Skip to main content


บรรยากาศจากเทือกเขาสแครนตัน

 

หลังจากที่นักดนตรี นักร้อง นักรำมาถึงกันครบองค์ทั้งหมดแล้ว จึงเริ่มมีการแกะกล่องสัมภาระที่ขนเครื่องดนตรีและเครื่องไม้เครื่องมือประกอบการแสดงที่มาจากเมืองไทย ผมเริ่มแกะพลาสติกกันกระแทกที่ห่อเตหน่ากูไว้ เตหน่ากูได้โผล่ออกมารับแสงรับลมอีกครั้ง


 

มันดูงอนๆผมอยู่ที่ผมไม่ยอมอุ้มขึ้นเครื่อง แต่เลือกดาวน์โหลดในส่วนสัมภาระแทนเพื่อความสะดวกในการเดินทางระยะไกล เขาต่อว่าผมที่ยัดมันลงกล่องอันแออัด ผมไม่ได้ยินแต่ผมพอจะรู้ว่ามันสามารถพูดได้ ผมหยิบมันขึ้นมาเช็ดถูแล้วเปลี่ยนสายใหม่ โดยพกสายเบรกจักรยานยนต์จากเมืองไทยมา ตั้งสายให้มันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เมื่อต่างคนต่างสำรวจดูของตัวเองว่าสภาพเป็นอย่างไร และยังมีสิ่งที่ต้องหาเพิ่มเติมหรือไม่ มือกลองต้องการไปซื้อสแนร์ มือเบสต้องการซื้อแอมป์ มือกีตาร์ต้องการซื้อแอฟเฟค มือคีย์บอร์ดต้องการสายแจ็ค โปงลาง
,ระนาด ต้องการไมค์จ่อ ทีมงานทำการจดไว้อย่างละเอียด เมื่อทบทวนดูอีกทีก่อนออกไปซื้อของ ทุกสายตาจึงหันมามองที่เตหน่ากู

มึงไม่ต้องการอะไรเหรอ แน่ใจว่าเรียบร้อยดีนะ” พี่ทอด์ดหันถามผม ซึ่งผมยังไม่ทันตอบ
ผมว่าต้องหาปิกอัพมาให้เตหน่ากูใหม่นะ เพราะที่ผ่านมาที่มีอยู่มันจะมีเสียงหอนและ Feedback เยอะ มีเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น" พี่สานุ มือคีย์บอร์ดและโปรดิวเซอร์เสนอความเห็น
ผมเห็นด้วย อยากให้มันมีเสียงออกมาดีๆ ชัดๆ เดี๋ยวเราไปดูกันว่ามีอะไรที่เหมาะกับมัน ผมมีเพื่อนที่มีร้านขายอุปกรณ์ดนตรี เดี๋ยวจะลองให้เขาดู เผื่อมีคำแนะนำดีๆ” พี่ทอด์ดบอก


ร้านขายอุปกรณ์ดนตรีร้านแรก

นี่เพื่อนผมตอนเรียนมัธยมด้วยกัน เขาเป็นคนซ่อมกีตาร์ และดนตรีอย่างอื่นด้วยตนเอง” พี่ทอด์ด แนะนำเจ้าของร้าน หลังจากนั้นนักดนตรีแต่ละคนเริ่มหาอุปกรณ์ที่ตนเองต้องการ บางคนได้ บางคนไม่มีสิ่งที่ต้องการ และมาปิดท้ายที่เตหน่ากู

 

ช่วยดู เครื่องดนตรีนี้หน่อย เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของชนเผ่าที่อยู่บนภูเขาทางเหนือของประเทศไทย มันจะมีปัญหาเรื่อง feedback เวลาใช้แจ๊ค ลองดูว่ามันจะทำอะไรกับมันได้บ้าง”  พี่ทอด์ดถามเจ้าของร้าน เจ้าของร้านขยับเข้ามาดูเตหน่ากูแล้วให้ผมลองเล่นให้ฟัง เพื่อจะรู้ว่าเสียงออกมาจากส่วนไหนของมัน

