ประชาธิปไตยของคนงาน อันโตนิโอ กรัมชี่ (1919)

 

ประชาธิปไตยของคนงาน
อันโตนิโอ กรัมชี่ (1919)

---------------------------------------------
มาจาก : L’Ordine Nuovo 21 มิถุนายน 1919
แปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก : โดย Michael Carney
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2017

---------------------------------------------

 


ปัญหาจุกจิกที่คอยตอกย้ำนักสังคมนิยมผู้ซึ่งมีความรู้สึกและความตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่ถูกพ่วงติดไว้กับชนชั้นแรงงานและพรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นภาพแสดงตัวแทนของการทำงานกับจิตสำนึกต่อภารกิจชนชั้นกรรมาชีพ คือ
 


เราจะควบคุมพลังทางสังคมอันยิ่งใหญ่นี้อย่างไรเมื่อการต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้น? 
เราจะจัดตั้งรูปแบบทางการเมืองและรูปแบบด้านวินัยที่จะควบคุมกลุ่มพลังทางสังคมนี้ให้ควบคุมตัวมันเอง หรือจะให้มันบูรณาการตัวเองอย่างเนื่องจนกลายไปเป็นโครงร่างสำคัญของรัฐสังคมนิยมที่จะเป็นพื้นที่สำหรับก่อตั้งเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพได้อย่างไร?
เราจะเชื่อมโยงปัจจุบันไปสู่อนาคตได้อย่างไร? จะตอบสนองความจำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบันและทำงานเพื่อสร้างความคาดหวังต่ออนาคตได้อย่างไร?

 


บทความชิ้นนี้นั้นมุ่งหมายที่จะเป็นสิ่งกระตุ้นทางความคิดและการปฏิบัติการ มุ่งมั่นที่จะเชื้อเชิญให้เกิดการแลกเปลี่ยนจากแรงงานที่ตระหนักถึงความขัดแย้งทางชนชั้น และ จากแรงงานกลุ่มอื่นๆที่ได้ทำงานอยู่ในขอบเขตพื้นที่แขอบเขตความสามารถของตน เพื่อจะนำไปสู่การร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา และการเอาสมานสามัคคีต่อสหายและกลุ่มความร่วมมือ ซึ่งมีเพียงการทำงานร่วมกันและการทำงานอย่างต่อเนื่องในการอธิบายให้ความกระจ่าง การโน้มน้าว และการให้การศึกษาซึ่งกันและกันเท่านั้นที่จะทำให้การกระทำเชิงรูปธรรมในการก่อร่างกำเนิดขึ้นจริงได้
 


รัฐสังคมนิยมที่อาจจะกำเนิดขึ้นในอนาคตนั้นมีเค้าโครงที่ดำรงอยู่จริงแล้วในลักษณะของสถาบันทางสังคมของชนชั้นผู้ถูกขูดรีด เราจะต้องเชื่อมโยงสถาบันต่างๆนี้เข้ากับสถาบันอื่นๆ ประสานงานและรวบรวมสถาบันเหล่านี้รวมถึงจัดหมวดหมู่ของมันตามระดับความสามารถ อำนาจ ความเข้มแข็ง แต่ต้องเชื่อมโยงอย่างอิสระและยืดหยุ่น ซึ่งนี่จะทำให้เกิดเครื่องมือหรือวิธีการที่ถูกต้องในการต่อสู้ของคนงานนั่นก็คือ ‘ประชาธิปไตยของคนงาน’ ซึ่งมีประสิทธิภาพและจะทำงานคัดง้างโดยตรงกับรัฐของพวกกระฎุมพี อีกทั้งยังเพียบพร้อมสำหรับการเข้าแทนที่รัฐของพวกกระฎุมพีในทุกๆปริมณฑลของการบริหารจัดการและการควบคุมสินทรัพย์ประชาชาติด้วย
 


การเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานในปัจจุบันนั้นถูกควบคุมโดยพรรคสังคมนิยมและสมาพันธ์แรงงาน แต่การบริหารอำนาจของกลุ่มพลังทางสังคมของพรรคสังคมนิยมและสมาพันธ์แรงงานนั้นถูกแทนที่ด้วยคนงานกลุ่มสำคัญ และถูกควบคุมโดยทางอ้อมด้วยเรื่องอิทธิพลและความศรัทธา ด้วยแรงกดดันแบบอำนาจนิยม และด้วยเหตุนั้นจึงทำให้การเคลื่อนไหวนั้นเชื่องช้าและไร้พลัง บรรยากาศของอิทธิพลและศักดิ์ศรีของพรรคนั้นขยายตัวขึ้นในทุกๆวัน ที่ทำให้มันไม่สามารถถูกแตะต้องได้มาจนถึงปัจจุบัน การจัดตั้งความคิดเรื่องฉันทามติและความปรารถนาในการทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อการมาถึงของสังคมคอมมิวนิสต์ทั้งในระดับกลุ่มหรือระดับปัจเจกบุคคลนั้นก็เลื่อนลอยและหลุดออกจากการพูดถึงเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ทราจะต้องจัดตั้งรุปแบบทางการเมืองและวินัยอันมั่นคงให้กับกลุ่มพลังอันวุ่นวายและไร้ระเบียบนี้ เพื่อจรวบรวมและสะสมกำลังคนและยกระดับพลังของพวกเขาขึ้น เพื่อจะสร้างองค์กรทางสังคมของชนชั้นกรรมาชีพและแรงงานกึ่งชนชั้นกรรมาชีพที่มีการให้การศึกษาภายในองค์การเอง ซึ่งจะสร้างประสบการณ์ที่ทำให้เกิดความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของชนชั้นอันจะนำไปสู่การเข้าสู่อำนาจรัฐ
 


พรรคสังคมนิยมและสหภาพแรงงานนั้นไม่สามารถจะรองรับหรือยึดโยงชนชั้นกรรมาชีพทั้งหมดได้ เว้นเสียแต่ว่าจะใช้การทำงานอย่างหนักตลอดปีเป็นเวลาร่วมทศวรรษ พรรคและสหภาพไม่อาจจะปรับตัวให้เข้ากับรัฐแบบชนชั้นกรรมาชีพได้อย่างกระทันหัน อันที่จริงในสาธารณรัฐคอมมิวนิสต์พรรคและสหภาพจะยังคงดำรงอยู่และทำงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐ เป็นสถาบันที่จะให้การผลักดัน (พรรค) หรือควบคุมและทำให้เกิดขึ้นจริงในบางส่วน (สหภาพแรงงาน) พรรคจำเป็นจะต้องทำงานต่อในฐานะกลไกด้านการศึกษาของสังคมคอมมิวนิสต์ และมุ่งมั่นกับการสร้างความศรัทธา เป็นที่รองรับหลักคำสอน เป็นอำนาจสูงสุดซึ่งจะนำสู่ไปสู่จุดที่องค์การได้สถาปนาวินัยและจัดการกับพลังของชนชั้นแรงงานและชาวนา ซึ่งพรคคในปัจจุบันนั้นไม่สามารถเปิดรับสมาชิกใหม่จำนวนมากได้ และไม่สามารถใช้การในการบริหารความรับผิดชอบและวินัยได
 


แต่ชีวิตทางสังคมของชนชั้นแรงงานนั้นจะมั่นคงได้ก็ด้วยสถาบันต่างๆ ที่วางโครงสร้างตัวเองในกิจกรรมอันหลากหลาย ละแน่นอนว่าสถาบันและกิจกรรมต่างๆของสถาบันนี้จำเป็นจะต้อวได้รับการพัฒนา ได้รับการจัดการร่วมกัน ได้รับการเชื่อมโยงกันอย่างกว้างขวางและยืดหยุ่มในระบบโครงสร้างที่จะรวบรวมกำลังและจัดวางรากฐานวินัยให้กับชนชั้นกรรมาชีพ
 


โรงงานที่มีคณะกรรมาธิการภายใน (สภาของคนงาน) แวดวงนักสังคมนิยม ชุมชนของชาวนา คือศูนย์กลางของชนชั้นกรรมาชีพที่จะต้องเข้าไปทำงานด้วยโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 


คณะกรรมาธิการภายในโรงงานคือกลไกของประชาธิปไตยของคนงานซึ่งจะต้องเป็นอิสระจากกการบีบบังคับหรือการควบคุมของเจ้าของโรงงานและแรงบันดาลใจถึงชีวิตใหม่และพลังใหม่ย่อมจะถือกำเนิดภายใต้รูปแบบกลไกนี้ ในปัจจุบันคณะกรรมาธิการได้จำกัดอำนาจของนายทุนในโรงงานและกลายเป็นองค์ประกอบด้านปฏิบัติการในการตัดสินใจและการสร้างวินัยของคนงาน ซึ่งเมื่อได้รับการพัฒนาและการทำให้มั่นคงแล้วพวกเขาจะกลายไปเป็นองค์ประกอบสำคัญด้านอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพที่จะเข้ามาแทนที่นายทุนทั้งในด้านการจัดการและการบริหารในอนาคต
 


