ใครว่าฝ่ายซ้ายไม่มีทางชนะ?

ใครว่าฝ่ายซ้ายไม่มีทางชนะ?

Pablo Iglesias (2014)

---------------------------------------------
แปลจาก : The left can win, 9 ธันวาคม 2014
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 

Podemos คือพรรคการเมืองใหม่ที่พึ่งก่อตั้งขึ้นในสเปนและดูจะกลายเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยต้นสายปลายทางของพรรคนั้นยอนไปถึงการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า indignados movement ในปี 2011 (หรือที่เรียกกันว่า 15-m movement) พรรค Podemos นั้นปรากฎตัวขึ้นในเดือนมกราคม ด้วยการเขียนคำร้องขอจดทะเบียนพรรคการเมืองของปัญญาชนจำนวนสิบสองคน ในการเลือกตั้งสภาสหภาพยุโรปในเดือนพฤษภาคมประมาณหนึ่งเดือนหลังการก่อตั้งพรรคอย่างเป็นทางการ พรรคฝ่ายซ้ายสามารถยึดครองคะแนนเสียงไปได้มากถึง 8% นี่จึงนับเป็นพรรคฝ่ายซ้ายที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของสเปนจากจำนวนสมาชิกและผลตอบรับจากโพล แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ “The Financial Times” ก็ยังให้การยอมรับว่า “พรรคการเมืองใหม่นี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการยุติระบบการเมืองแบบสองพรรคของสเปน”

ในการพบปะครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นในปีนี้ (2014) ที่ Valladolid ประเทศสเปน นาย Pablo Iglesias คณะกรรมาธิการพรรค Podemos ได้พูดถึงข้อเสนอที่ว่าฝ่ายซ้ายจะสามารถได้รับชัยชนะได้อย่างไร เนื้อหาด้าน่างนี้คือข้อความที่ถอดออกมาจากงานพบปะดังกล่าว

 

---------------------------------------------

 

ผมทราบดีว่าหัวใจสำคัญในการจะทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างน้อยในช่วงห้าร้อยปีที่ผ่านมานี้คือการปรากฎขึ้นของกระบวนการจัดแบ่งกลุ่มคนทางสังคมด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ชนชั้น” ผมจะขอเล่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆบางเรื่องให้ฟัง ในช่วงที่การเคลื่อนไหว 15-m movement ได้เริ่มต้นขึ้นช่วงแรกๆใน Puerta del Sol มีนักศึกษาบางคนในภาควิชารัฐศาสตร์ของผม แน่นอนพวกเขาเป็นนักศึกษาที่สนใจการเมืองมาก – พวกเขาอ่านงานของ Marx และ Lenin – พวกเขาเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองนี้เป็นครั้งแรกและเข้าร่วมพร้อมๆกับคนธรรมดาทั่วๆไปที่ไม่ได้อ่านงานทฤษฎี

หลังเข้าร่วมการเคลื่อนไหวแล้วนักศึกษาเหล่านั้นกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า “พวกเขาไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง! พวกผมบอกเขาแล้วว่าพวกเขาคือชนชั้นแรงงาน แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้หรือไม่อยายอมรับมันก็ตาม!” ผมคิดว่าคนทั่วๆไปที่ได้ยินคำพูดนี้คงจะมองนักศึกษาเหล่านี้ด้วยสายตาแปลกๆประหนึ่งว่านักศึกษาพวกนี้มาจากต่างดาวแน่ๆ แล้วหลังจากนั้นนักศึกษาเหล่านี้ก็พากันกลับบ้านอย่างสิ้นหวังหมดกำลังใจ พร้อมคำพูดติดตัวว่า “พวกเขาไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง”

