Skip to main content

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“There is No Such Thing as Absolute Evil”:

บทสัมภาษณ์ ฌักส์ แวร์แฌส์ ใน SPIEGEL ONLINE (ตอนที่ 3)

 

S: ชีวิตคุณผ่านความเจ็บปวดมามากจนเข้าอกเข้าใจการใช้ความรุนแรงได้ดีขนาดนี้เลยเหรอครับ

JV: คือ... มันเหมือนเป็นแฟชั่นในการทำอะไรบางอย่างโดยอ้างเหตุผลว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ และผมเกลียดอะไรแบบนั้นนะ จริงอยู่ที่พ่อผมต้องลาออกจากตำแหน่งกงสุลฝรั่งเศสประจำอาณานิคมอินโดจีนเพราะแต่งงานกับคนเวียดนาม เขาเดินทางต่อจากนั้นไปทำงานเป็นแพทย์ที่เรอูนิยง (Réunion) ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสในชายฝั่งอัฟริกา ตัวผมเองเติบโตมาจากต้นกำเนิดสองแบบ แต่ผมไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานเลย ผมไม่ได้เกิดมาด้วยความโกรธเกลียดใครมาแต่ปางก่อน แต่เรียนรู้ความโกรธเกลียดนั้นมาด้วยตัวผมเอง

 

S: ยังไงก็ตาม การเป็นเหมือนไข่ในหินของครอบครัวจากปารีสน่าจะทำให้คุณมีประสบการณ์อะไรที่ต่างไปจากคนอื่นอยู่บ้าง

JV: ครับ ผมรู้จักการเลือกปฏิบัติมาตั้งแต่วัยเด็ก ครั้งหนึ่ง ตอนอยู่ในมาดากัสการ์ ผมเห็นคู่รักชาวยุโรปตัวอ้วนเทอะทะนั่งอยู่ในรถสามล้อที่ลากโดยแรงของหนุ่มพื้นเมืองตัวผอมแห้งคนหนึ่ง พอพวกเขาอยากให้หยุด พวกเขาก็แค่เตะชายคนนั้น พวกเขาไม่ทำแบบนี้กับลาด้วยซ้ำไป ผมเรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับความหมายของอาณานิคมมาตั้งแต่เด็กและรังเกียจมันตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของชีวิต

 

S: คุณนั่งเรือมายังยุโรปในปี 1942 และเข้าร่วมกับกองกำลังต่อต้านนาซีของฝรั่งเศส ทำไมคุณถึงทำแบบนั้น?

JV: ตอนปี 1942 ผมอายุย่าง 17 ปี ผมร่วมต่อต้านการยึดครองของนาซีกับกองกำลังเสรีฝรั่งเศส (Free French Forces) ของชาร์ลส์ เดอ โกลล์ เพราะผมต้องการปกป้องฝรั่งเศสที่มีคุณค่าและผมหวงแหน เช่น ฝรั่งเศสของมงแตญ[1] ของดิดเดอโรต์[2] ของโรแบสปิแยร์[3]และการปฏิวัติ ไม่ใช่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสที่ผมรังเกียจ ตอนนั้นผมชื่นชอบความคิดเกี่ยวกับการรับใช้เดอ โกลล์ หรือรับใช้ใครสักคนที่ถูกรัฐบาลฝรั่งเศสสั่งประหารชีวิตเอามาก ๆ พวกเราถูกฝึกอยู่ในอังกฤษกับแอลจีเรียและร่วมรบกันในอิตาลีกับฝรั่งเศส  

 

S: มันไม่อันตรายมาก ๆ เลยเหรอครับ

JV: แน่นอนครับ โดยหลักการแล้วมันอันตราย แต่ช่วงนั้นผมบาดเจ็บแค่ครั้งเดียว เป็นรอยแผลลึกลงไปในฝ่ามือ ตรงนี้ครับ ผมได้แผลนี้มาตอนกำลังเปิดฝาหอยนางรมกินบนเกาะโดเลรง (Île d’Oléron)

 

S: คงมีเทวดาคอยคุ้มครองคุณอยู่แน่ ๆ

JV: ตัวผมมีภูมิคุ้มกันกระสุนนะ จะพูดแบบนั้นก็ได้

 

