เมื่อสาวเสื้อแดงอย่างหนู ไปเที่ยวม็อบเสื้อเหลือง (เขียน ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555)

มิตรสหายท่านหนึ่ง เคยกล่าวกับข้าพเจ้าไว้ว่า พวกที่กบฏอย่างพวกเรานี้ มักมีนิสัยมาตั้งแต่เด็กที่เป็นพวก "ไม่เชื่อฟัง" ข้าพเจ้าพิจารณาความหมายของการไม่เชื่อฟัง แปลว่า "ไม่ยอมศิโรราบ"



และด้วยนิสัยอยากรู้อยากเห็น ว่าเขาทำอะไรกันในม็อบ ข้าพเจ้ากับเพื่อนๆจึงอยากไปดู ถึงวินาทีนั้น มันไม่กลัวอะไรหรอก วัยรุ่นอย่างพวกเรายังห่างไกลจากความกลัวนัก

มันสนุกตรงที่ เรานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เกาะติดสถานการณ์โดยการเช็คข่าวในเน็ตอย่างต่อเนื่อง แล้วพูดอ่านออกเสียงข่าวให้กันฟัง โทรศัพท์ของพวกเราจะดังอยู่เรื่อย จากมิตรสหายแห่งอื่นที่โทรเข้ามาแลกเปลี่ยนอย่างคึกคักถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในตอนนี้

รวมทั้งโทรศัพท์จากพ่อแม่ของเรา และพ่อแม่ของเพื่อนเรา

พ่อแม่ที่มีลูกเป็นพวกไปม็อบ เขาเป็นห่วงชัวิตลูกของเขาเหลือเกิน

"ลูก ลูกอย่าไปนะลูก พ่อเป็นห่วง เมื่อเช้าลุงของลูก ญาติๆของเราโทรมาบอกว่ากรุงเทพเขาประท้วง เขาทะเลาะกันรุนแรง ลูกอย่าไปนะลูก"

"ค่ะ พ่อ หนูไม่ไปค่ะ พ่อก็รู้ ว่าหนูไม่ใช่เสื้อเหลือง"

ฉันได้กล่าวไว้แล้วว่า นักกบฏมีนิสัย "ไม่เชื่อฟัง" ฉันคงเป็นพวกไม่เชื่อฟังคนหนึ่งโดยแท้ทีเดียว ฉันเป็นพวก "ดื้อ" ฉันจะสนุกมากหากมีการห้าม/อย่าทำ/ไม่ให้ทำ แล้วฉันสามารถทำมันได้ ทำในสิ่งที่กฎเกณฑ์ห้าม ฉันจะสนุกมากกับการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ นี่คือนิสัยฉันล่ะ เมื่อครั้งที่เป็นนักศึกษา อาจารย์บังคับให้ใส่ชุดนักศึกษา ฉันก็ไม่ใส่ จะทำไม เมื่อครั้งที่มีแฟน แฟนเกลียดคนกินเหล้าและไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ฉันกินเหล้า ฉันก็เมาหัวราน้ำกลับไป จะทำไม เมื่อครั้งที่ฉันโดนนักล่าแม่มดข่มขู่ทางจดหมายทำให้กลัวจนตัวสั่นยิกๆๆ ฉันก็ยังยืนยันที่จะเหน็บแนม เสียดสี ประชดประชันสถาบันสิ่งที่มันจงรักภักดีบูชาอย่างที่สุด จะทำไม และครั้งนี้ก็เช่นกัน พ่อโทรมาขอไม่ให้ไปม็อบ พอวางสายจากพ่อปุ๊บ ฉันก็วิ่งไปม็อบทันที นี่คือนิสัยฉันล่ะ

ไปม็อบ ไปดูว่าเขาทำอะไรกันวะ เดินๆไป บังเอิญชนกับพี่ชายในม็อบ ฉันแทบจะกรี๊ดให้สลบคาม็อบ พี่ชายคนนี้ฉันปลื้มมานานหนักหนา อ้าว มาสังเกตการณ์เหมือนกันหรอ มาได้ไงวะ งง กูว่านะ คนที่ไปชุมนุมจริงๆก็มี แต่ไอ้คนอย่างพวกเราๆเนี่ยเยอะ คือ ไปสังเกตการณ์ว่าเขาทำอะไรกัน ไม่ได้มีอุดมการณ์ร่วมหรอก

ไม่ทันไร เจอแก๊สน้ำตา เชี้ย กูไม่เคยโดน จำไว้ๆครั้งต่อไปจะได้ชิน ทรมานแทบแย่ ทั้งอ้วก ทั้งหายใจไม่ออก ทั้งแสบ ตอนที่โดนแก๊สน้ำตาจึงรู้สึกว่า การจัดการม็อบโดยใช้แก๊สน้ำตาก็เป็นสิ่งที่ทำลายมนุษยธรรมนะ มิตรสหายของฉันก็พูดว่า แก๊สน้ำตาเป็นการจัดการม็อบแบบสากล ดีกว่าเอาปืนมายิงหัวเป็นไหนๆ

ก็ใช่ล่ะ สิ่งที่ฉันจำติดตามากกว่าคนที่ไปชุมนุม คือ ศิลปะการเมือง ในม็อบ ฉันค่อนข้างชอบมองกับนิทรรศการศิลปะการเมืองนะ เช่น ม็อบเสื้อเหลืองนี้ก็มีเอารูปนักการเมืองมาตัดแปะด่าให้น่าสนใจ(ด่าอย่างเหี้ยๆ) รวมทั้งบทเพลงการเมืองของเสื้อเหลืองที่เน้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เรามีกษัตริย์องค์เดียวกัน

ข้าพเจ้าซาบซุ้งจนน้ำตาไหลพรากๆ (เพราะแก๊สน้ำตา)

.ว้ากน้อง. อีกปีละ

คนเราควรเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้อื่น  และสิ่งที่คนไทยขาดโคตรๆก็คือ  การเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้อื่น

 

ป.ตรีไม่มีความหมาย มันเป็นของโหลๆไปแล้ว

 

คงเป็นอีกวันที่ทำผลงานให้กับองคฺ์กรไม่ได้เลย     ชีวิตของเด็กปริญญาตรีจบใหม่ต่างต้องเผชิญกับอุปสรรคนาๆประการ  ทีแรก ฉันก็นึกว่าฉันเป็นคนเดียวที่เป็นเด็กปริญญาตรีที่จบมาก็ลำบาก  เพราะชีวิตในมหาลัยมัวแต่สะดวกสบาย  

ประสบการณ์สาวโรงงาน (ตอนแรกค่ะ)

 

วันทำงานโรงงานวันแรก

นั่งอบรมไปค่อนวัน ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎี เขาคงปรับความรู้ผู้ใช้แรงงานอย่างพวกเราให้เป็นผู้ใช้แรงงานที่มีความรู้ เพราะมาตรฐานมันเป็นเครือข่ายที่มีหลายประเทศทั่วโลก พวกดิวิชั่นใหญ่ๆมีแต่ชาวต่างประเทศ