Skip to main content

“There is No Such Thing as Absolute Evil”:

บทสัมภาษณ์ ฌักส์ แวร์แฌส์ ใน SPIEGEL ONLINE (ตอนที่ 2)

สัมภาษณ์โดย บริตา แซนด์เบิร์ก (Brita Sandberg) และ เอริค ฟอลลัธ (Eric Follath) 

 

S: ลูกความคนล่าสุดของคุณคือ เขียว สัมพัน อดีตผู้นำของระบอบอันอื้อฉาวอย่างเขมรแดง ชายผู้ซึ่งผูกพันกับคุณด้วยอดีตที่น่าตื่นตาตื่นใจ คุณพบเขาในปารีสเมื่อกว่า 55 ปีก่อนตอนที่คุณทั้งสองยังเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ เขียว สัมพันมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาคดีในพนมเปญเร็ว ๆ นี้ และเขาจะถูกฟ้องในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

JV: ไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใด ๆ เกิดขึ้นในกัมพูชาครับ

 

S: งั้นเหรอครับ? แต่มีคนกว่า 1.7 ล้านคนเสียชีวิตภายในเวลาไม่ถึง 4 ปี เนื่องจากยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวของเขมรแดง

JV: ผมเห็นว่าตัวเลขเหล่านี้มากเกินจริง มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นมากมายและในบางกรณีก็ให้อภัยไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ลูกความของผมเองก็พูดไว้ อีกทั้งยังมีการทรมานเกิดขึ้นจริงซึ่งนั่นก็ไม่อาจแก้ตัวได้เลยเช่นกัน แต่ยังไงก็ตาม การนิยามว่านี่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยเจตนาเป็นเรื่องผิด เพราะคนส่วนใหญ่เสียชีวิตเนื่องจากการขาดอาหารและโรคภัยไข้เจ็บ

 

S: แต่ระบอบเขมรแดงย่อมเป็นผู้รับผิดชอบต่อทุกข์ภัยเหล่านี้อยู่ดี

JV: ไม่จริงเลยแม้แต่น้อย สิ่งเหล่านี้เป็นผลของนโยบายคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาต่างหาก ประวัติศาสตร์ของกัมพูชาไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเขมรแดงเรืองอำนาจในปี 1975 แต่มีจุดเริ่มต้นอันนองเลือดเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว นั่นคือตอนที่พวกอเมริกันในสมัยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และที่ปรึกษาด้านความมั่นคง เฮนรี คิสซิงเจอร์ ระดมทิ้งระเบิดสังหารประชาชนพลเรือนชาวกัมพูชาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970

 

S: คุณอาจขอให้เฮนรี คิสซิงเจอร์ มาเป็นพยานในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับเขมรแดงก็ได้

JV: และผมมีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น แต่สงสัยอยู่ว่าเขาจะมาหรือเปล่า อีกอย่าง ผมไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าการพิจารณาคดีที่พนมเปญจะเกิดขึ้นไหม

 

S: คุณพูดแบบนั้นได้ยังไง สหประชาชาติและรัฐบาลกัมพูชาทุ่มงบกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการเตรียมการพิจารณาคดีครั้งนี้นะครับ อีกอย่าง การพิจารณาคดีของเคียง เก็ก เอียบ (Kang Kek Iew) หรือสหายดุช (Duch) ผู้ควบคุมเรือนจำที่ทรมานที่สุดของเขมรแดงก็มีกำหนดจะเริ่มต้นขึ้นในเร็ววันนี้

JV: การพิจารณาคดีของดุชอาจเริ่มเร็ว ๆ นี้ครับ แต่ไม่ใช่คดีของนักโทษอีก 4 คน คือ อดีตผู้นำลำดับที่สองของเขมรแดงอย่างนวน เจีย อดีตรัฐมนตรีสองคนคือ เอียง สารี และ เอียง ธีริธ (Ieng Thirith) และอดีตผู้นำประเทศอย่างเขียว สัมพัน คดีเหล่านี้จะไม่ได้เข้าสู่ขั้นพิจารณาคดีด้วยซ้ำ เพราะศาลพนมเปญได้สูญเสียความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมไปหมดแล้ว

 