S: คดีความใหญ่ ๆ ครั้งแรกของทนายหนุ่มอย่างคุณ คือคดีที่ดูไร้หวังอย่างการว่าความให้กับ ฌามิลา บูฮิเร็ด (Djamila Bouhired) นักรบกองกำลังต่อต้านแอลจีเรียที่ถูกฟ้องข้อหาวางระเบิดจนที่ทำให้พลเรือนเสียชีวิตไปหลายคน

JV: ผมอยู่ข้างเธอร้อยเปอร์เซ็นต์ เธอเป็นคนรักชาติบ้านเมือง ทั้งยังถูกทรมานอย่างสาหัสสากรรจ์ตอนอยู่ในเรือนจำ

 

S: ระหว่างการพิจารณาคดี คุณนำเสนอแผนการของการแตกหัก หรือ “defense de rupture” ซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในเวลานี้ขึ้นเป็นครั้งแรก หลักการนั้นว่าด้วยการแก้ต่างด้วยการโต้กลับทางการเมือง ทำไมคุณถึงใช้วิธีนี้?

JV: ทนายชาวฝรั่งเศสคนอื่น ๆ ที่รับว่าความในแอลเจียร์ต่างพยายามสร้างบทสนทนากับตุลาการฝ่ายทหาร พวกตุลาการเห็นว่ากองกำลังแนวหน้าปลดปล่อยแห่งชาติแอลจีเรีย (FLN) เป็นกลุ่มอาชญากร แต่ฝ่ายจำเลยชาวแอลจีเรียเห็นว่าการโจมตีของตนเป็นวิธีการที่จำเป็นในการต่อต้านเจ้าอาณานิคม พูดอีกอย่างคือไม่มีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันในเชิงหลักการซึ่งจะถูกนำไปใช้พิจารณาตัดสินคดี สำหรับผม นั่นจึงหมายความว่าผมต้องย้ายเหตุการณ์ต่าง ๆ ออกไปนอกห้องพิจารณาคดีเพื่อหาเสียงสนับสนุนจากสาธารณะให้กับฝ่ายจำเลย

 

S: แล้วก็ได้ผลซะด้วย เพราะหลังจากที่คุณช่วยจัดการรณรงค์ในระดับนานาชาติขึ้นมาแล้ว บูฮิเร็ดซึ่งถูกพิพากษาประหารชีวิตก็ได้รับการปล่อยตัวและกลายเป็นภรรยาของคุณในที่สุด ในเดือนมีนาคม 1963 คุณเดินทางไปเมืองจีนกับเธอเพื่อร่วมดื่มชากับเหมา เจ๋อตุง คุณไปนัดพบกับท่านประธานเหมาได้ยังไงครับ

JV: ตอนนั้นผมทำหนังสือพิมพ์ชื่อ Révolution Africaine ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม FLN อยู่ในแอลจีเรีย ทางการจีนได้เชิญกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ให้เดินทางไปปักกิ่ง พวกเราพูดคุยหารือเกี่ยวกับการเมืองหลายประเด็นกันอย่างเคร่งเครียด แต่ด้านที่เป็นมนุษย์ของเหมาทำให้ผมประหลาดใจ มีอะไรบางอย่างที่เขาทำให้ผมประทับใจ ตอนที่เราคุยเรื่องซีเรียส ๆ กันอยู่ เขาถามผมว่าผมตั้งใจจะแต่งงานกับฌามิลารึเปล่า ผมตอบใช่ เขาบอกว่า “เอาเลย พวกคุณจะมีความสัมพันธ์ที่ยากลำบากแน่ ๆ แต่ความรักคือพลังของการทำลายล้าง”

 

S: คุณยังคงรู้สึกในแง่บวกกับเหมาอยู่หรือเปล่า แม้ว่าทุกวันนี้เราจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการที่เขาต้องรับผิดชอบต่อความตายจากการขาดอาหารของคนกว่า 30 ล้านคน อันเป็นผลจากนโยบายก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่ (Great Leap Forward) ของเขาเอง

JV: ผมเชื่อว่าทุกคนมีข้อดีและข้อด้อย ผมโชคดีที่มีโอกาสได้รู้จักด้านที่ดีของเหมา เจ๋อตุง

 

S: คุณเคยพบเช เกบาราด้วย

JV: ใช่ครับ ที่ปารีส เขาเพิ่งกลับจากเดินทางไปสวิสเซอร์แลนด์ ภรรยาคนแรกของเขาทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการของเรา เขาเป็นคนที่น่าชื่นชมและเต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดคนรอบตัว

 

