Skip to main content

ผมคิดว่าสงครามสหรัฐฯ /อิสราเอล กับอิหร่านเป็นภาคต่อเนื่องจากยุคจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ คนที่ 41 จากพรรครีพับลิกัน บุชนั้นประกาศสงครามต่อต้านก่อการร้ายหรือ War on Terror ในปี 2001 อันนำไปสู่สงครามรุกรานอัฟกานิสถานในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน และสหรัฐฯ ยังรุกรานอิรักต่อในปี 2003 ถึงแม้ยุคของบุชกับทรัมป์ในตอนนี้จะห่างกันถึง 23 ปีและมีประธานาธิบดีคนอื่นอย่างบารัก โอบามาและโจ ไบเดนจากพรรคเดโมแครตมาคั่นกลางก็ตาม

บุชอาศัยเหตุการณ์การก่อการร้ายเครื่องบินชนตึกเวิร์ดเทรดและอาคารเพนตากอน หรือ 9/11 ในการสร้างลัทธิของตัวเองโดยแบ่งโลกเป็นสองขั้วนั่นคือขั้วเดียวกับสหรัฐฯ และขั้วผู้ก่อการร้ายซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ดังสุนทรพจน์อันแสนอื้อฉาวของเขาคือ You are either with us, or against us เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ นอกจากนี้อิหร่านยังเคยเป็นหนึ่งในอักษะปีศาจหรือ Axis of Evils เช่นเดียวกับอิรัก และเกาหลีเหนือ ดังที่บุชประกาศในสุนทรพจน์ State of the Union เมื่อปี 2002 และทรัมป์เองก็อาศัยโลกทัศน์เช่นนี้ในการประณาม คว่ำบาตรและโจมตีอิหร่านซึ่งเขามองว่าเป็นรัฐแห่งความชั่วร้ายที่พยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และมีความสัมพันธ์กับการก่อการร้าย รวมไปถึงการเข่นฆ่าประชาชนตัวเองที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาล แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ในเวลานี้แตกต่างจากยุคบุชช่วงต้นของการบุกอิรักคือไม่เห็นด้วยกับสงครามบุกอิหร่าน เพราะต้องการให้ทรัมป์ซื่อสัตย์ต่อลัทธิของตนคือ America First โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาภายในประเทศมากกว่า

ในยุคบุชนี้เองเป็นช่วงที่สหรัฐฯ ทราบว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่บุชซึ่งยังวุ่นวายอยู่กับอัฟกานิสถานและอิรักไม่คิดจะรุกรานอิหร่านจริง ๆ นอกจากใช้วิธีการสร้างแรงกดดันในระดับนานาชาติและประธานาธิบดีคนต่อมาคือบารัก โอบามาได้พยายามสร้างความสัมพันธ์กับอิหร่านในเชิงสร้างสรรค์ มีการเจรจาลับจนความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศไปได้สวย แต่พอทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกก็หันมาเล่นไม้แข็งกับอิหร่านอย่างถอนสหรัฐ ฯ ออกจากข้อตกลงนานาชาติกับอิหร่านที่ชื่อ JCPOA ในปี 2018 และยังสังหารนายพลคนสำคัญของอิหร่าน ซึ่งอาจมีสาเหตุหนึ่งคือทรัมป์ต้องการสร้างนโยบายกับอิหร่านที่แตกต่างจากโอบามาซึ่งก็ต้องการสร้างนโยบายเช่นนี้แตกต่างจากบุช และเป็นไปได้ว่าที่ทรัมป์บุกอิหร่านเพราะต้องการมีอำนาจและความนิยมเหมือนบุชในช่วงต้นของการทำสงครามในอิรัก