S: ทำไมล่ะครับ

JV: ผมมีสองตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความอ่อนประสบการณ์ของฝ่ายอัยการ หนึ่ง เอียง สารีถูกพิพากษาโดยศาลกัมพูชาและได้รับการอภัยโทษแล้วในปี 1996 การนำเขาขึ้นศาลเป็นครั้งที่สองด้วยข้อหาเดียวกันจึงผิดหลักกฎหมายในทุกกรณี สอง ลูกความของผมควรได้รับการปล่อยตัวเพราะศาลได้ละเลยกฎเกณฑ์พื้นฐานของฝ่ายจำเลย เพราะถึงแม้ศาลจะรับรองภาษาในศาล 3 ภาษาให้มีสถานะเท่าเทียมกัน แต่พวกเขาทำเหมือนไม่ใช่เรื่องจำเป็นในการแปลเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่ในภาษาขแมร์ให้เป็นภาษาฝรั่งเศส ผมไม่มีทางแก้ต่างให้ลูกความผมได้เลยหากไม่มีความรู้เกี่ยวกับหลักฐานพวกนี้

 

S: ซึ่งคุณได้โวยเรื่องนี้ขึ้นมาในห้องพิจารณาคดีที่พนมเปญ ก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างหัวเสีย แล้วกระแทกประตูดังโครมคราม

JV: ผมต้องทนฟังกระทั่งที่ศาลแนะนำให้ลูกความของผมหาทนายใหม่ มันงี่เง่ามาก ๆ!

 

S: โดยพื้นฐานแล้วคุณต่อต้านนักการเมืองที่ขึ้นโรงขึ้นศาลในข้อหาสังหารหมู่หรือละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือเปล่า

JV: นั่นไม่ใช่ประเด็นเลยครับ การพิจารณาคดีในศาลคดีอาชญากรรมสงครามที่กรุงเฮกของ (อดีตประธานาธิบดีเซอร์เบีย สลอบอดัน) มิลอเชวิช …

 

S: ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากรสงครามชาวเซอร์เบีย ซึ่งคุณรับเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้

JV: … เป็นเรื่องตลก อะไรแบบนี้มักเป็นเรื่องความยุติธรรมของผู้ชนะเสมอ สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับการพิจารณาคดีที่นูเร็มเบิร์ก (Nuremberg Trials) แม้อย่างน้อยที่นั่นจะยึดกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่บ้างก็ตาม ตัวอย่างเช่นในกรณีของฮยาลมาร์ ชาร์ชท์ (Hjalmar Schacht) อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาณาจักรไรช์ของเยอรมันที่พ้นจากทุกข้อกล่าวหา แต่เมื่อเทียบศาลในพนมเปญกับนูเร็มเบิร์ก ลูกความของผมอย่างเขียว สัมพัน ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อกิจการทางเศรษฐกิจเช่นกัน กลับตกอยู่ในฐานะผู้กระทำผิดกฎหมายสารพัดสารพัน สิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นแทบไม่ต่างอะไรกับศาลเตี้ยเลย

 

S: ความเห็นอกเห็นใจอย่างล้นเหลือที่คุณมีต่อเขมรแดงเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวส่วนตัวในอดีตของคุณหรือเปล่า คุณเองได้พบพอล พต (ผู้นำเขมรแดง) กับเขียว สัมพัน ครั้งแรกในปารีส ราว ๆ ทศวรรษ 1950 ด้วย

JV: ครับ ช่วงนั้นผมเคยเป็นผู้นำนักศึกษาคอมมิวนิสต์และเคยได้ติดต่อกับนักศึกษาต่างชาติที่ฝักใฝ่ฝ่ายซ้ายจำนวนมาก เรื่องที่ผมได้พบกับสลอธ์ ซาร์ ซึ่งต่อมาเรียกตัวเองว่า พอล พต เป็นความจริง เขาเป็นเด็กหนุ่มที่หลงรักแรงโบด์ (Rimbaud)[1] และหลงใหลในบทกวีของแรงโบด์มาก ๆ ทั้งยังเป็นคนที่มีมุกตลกอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

 

S: ตลกเหรอ? เขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องนะครับ ถ้าไม่นับฮิตเลอร์ เหมา และสตาลิน เขาอาจเป็นฆาตกรที่โหดร้ายที่สุดในศตวรรษนี้ด้วยซ้ำไป