S: หลังจากนั้นคุณเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือผู้ก่อการร้าย เรื่องนี้จริงหรือเปล่าครับ คุณเคยคิดจะร่วมต่อสู้กับลูกความของคุณเองบ้างไหม

JV: ผมเคารพสิ่งที่พวกเขาหลายคนทำ แต่ไม่คิดจะทำอะไรพวกนั้นด้วยตัวเองเลย

 

S: คุณเคารพผู้ก่อการร้าย? คุณอธิบายเรื่องนั้นกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและมุมมองที่คุณมีต่อกฎหมายได้ยังไง

JV: ผมขอยกตัวอย่างแม็กดาเลนา คอปป์ (Magdalena Kopp) คู่ชีวิตของการ์โลส สาวเยอรมันที่เรียนจบด้านการถ่ายภาพและอยากทำงานเป็นนักข่าว แต่เธอทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังและเดินทางไปยังตะวันออกกลางเพื่อร่วมต่อสู้กับผู้ถูกกดขี่ชาวปาเลสไตน์ เธอทำเพื่อคนอื่นอย่างเต็มที่ และผมไม่ได้รู้สึกอะไรจากการเห็นใจในสิ่งที่เธอทำ

 

S: แต่ในฐานะนักกฎหมาย คุณไม่ได้ล้ำเส้นเพราะความรู้สึกที่ว่านั้นหรอกเหรอครับ

JV:  เอาเข้าจริง ผมไม่แน่ใจว่าเส้นที่ว่านั้นหมายถึงอะไร ในฐานะทนายความ มันเป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องแก้ต่างให้กับลูกความคนใดก็ตามโดยเฉพาะพวกที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาที่ร้ายแรงเอามาก ๆ อีกอย่าง ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับการกระทำของพวกเขาซะที่ไหน ถ้าลูกความอย่างเคลาส์ บาร์บีมาขอให้ผมพูดสรุปถึงความยิ่งใหญ่ของชนชาติอารยัน ผมคงบอกเขาว่า “ขอโทษนะ ผมทำให้ไม่ได้ ผมเป็นนายแวร์แฌส์ ทนายความที่ได้รับใบอนุญาตจากปารีส ไม่ใช่โอเบอร์ชตวร์มบานน์ฟูห์เรอร์ (Obersturmbannführer) ไม่ใช่พันโทของหน่วยเอสเอส”

 

 

[1] มงแตญ (Montaigne, 1533-1592) นักเขียนคนสำคัญของฝรั่งเศสในยุคเรอเนสซองส์

 

[2] เดอนี ดิดเดอโร (Denis Diderot, 1713-1784) นักเขียนและนักปรัชญาคนสำคัญของยุคภูมิปัญญา เป็นบรรณาธิการและผู้ริเริ่มการจัดทำสารานุกรม Encyclopédie (1751-1772) ร่วมกับดาล็องแบร์ต (Jean le Rond d'Alembert)

 

[3] โรแบสปิแยร์ (Robespierre, 1758-1794) ทนายความและนักการเมือง หนึ่งในผู้นำการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 มีชื่อเสียงจากการนำฝรั่งเศสยุคหลังการปฏิวัติเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (La Terreur)

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
สิ่งที่ขาดหายไปจากยุทธศาสตร์การก่อตั้งสหกรณ์ก็คือหนทางใดๆ ก็ตามในการบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
Apolitical
ฝ่ายที่คุณเลือกเข้าร่วมนั้นบูชาอำนาจในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่ปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการกระชับการควบคุมของตนเหนือผู้ที่เปราะบางและไร้อำนาจ
Apolitical
อำนาจนิยมอิสรเสรีนิยม (Libertarian Authoritarianism) ในระดับหนึ่งจึงกินความครอบคลุมถึงอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวาแทบทั้งหมดนั่นเอง
Apolitical
ข้อเสนอที่ว่านายทุนมีความจำเป็นในฐานะผู้จัดหาปัจจัยการผลิตให้แก่แรงงาน และกำไรคือรางวัลตอบแทนสำหรับบทบาทดังกล่าวนั้น ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด
Apolitical
หากพิจารณาเพียงว่าจริยธรรมแบบปัจเจกนิยมสุดขั้ว ต่อต้านรัฐ ต่อต้านสงคราม เชิงวิภาษวิธี และเป็นอนาธิปไตยอิสรเสรีนิยมจะพัฒนาได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดในทิศทางใด คำตอบคืออิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้าย.
Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว