อภิธานศัพท์เฉพาะของอัลธูแซร์ (Althusser Glossary) [ตอนที่ 1] Ben Brewster (1969)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ althusser glossary

 

อภิธานศัพท์เฉพาะของอัลธูแซร์

Althusser Glossary 1969


เขียนและแปลครั้งแรก: 1969 by Ben Brewster.

แปลเป็นภาษาไทย : 2018 โดยจักรพล ผลละออ


 

นามธรรม หรือ ABSTRACT (abstrait). สำหรับอัลธูแซร์แล้วความเป็นขั้วตรงข้ามทางทฤษฎีระหว่างความเป็นนามธรรมและรูปธรรมนั้นได้ทอดตัวลงอยู่ในทุกปริมณฑลทางทฤษฎี ซึ่งความเป็นนามธรรมนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับปฏิบัติการทางทฤษฎี (theoretical practice) โดยหลักเกณฑ์โดยทั่วไปข้อที่ 1 แล้วในขณะที่ความเป็นรูปธรรมนั้นได้เดินทางมาจนถึงทางตัน (หลักเกณฑ์ทั่วไปข้อที่ 3) มุมมองร่วมทางทฤษฎีที่มองว่าทฤษฎีเป็นนามธรรม และความจริงเป็นรูปธรรมนั้นเป็นลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ที่พบได้ในงานของฟอยเออร์บัค (Feuerbach) และในงานช่วงวัยหนุ่มของมาร์กซ์ (Young Marx).

 

สภาวะแปลกแยก หรือ ALIENATION (aliénation, Entäusserung). คือมโนทัศน์ทางอุดมการณ์ที่ถูกใช้โดยมาร์กซ์ในงานช่วงวัยหนุ่มของเขา ซึ่งต่อมาได้ถูกยกขึ้นโดยเหล่าผู้สมาทามความคิดของมาร์กซ์ว่านี่คือมโนทัศน์สำคัญของความคิดแบบมาร์กซิสม์ (Marxism) แนวคิดเรื่องสภาวะแปลกแยกนี่เป็นสิ่งที่มาร์กซ์ได้รับสืบทอดมาจากความคิดด้านมานุษยวิทยาของฟอยเออร์บัค ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงสภาพการณ์ของมนุษย์และสังคมเมื่อแก่นแท้ของมนุษย์นั้นได้แสดงออกมาให้มนุษย์เดห็นเพียงแต่ในรูปแบบอันบิดเบี้ยวของพระเจ้า ซึ่งถึงแม้ว่ามนุษย์จะสร้างพระเจ้านี้ขึ้นมาจากภาพจินตนาการที่มาจากแก่นแท้ของตัวมนุษย์เอง (การดำรงอยู่ของสายพันธุ์) พระเจ้านั้นได้แสดงตัวเองออกมาในฐานะของสิ่งที่เป็นอื่นหรือสิ่งที่อยู่ภายนอก (External) เป็นผู้สร้างที่มีการดำรงอยู่มาก่อน มาร์กซ์นั้นได้หยิบเอามโนทัศน์ดังกล่าวมาใช้เพื่อวิพากษ์รัฐและเศรษฐกิจในฐานะที่มันได้ยึดกุมเอาการควบคุมแรงงานส่วนตัวของมนุษย์ไปในรูปแบบเดียวกัน  อย่างไรก็ตามในงานช่วงหลังของมาร์กซ์นั้นมีการกล่าวถึงเรื่องสภาวะความแปลกแยกน้อยลงมาก และต่อให้มีการหยิบมาใช้มันก็ถูกหยิบมาใช้ในรูปแบบของการเขียนกระทบกระเทียบ หรือนำมาเขียนร่วมกับมโนทัศน์แบบอื่นๆที่แตกต่างออกไป  (ตัวอย่างเช่นในงานเรื่อง Capital).

