Skip to main content
 

เมาท์เทนวิว เป็นโรงแรมขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งในซาปาที่มีคนไทยนิยมไปพักมากที่สุด
อย่างน้อย รีเซฟชั่นโรงแรมอย่างมิงก็เม้าท์ให้ฟังเอาไว้อย่างนั้น

เราพบเมาท์เทนวิวในเว็บไซต์แนะนำที่พักจากนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่เขียนบันทึกเรื่องราวของเขาในเวียดนามเอาไว้อย่างน่าสนใจ "เมาท์เทนวิว สวยและสะอาด ข้างหลังเป็นทิวเขาที่สลับซับซ้อนและตรงกับจุดที่พระอาทิตย์ตกพอดี ด้านซ้ายจะเห็นกลุ่มบ้านเรือนกลางใจเมืองซาปา ขวาจะเป็นถนนสีเทายาวเหยียดและกลุ่มนาขั้นบันได ทุกเช้า (หากคุณตื่นเช้า) จะมองเห็นละอองหมอกระเรี่ย"

เท่านั้นแหละครับ เมื่อผมกะยาดาไปถึงซาปา เราดิ่งไปเมาท์เทนวิวโดยไม่รอรีเควสซ้ำสอง

เมาท์เทนวิว มีบริการนำเที่ยวหลายรูปแบบ เราเลือกใช้บริการไกด์ทัวร์หมู่บ้านแบบฮาร์ด โร้ด เดินทะลุมันทีเดียว 4 หมู่บ้าน ในเวลา 1 วัน แล้วนั่งรถกลับ จากหมู่บ้านแคท แคท - เลาไช - ยาแหล่งโฮ - และขึ้นรถกลับที่หมู่บ้านถ่าวาน มีอาหารกลางวันเป็นแซนวิช 1 มื้อ สนนราคานี้อยู่ที่ 15 เหรียญ/คน โดยมีไม ไกด์ชาวม้งดำเป็นคนนำทาง

ไม เป็นม้งดำที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก เธออายุเพียง 19 ปี จากหมู่บ้านเลาไชและไม่ได้เรียนหนังสือ เธอฝึกพูดภาษาอังกฤษจากการอาชีพไกด์ อาศัยว่ากล้าพูด เท่านี้ก็เป็นไกด์ได้แล้ว

ไม มารอเราแต่เช้า หลังจากทักทายกันเป็นที่เรียบร้อย เธอเดินนำเราลงเนินข้างเมาท์เทนวิว ครอบครัวของเธอมีด้วยกัน 11 คน เธอมีความฝันว่า เธออยากไปอยู่ออสเตรเลีย ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า สวยเรียบง่ายและน่าอยู่กว่าประเทศของเธอมาก

ซาปาเป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน เราทั้ง 3 คนเดินผ่านนาขั้นบันไดริมทางเดินมาหลายผืน ชาวนาเวียดหลายคนเริ่มต้นการทำนาด้วยการขุดดินเป็นขั้น ล้นเนิน ส่วนใหญ่ยังใช้แรงควายไถนา ภาพเด็กชายขี่ควายบนเนินน่าประทับใจมาก ผ่านไปสักระยะ จะมีชาวนาเวียดกระเตงลูกทำนา เป็นภาพที่หาดูได้ยาก

"คนที่นี่ไม่ค่อยชอบถูกถ่ายรูป" ไม พยายามอธิบายให้เราระมัดระวังเรื่องการถ่ายรูป
"ทำไม" ยาดาสนใจขณะที่โฟกัสหญิงชาวซาปาคนหนึ่ง
"เค้าเชื่อว่า เค้าจะไม่สบาย" ไมว่า
"แล้วถ่ายภาพไมได้หรือเปล่า" ผมถาม หันมามองใบหน้าไมอย่างจริงจัง
"ได้สิ ฉันไม่เป็นไร" เธอยิ้มหลังคำตอบ
...

สภาพบ้านเรือนในเขตภูเขาของซาปาส่วนใหญ่เป็นบ้านดิน หลังคาทำด้วยแผ่นไม้ครอบลงมาถึงตัวบ้านเพื่อป้องกันความหนาว ขุดลึกลงไปอยู่ในพื้นบนเนินดินเตี้ยๆ บางแห่งจะเป็นหินก้อนใหญ่นำมาก่อเป็นตัวบ้าน รอบบ้านจะทำแปลงเกษตรผักสวนครัว ที่เห็นมากที่สุดเห็นจะเป็นผักกวางตุ้งและกะหล่ำปลีหัว เลี้ยงเป็ดไก่ ปล่อยให้อิสระเต็มที่เอาไว้ในนาปริ่มน้ำ

ช่วงเดินเมษายนจะเป็นช่วงเดือนของการเตรียมดินสำหรับปลูกข้าว เตรียมหว่านดำเพาะเป็นกล้าข้าวเพื่อเตรียมไปปลูกในแปลงใหญ่อีกที ลาดเนินเขาแต่ละแห่งสูงต่ำ บางแห่งสูงมากแต่ก็ถูกแปรสภาพเป็นพื้นนาเกลี้ยง ลึกเข้าไปในภูเขา หลายจุดมีบริษัทรับเหมาทั้งจากเกาหลีและญี่ปุ่นมาขุดหน้าดินป้อนโรงงานอุตสาหกรรม

มนุษย์นี่เจ๋งที่สุดในการทำลายล้าง เปล่า ผมแค่ประชดกับตัวเอง
"ดีนะ ไมได้อยู่กับธรรมชาติที่มีคนหลายคนต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ชมความงาม" ยาดาเอ่ยระหว่างทางพักริมลำธารที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน
"..." ไมนิ่งคิดเพื่อหาคำตอบ
"ไม่เชิง ชาวบ้านไม่ได้อะไรหรอก" เธอให้คำตอบ
ชาวบ้านไม่ได้อะไรหรอก นอกจากเป็นเพียงลูกจ้าง คนที่ได้ คือใคร
เจ้าของโรงแรม นักลงทุนด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ
ผมขี้เกียจหาคำตอบ
...

