Skip to main content

บทที่ 13 ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy)

 

เช่นเดียวกับต็อกเกอวีลย์ มิลล์เองหวาดกลัวทรราชเสียงข้างมากและมองว่ามันคือหนึ่งในปิศาจร้ายที่สังคมต้องเลี่ยงให้พ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เขาปฏิเสธรัฐบาลประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในงานเขียนเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เขียนขึ้นภายหลัง On Liberty ไม่นานนัก มิลล์ถามตัวเองด้วยคำถามอันเก่าแก่ว่า อะไรคือรูปแบบของการปกครองที่ดีที่สุด และเขาสรุปว่า คำตอบคือประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่เฉพาะในชาติที่เป็นอารยะ อันจะก่อให้เกิดพัฒนาการตามธรรมชาติของรัฐในการพยายามรับรองเสรีภาพขั้นสูงสุดในแก่พลเมืองของตน ซึ่ง "การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์เหล่านี้ของคนทุกคน คือมโนทัศน์อันสมบูรณ์ตามอุดมคติของการปกครองที่เสรี" เขาสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวด้วยข้อพิจารณาด้านล่างนี้

 

ตราบเท่าที่มีใครก็ตามถูกกีดกัน [ออกจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง - ผู้แปล] ผลประโยชน์ของคนเหล่านั้นย่อมไม่ได้รับการรับรองเหมือนผลประโยชน์ของคนที่เหลือ เช่นนั้น พวกเขาเองย่อมมีความสามารถหรือแรงจูงใจในการอุทิศพละกำลังเพื่อสิ่งที่ดีต่อตนเองหรือต่อสังคมน้อยลง เมื่อเทียบในทางกลับกันว่าพวกเขาได้มีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย[1]

 

ถึงตรงนี้ เราได้พบการเชื่อมโยงระหว่างเสรีนิยมกับประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ การเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์เฉพาะเรื่องรัฐกับวิธีการและรูปแบบของการบังคับใช้อำนาจที่เหมาะสมที่สุดแก่การทำให้มโนทัศน์ดังกล่าวเป็นจริง

 

มุมมองที่เห็นว่าการปกครองที่เป็นเสรีอย่างสมบูรณ์คือการปกครองที่ทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อผลประโยชน์ของคนทุกคน ได้ทำให้มิลล์กลายเป็นผู้สนับสนุนการขยายสิทธิการเลือกตั้ง ถึงตรงนี้ เขาเดินตามความคิดราดิคัลแบบเบนแธมที่ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเลือกตั้งในอังกฤษเมื่อปี 1832 ทางแก้ปัญหาทรราชเสียงข้างมากประการหนึ่งอยู่ที่การขยายการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งให้ไม่จำกัดอยู่กับแค่ชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ซึ่งมักเป็นประชากรส่วนน้อยและโดยธรรมชาติแล้วจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น) รวมทั้งเปิดโอกาสให้เสียงส่วนใหญ่นั้นรวมเอาชนชั้นล่าง (popular class) ที่มีเงื่อนไขว่าเป็นผู้เสียภาษีไม่ว่ามากน้อยแค่ไหนเข้ามาด้วย การเลือกตั้งมีคุณค่าต่อการศึกษาอย่างมาก การถกเถียงทางการเมืองส่งเสริมให้แรงงานกรรมกรที่แม้จะมีลักษณะของงานที่ซ้ำซากและมีขอบฟ้าความรู้เฉพาะที่เกี่ยวกับโรงงานของตนเท่านั้น ได้มีโอกาสขยายความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดไกลตัวกับผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาเอง และทำให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์กับพลเมืองคนอื่น ๆ ในลักษณะที่แตกต่างจากที่พวกเขาเป็นในงานการแต่ละวัน ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจะกลายเป็นสมาชิกผู้ตระหนักรู้ของสังคมอันยิ่งใหญ่ "ชาติที่เป็นอารยะและเติบโตอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ควรมีคนนอก ไม่ควรมีใครถูกตัดสิทธิ [จากการมีส่วนร่วมทางการเมือง - ผู้แปล] เว้นแต่จะเกิดจากการเพิกเฉยของตัวเขาเอง"[2]

 

ถึงกระนั้นก็ตาม การเลือกตั้งที่เป็นสากลยังคงเป็นอุดมคติและเป็นเป้าหมายขั้นสุดท้ายอยู่ดี และข้อเสนอของมิลล์เองก็ต่ำกว่าเป้าหมายนั้นมาก มิลล์ไม่เพียงตัดสิทธิการเลือกตั้งของคนล้มละลายและผู้มีหนี้สิ้นล้นพ้นตัวเท่านั้น ทว่าเขายังเห็นว่าผู้ที่ไร้การศึกษา (ถึงแม้เขาจะตั้งตาคอยการศึกษาสำหรับคนทั้งมวล ที่เขากล่าวว่าจำต้องเริ่มต้นขึ้นก่อนการเลือกตั้งสำหรับคนทั้งมวล) และผู้ที่ได้รับการผ่อนปรนทางศาสนา ซึ่งไม่ได้สร้างคุณูปการใด ๆ จากการจ่ายภาษี ไม่อาจมีสิทธิในการตัดสินใจว่าคนทุกคนจะใช้ประโยชน์จากรายจ่ายสาธารณะไปในเรื่องใดบ้างอีกด้วย อีกทางหนึ่ง มิลล์สนับสนุนการขยายสิทธิการเลือกตั้งให้กับผู้หญิง (ขณะที่ในยุโรปภาคพื้นทวีป การเลือกตั้งโดยทั่วไปได้ครอบคลุมผู้ชายที่ไร้การศึกษาก่อนผู้หญิง) บนสมมติฐานที่ว่า มนุษย์นั้นสนใจกับการที่ตัวเองได้การดูแลอย่างดี เช่นนั้น แต่ละคนจึงมีความจำเป็นอย่างเท่าเทียมกันในการลงคะแนนเสียงเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาหรือเธอจะได้รับส่วนแบ่งอันชอบธรรมจากผลประโยชน์ที่จัดสรรให้แก่สมาชิกแต่ละคนในสังคม ด้วยเหตุนี้ มิลล์จึงกลับหัวกลับหางข้อโต้แย้งที่ทั่วไปใช้ต่อต้านสตรีนิยม ด้วยการเสนอว่า หากชาย-หญิงมีความแตกต่างกัน "ผู้หญิงก็ต้องการมันมากกว่าผู้ชาย เพราะด้วยความอ่อนแอเชิงกายภาพ พวกเธอจึงต้องอาศัยกฎหมายและสังคมเพื่อคุ้มครองพวกเธอมากกว่านั่นเอง"[3]