แรงงานควรจะต้องเริ่มกระบวนการเลือกตั้งผู้แทนเข้าสู่สมัชชากรรมาธิการได้แล้ว เลือกเอาสหายคนงานที่มีความตระหนักอย่างยอดเยี่ยมทางชนชั้นภายใต้คำขวัญ “อำนาจทั้งหมดในโรงงานคืออำนาจของคณะกรรมาธิการโรงงาน (สภาของคนงาน)” เช่นเดียวกับอีกคำขวัญหนึ่ง “อำนาจรัฐทั้งหมดนั้นคืออำนาจของสภาคนงานและชาวนา”
 


การทำงานเผยแพร่ความคิดเชิงรูปธรรมนั้นมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่ที่จะต้องเริ่มจากการทำงานภายในพรรคและในเขตพื้นที่ต่างๆเพื่อเผยแพร่ความคิดคอมมิวนิสต์ ในเขตพื้นที่นั้นจะต้องได้รับความร่วมมือจากกลุ่มคนงานเมืองหรือเขตงานเมือง ซึ่งจะช่วยในการสำรวจจำนวนประชากรเพื่อประเมินกำลังแรงงานในแต่ละพื้นที่อันจะนำไปสู่การกำหนดจำนวนที่นั่งของผู้แทนโรงงานในสภาเขตพื้นที่ รูปแบบของระบบการเลือกตั้งนั้นอาจจะมีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไปสอดคล้องกับขนาดของโรงงาน อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายเบื้องต้นนั้นจะต้องมีผู้แทนหนึ่งคนต่อคนงานสิบห้าคนซึ่งแบ่งตามกลุ่มประเภทของงาน (ดังที่สำเร็จมาแล้วในโรงงานของอังกฤษ) ที่จะทำการเลือกตั้งไปทะระดับจนกระทั่งไปถึงระดับคณะกรรมาธิการของโรงงาน คณะกรรมาธิการนี้จะต้องรวบรวมและประกอบขึ้นด้วยตัวแทนของคนงานทุกคนทุกแผนกในโรงงาน (คนงานคอปกน้ำเงิน, คนงานคอปกขาว, ช่างเทคนิค) ในขณะที่คณะกรรมาธิการเขตหรือสภาเขตพื้นที่ก็จะต้องรวบรวมเอาผู้แทนจากกลุ่มคนงานหรือแรงงานจากอาชีพอื่นๆที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกันมาร่วมในสภาด้วย เช่น คนทำอาหาร, พนักงานขนส่ง, คนเก็บขยะ, พนักงานรถราง, พนักงานรถไฟ, คนงานคอปกขาว, แรงงานอิสระที่เป็นเจ้านายตนเอง, แรงงานในร้านค้า ฯลฯ
 


คณะกรรมาธิการเขตจะต้องเป็นบ่อกำเนิดของอำนาจของชนชั้นแรงงานซึ่งอาศัยอยู่ภายในเขต ที่จะสามารถกำหนดระเยบวินัย และบริหารจัดการอำนาจ เป็นผู้แทนตามปกติของคนงาน และมีอำนาจในการสั่งให้เกิดการนัดหยุดงานได้ทันทีในเขตพื้นที่ของตน
 


คณะกรรมาธิการเขตนั้นจะขยายตัวอย่างมากในเขตเมืองซึ่จะถูกกำกับและวางรากฐานวินัยโดยพรรคสังคมนิยมและสมาพันธ์สหภาพแรงงาน
 


