Suchart: an Octoberist and a Man for All Seasons

สุชาติ สวัาดิ์ศรี / สิงห์ สนามหลวง "น๊อตหลุด"
คนเดือนตุลา/ตุลา ไม่ว่า 14 หรือ 6 บัดนี้ ก็เข้าสู่วัยปลายคนแล้ว
หลายๆ คน เรา แทบจะจำเขา และ เธอ ไม่ได้เลย
เพราะ

@สังขาร/วัย
@ครอบครัว (ผัวเมีย ลูกเต้า)
@ผลประโยชน์
@อคติ

แต่สุชาติ ดูจะไม่เปลี่ยนเท่าไร โดยเฉพาะอุดมการณ์ ประชาธิปไตย และการแสวงหาเสรีภาพ



ในการขีดเขียน สังขารและวัย ทำให้เขาดูยิ่ง เข้ม (เขาน่าจะเป็น นศ ศศ มธ ๒๕๐๕ รุ่นแรกในจำนวน ไม่กี่ร้อยคน ที่น่าจะหล่อสุด)
เขาเป็นเกือบจะคนเดียว ในคนรุ่นนั้น ที่ did not married up

ศรีภริยา ของเขา เป็นคนธรรมดาๆ
หาได้เป็นดาวดาราสูงส่ง ไฮโซไม่

นี่อาจจะเป็นข้อได้เปรียบของเขา
ที่สามารถยืนหยัดอยู่ในโลกทุนนิยมสุดขั้วอย่างแวดวงของ ผู้ดีแต้จิ๋วรัตนโกสินทร์

เมื่อสองสามวันนี้ สุชาติ น๊อตหลุต (ยาวมาก กลิ้งลงจากดอยอินทนนท์)
ผมอ่านแล้วชอบใจ ขอยกว่า ให้อ่าน เป็น ตอนๆ สัก 3 ตอน ดังนี้ ครับ
 



สุชาติ สวัสดิ์ศรี (ตอนที่ หนึ่ง)

"ผมจำได้ว่าแต่ก่อนผมไม่ได้เป็นอย่างเช่นทุกวันนี้เลย
หนําซํ้ายังเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็น"สลิ่ม"ในความหมายของคำว่า"อิสรชน"ด้วยซํ้า

แต่การทำรัฐประหารของคณะ คสช.ที่ร่วมมือกับ กปปส.และพวกพ้อง
เช่น"ไอ้โล้นซ่า"และกลุ่มการเมืองอื่นๆนั้น
รวมทั้งการไม่ยอมรับกติกาที่ได้ประกาศ "ยุบสภา" ให้มีการเลือกตั้งกันใหม่
"1 คน 1 คะแนนเสียง" แล้วค่อยว่ากันใหม่ว่าจะเดินไปทางไหน

แต่คนจำพวกนี้ก็ดันทุรัง Not Respect My Vote
โดยยืนยันไปที่ความว่างเปล่าของคำว่า "ปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง"

แล้วก็ตีหน้าเศร้า

ใช้ชีวิตผู้คนในหลายระดับ
มาเป็นเครื่องมือแห่งความทะเยอทะยานทางการเมืองของตนและหมู่คณะ
และจนรอเวลาจนได้โอกาสที่จะร่วมการ Conspiracy
เพื่อนำไปสู่การทำรัฐประหารของคณะทหาร คสช.
เพื่อล้มกติกา "1 คน 1 คะแนนเสียง"
ล้มหลักการ Rule by Law และ Rule by Law ไปหมดสิ้น
โดยตั้งกติกาใหม่เอาตามใจชอบ
แล้วแบบนี้จะให้ผมทำเช่นใด อย่างไร

- ถ้าผมยังมีตัวตนอยู่ในสังคมนี้ ประเทศนี้
ผมไ่ม่ได้อยู่ในความว่างเปล่า
ผมยัง"เพ่งคิดพินิจนึก" ( คำของ เจตนา นาควัชระ)
เป็นเรื่องๆ ทั้งในรายละเอียดและหลักการ
ผมเพ่งคิดเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
เพราะผมคนเล็กคนน้อยของประเทศที่ต้องเสีย "ภาษีนักเขียน" ทุกครั้ง
เวลาได้เงินค่าต้นฉบับ แล้วจะให้ผมทำอย่างไร

ผมไม่ใช่เสื้อสีไหนทั้งสิ้น
แต่การประกาศกฎอัยการศึก และการ"หมิ่น"โดยใช้วิธีการทำรัฐประหาร
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น
มันทำให้ผมรู้สึก "ว่างเปล่า" ขึ้นมาทันที
ยิ่งมีครูบาอาจารย์ ศิลปินแห่งชาติ และเพื่อนพ้องกวี ศิลปิน นักเขียน เอ็นจีโอ ฯลฯ
แสดงทีท่ากระดี๋กระด๋าแบบ"นํ้าแตกแล้ว"
กูและพวกกูจะได้ "ปฎิรูป" เสียที ปฎิรูปอะไรไม่ทราบ
ปฎิรูปท่ามกลางกฎอัยการศึกเช่นนี้นะ่หรือ เป็นไปได้หรือ
หรือว่าเขา"เกี๋ยเซี๊ย"กับทางอีกฝั่งมาเป็นที่เข้าใจกัน
แล้ว win - win 50 - 50 หมูไปไก่มา
หรือไม่ก็แสนซื่อ เสียจนเห็นไปทำนองว่า "อย่าทำให้เสียของ"

และด้วยความกระดี๋กระด๋าดังว่านี้เอง
พวกเขาส่วนหนึ่งจึงเสียความชอบธรรม
โดยไปเข้าร่วมกับการทำรัฐประหาร ที่กล่าวมานี้

(มีต่อ ตอนสอง)

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: Civil War in Thailand ?

บทความของนักวิชาการฝรั่ง
สงครามกลางเมือง ในสยามประเทศไทย
ควรอ่าน ครับ (ข้างล่าง)

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: Rice Pledging from cK to Prab


(ผมได้อ่าน ข้อคิด (ยาวๆ ข้างล่าง) ของปราบ อย่างละเอียด
ประทับใจ และดีใจ ที่มีเยาวชน คนหนุ่มสาว รุ่นใหม่
คิดอะไร ที่เป็นบวก สร้างสรรค์ มากกว่าเป็นลบ และทำลาย)

ผมขอเสนอความเห็นเพิ่มเติม cK@MyThoughtRicePledging ดังนี้: