บทเรียนจากอเมริกา ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือคำตอบ Matt Bruenig (2017)

 

บทเรียนจากอเมริกา ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือคำตอบ
Matt Bruenig (2017)

---------------------------------------------
มาจาก : Medicare fir all is the answer, 27 ธันวาคม 2017
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลลออ 2017

---------------------------------------------
 

ในที่สุดพรรครีพับลิคกันก็ได้ผ่านกฎหมายปฏิรูประบบภาษีในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้รายได้สุทธิของรัฐบาลจะลดลงราว 1.5 ล้านล้านดอลลาห์ฯ ในช่วงสิบปีหลังจากนี้ หรือประมาณ 0.6% ของ GDP ทั้งหมดที่คาดการณ์ไว้ ในมุมมองของการกระจายรายได้และความมั่งคั่งนั้น คนรวยได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากกว่ากลุ่มคนจนและคนชั้นกลางอย่างมาก อันที่จริงแล้วภายใต้การปฏิรูประบบภาษีนี้ทำให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 75,000 ดอลลาห์ฯต่อปี จะต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูงมากขึ้นด้วย

 

การดำเนินนโยบายลดการจัดเก็บภาษีคนรวยขนานใหญ่นี้ ส่งผลต่อเนื่องไปสู่การพยายามยกเลิกระบบโอบามาแคร์ (Obamacare) โดยจะเปลี่ยนไปให้ประชาชนเป็นผู้หาซื้อระบบประกันสุขภาพหรือระบบประกันชีวิตเอง โดยองค์กร CBO ประมาณการว่าการยกเลิกระบบโอบามาแคร์จะทำให้มีคนจำนวนกว่า 13 ล้านคนที่มีระบบประกันสุขภาพที่ลดลงในปี 2025 และจะทำให้จำนวนผู้ไม่มีระบบประกันสุขภาพเพิ่มจำนวนเป็น 41 ล้านคนในปีเดียวกัน

 

นอกจากนี้ CBO ยังคงประมาณการอีกว่าเบี้ยประกันชีวิตจะขยับตัวสูงขึ้นไปราว 10% ต่อปี อันเนื่องมาจากผู้ที่ซื้อระบบประกันชีวิตนั้นมักจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี ทำให้บริษัทประกันต้องเพิ่มเบี้ยประกันชีวิตขึ้นเพื่อป้องกันการขาดทุน

 

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าระบบโอบามาแคร์นั้นล้มเหลวในการปฏิบัติจริง และเมื่อพรรคคู่แข่งได้ขึ้นสู่อำนาจในรัฐบาลพวกเขาจึงสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือกระทั่งล้มนโยบายนี้ลงได้ การออกแบบระบบที่ไม่รัดกุมของโอบามาแคร์นั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบนี้พังทลายลงไม่ใช่จากการจัดเก็บภาษีและการให้บริการประกันสุขภาพ ระบบโอบามาแคร์นั้นอาศัยโครงสร้างระบบแบบ Rube Goldberg อันเป็นระบบที่จะบังคับให้บริษัทประกันชีวิตนั้นวางแผนประกันสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่เท่าเทียมกัน และประชาชนก็จะถูกบีบให้ต้องซื้อประกันชีวิตเหล่านี้ และหลังจากนั้นรัฐบาลจึงจะเข้ามาช่วยให้เงินอุดหนุนในส่วนที่ขาด แน่นอนว่าระบบแบบดังกล่าวย่อมไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนที่ไม่ได้ซื้อประกันชีวิต ไม่ประสงค์จะซื้อ และกระทั่งผู้ที่ไม่สามารถซื้อประกันชีวิตได้

 

นับตั้งแต่ที่นโยบายนี้ไม่เป็นที่นิยม มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าพรรคเดโมแครตจะกลับมาสนับสนุนนโยบายนี้อีกหากพวกเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2021 (นี่เป็นการประมาณการอย่างเร็วที่สุด) และแม้แต่ช่วงที่นโยบายนี้ยังอยู่ องค์กร CBO ก็ยังประมาณการณ์ว่าจะมีผู้คนที่สุขภาพแย่ลงหรือเข้าไม่ถึงระบบประกันสุขภาพจำนวนกว่า 28 ล้านคนในปี 2025 “เรากำลังบังคับให้คุณจ่ายเงินเพื่อซื้อประกันสุขภาพ และนั่นจะทำให้ตัวเลขของผู้ไร้ประกันสุขภาพลดลงเหลือเพียง 30 ล้านคน” นี่คงไม่ใช่คำกล่าวที่ดีนัก อย่างน้อยที่สุดถ้าคุณมีสิทธิออกเสียงโหวตในสภาคองเกรสในการจะรื้อฟื้นระบบโอบามาแคร์ คุณก็ควรเลือกที่จะออกเสียงโหวตเพื่ออะไรที่ดีกว่าโอบามาแคร์

 

หนทางที่ดูจะมีความหวังและเป็นหนทางในการแก้ปัญหาที่ดีกว่านั้นคือการย้อนกลับไปหารากความคิดของฝ่ายซ้าย มุมมองทางการเมืองที่มองถึงระบบประกันสุขภาพจากรัฐที่ครอบคลุมและประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งแตกต่างจากระบบโอบามารแคร์เพราะระบบที่ให้รัฐเป็นผู้สร้างประกันสุขภาพนี้จะไม่สามารถถูกทำลายลงได้ผ่านการโจมตีเรื่องหลักการหรือรากฐาน

 

เมื่อพรรครีพับลิคกันได้ขึ้นสู่อำนาจ พวกเขาย่อยพยายามหาทางบ่อนแซะระบบต่างๆด้วยความพยายามแปรรูปมันไปสู่มือเอกชน เหมือนเช่นแนวทางของพรรคอนุรักษ์นิยมในประเทศอื่นๆ แต่ถ้าหากว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐสามารถทำได้สำเร็จแล้ว ระบบประกันสุขภาพของเอกชนย่อมจะพังทลายลง เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพที่เป็นเสมือนสวัสดิการจากรัฐได้ ถึงตอนนั้นไม่ว่าพรรคการเมืองไหนก็ไม่สามารถจะทำลายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ลงไปได้อีก.