 

การแตกหักทางญาณวิทยา หรือ BREAK, EPISTEMOLOGICAL (coupure epistémologique). คือมโนทัศน์ซึ่งถูกนำเสนอขึ้นโดย Gaston Bachelard ในงานของเขาเรื่อง La Formation de l’esprit scientifique รวมทั้งยังเกี่ยวข้องถึงการนำไปใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดที่ถูกใข้โดย Canguilhem และ Foucault (ดูเพิ่มเติมที่งานเขียนของอัลธูแซร์เรื่อง Letter to the Translator) ซึ่ง การแตกหักทางญาณวิทยานี้เป็นการอธิบายถึงการก้าวกระโดดข้ามจากปริมณฑลทางความคิดที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ไปสู่ขอบเขตปริมณฑลทางความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งการก้าวกระโดดดังกล่าวนี้เกี่ยวพันกับการแตกหักอย่างรุนแรงต่อรูปแบบและกรอบความคิดทั้งหมดที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์หรือเป็นกรอบความคิดก่อนวิทยาศาสตร์ (อุดมการณ์) และเกี่ยวพันกับการก่อร่างรูปแบบและกรอบความคิดใหม่ขึ้นมาแทน (ดูเพิ่มเติมในส่วน ปมปัญหา หรือ problematic) ซึ่งอัลธูแซร์ได้หยิบเอาวิธีคิดเช่นนี้มาประยุกต์ใช้มาร์กซ์ เพื่ออธิบายถึงช่วงเวลาที่มาร์กซ์ได้เริ่มต้นการปฏิเสธความคิดและอุดมการณ์แบบเฮเกลเลี่ยน (Hegelian) และ ฟอยเออร์บัคเชี่ยน (Feuerbachian) หรือกล่าวคือการที่มาร์กซ์ปฏิเสธความคิดในวัยหนุ่มของตัวเองและเริ่มต้นที่จะสร้างกรอบความคิดใหม่ด้วยการวางรากฐานทางมโนทัศน์ของวิภาษวิธีและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ในงานช่วงยุคหลังของเขา.

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในทางตรง ในทางธรรมชาติ และ โครงสร้าง หรือ CAUSALITY, LINEAR, EXPRESSIVE AND STRUCTURAL* (causalité linéaire, expressive et structurale). ด้วยเหตุที่ทฤษฎีของความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลแบบคลาสสิกนั้นมีเพียงแค่สองรูปแบบ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในทางตรง (สกรรมกริยา(transitive) และกลไกกริยา (mechanical) ) ซึ่งทำได้เพียงแต่การอธิบายถึงผลกระทบจากองค์ประกอบหนึ่งที่มีต่อสิ่งอื่นๆ และความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในทางธรรมชาติ (อันตวิทยา (Teleological)) ซึ่งสามารถอธิบายถึงผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตหากแต่ทำได้เพียงการสร้าง ‘การแสดงออก’ อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากสิ่งที่มีมาก่อนหน้า และเนื่องด้วยสภาพปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ทฤษฎีมาร์กซิสต์ได้นำเสนอมโนทัศน์ใหม่อันเป็นมโนทัศน์ที่ว่าด้วยผลกระทบอันเกิดจากอดีตทั้งหมด โครงสร้าง และความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลที่ซับซ้อน ที่ผลรวมทั้งมวลของโครงสร้างภายใต้การปกครองนั้นคือโครงสร้างของผลกระทบที่มาพร้อม สาเหตุที่ขาดหายไปในปัจจุบัน มูลเหตุของผลกระทบนั้นคือการจัดระบบระเบียบอันซับซ้อนของสิ่งที่ขาดหายไปในปัจจุบัน ภายในผลกระทบภายในระบบเศรษฐกิจ การเมือง อุดมการณ์ และความรู้ของมันเอง มาร์กซ์เองนั้นก็ได้ใช้การอุปมาอุปมัยของภาพแสดงตัวแทนอยู่บ่อยครั้ง (Darstellungmise en scène, representation). ซึ่งอุดมการณ์แบบประจักษ์นิยม ที่มักจะเฝ้ามองการกระทำในห้วงระยะเวลาตรงหน้า หรือในผลกระทบนั้น เชื่อว่าพวกเขากำลังเฝ้ามองหรือได้พบเห็นการลอกเลียนแบบที่ถอดแบบมาจากความเป็นจริง ตระหนักถึงตัวตนของตัวเอง และอคติของพวกเขาในภาพสะท้อนของกระจกที่ยกขึ้นต่อหน้าพวกเขาด้วยการแสดง ส่วนลัทธิเอเกลเลี่ยนนั้นได้สิบรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่าหัตถ์ของพระเจ้า หรือจิตวิญญาณที่ได้เขียนบทและกำกับการแสดง สำหรับมาร์กซิสต์นั้นในทางตรงข้ามพวกเขามองว่านี่คือโรงละคร  แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่ได้สะท้อนทั้งความจริงสามัญ และ ความเป็นจริงอันเหนือธรรมดาใดๆ คือโรงละครที่ปราศจากผู้เขียนบท กล่าวคือวัตถุในศาสตร์ของเขานั้นคือกลไกซึ่งจะผลิตผลกระทบบนเวทีออกมา.