 

Amazing!!” เขาอุทานออกมาเมื่อได้ยินเสียงเตหน่ากู หลังจากที่เขาหยิบมาดูจนทั่วทั้งร่างแล้วเขาเสนอความคิดเห็นว่าให้เอาไมโครโฟนจ่อดีที่สุด ซึ่งผมเคยจ่อมาแล้วหลายงานแต่ล้มเหลวทุกงาน สรุปแล้วเขาช่วยเตหน่ากูไม่ได้

 

ร้านที่สอง
เขาหยิบเตหน่ากูมาดูเช่นกัน ดูที่หัว ดูข้าง ดูที่สาย ดูที่ตูด เขาแนะนำให้ใช้ไมโครโฟนฝังข้างใน และเขาก็หยิบผลิตภัณฑ์ของเขามาให้ดู เขาบอกว่าเป็นรุ่นที่ดีที่สุด ราคาตกอยู่ที่
199 เหรียญ ผมจึงขอทดลองดูก่อนเพื่อให้แน่ใจว่ามันใช้ได้จริงหรือไม่ แต่เจ้าของร้านปฏิเสธไม่ให้ลอง

 

ยังไม่ต้องเอาไปดูที่อื่นก่อนแล้ว ถ้าไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” พี่สานุพูดพร้อมกับยกพลออกจากร้านดังกล่าว

 

ร้านที่สาม Guitar Center ณ เมืองสแครนตัน
ทันทีที่เข้าในร้าน เรามุ่งตรงไปที่จุดขายปิกอัพ หนุ่มเครายาวจ้องดูเตหน่ากูแล้วถามว่าเป็นเครื่องดนตรีจากที่ไหน จะมาเล่นที่ไหน เมื่อเราบอกว่าเป็นเครื่องดนตรีชนเผ่าปกาเกอะญอมาจากประเทศไทย มาเล่นร่วมกับทอด์ด

 

ทอด์ด ลาเวลล์ คนที่อยู่ สแครนตันหรือเปล่า?” หนุ่มเครายาวถาม
ใช่ คนนั้นไง” แล้วผมชี้มือไปที่พี่ทอด์ด พี่ทอด์ดหันมาหาเขา ช่างบังเอิญหนุ่มเครายาวเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับพี่ทอด์ด สมัยเรียนชั้นประถมร่วมกัน การกอดกันกันทักทายตามประสาฝรั่งจึงเกิดขึ้น หนุ่มเครายาวบอกว่าพี่ทอด์ดเป็นคนเพี้ยนตั้งแต่สมัยเรียนประถมแล้ว ในขณะที่หนุ่มเครายาวเรียนมัธยมไม่จบ แต่สุดท้ายทั้งสองก็มาทำงานด้านดนตรีเหมือนกัน

 


เตหน่ากูตามหา
-เสียงในร้านดนตรี
 

 

หนุ่มเครายาวมั่นใจว่าปิกอัพเอาเตหน่ากูอยู่แน่นอน เขาจึงหยิบปิกอัพที่ดีที่สุดในร้านมาให้
อันนี้เป็นปิกอัพที่รับเสียงดีที่สุด และมี feedback น้อยที่สุด” เขานำเสนอด้วยความภูมิใจ

 

แต่เมื่อลองแล้วปรากฏว่ามันไม่ Feedback ก็จริงแต่เสียงมันออกมาเบามาก หนุ่มเครายาวพยายามลองหาตำแหน่งต่างของเตหน่ากูที่รับเสียงได้ดีที่สุด โดยการเลื่อนไปหลายจุด แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น เขาแปลกใจมาก เขายืนกุมขมับแล้วส่ายหัว เป็นอันว่าไม่เป็นผล คงต้องใช้ของเดิมที่ติดตัวมาจากเมืองไทย