JV: สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ เขียว สัมพันเป็นหนึ่งในนักเรียนขแมร์ที่เก่งที่สุดตอนที่เรียนอยู่ในฝรั่งเศสด้วยทุนของกษัตริย์สีหะนุ เขาเขียนวิทยานิพนธ์ชิ้นเยี่ยมเกี่ยวกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ในแง่นี้ เป็นความจริงที่ผมมีส่วนในการชักนำเขาเข้าสู่การเมือง สลอธ์ ซาร์กับเขียว สัมพันก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่กำลังมองหาต้นแบบในการต่อสู้เพื่อต่อต้านอาณานิคมในประเทศบ้านเกิดของตนเอง ต่อมา เขียว สัมพันได้สมาทานแนวคิดมาร์กซิสต์

 

S: คุณได้พบเขาอีกครั้งเมื่อไหร่ครับ

JV: ไม่อีกเลยจนกระทั่งปี 2004 ครับ ตอนนั้นเขาบอกผมว่าเขาอยากจะสู้คดี เพราะอย่างนั้นผมจึงเดินทางไปกัมพูชา เรานั่งอยู่ด้วยกันในบ้านของเขาใกล้พรมแดนไทยถึงสี่วันสี่คืนเพื่อร่วมกันคิดหาหนทางในการสู้คดี

 

S: แล้วเป็นยังไงบ้างครับ

JV: พูดตามตรง ลูกความของผมไม่เคยอยู่ในตำแหน่งที่มีสิทธิอำนาจควบคุมกำลังตำรวจหรือทหารในกัมพูชาเลย เขามีแต่บทบาททางเทคนิคเท่านั้น ในฐานะผู้นำรัฐ เขาเป็นตัวแทนของประเทศ แต่ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อการปราบปรามประชาชน เขาเป็นคนที่อ่อนโยนและเป็นผู้บริสุทธิ์

 

S: คุณเชื่อยังงั้นจริง ๆ เหรอ?

JV: ครับ แน่นอน สิ่งที่เขียว สัมพันต้องการคือการกำจัดชนชั้นทางการเมือง ไม่ใช่การกวาดล้างผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นเหล่านั้น เขาเป็นนักอุดมคติที่เดินตามอุดมการณ์ของการปฏิวัติ คุณก็น่าจะรู้ว่าพวกตะวันตกมักพยายามเจ้ากี้เจ้าการในทุก ๆ เรื่อง ๆ แต่มันควรจะเป็นยังงั้นจริง ๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะในกรณีของสหรัฐอเมริกา เมื่อพวกเขาเองสังหารประชาชนนับพันคนไปในสงครามเพื่อเผยแพร่ประชาธิปไตย ไม่นับว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกวนตานาโมและอาบู เกรี๊ยบ (Abu Ghriab)[2] หรือเช่นเมื่อประเทศอย่างฝรั่งเศสเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสกปรกพรรค์นี้ในแอลจีเรีย

 

S: ในปี 1957 คุณว่าความให้กับสมาชิกหลายคนของกองกำลังแนวหน้าปลดปล่อยแห่งชาติแอลจีเรีย (FLN) ซึ่งสร้างชื่อเสียงในฐานะทนายความให้ตัวคุณเอง ลูกความของคุณใช้วิธีสร้างความหวาดกลัวในการต่อต้านเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส คุณประกาศว่า โดยทั่วไปแล้ว คุณเป็นฝ่ายเดียวกับพวกเขา

JV: ครับ ผมบอกพวกเขาในตอนนั้นว่า ผมเข้าใจความโกรธเกรี้ยวของคุณ เข้าใจการต่อสู้ของคุณ และผมสนับสนุนในสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ ยิ่งกว่านั้นผมยังเห็นด้วยกับความรุนแรงที่พวกเขาใช้ ผมเห็นว่ากองกำลัง FLN เป็นตัวแทนของการต่อต้านเจ้าอาณานิคม

 

 

[1] อาตูร์ แรงโบด์ (Arthur Rimbaud, 1854-1891) กวีชาวฝรั่งเศส ผู้มีอิทธิพลต่อวงการวรรณกรรมและศิลปะสมัยใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเหนือจริง (Surrealism)

 

[2] เรือนจำคุมขังนักโทษที่ถูกต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมกับขบวนการก่อการร้ายระหว่างสงครามของสหรัฐอเมริกาในอิรัก

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”