 

การจัดกลุ่ม/การผสานกัน หรือ COMBINATION / COMBINATORY* (combination, Verbindung / combinatoire). ทฤษฎีที่ว่าด้วยผลรวมทั้งหมดที่สามารถนำไปใช้กับปรัชญาคลาสสิกได้นั้นมีเพียงทฤษฎีเดียวนั่นคือ มโนทํสน์ของไลบ์นิส (Leibnizian conception) อันเป็นมโนทัศน์ที่มีต่อรูปแบบของการตอบสนององค์รวมทั้งหมด (totalité expressive) ในแต่ละส่วนต่างๆที่ ‘สมคบกัน’ อยู่ภายในแก่นแท้ขององค์รวมทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะสามารถอ่านได้ในการอ่านแบบแยกย่อยเป็นส่วนๆ ที่ถือเป็นส่วนประกอบองค์รวม (partes totales)  ที่มีความคล้ายคลึงต่อกัน สำนักโครงสร้างนิยมสมัยใหม่ได้ผลิตซ้ำอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ขึ้นภายในมโนทัศน์ที่ว่าด้วย การจัดกลุ่ม รูปแบบอันเป็นทางการของความสัมพันธ์และ (การควบคุมอย่างเด็ดขาด) สถานที่ซึ่งเกิดรูปแบบที่คล้ายคลึงกันขึ้นพร้อมกับเนื้อหาที่แตกต่างออกไปในทุกหนทุกแห่งของการก่อรูปทางสังคม (social formation) และในประวัติศาสตร์ของมัน กล่าวในทางทฤษฎีแล้วการจัดกลุ่มนี้จะสร้างโครงสร้างทั้งหมดที่เป็นไปได้ของการก่อรูปทางสังคม ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งถูกหรือจะถูกทำให้เป็นจริงหรือไม่ก็ต้องสอดคล้องกับโอกาสหรือสอดคล้องกับกฎเกณฑ์บางประการของการคัดสรรตามธรรมชาติ มาร์กซิสม์เองก็มีมโนทัศน์อันโดดเด่นที่คล้ายกัน นั่นคือมโนทัศน์เรื่อง การผสาน หรือ การเชื่อมโยง (combination or Verbindung) การเชื่อมโยงที่ว่านี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแล้วมันไม่ได้มีสิ่งใดที่มีลักษณะร่วมกับการกระทำตามแบบแผนของการผสานรวมกัน นี่คือโครงสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งชัดเจนขึ้นเป็นสองเท่า (ในวิถีการผลิต ด้วยการเชื่อมโยงกำลังการผลิต และ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการผลิต) และสิ่งหนึ่งที่เฉพาะเจาะจงในเนื้อหานี้ (‘การสนับสนุน’ ของตัวมัน) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบหรือการแยกแยะวิถีการผลิต.