 


ฝรั่งงงกับเส้นเสียงของเตหน่ากู
 

 

เดี๋ยวผมว่าน่าจะใช้ปิกอัพของกลองมาใช้ดู ผมมีเพื่อนเล่น เชลโล่ เขาใช้ปิกอัพกลอง” มือกลองในวงที่มาจากฮอลแลนด์เสนอความเห็น แต่ไม่มีใครเห็นด้วยแม้กระทั่งเจ้าของร้าน แต่เขาไม่ละความพยายาม เขาไปหยิบมาแล้วขอลองดู เจ้าของร้านใจป้ำให้ลอง พอลองแล้วปรากฏว่าพอได้ แม้จะมี feedback บ้างเวลาเปิดเสียงจนสุด แต่ก็ดีกว่าอันเก่า จนเจ้าของร้านต้องแปลกใจอีกครั้งว่า ทำไมถึงใช้ได้ อย่างไรก็แล้วแต่ ตอนนี้เตหน่ากูเริ่มมั่นใจในการเปล่งเสียงบนดินแดนมะกันมากขึ้น

 


เมื่อมันเปล่งเสียงออกมา พนักงานร้านดนตรีจ้องอย่างด้วยความทึ่ง

 

หลังจากตามหาเสียงให้เตหน่ากูได้แล้ว ช่วงบ่าย Grayson หลานชายพี่ทอด์ดชวนผมไปดูเขาแข่งเบสบอล ตอนแรกผมคิดว่าไม่ไป


ไม่ไปเป็นกำลังใจให้ผมในเกมเหรอ??” เขาถามด้วยสายตาที่อ้อนผม จนผมตกลงใจไปดู ในเกมเป็นการแข่งขันภายในชุมชนของเขาซึ่งมีเด็กประมาณ 20 กว่าคน แบ่งเป็น 2 ทีม คนที่ดูนักกีฬา คนที่เป็นกรรมการ คนที่เป็นกองเชียร์ ล้วนเป็นผู้ปกครองของเด็ก แม้จำนวนผู้ปกครองจะมีจำนวนไม่มากแต่เสียงเชียร์มีมากกว่าจำนวนคน

Good job” เสียงนี้ดังขึ้นในทุกครั้งที่เด็กทำได้ดี และเมื่อเด็กทำพลาดหรือทำไม่ดี เสียงจะเงียบ ไม่มีการว่า ไม่มีการติ ไม่มีการซ้ำเติม แต่เสียงเฮจะมาอีกทุกครั้งที่เด็กเริ่มต้นลูกใหม่หรือเกมใหม่ สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจอีกอย่างคือ รอบสนามเล็กของชุมชนแห่งนี้เต็มไปด้วยป้ายรายชื่อผู้สนับสนุน ร้านมินิมาร์ทบ้าง ร้านขายอะไหล่รถบ้าง ร้านซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์บ้าง ร้านอาหารบ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นร้านค้าที่อยู่ในชุมชน

เงินผู้สนับสนุนเหล่านี้ เราเอามาทำสนามแข่งสำหรับเด็กและอุปกรณ์กีฬา ส่วนครูผู้ฝึกสอน เราให้ผู้ปกครองที่มีทักษะมาสอน อนาคตอาจจ้างโค้ชที่เป็นมืออาชีพมา ถ้ามีเงินมากขึ้น สำหรับชุดกีฬา ผู้ปกครองเด็กแต่ละคนจะรับผิดชอบเอง” Tish แม่ของ Grayson เล่าให้ฟัง

