าไม่ใช่เพื่อมาหาความสุขทางเพศ

 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
 พอดีเมื่อสักครู่เพิ่งเห็นภาพภาพหนึ่ง เป็นภาพซอกตึกเมืองเล็กๆ ที่ไหนสักแห่ง มีคำบรรยายภาพว่า “Put down that map and get wonderfully lost.” “วางแผนที่นั่นเสียเถอะ แล้วหลงทางให้อัศจรรย์ใจ” ก็เลยคิดเรื่อยเปื่อยถึงความหมายของการหลงทาง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เพ่ิงกินอาหารเย็นเสร็จ วันนี้ลงมือทำสเต็กเนื้อ เนื้อโคขุนไทยๆ นี่แหละ ต้องชิ้นหนาๆ หน่อย ย่างบนกะทะเหล็กหนาๆ ที่หอบหิ้วมาจากอเมริกา เป็นกะทะเทพมากๆ เพราะความร้อนแรงดีมาก ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที เกรียมได้ที่ทั้งสองด้าน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"การศึกษา" ต้องการพื้นที่ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เมื่อความรู้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของสถาบันการศึกษาเพียงเท่านั้น พื้นที่การเรียนรู้ก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนไปด้วย แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกการเรียนรู้ ยังมีคนบางกลุ่มดื้อรั้นขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 แน่นอนว่าโฆษณาโปรแกรมเรียนภาษาไทย (บางคนบอกเป็นแค่ตลกล้อเลียน?) ที่เป็นข่าว 2-3 วันที่ผ่านมานั้น ตั้งอยู่บนอคติทางเพศ ดูถูกเพศหญิงว่าเป็นวัตถุทางเพศ ดูถูกเพศชายว่าจ้องเสพสุขทางเพศท่าเดียว (หรือหลายท่า?) สร้างภาพเหมารวมให้คนไทยและสังคมไทยไร้ศีลธรรม (ดูสิ เราออกจะเมืองพุทธ เมืองพระ) แต่ที่ยังน่าจะต้องทำความเข้าใจคือ ปฏิกิริยาที่คนไทยมีต่อวิดีโอล้อเลียนนี้ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อเขียนนี้พยายามทำความเข้าใจตรรกะของพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแสดงไว้ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ว่าพระองค์มีทัศนะต่อแนวคิด The King Can Do No Wrong อย่างไร และมาตรา 112 ควรแก้ไขเพราะเหตุใด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การตัดสินคดีของสมยศ พฤกษาเกษมสุขและอีกหลายๆ คดีก่อนหน้านี้ด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ม.112) ชี้ให้เห็นยิ่งขึ้นทุกวันว่า รัฐไทยกำลังสร้างความรักด้วยการใช้กำลังข่มเหงให้ประชาชนรักประมุขของประเทศ หาใช่การส่งเสริมให้เกิดความรักประมุขจากใจจริงของประชาชนไม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่ดี โดยเฉพาะงานทางมานุษยวิทยา มักมีแรงขับจากอารมณ์ใคร่บางอย่าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากเรียกร้องเรื่องทรงผม ก็ต้องเรียกร้องเรื่องชุดนักเรียนนักศึกษาด้วย จะได้เป็นก้าวแรกของการอภิวัฒน์การศึกษาไทยอย่างจริงจังเสียที พวกผู้ใหญ่ที่คอยเรียกร้องนักเรียนกับครูอาจารย์ ให้สอนให้เด็กรู้จักคิดน่ะ พวกท่านเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า ชุดนักเรียนนักศึกษาเป็นปราการปิดกั้นเสรีภาพการคิดอย่างไร และเด็กๆ เองก็ควรเข้าใจด้วยว่า การควบคุมเรือนร่างเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแบบอำนาจนิยมอย่างไร
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์พัฒนา กิติอาษาเมื่อเช้าตรู่วานนี้ (10 มกราคม 2556) คงไม่เป็นที่สนใจของใครต่อใครนอกแวดวงวิชาการสังคมศาสตร์มากนัก แต่นี่นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของแวดวงสังคมศาสตร์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากพวกคุณวิจัยสำรวจอย่างตรงไปตรงมาจริงๆ พวกคุณก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่า ชัยชนะจากคะแนนเสียงที่ "ไม่่่ท่วมท้นนัก" ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มาจากกลุ่มคนที่มีความหวังว่าเพื่อไทยจะเป็นเดินหน้าพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างจริงจังเสียที
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สังคมไทยมีสังคมแบบหนึ่งที่แทรกซ้อนอยู่ในสังคมขนาดใหญ่ คือสังคมดัดจริต สังคมดัดจริตไม่ได้มีขนาดใหญ่โต แต่เป็นสังคมของคนชั้นกลางและคนใหญ่คนโตที่กำลังเสื่อมอำนาจ สังคมดัดจริตคอยผลิตวัฒนธรรมดัดจริตเพื่อทำให้ตนเองดูดีมีหลักการ เพื่อให้ตนเองอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีจริตจะดัด และเหนืออื่นใดคือเพื่อปกป้องฐานะอำนาจของตนเอง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้ คือวันที่ 1 มกราคม 2556 ผมลองคิดบวกดูบ้าง คือคิดแบบเข้าข้างตนเองทบทวนดูว่า หนึ่งปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรใหม่ๆ ให้ตนเองบ้าง คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองผมคือ ได้อ่านหนังสืออะไรที่นับว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง แล้วก็คิดไปเรื่อยว่า ได้ทำอะไรที่ให้การเรียนรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ คิดอะไรใหม่ๆ บ้าง