 

รูปธรรม-ใน-ความคิด/รูปธรรม-ที่เป็นจริง หรือ CONCRETE-IN-THOUGHT / REAL-CONCRETE (concret-de-penséeconcret-réel). ในอุดมการณ์ของฟอยเออร์บัค ทฤษฎีการพิจารณานามธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เป็นปรปักษ์ต่อรูปธรรมและความจริง สำหรับมาร์กซ์ในวัยผู้ใหญ่ (mature Marx) สิ่งที่เป็นนามธรรมทางทฤษฎีและสิ่งที่เป็นรูปธรรมทางทฤษฎีนั้นล้วนแล้วแต่มีสถานะการดำรงอยู่ภายในความคิดดังเช่นในหลักเกณฑ์โดยทั่วไปข้อที่ 1 และ 3 สิ่งที่เป็นรูปธรรม-ใน-ความคิดนั้นล้วนแล้วแต่ถูกผลิตขึ้นเพียงแต่ในระดับความคิด ในขณะที่สิ่งที่เป็นรูปธรรม-ที่เป็นจริงนั้น ‘ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระภายนอกความคิดทั้งก่อนหน้าและหลัง’.

 

ภาพรวมของสภาวการณ์ หรือ CONJUNCTURE (conjoncture). เป็นมโนทัศน์อันเป็นศูนย์กลางของศษสตร์ทางการเมืองแบบมาร์กซิสต์ (เลนินใช้คำว่า ‘สถานการณ์ปัจจุบัน’) มันถูกใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงสมดุลของกลุ่มพลังที่แท้จริง และแสดงให้เห็นถึงสภาวะของการกำหนดที่ล้นเกินของความขัดแย้งในห้วงเวลาใดๆก็ตามที่จะสามารถนำกลยุทธ์ทางการเมืองเข้าไปปรับใช้ได้.

 

จิตสำนึก/ความตระหนักรู้ หรือ CONSCIOUSNESS (conscience). คือสิ่งที่อธิบายถึงปริมณฑลที่อุดมการณ์สถิตอยู่ (‘จิตสำนึกที่ผิดพลาด’) และเป็นปริมณฑลที่อุดมการณ์จะเข้าแทนที่ (‘จิตสำนึกที่ถูกต้อง’) ซึ่งถูกผสมปนเปอยู่ด้วยความคิดแบบก่อนอุดมการณ์มาร์ซิสต์ของมาร์กซ์ในวัยหนุ่ม อันที่จริงอัลธูแซร์ได้เสนอว่า อุดมการณ์โดยแท้จริงแล้วนั้นมีลักษณะที่ ไร้ความตระหนักรู้ อย่างสุดซึ้ง – นี่คือโครงสร้างที่ทำการกำหนดและควบคุมมนุษย์ส่วนใหญ่เอาไว้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว.

 

ความเป็นขั้วตรงข้าม/ความขัดแย้ง หรือ CONTRADICTION (contradiction). คือสิ่งที่พูดถึงการเชื่อมร้อยเข้าด้วยกันของการปฏิบัติการไปสู่การก่อร่างทางสังคมทั้งหมดอันซับซ้อน ความเป็นขั้วตรงข้าม/ความขัดแย้งอาจจะเป็นได้ทั้งเป็นศัตรูต่อกัน หรือ ไม่เป็นศัตรูต่อกันนั้นก็สอดคล้องอยู่กับว่าสภาวะการกำหนดอย่างล้นเกินของมันนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการผสมผสานหรือการควบรวมด้วย หรือว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกเข้ามาแทนที่.

 

ความเป็นขั้วตรงข้าม, การควบรวม, การเข้าแทนที่ และ การผสมผสาน หรือ CONTRADICTIONS, CONDENSATION, DISPLACEMENT AND FUSION OF (condensationdéplacement et fusion des contradictions). การควบรวมและการเข้าแทนที่นั้นถูกใช้โดยฟรอยด์ (Freud) เพื่อจะชี้และแสดงให้เห็นว่าวิถีทางทั้งสองทางของ ความฝัน-ความคิด นั้นเป็นภาพที่แสดงตัวแทนใน ความฝัน-งาน – ด้วยการบีบอัด ความฝัน-ความคิด จำนวนมหาศาลเข้าไปรวมกันไว้ในภาพเดียวกัน หรือด้วยการถ่ายโอนด้วยความเข้มข้นเชิงจินตภาพจากภาพหนึ่งไปสู่ภาพอื่นๆ อัลธูแซร์ได้หยิบใช้การเปรียบเทียบกระบวนการของการกำหนดจนล้นเกิน (overdetermination) ในเชิงจินตภาพนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่แตกต่างกันของการกำหนดจนล้นเกินของความเป็นขั้วตรงข้ามในทฤษฎีประวัติศาสตร์แบบมาร์กซิสต์ .นห้วงเวลาที่มีความมั่นคงแก่นแท้ของความเป็นขั้วตรงข้ามกันของรูปแบบทางสังคมนั้นจะถูกทำให้เป็นกลางด้วยการเข้าแทนที่ ในสถานการณ์ของการปฏิวัติไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันจะถูกย่นย่อและหลอมรวมหรือผสานให้รวมกันเป็นการระเบิดออกของการปฏิวัติ.

 

การปฏิเสธ หรือ DENEGATION* (dénégation, Vernesnung). ฟรอยด์ (Freud) ใช้คำว่า การปฏิเสธ (หรือเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วจะหมายถึง negation หากแต่งานเขียนชิ้นนี้เลือกจะใช้คำว่า denegation เนื่องจากจะหลีกเลี่ยงความกำกวมของคำว่า negation ที่ทับซ้อนกันกับความหมายของพวกเฮเกลเลี่ยน) เพื่อจะระบุถึงการปฏิเสธที่ปราศจากความตระหนักรู้ ที่เสแสร้งว่าเป็นการยอมรับด้วยความตระหนักรู้ หรือ ในทางกลับกัน (vice versa) (ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้บูชาเครื่องรางหรือสิ่งของ (fetishisms) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการถูกปฏิเสธของผู้หญิงเนื่องจากพวกเธอไม่มีอวัยวะเพศชาย) หรือหากแปลเป็นคำภาษาฝรั่งเศสจะตรงกับคำว่า denegation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชุดมโนทัศน์สำหรับพื้นที่ของระบบจิตสำนึกหรือความตระหนักรู้ในกลไกเชิงจินตภาพทั้งหมด (ความไม่ตระหนักรู้) ซึ่งอัลธูแซร์นำมาใช้โดยการเปรียบเทียบกับพื้นที่ของอุดมการณ์ในการก่อร่างทางสังคม บทบาทของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์นั้นก็คือการวิเคราะห์ (ในทางตรง) ถึงกลไกที่ทำการผลิตการตระหนักรู้และการยอมรับทางอุดมการณ์ที่เห็นได้ชัดและความจริงที่ถูกมอบไว้ให้ เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ทางจินตภาพที่อธิบายถึงกลไกซึ่งทำการผลิตด้านสะท้อนของการยอมรับและความตระหนักรู้ถึงลักษณะของการหลงใหลและบูชาตนเอง (Narcissistic) อันพบได้ในตัวของผู้อื่น โครงสร้างการตระหนักรู้เชิงจินตนาการ ตามแบบอย่างของอุดมการณ์นี้ อธิบายถึงวงแหวนที่เข้าใกล้ต่อความเป็นปกติวิสัย มันคือสิ่งที่คล้ายคลึงกันที่มาพร้อมความต้องการการบรรลุเป้าประสงค์ (plein-de-idéologie) วิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ ในอีกทางหนึ่งนั้นมันเป็นระบบเปิดของมโนทัศน์ เพราะมันไม่สามารถจะถูกนิยามได้ด้วยการอุปมาอุปมัยใดๆ.