ความเป็นมืออาชีพ มันต้องสร้างตั้งแต่เด็ก เราไม่รู้ว่าเด็กทั้งหมดในชุมชนจะมีกี่คนที่จะได้เล่นในลีกอาชีพของประเทศบ้างในอนาคต อาจจะห้าคน สามคน หรือแค่คนเดียว มันอาจจะเป็นลูกฉัน หรือลูกคนอื่น คนโน้น คนนี้ แต่มันน่าภูมิใจว่า คนในชุมชนเราสร้างเขาคนนั้นขึ้นมาร่วมกัน ชุมชนของฉันตั้งความหวังว่าอีกสิบปี คนในชุมชนต้องไปเล่นในลีกอาชีพของประเทศให้ได้ ฉันเองก็เฝ้ารอวันนั้น และฉันจะไปเชียร์ที่ขอบสนามทุกนัดเลย” Tish กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

บล็อกของ ชิ สุวิชาน

ชิ สุวิชาน
สิบกว่าปีผ่านไป ภายในบ้านของครูดอยผู้ช้ำใจจากการนำดนตรีปกาเกอะญอไปเล่นในโบสถ์ เขารู้สึกดีใจมากที่ลูกชายของเขามาขอเรียนดนตรีพื้นบ้านของคนปกาเกอะญอ ทั้งๆที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันต่างมุ่งหน้าเดินตามดนตรีตามกระแสนิยมกันหมดแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เขาเฝ้าคอยและหวังมาโดยตลอดที่จะมีคนมาสืบทอดลายเพลงของชนเผ่า ไม่ว่าจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเขาหรือคนอื่นที่เป็นคนชนเผ่าเดียวกันก็ตาม ทำให้ฝันของเขาเริ่มเป็นจริงว่าทางเพลงแห่งวัฒนธรรมปกาเกอะญอจะไม่สิ้นสุดในยุคของเขา แต่เขารู้สึกตกใจ เมื่อลูกชายบอกเขาว่า จะนำเตหน่ากู ไปเล่นในคืนคริสตมาสปีนี้ที่โบสถ์ในชุมชน “ลูกแน่ใจนะ ว่าจะเล่นในโบสถ์”…
ชิ สุวิชาน
ในขณะที่อีกฝากหนึ่งของชุมชนปกาเกอะญอที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แล้ว บทเพลง ธา ทุกหมวด กลายเป็นบทเพลงที่ถูกลืมเลือน ถูกทิ้งร้างจนเหมือนกลายเป็นบทเพลงแห่งอดีตที่ไม่มีค่าแก่คนยุคปัจจุบัน โมะโชะหมดความหมาย เมื่อคนปกาเกอะญอเริ่มเรียนรู้การคอนดัก (Conduct) เพลงแบบในโบสถ์แบบฝรั่ง เพลงธา ไร้คุณค่า เมื่อมีเพลงนมัสการที่เอาทำนองจากโบสถ์ฝรั่งมา เครื่องดนตรีปกาเกอะญอถูกมองข้ามเมื่อมีคนดนตรีจากตะวันตก เช่น กีตาร์ กลองชุด แอคคอร์เดียน เมาท์ออร์แกน ฯลฯ เข้ามา “โด โซ โซ มี โด มี โซ ready… sing ซะหวิ” ประโยคนี้มักจะเป็นประโยคเริ่มต้นของคนที่เป็นผู้นำวงร้องประสานเสียงพูดนำก่อนร้องเพลง…
ชิ สุวิชาน