อีกทั้งในยุคของบุชช่วงบุกอิรักนั้นถึงแม้จะใช้ข้ออ้างอันเลื่อนลอยยิ่งกว่าทรัมป์ตอนนี้นั่นคือซัดดัม ฮุนเซนผู้นำอิรักได้พัฒนาอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง แต่สหรัฐฯ ก็สามารถชักจูงพันธมิตรจากทั่วโลก รวมถึงหลายประเทศในยุโรปให้เข้าร่วมกลุ่มที่เรียกว่า Coalition of the Willing ในสงคราม ได้มากกว่าทรัมป์ซึ่งโดดเดี่ยวอย่างมากในขณะนี้ แค่ชวนชาติต่าง ๆ ไปอารักขาเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซก็ไม่มีใครเข้าร่วมแม้แต่อังกฤษซึ่งเคยซื่อสัตย์ต่อสหรัฐฯ ช่วงสงครามบุกอิรัก ตกลงคือมีอยู่แค่ประเทศสองหัวกระเทียมลีบคือสหรัฐฯ กับอิสราเอล (ผู้ภักดีของทรัมป์ที่เพิ่งลาออกไปจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติได้แฉว่าอิสราเอลปั่นหัวให้ทรัมป์บุกอิหร่าน) 

นอกจากนี้อิหร่านซึ่งมีตัวอย่างคืออิรักตระหนักมานานแล้วว่าสหรัฐฯ จะบุกตนไม่วันใดวันหนึ่งจึงมีการพัฒนาระบบหลายหัวนั้นคือไม่ว่าคนสำคัญในรัฐบาลจะเสียชีวิตไปสักเท่าไหร่แต่กลไกของรัฐก็จะดำเนินไปผ่านการสืบทอดตำแหน่งกันไปเรื่อย ๆ อันทำให้รัฐอิหร่านมีความทนทาน สามารถลากสหรัฐฯ ให้ทำสงครามกับตนไปได้เรื่อย ๆ อันแตกต่างจากอิรักในยุคของซัดดัม ฮุนเซนที่เน้นศูนย์รวมอำนาจไปที่ซัดดัมอย่างเดียว และทรัมป์นั้นก็เรียนรู้ว่าถ้าส่งกำลังพลเข้าไปในอิหร่านจะต้องสูญเสียอย่างหนักยิ่งกว่าตอนสหรัฐฯ บุกเข้าไปในอิรัก เพราะอิหร่านเตรียมการมาดีดังกล่าว อีกทั้งการเข้าไปบูรณะและตั้งรัฐบาลใหม่ให้กับอิหร่านก็ทำให้สหรัฐฯ ต้องสูญเสียทั้งงบประมาณและกำลังพลไปมากมาย เหมือนอย่างที่บุชผลาญงบประมาณประเทศไปกว่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (trillion) และทหารอเมริกันเสียชีวิตไป 4 พันกว่านายในอิรัก ทรัมป์จึงพูดไม่ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของการบุกอิหร่านเช่นบางทีก็บอกว่าเปลี่ยนระบอบเหมือนที่บุชทำ หรือแค่ทำให้อิหร่านไม่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ ฯ 

ในปัจจุบันทรัมป์จึงเน้นใช้การโจมตีทางอากาศอย่างเดียวซึ่งก็ไม่สามารถจบเกมได้ได้แต่วนไปวนมาอยู่เช่นนี้ ตอนแรกแกคิดว่าทำการโจมตีเพียงครู่เดียวแล้วยุยงให้คนอิหร่านลุกฮือเพื่อโค่นล้มรัฐบาลตัวเอง สหรัฐฯ ก็ชนะแล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ สำหรับอิสราเอลแม้จะสังหารบรรดาผู้นำของอิหร่านได้เรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าจะมีผลอย่างไรต่อความทนทานของรัฐบาลอิหร่าน มากน้อยแค่ไหน

ทั้งหมดนี้จะส่งปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจโดยเฉพาะเรื่องพลังงานอย่างรุนแรงให้กับตะวันตกออกกลางและชาวโลกอย่างมหาศาลอันจะยิ่งกว่าช่วงสหรัฐฯ บุกอิรักอย่างเทียบไม่ติด