ผมตอบพวกเขากลับไปว่า “พวกคุณไม่คิดหรอว่าปัญหาอาจจะอยู่ที่ตัวคุณเอง การเมืองเป็นคนละเรื่องกับความถูกต้อง นั่นแปลว่าการเมืองมันประสบความสำเร็จแล้วงั้นหรือ?” นักศึกษาหนึ่งคนอาจจะมีทักษะในการวิเคราะห์ที่ดีเยี่ยม มีความเข้าใจถึงกุญแจและหัวใจสำคัญของพัฒนาการทางการเมืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 รับรู้อย่างชัดเจนว่าวัตถุนิยมประวัติศาสตร์คือกุญแจที่จะนำไปสู่การเข้าใจพลวัตของประวัติศาสตร์ แล้วสิ่งที่พวกคุณทำคืออะไร? – ไปแหกปากตะคอกใส่คนอื่นว่า “พวกคุณเป็นชนชั้นแรงงานและพวกคุณไม่เคยแม้แต่จะรู้ตัวว่าเป็น!”

พอศัตรูเห็นแบบนี้แล้วมันไม่ต้องการจะทำอะไรมากไปกว่าหัวเราะเยาะคุณแล้วล่ะ โอเค คุณสามารถใส่เสื้อยืดสกรีนลายค้อนเคียวได้ คุณสามารถแบกธงแดงผืนใหญ่ไปโบกสะบัดก็ได้ เสร็จแล้วก็แบกธงผืนนั้นกลับบ้านไปซะ ในขณะที่ศัตรูหัวเราะเยาะคุณ เพราะประชาชนหรือชนชั้นแรงงานเขาเลือกที่จะเป็นศัตรูกับคุณ เพราะพวกเขาเชื่อถือในบุคคลอื่น เขาเชื่อถือบุคคลที่ว่านี้ก็เพราะพวกเขาสามารถเข้าใจสิ่งที่บุคคลนี้พูดได้ในทันทีที่ฟัง แต่พวกเขาไม่เข้าใจคุณหรือก็คือคุณพูดไม่รู้เรื่อง แน่นอนว่าบางทีคุณอาจจะพูดถูก บางทีคุณอาจจะขอให้ลูกๆของคุณเขียนข้อความลงบนป้ายหลุมศพของพวกคุณว่า “เขาพูดถูกมาโดยตลอด – แต่ไม่มีใครเคยรับรู้”

ถ้าหากคุณสำเร็จการศึกษาเรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลง คุณจะเห็นว่ากุญแจสู่ความสำเร็จนั้นคือการสร้างอัตลักษณ์ในการทำงานบางอย่างขึ้นมาจากการวิเคราะห์ของคุณและความรู้สึกนึกคิดของมวลชนส่วนใหญ่ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะมันหมายถึงการพยายามสร้างการประนีประนอม

คุณจะคิดว่าผมมีปัญหาด้านอุดมการณ์มั้ยถ้าหากรู้ว่าผมผ่านการนัดหยุดงานที่เสี่ยงมากๆมาสองรอบ รอบแรกนาน 48 ชั่วโมง รอบสองนาน 72 ชั่วโมง คุณจะไม่มีคำถาม ไม่เลยสักนิด! ปัญหาก็คือการนัดหยุดงานไม่ได้สร้างผลกระทบอะไรหรือทำให้คุณหรือผมอยากไปทำอย่างนั้น สิ่งที่การนัดหยุดงานเกี่ยวข้องจริงๆคือความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน ที่ซึ่งคุณและผมไม่ได้มีส่วนร่วมกับพื้นที่นั้น

คุณและผมอาจจะปรารถนาถึงโลกที่เป็นดั่งสรวงสวรรค์ของมนุษยชาติ แน่นอนว่าเราสามารถปรารถนาหรือคิดฝันถึงมันได้เรื่อยๆตราบที่เราต้องการแล้วก็เอามันไปสกรีนลงเสื้อยืดไว้ใส่ แต่การเมืองนั้นเป็นเรื่องของอำนาจและความเข้มแข็ง มันไม่ใช่การวาดฝันหรือสิ่งที่เราพูดในการชุมนุม ในประเทศนี้ (สเปน) มีเพียงสองสหภาพแรงงานที่มีความสามารถในการนัดหยุดงานจริงๆ คือ CCOO และ UGT ถามว่าผมชอบหรือพอกับมันไหม? คำตอบคือไม่ แต่นี่มันคือสิ่งที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้ การนัดหยุดงานทั่วไปยังคงเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เกิดขึ้น

ผมเคยลองไปยืนสังเกตุการณ์อยู่แถวสถานีรถเมล์ใน Madrid ในตอนเช้ามืด ผมพบกับผู้คนจำนวนมากที่นั่น พวกคุณรู้ใช่ไหมว่าพวกเขากำลังจะไปไหน? ใช่พวกเขากำลังจะไปทำงาน พวกเขาไม่มีรอยแผลบนเรือนร่าง แต่พวกเขาจะได้รับรอยแผลจากที่ทำงานแน่นอน นั่นก็เพราะในที่ทำงานของพวกเขานั้นไม่มีสหภาพแรงงานที่จะปกป้องพวกเขา เพราะกลุ่มแรงงานที่สามารถปกป้องตัวเองได้เช่น แรงงานท่าเรือ และแรงงานเหมืองนั้น พวกเขาต่างก็มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง แต่เด็กที่ทำงานในตลาดสินค้าโทรศัพท์ หรือในร้านพิซซ่า หรือเด็กผู้หญิงที่ทำงานในร้านค้าปลีกนั้นพวกเขาไม่สามารถจะปกป้องตัวเองได้เลย

แรงงานเหล่านี้จะตกกระป๋องทันทีเพียงแค่หนึ่งวันหลังพวกเขานัดหยุดงาน และคุณก็จะไม่ไปที่นั่น ผมก็จะไม่ไปที่นั่น และไม่มีสหภาพแรงงานใดจะไปที่นั่นเพื่อการันตีกับแรงงานเหล่านี้ว่าพวกเขาจะได้ไปนั่งลงตรงโต๊ะเจรจากับเจ้านายและกล่าวกับนายจ้างว่า “คุณไม่มีสิทธิ์จะไล่พนักงานออกเพียงเพราะว่าเขาใช้สิทธิ์ในการนัดหยุดงาน และคุณยังคงต้องจ่ายค่าจ้างให้กับพวกเขา” เรื่องพวกนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง แม้ว่าเราจะมีความศรัทธาแรงกล้าขนาดไหนก็ตาม

การเมืองมันไม่มีทางเป็นไปในแบบที่คุณอยากให้มันเป็น การเมืองก็คือการเมือง มันคือเรื่องสยดสยอง และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องพูดถึงเรื่องการร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะบางเวลาคุณอาจจำเป็นจะต้องสื่อสารกับคนที่ไม่ชอบภาษาของคุณ กับคนที่มองว่าทฤษฎีและคำอธิบายของคุณนั้นไม่มีเหตุผล เรื่องเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง? หลังจากที่เราประสบความพ่ายแพ้มาตลอดช่วงเวาหลายปี เราสูญเสียเวลาจำนวนมากไปเพียงเพื่อจะได้มาถึงข้อสรุปว่า คอมม่อนเซ้นท์ของผู้คนได้แตกต่างไปแล้ว [แตกต่างไปจากสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง] แต่ข้อสรุปนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สักนิด นักปฏิวัติย่อมตระหนักถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา กุญแจสำคัญคือการทำให้คอมม่อนเซ้นท์เหล่านี้หันกลับมาสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น

César Rendueles นั้นเป็นคนนึงที่ฉลาดมาก เขากล่าวว่าผผู้คนจำนวนมากนั้นต่อต้านระบบทุนนิยมโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ มีคนจำนวนมากปกป้องแนวคิด Feminism โดยที่ไม่เคยอ่านงานของ Judith Butler หรือ Simone de Beauvoir เลย เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเห็นพ่อกำลังทำอาหารหรือเล่นกับลูกสาว หรือคุณปู่ที่สอนให้หลานของคนเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะแบ่งปันของเล่นนั้น สิ่งเหล่านี้มีผลในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากยิ่งกว่าการเอาธงแดงออกมาโชว์เสียอีก และถ้าหากเราล้มเหลวที่จะทำความเข้าใจต่อเรื่องเหล่านี้ ที่สุดแล้วพวกเขาก็จะหัวเราะเยาะเราเช่นเดิม

นั่นคือเรื่องที่ศัตรูต้องการให้เราทำ กลายเป็นกลุ่มคนเล็กๆ พูดภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง กลายเป็นคนส่วนน้อยหลบซ่อนตัวเองอยู่เบื้องหลังสัญลักษณ์ทางความคิดความเชื่อของเรา พวกเขายินดีที่เราจะเป็นแบบนี้ เพราะศัตรูของเรารู้ดีว่าตราบเท่าที่พวกเรายังเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราย่อมไม่เป็นอันตรายต่อเขา

เราสามารถใช้วาทกรรมอันยิ่งใหญ่และรุนแรงได้ เราสามารถพูดได้ว่าเราต้องการให้มีการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ พูดถึงกองกำลังติดอาวุธของประชาชน โบกสะบัดสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ แบกภาพวาดของการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในอดีตออกไปเดินขบวน – ศัตรูของเราจะยินดีที่เห็นเช่นนั้น เขาจะหัวเราะเยาะเรา อย่างไรก็ตามเมื่อไหร่ที่คุณสามารถรวบรวมคนได้ถึงหลักร้อย หรือหลักพัน เมื่อคุณสร้างความน่าเชื่อถือให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนจำนวนมากหรือกระทั่งต่อผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้กับศัตรู – เมื่อนั้นแหละคือช่วงเวลาที่ศัตรูของเราจะเริ่มหวาดกลัว นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” และนั่นคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้

มีมนุษย์อยู่คนหนึ่งที่พูดถึงโซเวียตในปี 1905 เขาเป็นชายหัวล้าน – ที่เป็นอัจฉริยะ (Lenin) เขาเข้าใจถึงการวิเคราะห์รูปธรรมของสถานการณ์ที่เป็นจริง ในห้วงเวลาของสงครามในปี 1917 เมื่อระบบการปกครองในรัสเซียทำท่าจะล่มสลาย เขาได้กล่าววลีหนึ่งกับประชาชนชาวรัสเซีย ทั้งทหาร ชาวนา และแรงงาน เขากล่าวว่า “สู้เพื่อขนมปังและสันติภาพ”

และเมื่อเขาพูดว่า “สู้เพื่อขนมปังและสันติภาพ” อันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ – เพื่อยุติสงครามและเพื่อจะมีอาหารเลี้ยงให้ท้องอิ่ม – ชาวรัสเซียจำนวนมากที่ไม่ได้สนใจหรือมีความคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็น “ซ้าย” หรือ “ขวา” แต่พวกเขารู้ว่าท้องของพวกเขาว่างเปล่าและหิวโหย ก็กล่าวว่า “เจ้าหัวล้าน (Lenin) พูดถูก” และแน่นอนว่าเจ้าหัวล้านก็ทำงานอย่างชาญฉลาด เขาไม่ได้พูดกับชาวรัสเซียทั่วๆไปถึงเรื่อง  “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” สิ่งที่เขาพูดคือ “ขนมปังและสันติภาพ” นี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากศตวรรษที่ 20

การพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมโดยการทำตามอย่างประวัติศาสตร์ หรือทำตามสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องน่าตลก มันไม่มีทางที่จะเกิดการซ้ำรอยทางประวัติศาสตร์ขึ้นได้ กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสังคมคือการวิเคราะห์พลวัตกระบวนการ การศึกษาบทเรียนทางประวัติศาสตร์ และทำความเข้าใจมันจากหลายมุมมองในช่วงเวลาเดียวกัน วลี “ขนมปังและสันติภาพ” นั้นถ้าหากมันไม่ได้เชื่อมโยงกับความรู้สึกและสภาพปัจจัยที่เป็นจริงของมวลชนแล้ว มันคงถูกเอามาเล่าซ้ำในฐานะเรื่องตลกและชัยชนะในการปฏิวัติที่น่าอนาถเป็นแน่.