หลัง ธาหมวด แป่โป่ แปซวย แล้ว ก็จะต่อด้วย ธาหมวดโข่เส่ คะมอ ตามด้วย หมวดโดยมีเด็กชายนำการเดินวนอยู่เหมือนวันแรก  และหมวด ธาปลือลอ ได้เริ่มถูกขับขานต่อจาก หมวดโข่ เส่ คะมอ ต่อด้วย หมวด เชอเกปลือ  หมวดฉ่อลอ หมวดแกวะเก  หมวดธาชอเต่อแล จากนั้น หมวดธาเดาะธ่อ จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการกลับมาอย่างแน่นขนัดของหนุ่มสาวเช่นเดิม เมื่อธาเดาะธ่อหรือเริ่มต้นมาแล้ว ก็จะมีหมวดธา เดาะแฮ, หมวด ธาเดาะเหน่,หมวด ธาลอบะ ,หมวด ธา ลอกล่อ ซึ่งล้วนแต่เป็น ธา หน่อ เดอ จ๊อหรือธา หนุ่มสาว ซึ่งตั้งแต่ ธา หมวด เดาะธ่อ เป็นต้นไป ถือว่าเป็น เพลงธา ที่สามารถขับขานเป็นปกติได้ทุกโอกาส ทุกสถานที่…
ชิ สุวิชาน
เมื่อได้ยินหมวด ธา ธาชอเต่อแล หนุ่มสาวต่างขยับเข้ามาในวงเพลงธามากขึ้น เพื่อเริ่มงานของหนุ่มสาว ธาชอเต่อแลจึงเปรียบเสมือน หมวดที่เชื้อเชิญหนุ่มสาวเข้าสู่การขับขานเพื่อต่อเพลงธากัน โดยมีโมะโชะฝ่ายหญิงแลโมะโชะฝ่ายชายเป็นหัวหน้าทีมของแต่ละฝ่าย เวทีการดวลภูมิรู้เรื่องธาที่ขุนเพลงธาโปรดปรานได้เกิดขึ้นอีกครั้งในคืนงานศพ หมวดแห่งการดวลเพลงธา เริ่มที่หมวดธาเดาะธ่อ ซึ่งแปลว่า ธาเริ่มต้น ส่วนใหญ่เป็นธาที่ว่าด้วยความรัก ความสามัคคี ความร่วมไม้ร่วมมือ เพื่อให้คนที่มาร่วมงานตระหนักและสำนึกเสมอว่า เป็นคนในชุมชนเดียวกัน ชนเผ่าเดียวกัน สังคมเดียวกัน และโลกใบเดียวกัน ดังตัวอย่างธาที่ว่า   เก่อ…
ชิ สุวิชาน
หมวด ธาปลือลอ ได้เริ่มถูกขับขาน ซึ่งเป็นหมวดที่ว่าด้วย การจากไปสู่ปรโลก ซึ่งปกติแล้วก่อนที่คนจะตายมักมีลางสังหรณ์ปรากฎแก่คนใกล้ชิดหรือคนรอบข้างเสมอ นั่นหมายความว่าถึงเวลาของผู้ตายแล้ว เวลาแห่งความตายนั้นย่อมมาถึงทุกคน เพราะฉะนั้นก่อนตายควรทำความดีหรือทำคุณประโยชน์ให้เกิดแก่แผ่นดินถิ่นเกิดที่เราอาศัยอยู่ตอนมีชีวิตให้มากที่สุด เมื่อลางสังหรณ์มาถึงเราจะได้จากอย่างหมดทุกข์หมดห่วง ตัวอย่าง ธา หมวดนี้เริ่มต้นดังนี้ มี หม่อ เคลอ ฮะ เหน่ อะ เด                 มีหม่อ คอ ฮะ เหน่ อะ เด เต่อ เหม่ เคลอ ฮะ เหน่ อะเด      …
ชิ สุวิชาน