 

ทางแก้ปัญหาทรราชเสียงข้างมากประการที่สอง คือการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง เขาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงจากระบบเสียงข้างมากที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้แทนได้เพียงคนเดียว โดยผู้ชนะคือผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด (ไม่ว่าจะเลือกรอบเดียวหรือหลายรอบ) ขณะที่คนที่เหลือจะถูกคัดทิ้งไป ไปสู่ระบบสัดส่วน (โมเดลของมิลล์ได้รับการนำเสนอโดยธอมัส แฮร์ (Thomas Haire, 1806-1891)) อันเป็นระบบที่รับรองว่าเสียงส่วนน้อยจะมีตัวแทนของตัวเองอย่างพอควร ในสัดส่วนตามคะแนนเสียงที่ได้รับ และอาจได้รับมาจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับประเทศเพียงอย่างเดียว หรือจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจำนวนที่มากพอต่อการจัดการเลือกตั้งสำหรับผู้แทนหลาย ๆ คน มิลล์ไล่เรียงให้เห็นถึงข้อดีและประโยชน์ของระบบดังกล่าว ด้วยการเน้นย้ำว่า เสียงส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจสอบจากการทัดทานโดยเสียงส่วนน้อยที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งจะคอยขัดขวางการใช้อำนาจในทางมิชอบทุกประการที่อาจเกิดขึ้นได้ และเป็นผู้ที่จะปกป้องประชาธิปไตยให้พ้นจากความเสื่อมด้อยถอยลง เขาถือโอกาสนี้เขียนหนึ่งในถ้อยคำสรรเสริญอันทรงพลังที่สุดแก่ความขัดแย้งที่อาจพบได้ในความคิดแบบเสรีนิยม ไว้ในย่อหน้าที่แสดงให้เห็นถึงสาระสำคัญของจริยธรรมแบบเสรีนิยม ว่า

 

ไม่มีสังคมใดจะพัฒนาต่อเนื่องไปได้ยาวนาน เว้นเพียงในสังคมที่ยังคงมีความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่ทรงพลังที่สุดในสังคมกับอำนาจอันเป็นปรปักษ์บางอย่าง ระหว่างผู้มีสิทธิอำนาจทางจิตวิญญาณกับทางโลก ระหว่างกองทัพกับชนชั้นผู้อุตสาหะ ระหว่างกษัตริย์กับประชาชน ระหว่างนักปฏิรูปติดคัมภีร์กับนักปฏิรูปทางศาสนา[4]

 

ที่ใดก็ตามที่ความขัดแย้งถูกระงับหรือกำจัดไปหมดสิ้น ความชะงักงันอันไม่สิ้นสุดจะเกิดขึ้น ตามมาด้วยความล่มสลายและเสื่อมด้อยถอยหลังของรัฐหรือของอารยธรรมทั้งมวล

 

ถึงแม้มิลล์จะยอมรับในหลักการประชาธิปไตยอย่างสุดใจ และแม้เขาจะสรรเสริญประชาธิปไตยแบบตัวแทนว่าเป็นรูปแบบของการปกครองที่ดีที่สุด กระนั้น ความคิดของเขายังคงอยู่ห่างไกลจากอุดมคติของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อยู่มาก ราวกับต้องการเปลี่ยนแปลงผลของการขยายสิทธิเลือกตั้ง มิลล์ได้เสนอระบบเลือกตั้งแบบหนึ่งคนหลายเสียง (plural votes) (ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไม่เคยถูกนำมาใช้) ขึ้นมา เขาโต้แย้งว่า ถึงแม้ทุกคนควรมีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนควรมีคะแนนเสียงเพียงคนละเสียงเดียว มิลล์เห็นว่า ผู้ที่ได้รับการศึกษา (ไม่ใช่ผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวย) ควรมีคะแนนเสียงมากกว่าหนึ่งเสียง และเพิ่มเงื่อนไขอีกว่า ผู้ที่ร้องขอคะแนนเสียงพิเศษและผ่านการทดสอบ ควรจะมีคะแนนเสียงมากกว่าหนึ่งเสียงด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญสมัยใหม่ได้ยืนยันด้วยเหตุด้วยผลว่า สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งควรเป็นสิทธิที่ "เท่าเทียมกัน" (อย่างที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญของอิตาลีในปัจจุบัน) 

 

 

[1] Ibid., p. 211.

 

[2] Ibid., p. 279.

 

[3] Ibid., p. 290.

 

[4] Ibid., p. 268.

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”