บล็อกของ อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์

อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
 
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
เข้าใจว่าผลงานของ William Shakespeare ที่คนไทยรู้จักกันดีรองจากเรื่อง Romeo and Julius ก็คือวานิชเวนิส หรือ Merchant of Venice ด้วยเหตุที่ล้นเกล้ารัชกาลที่หกทรงแปลออกมาเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับเด็กนักเรียนได้อ่านกัน และประโยค ๆ หนึ่งกลายเป็นประโยคยอดฮิตที่ยกย่องดนตรีว่า &nbsp
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
หากพูดถึงหนังเพลงหรือ musical ที่มีสีสันมากที่สุดเรื่องหนึ่งในทศวรรษที่ห้าสิบและหกสิบ เราก็คงจะนึกถึงเรื่อง West Side Story เป็นเรื่องแรก ๆ อาจจะก่อน Singin' in The Rain หรือ Sound of Music เสียด้วยซ้ำ ด้วยหนังเรื่องนี้มีจุดเด่นคือเพลงทั้งบรรเลงและเพลงร้องที่แสนไพเราะ ฝีมือการกำกับวงของวาทยากรอ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
มักเป็นที่เข้าใจว่าอเมริกาเป็นประเทศแห่งความเท่าเทียมกัน อาจด้วยอเมริกานั้นไม่เคยเปลี่ยนผ่านยุคศักดินาเหมือนกับประเทศในเอเชียและยุโรป อเมริกาถึงแม้จะมีชนชั้นกลางมากแต่บรรดาในชนชั้นกลางก็มีการแบ่งแบ่งแยกที่ดีที่สุดคือเงิน รองลงมาก็ได้แก่ฐานะทางสังคม สีผิว เพศ ฯลฯ เอาเข้าจริงๆ ไม่มีสังคมไหนในโลกท
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
    1.นอยด์ เป็นคำแสลงที่ถือกำเนิดได้มานานหลายปีแล้ว มาจากคำว่า noid กร่อน (โดยคนไทยเอง) จากศัพท์อังกฤษ  paranoid ซึ่งแปลว่า ความวิตกกังวลว่าคนอื่นไม่ชอบหรือพยายามจะทำร้ายตัวเองแม้ว
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
                                                                                    &
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ผีเป็นบุคคลที่เราไม่พึงปรารถนาจะพบ แต่เราชอบนินทาพวกเขาแถมยังพยายามเจอบ่อยเหลือเกินในจอภาพยนตร์ ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือเปล่า ด้วยส่วนใหญ่ได้ยินกันปากต่อปาก ประสบการณ์ส่วนตัวก็ไม่ชัดเจน อาจเกิดจากความผิดปกติทางประสาทสัมผัส หรือการหลอกตัวเองก็ได้ ยิ่งหนังผีทำได้วิจิตร พิศดารออกมามากเท่า
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
                 แปลและตัดต่อบางส่วนจากบทความ Gustav Mahler : The Austrian composer เขียนโดยเดรีก วี คุก จาก  www.britannica.com
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ทศวรรษที่ 80 ของฝรั่งคือปี 1980-1989  หรือว่าช่วง พ.ศ. 2523  ถึง พ.ศ.
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ถึงแม้เบโธเฟน (Ludwig Van Beethoven) จะได้ชื่อว่าเป็น คีตกวีที่แสนเก่งกาจคนหนึ่งในยุคคลาสสิกและโรแมนติก แต่ศิลปะแขนงหนึ่งที่เขาไม่สู้จะถนัดนักคือการเขียนอุปรากร เหมือนกับ โมซาร์ท คาร์ล มาเรีย ฟอน เวเบอร์ หรือ โจอากีโน รอสซีนี  ดังนั้นช่วงชีวิต 50 กว่าปีของเบโธเฟนจึงสามารถสร้างอุปรากรออกมาไ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ตามความจริง คำว่า Godfather เป็นคำที่ดีมาก หมายถึงพ่อทูนหัว ของศาสนาคริสต์ที่หมายถึงใครสักคนหนึ่งยอมรับเป็นพ่อทูนหัวของเด็กซึ่งเป็นลูกของคนอื่นในพิธีศีลจุ่มหรือ Baptism เขาก็จะเป็นผู้ประกันว่าเด็กคนนั้นจะได้รับการศึกษาทางศาสนาและถ้าพ่อแม่ของเด็กคนนั้นตายก็ต้องรับอุปการะ นอกจากนี้ยังหมายถึงฝ่ายห
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
 visionary ,under the shadow Prayut tries to be the most visionary politician,but he is merely under the shadow of Thacky.&