“โมะโชะมาแล้ว” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น เมื่อเห็นร่างชายวัยปลายกลางคนเดินเข้ามา สายตาทุกดวงจึงมองไปที่ โมะโชะ เขาคือผู้นำในการขับขานเพลงธา เขาต้องเรียนรู้และพิสูจน์ตัวเองมาหลายปีกว่าเขาจะได้รับตำแหน่งนี้ หน้าที่รับผิดชอบสำหรับตำแหน่งนี้คือการเป็นผู้นำในการขับขานธาในพิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนเช่น งานแต่ง หรืองานตาย บางชุมชนทั้งหมู่บ้านไม่มีโมะโชะเลย เวลามีงานต้องไปยืมหรือเชื้อเชิญโมะโชะจากชุมชนอื่นที่อยู่ใกล้ ว่ากันว่าชุมชนที่สมบูรณ์นอกจากต้องมีผู้นำชุมชนตามประเพณีที่เรียกว่า ฮี่โข่ ต้องมีจำนวนหลังคาในชุมชนมากกว่า 30 หลังคาเรือนแล้ว…
ชิ สุวิชาน
ช่วงเย็นหลังจากที่ทำงานในไร่ และกำลังจะนั่งกินข้าวร่วมครอบครัว “ลุงเร็ว ปู่ วาโข่ หายใจขึ้นอย่างเดียว ไม่ได้หายใจลงแล้ว” หลานชายมาวงข่าวเกี่ยวกับพือวาโข่ซึ่งเป็นพ่อของเขา เขาละจากวงทานข้าวของครอบครัว แล้ววิ่งไปหาพ่อทันที พือวาโข่ เป็นฉายาที่เด็กๆ ในหมู่บ้านและหลานๆเ รียกชื่อผู้เฒ่าผู้ชายที่อาวุโส จนผมหงอกทั้งหัว พือหมายถึงพ่อเฒ่า วาโข่หมายถึง ผมขาว หากเป็นผู้หญิงจะเรียกว่า พีวาโข่ พีแปลว่าแม่เฒ่า นั่นเอง คนรุ่นนี้จะเป็นที่รักใคร่ของลูกหลานทั้งในครอบครัวและในชุมชน เพราะถือเป็นทรัพยากรบุคคลของชุมชนทีมีค่า หากมีปัญหาเกิดขึ้นในชุมชนที่คนรุ่นใหม่ไม่สามารถหาทางออกได้…
ชิ สุวิชาน
  บรรยากาศในบ้านเริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีเสียงเตหน่าบรรเลงในบ้านไม่เว้นแต่ละคืน  บางคืนเป็นเสียงเตหน่า ลายเดิมที่ผู้เป็นพ่อเป็นคนถ่ายทอด  แต่บางคืนมีเสียงเตหน่าลายแปลกออกมาจนผู้เป็นพ่ออดไม่ได้จนต้องเงี่ยหูฟัง  นานแล้วที่เจ้าของเสียงเตหน่ากูห่างหายไปจากการร่ำเรียนวิชาจากพ่อ  แต่วันนี้เขากลับมาหาครูผู้สอนเตหน่ากูของเขาอีกครั้ง แน่นอนมันต้องมีอะไรบางอย่างสงสัยจึงต้องมา"พ่อผมจะไปล้มไม้มาทำเตหน่ากู ควรจะหาไม้อย่างไรดี" ประโยคแรกที่เขามาถามพ่อ"จริงๆ แล้วไม้อะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอให้เป็นไม้ที่โค้งงอ แต่คนสมัยก่อนเขานิยมใช้ไม้เก่อมา หรือภาษาไทยเรียกว่าไม้ซ้อ…
ชิ สุวิชาน