ระบบประชาธิปไตยของคนงาน (ซึ่งบูรณาการร่วมกับองค์กรของชาวนา) จะมอบรูปแบบและวินัยให้กับมวลชน อันจะกลายไปเป็นโรงเรียนการเมืองและการจัดการขนาดใหญ่ และจะช่วยระดมกำลังมวลชนจนกระทั่งถึงคนสุดท้าย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาให้ยืนหยัดอย่างมั่นคงและมีความพยายามมุมานะบากบั่น ทำให้พวกเขาตระหนักและพิจารณาตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพประชาชนในสมรภูมิที่พวกเขาจำเป็นจะต้องมีความมั่นคงและความสามัคคีกันอย่างยิ่งยวดหากว่าพวกเขาไม่ต้องการจะถูกปราบปรามและบีบบังคับให้กลับไปเป็นทาสอีกครั้ง ทุกๆโรงงานจำเป็นจะต้องก่อตั้งกองทหารหนึ่งกองหรือมากกว่านั้นสำหรับกองทัพนี้ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา การติดต่อสื่อสาร เจ้าหน้าที่ของกองทัพ และเจ้าหน้าที่ทั่วไป ซึ่งกองทหารนี้จะต้องมาจากการสมัครใจเองของแรงงาน ไม่ใช่มาจากการบีบบังคับเอาด้วยอำนาจผ่านการสั่งระดมคน การจัดตั้งภายในโรงงานและการเผยแพร่ความคิดและการโน้มน้าวอย่างไม่หยุดหย่อนที่พัฒนาด้วยพื้นฐานด้านจิตสำนึกจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางความคิดของแรงงานอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้มวลชนแรงงานได้เตรียมพร้อมและความสามารถเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการอำนาจ ที่จะนำไปสู่การขยายจิตสำนึกเรื่องหน้าที่และสิทธิ์โดยชอบธรรมของคนงานและสหายอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติวิสัยที่จะเกิดขึ้นตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์
 


เราได้กล่าวไปแล้วว่า ข้อเขียนหรือบทความนี้เพียงแต่จะนำเสนอในฐานะการกระตุ้นความคิดและการปฏิบัติการ มุมมองทางปัญหาทั้งหมดสมควรจะได้รับการรักษา, การอธิบายให้กระจ่าง, การช่วยเหลือ และความร่วมมือเชิงบูรณาการอย่างลึกและกว้างขวาง แต่รูปธรรมและความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาของนักสังคมนิยมที่เรากล่าวถึงในตอนต้นนั้นจะถูกแก้ไขได้ก็ด้วยปฏิบัติการแบบคอมมิวนิสต์เท่านั้น มีการอภิปรายกันโดยทั่วไปว่า “ความเห็นอกเห็นใจนั้นก็สามารถจะปรับเปลี่ยนจิตสำนึกและทำให้แรงงานหันมาร่วมมือกันด้วยการเติมเต็มความศรัทธาอันแรงกล้าในชนชั้นแรงงานได้” ในกรณีนี้เพื่อที่จะพูดความจริง เพื่อจะก้าวไปพร้อมกับความเป็นจริง ก็ต้องบอกว่าวิธีการนั้นไม่อาจใช้ได้ มีเพียงการไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์และการปฏิวัติเท่านั้นที่จะทำได้ หลักเกณฑ์เรื่องเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพนั้นควรจะหยุดเอาไว้เป็นเพียงหลักเกณฑ์ เป็นโอกาสสำหรับการปะทุของของวาทกรรมปฏิวัติ ใครก็ตามที่ต้องการผลลัพธ์นั้น ย่อมจำเป็นที่จะต้องการวิธีการด้วย เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพนั้นคือสิ่งใหม่ที่จะมาแทนที่สิ่งเก่า ด้วยการรวมตัวกันของชนชั้นผู้ถูกกดขี่ เมื่อชีวิตทางสังคมของชนชั้นแรงงานและชาวนาได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางไปสู่การเป็นระบบอันเข้มแข็ง ซึ่งรัฐหรือสถานะที่ว่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นเองโดยกระทันหนแต่ล้วนเกิดจากการเตรียมความพร้อมมาก่อน ในกรณีของพรรคคอมมิวนิสต์บอลเชวิคในรัสเซียก็ได้ทำงานอย่างหนักในการเผยแพร่ความคิดมานานกว่าแปดเดือนเพื่อแพร่ขยายคำขวัญ “อำนาจทั้งหมดเป็นของโซเวียต” จนทำให้โซเวียตกลายเป็นคำที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่กรรมกรรัสเซียตั้งแต่ปี 1905 (ก่อนการปฏิวัติเดือนตุลาของพรรคบอลเชวิคในปี 1917 ถึง 7 ปี – ผู้แปล) นักคอมมิวินสต์ต้องสะสมและเรียนรู้จากประสบการณ์ในรัสเซียเอาไว้เพื่อรักษาเวลาและความมุมานะพยายาม การลงแรงเพื่อการก่อสร้างสังคมใหม่นั้นจำเป็นจะต้องอาศัยเวลาและความมุมานะพยายามอย่างยิ่งยวด สิ่งที่จะกำหนดชะตาและความเป็นไปของอนาคตนั้นไม่มีสิ่งใดจะชัดเจนไปกว่าการลงแรงของพวกเรานักคอมมิวนิสต์ในทุกการปฏิบัติการ ในทุกๆวัน.