มองโลกผ่านวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ [ตอนที่ 1] Alan Woods (2016)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ france revolution

 

มองโลกผ่านวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ [ตอนที่ 1]
Alan Woods (2016)

---------------------------------------------
มาจาก : What is Historical Materialism 14 มกราคม 2016
แปลเป็นภาษาไทย : โดย จักรพล ผลละออ 2018

---------------------------------------------

 

บทนำ

 

นี่เป็นงานเขียนของอลัน วู้ดส์ ที่เพียบพร้อมไปด้วยคำอธิบายถึงมวรรควิธีในการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์แบบมาร์กซิสต์เอาไว้อย่างครอบคลุม ซึ่งในส่วนแรกนั้นจะเป็นการอธิบายถึงหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยวัตถุนิยมประวัติศาสตร์นั่นคือ สาเหตุอันทำให้สรรพสิ่งทุกๆสรรพสิ่งเปลี่ยนไปนั้นไม่ได้อยู่ภายในสมองของมนุษย์ หากแต่เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงของวิถีการผลิต

มาร์กซิสต์นั้นไม่ได้มองว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นเพียงอนุกรมของความเป็นจริงที่แยกขาดจากกัน หากแต่มาร์กซิสต์นั้นพยายามมองหากฎและกระบวนการโดยทั่วไปที่ควบคุมความเป็นไปในธรรมชาติและสังคม

 

ประวัติศาสตร์คืออะไร?

 

เหตุใดเราจึงยอมรับว่าจักรวาลทั้งหมดนี้ ตั้งแต่ระดับอนุภาคขนาดเล็กไปจนกระทั่งดวงดาวที่ไกลโพ้นในจักรวาลอันกว้างใหญ่นั้นล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดเอาไว้ และกระบวนการที่กำหนดวิวัฒนาการของทุกสปีชีส์นั้นถูกควบคุมเอาไว้ด้วยกฎ และด้วยเหตุผลประหลาดบางประการทำให้เราเชื่อว่าประวัติศาสตร์ของเราต่างออกไป มรรควิธีของมาร์กซิสต์นั้นพยายามจะวิเคราะห์เพื่อค้นหาแรงพลังดันลับที่หมุนฟันเฟืองแห่งการพัฒนาให้กับสังคมมนุษย์ตั้งแต่ยุคสังคมยุคก่อนชนเผ่าให้พัฒนามาสู่สังคมสมัยใหม่ในปัจจุบัน และวิธีการหรือเส้นทางที่มาร์กซิสต์ใช้ในการตามรอยบนถนนอันคดเคี้ยวของประวัติศาสตร์นี้มีชื่อเรียกว่ามุมมองประวัติศาสตร์แบบวัตถุนิยม

ใครก็ตามที่ปฏิเสธว่าสังคมมนุษย์นั้นไม่ได้ถูกควบคุมการพัฒนาด้วยกฎบางระการมีแนวโน้มที่พวกเขาเหล่านั้นจะมองประวัติศาสตร์ผ่านจุดยืนแบบศีลธรรมและอัตวิสัย แต่เหนือขึ้นไปจากการความจริงที่ถูกแบ่งแยกเหล่านี้ เราจำเป็นจะต้องค้นหาความเป็นจริงที่กว้างกว่านั้น กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางสังคมจากระบบสังคมหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง ประเด็นสำคัญคือเราจะต้องค้นหาเพื่อให้รู้เท่าทันกำลังขับดันขึ้นพื้นฐานที่ควบคุมและกำหนดการเปลี่ยนผ่านนี้

ในยุคก่อนมาร์กซ์และเฮเกล ประวัติศาสตร์ถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์โดดๆที่ผ่านมาโดยไม่มีความสืบเนื่องหรือความต่อเนื่องกัน หรือหากจะอธิบายในปรัชญาพวกเขามองว่าประวัติศาสตร์คือ “อุบัติเหตุ” มันไม่มีคำอธิบายโดยทั่วไปสำหรับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการตั้งทฤษฎีและคำอธิบายที่ว่า จากพื้นฐานที่สุดแล้วพัฒนาการของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับพัฒนาการของกำลังการผลิต ซึ่งมาร์กซ์และเองเกลส์ได้วางการศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองแบบวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรก

ด้วยกระบวนการอันเป็นวิทยาศาสตร์เปิดให้เราทำความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ในฐานะเหตุการณ์อันกระจัดกระจายไม่เชื่อมต่อกันหรืออุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แต่จะทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ในฐานะที่มันเป็นกระบวนการที่สัมพันธ์ต่อกัน มันคืออนุกรมของการกระทำและปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งครอบคลุมเหนือการเมือง เศรษฐกิจ และทุกลำดับขั้นของพัฒนาการทางสังคม และการปลดเปลื้องความซับซ้อนของความสัมพันธ์แบบวิภาษวิธีระหว่างปรากฎการณ์ต่างๆนี้คือหน้าที่ของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ มนุษยชาตินั้นได้เปลี่ยนแปลงและเอาชนะธรรมชาติผ่านแรงงานและในการกระทำดังกล่าวนั้นคือการเปลี่ยนแปลงตัวมนุษยชาติเอง.

 

การบิดเบือนความคิดมาร์กซิสต์

 

วิทยาศาสตร์ภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นมีแนวโน้มที่จะมีความเป็นวิทยาศาสตร์น้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลักวิทยาศาสตร์สังคมที่รู้จักกันในชื่อ สังคมศาสตร์ (สังคมวิทยา, เศรษฐกิจ, การเมือง) และรวมถึงปรัชญาแบบกระฎุมพี ซึ่งไม่ได้รับเอาวิธีแบบวิทยาศาสตร์ไปใช้อย่างจริงจังซึ่งในที่สุดนั้นทำให้มันจบลงด้วยการพยายามอธิบายสังคมทุนนิยมอย่างบิดเบี้ยวจากความเป็นจริง หรือในอีกทางหนึ่งคือหันมาทำลายและบิดเบือนแนวคิดมาร์กซิสต์ (ซึ่ท้ายที่สุดจะตอบสนองเป้าหมายเดียวกันคือการรักษาระบบทุนนิยมเอาไว้)

แม้ว่านักประวัติศาสตร์กระฎุมพีจะกล่าวอ้างว่างานเขียนของพวกเขานั้น “เป็นวิทยาศาสตร์” หากแต่เมื่อเราพิจารณางานเขียนของพวกเขาแล้วก็จะเห็นว่ามันเป็นงานเขียนที่สะท้อนถึงมุมมองจากจุดยืนทางชนชั้นของผู้เขียน และนั่นคือความจริงที่เราจะเห็นจากการบันทึกประวัติศาสตร์สงคราม – สงครามทางชนชั้น – นั้นมักจะถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ หรือกล่าวในอีกแบบหนึ่งได้ว่า การตีความและการเลือกเอาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาเขียนนั้นถูกกำหนดขึ้นมาโดยผลลัพธ์ของความขัดแย้งในเหตุการณ์นั้นๆที่ส่งผลต่อนักประวัติศาสตร์ และในทางกลับกันคือความคิดของนักประวัติศาสตร์ที่กำหนดว่าผู้อ่านประวัติศาสตร์อยากจะได้อ่านอะไรบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นในการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย ความคิดเหล่านี้ที่กำหนดการเลือกเล่าประวัติศาสตร์มักจะถูกกำหนดและได้รับอิทธิพลจากผลประโยชน์ทางชนชั้นหรือกลุ่มช่วงชั้นทางสังคม

เมื่อนักมาร์กซิสต์มองและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์พวกเขาไม่ได้พยายามจะทำตัวเองให้เป็นกลาง แต่พวกเขาพยายามเปิดเผยถึงหลักการหลักคิดของทั้งชนชั้นผู้กดขี่และชนชั้นที่ถูกกดขี่ อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้ทำให้หมดข้อสงสัยในเรื่องความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ไปเสียทีเดียว หมอศัลยกรรมที่ได้เข้าร่วมการผ่าตัดใหญ่ย่อมพยายามที่จะรักษาชีวิตคนไข้ของเขา ในแง่นี้หมอย่อมอยู่ไกลจากความเป็นกลางเกี่ยวกับผลลัพธ์ และด้วยเหตุนี้เองหมอคนนี้ย่อมจะมองเห็นความแตกต่างของเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆได้อย่างชัดเจน ในทางเดียวกันนี้เองนักมาร์กซิสต์ก็มุ่งมั่นที่จะได้รับการวิเคราะห์กระบวนการทางสังคมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์โดยแม้จริง เพื่อที่จะประสบผลสำเร็จได้ในท้ายที่สุด