 

การพัฒนาที่ไม่สม่ำเสมอ หรือ DEVELOPMENT, UNEVEN (développement inégal). เป็นมโนทัศน์ของเลนิน (Lenin) และเหมาเจ๋อตง (Mao Tse-tung) กล่าวคือการกำหนดจนล้นเกินของความเป็นขั้วตรงข้ามทั้งหมดในการก่อรูปทางสังคม หมายถึงว่ามันไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถพัฒนาได้อย่างง่ายดาย การกำหนดจนล้นเกินที่แตกต่างกันในห้วงเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกัน ย่อมจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในรูปแบบของพัฒนาการทางสังคมและรูปแบบทางสังคมที่แตกต่างกัน.

 

วิภาษวิธีของความตระหนักรู้/วิภาษวิธีของจิตสำนึก หรือ DIALECTIC OF CONSCIOUSNESS (dialectique de la conscience). หมายถึง วิภาษวิธีแบบเฮเกลเลี่ยนหรือวิภาษวิธีแบบใดๆก็ตาม ที่องค์ประกอบหรือช่วงเวลาอันหลากหลายนั้นได้ถูกทำให้กลายไปเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกจากความเป็นหนึ่งเดียว, เชิงเดี่ยว, หลักเกณฑ์ภายใน ดังเช่น Rome ในงานของเฮเกลเรื่อง Philosophy of History ที่เป็นการแสดงออกถึงความมีตัวตนตามกฎหมายในเชิงนามธรรม ฯลฯ.

 

การเคลื่อนที่ หรือ DISLOCATION* (décalage). ปมปัญหาของประจักษ์นิยม (Empiricist) และประวัติศาสตร์นิยม (Historicist) ได้นำไปสู่สมมติฐานแบบ หนึ่ง-ต่อ-หนึ่ง ที่สอดคล้องตรงกัน (correspondence biunivoque) ระหว่างมโนทัศน์ของความเป็นวิทยาศาสตร์และวัตถุที่เป็นจริงของมัน และความสัมพันธ์ของลักษณะการแสดงออกที่คล้ายคลึงกับระหว่างวัตถุเหล่านี้โดยตัวมันเอง (ไม่ว่าความสอดคล้องตรงกันนี้จะมีลักษณะในทางตรงหรือในลักษณะที่กลับหัวกลับหาง – กล่าวคือระดับของการปรากฏขึ้นของมโนทัศน์ในวิทยาศาสตร์นั้นจะปรากฏขึ้นตามลำดับทางประวัติศาสตร์ หรือในทางตรงกันข้ามมันจะปรากฏขึ้นตามลำดับที่ย้อนกลับ) อัลธูแซร์ได้เสนอว่าในทางตรงกันข้ามแล้วมันคือความสัมพันธ์ระหว่างอุดมการณ์กับการปฏิบัติการณ์อื่นๆ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติการณ์ที่แตกต่างกันโดยทั่วไป เป็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆในการปฏิบัติการต่างๆ และเป็นความสัมพันธ์ระหว่างอุดมการณ์กับวิทยาศาสตร์ คือในกฎเกณฑ์ ความสัมพันธ์ของการเคลื่อนที่นี้ ถูกทำให้บิดเบี้ยวหรือเคลื่อนที่ไปด้วยการติดตามสิ่งอื่น ซึ่งแต่ละสิ่งนั้นล้วนแล้วแต่มีเวลาและห้วงจังหวะในการพัฒนาของตัวมันเอง ความสมบูรณ์แบบนั้นคือทฤษฎีของการประกบเข้าด้วยกันของมัน ดังนั้นมันจึงไม่สามารถจะถูกค้นพบได้ด้วยการสร้าง ‘ส่วนแก่นแท้’ ขึ้นโดยตัดขาดจากการเคลื่อนที่ของประวัติศาสตร์ในปัจจุบันในทุกๆห้วงเวลา การเคลื่อนที่นี้นับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากในทฤษฎีของการเปลี่ยนผ่าน (theory of transition).