มีบทธา ซึ่งเป็นบทกวีหรือสุภาษิตสองลูกสอนหลานของคนปกาเกอะญอมากมาย ที่กล่าวถึงเตหน่ากูเครื่องดนตรีดั้งเดิมของคนปกาเกอะญอ แต่ในตรงนี้จะยกมาเพียงส่วนหนึ่งเพื่อเป็นตัวอย่างเบื้องต้นของ ธา ที่กล่าวถึงเตหน่ากู 1. เตหน่า อะ ปลี เลอ จอ ชึ             เด เต่อ มึ เด ซึ เด ซึ2.เตหน่า เลอ จอ แว พอ ฮือ            เต่อ บะ จอ จึ แซ เต่อ มึ3.เตหน่า ปวา แกวะ ออ เลอ เฌอ      เด บะ เก อะ หล่อ เลอ เปลอ4.เตหน่า ปวา เจาะ เลอ เก่อ มา     …
ชิ สุวิชาน
ลูกชายหายหน้าไปจากการเรียนรู้การเล่นเตหน่ากูกับพ่อเป็นหลายสิบ จนผู้เป็นแม่ที่คอยหุงอาหารให้หมูในตอนหัวค่ำเกิดคำถามต่อผู้เป็นพ่อ “ไอ้ตัวเล็กมันเล่นเป็นแล้วเหรอ? มันถึงไม่มาฝึกเพิ่ม” แม่ถามพ่อซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกะบะไฟดินในบ้าน “มันบอก มันจะฝึกเอง มันคงไปฝึกที่บ้านผู้สาวมั้ง?” พ่อตอบแม่พร้อมกับสันนิษฐานพฤติกรรมของลูกชาย “มันก็ธรรมดาแหละ วัวตัวผู้พอมันเริ่มเป็นหนุ่ม มันก็เริ่มแตกฝูงไปหาตัวเมียในฝูงอื่น ก็เหมือนพ่อตอนเป็นหนุ่มนั่นแหละ อยู่บ้านอยู่ช่องซะที่ไหน กลางค่ำกลางคืนดึกแล้วไล่กลับบ้านก็ไม่ยอมกลับ ค่ำไหนค่ำนั้น มาหาทุกคืน” แม่เปรียบเทียบให้พ่อฟัง
ชิ สุวิชาน
“วิธีการเล่นล่ะ? แตกต่างกันมั้ย?” ลูกชายถามพ่อ “ถ้าเล่นอย่างไดอย่างหนึ่งได้นะ ก็เล่นอีกอย่างได้เองแหละ ขอให้เข้าใจวิธีการตั้งสายเถอะ อย่าตั้งสายเพี้ยนละกัน” พ่อบอกและย้ำกับลูกชาย “งั้นพ่อสอนเพลงอีกซักเพลงที่เล่นแบบเมเจอร์สเกลนะ” ลูกขอวิชาจากพ่อ “เอาซิ! เดี๋ยวพ่อจะสอนเพลงพื้นบ้านง่ายๆที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชอบร้อง ชอบเล่นกับเตหน่ากูบ่อยๆ อีกเพลง ร้องตามนะ” พ่อเริ่มร้องนำ ลูกจึงเริ่มร้องตาม
ชิ สุวิชาน
สองสามคืนผ่านไป ลูกชายไม่ได้มายุ่งกับพ่อ แต่คืนนี้ภายในบ้านไม้ไผ่ หลังคาตองตึงทรงปวาเก่อญอหลังเดิม ลูกชายถือเตหน่ากูมาอยู่ข้างพ่ออีกครั้ง “ลองฟังดูนะ ใช้ได้หรือยัง?” ลูกชายพูดจบเริ่มดีดเตหน่าและเปล่งเสียงร้องเพลงแบบไมเนอร์สเกลให้พ่อฟัง แต่ด้วยความตั้งใจมากไปหน่อยทำให้การเล่นบางครั้งมีสะดุดเป็นช่วงๆ แต่ลูกชายไม่ยอมแพ้และไม่ยอมหยุด เล่นและร้องให้พ่อซึ่งเป็นครูสอนเตหน่ากูให้เขาจนจบเพลง “ฮึ ฮึ ก็ดี เริ่มต้นได้ขนาดนี้ก็ไช้ได้” พ่อตอบเขาแบบยิ้มๆ “แล้วพ่อจะสอนอีกแบบหนึ่งได้หรือยัง?” เขามองหน้าพ่อ “อ๋อ ที่มาเล่นให้ฟังนี้ก็เพื่อให้รู้ว่าเล่นไมเนอร์ได้แล้ว จะขอเรียนแบบเมเจอร์ต่อว่างั้นเถอะ”…