มีความพยายามอย่างมากในการจะบ่อนทำลายแนวคิดมาร์กซิสต์ด้วยการหันไปบิดเบือนมรรควิธีในการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของมาร์กซิสต์ และมันไม่มีอะไรจะง่ายไปกว่าการสร้างหุ่นฟางขึ้นมาและทำลายมันลง ด้วยวิธีการนี้พวกเขาบิดเบือนว่ามาร์กซ์และเองเกลส์นั้น “ลดทอนทุกสิ่งให้เหลือแค่เรื่องเศรษฐกิจ” และการบิดเบือนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหลักคิดมาร์กซิสต์เลยแม้แต่น้อย เพราะหากว่าคำบิดเบือนนี้เป็นจริงเราคงจะวางมือจากการต่อสู้อันยากลำบากเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไปนานแล้ว เพราะถ้าหากเศรษฐกิจมันกำหนดทุกอย่างจริงยังไงเสียทุนนิยมก็คงจะล่มสลายลงโดยตัวมันเองแล้วระบบใหม่ก็คงลงจะหล่นจากฟ้ามาแทนที่ให้เอง เสมือนกับผลแอปเปิ้ลสุกงอมที่ร่วงจากต้นลงสู่พื้นเอง หากแต่วัตถุนิยมประวัติศาสตร์นั้นไม่ใช่ความคิดแบบพวกเชื่อในเรื่องโชคลาง

การใส่ร้ายอันไร้สาระนี่ได้ถูกเขียนตอบเอาไว้โดยเองเกลส์แล้ว ในจดหมายที่เขาเขียนถึงโบลช

 

“ว่ากันตามแนวคิดแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แล้ว องค์ประกอบสำคัญที่สุดที่กำหนดความเป็นไปในประวัติศาสตร์คือการผลิตและการผลิตซ้ำชีวิต สิ่งที่นอกเหนือไปจากหลักสำคัญนี้คือคำบิดเบือนที่ผมและมาร์กซ์ถูกกล่าวหา ดังนั้นหากใครสักคนบิดเบือนคำกล่าวนี้แล้วบอกว่าเศรษฐกิจคือองค์ประกอบเดียวที่กำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง เขาก็ได้เปลี่ยนแปลงประเด็นให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่มีความหมายเสียเองแล้ว” (จดหมายจากเองเกลส์ถึงโบลช 21 กันยายน 1890)

 

ในงานเรื่อง ‘ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์’ ซึ่งถูกเขียนขึ้นก่อน ‘แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์’ มาร์กซ์และเองเกลส์ได้โจมตีความคิดที่ว่า “ประวัติศาสตร์” นั้นแยกขาดจากมนุษย์ที่เป็นปัจเจกทั้งชายและหญิง และกล่าวว่าการอธิบายเช่นนี้เป็นเพียงเรื่องนามธรรมอันกลวงเปล่า

 

“ประวัติศาสตร์ไม่ได้กระทำสิ่งใดเลย มัน ‘ไม่ได้ก่อให้ครอบครองความมั่งคั่งอันยิ่งใหญ่’ มัน ‘ไม่ได้ดำเนินกรให้เกิดสงคราม’ หากแต่เป็นมนุษย์ มนุษย์ตัวเป็นๆที่มีชีวิตอยู่ต่างหากที่เป็นผู้กระทำให้เกิดสิ่งดังกล่าวขึ้น พวกเขาคือผู้ครอบครองและต่อสู้ ไม่ใช่ ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นผู้คนต่างหากที่หยิบใช้มนุษย์ด้วยกันในฐานะเครื่องมือเพื่อไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายของตัวเอง ประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกเหนือจากกิจกรรมและการกระทำของมนุษย์ที่พยายามเติมเต็มเป้าหมายของตนเอง” (มาร์กซ์และเองเกลส์, ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ – บทที่ 4)

 

สิ่งที่มาร์กซิสต์ทำนั้นคือการอธิบายบทบาทของปัจเจกในฐานะที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เป็นอยู่ และในฐานะของตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ของชนชั้นหนึ่งๆ ความคิดนั้นไม่ได้ดำรงอยู่เองอย่างเป็นอิสระเช่นเดียวกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ดังเช่นที่มาร์กซ์ได้เขียนเอาไว้ในงานเรื่อง ‘อุดมการณ์เยอรมัน’ ว่า “ชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดจากจิตสำนึก หากแต่จิตสำนึกนั้นถูกกำหนดจากชีวิต”