เที่ยงวัน ณ ร้านแห่งหนึ่งที่ถูกจำลองเป็นเสมือนโรงเตี๊ยมในหมู่บ้านเลาไช อย่างที่เห็นในหนังจีน ไมพาเราเดินเข้าไปเพื่อกินแซนวิชไข่และแฮม ที่เตรียมมา เราพบเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกหลายกลุ่มที่ใช้เส้นทางเดียวกันกับเรามาอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนั้นอีกหลายคน

คนขายไอติมชนเผ่าขับมอเตอร์ไบก์มาจอดหน้าร้าน รอลูกค้า ยั่วน้ำลายด้วยไอติมสีขาว ส่งไอเย็นสดใส เด็กชาวม้งดำ 2 คน เลียไอติมในมือด้วยความแช่มชื่น

อากาศร้อนอ้าวแต่ก็เย็นเยียบอย่างบอกไม่ถูก ตามความเห็นของผม ซาปา มีสภาพอากาศที่ค่อนข้างพิลึกพิลั่นไม่ใช่น้อย เดี๋ยวก็มีแดดจ้า เดี๋ยวก็มีหมอกลงหนา สลับกันไป คาดเดาว่าคงเป็นลักษณะของเมืองที่อยู่ในหุบเขาที่มีความแปรปรวนตามแรงกดในสภาพอากาศ

เด็กชาวม้งดำคนหนึ่งแอบมองเราทางหน้าต่าง เธอรอจังหวะเวลา ทันทีที่นักท่องเที่ยวลุกจากโต๊ะ เธอจะเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำพลาสติก หากมีน้ำเหลืออยู่ในขวดเธอจะดื่มให้หมดก่อนที่จะเก็บขวดเปล่าเอาไว้ในถุง

เราต้องเดินทางต่อไปแล้ว
...

เส้นทางที่เหลืออีกระยะครึ่งทางเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างไร่ของชาวเวียดในซาปา จากยาแหล่งโฮถึงถ่าวาน รถจะรอรับเราอยู่ที่นั่น ไมทำหน้าที่ของเธออย่างเต็มที่

ช่วงหนึ่งเธอเอ่ยถามเราด้วยความเขินอายว่า
"เมืองไทยมีผู้ชายตุ้งติ้งหรือเปล่า" เธอพยายามใช้ศัพท์ว่าเลดี้บอย
"มีสิ เมืองไทย เรียกว่า กะเทย" ยาดาพยายามคิดคำอธิบายที่ไม่ได้ออกไปในลักษณะดูหมิ่นและให้เข้าใจว่า เมืองไทยค่อนข้างจะยอมรับกับการมีอยู่ของคนเหล่านี้
"เลดี้ บอย ที่เมืองไทยผ่าตัดแปลงเพศได้ ประกวดมิส อคาซา โลก ได้รับรางวัลชนะเลิศ เอ่อ บางคนสวยกว่าผู้หญิงจริงๆ เสียอีก" ยาดาเสริมท้าย
"โอ จริงเหรอ" ไมทำตาโต รอยยิ้มของเธอเจืออารมณ์เขินเล็กๆ
"... เวียดนามมีเลดี้ บอย หรือเปล่า"
"มี แต่เค้าไม่กล้าเปิดเผยตัวเองหรอก" ในกังวานนั้น ไม หมายความว่า จะถูกทางการจับ
...

หมู่บ้านเล็กหมู่บ้านน้อยที่เราเดินทางผ่าน สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะเจอเป็นสิ่งแรก คือ ร้านสินค้าที่ระลึก มีตั้งแต่เข็มกลัด ผ้าปักลาย หมวก(สามเหลี่ยม) กระเป๋า

และการเข้ามากลุ้มรุมขายสินค้าของชาวบ้าน
"ทู บาย ฟอม มี๊" เด็กๆ จะออกเสียงยาวๆ และเดินตามกันเป็นพรวน ยื่นกระเป๋าและเส้นไหมถักให้เราดู หญิงชาวอเมริกันต่อรองราคาด้วยเสียงห้าว ถัดไปเป็นชายหนุ่มชาวญี่ปุ่น ที่เดินผละออกมาจากกลุ่มโบกมือ "โน แต๊งๆๆๆ" ก่อนจะเดินหนีและมีเด็กๆ เดินตามเป็นพรวน

ส่วนผมกะยาดา เราใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว
เอ่อ แต่บางทีก็ใช้สภาพโทรมของนักท่องเที่ยวอย่างสยบก็ได้ผลชะงัด
ถ่าวาน เป็นหมู่บ้านใหญ่ พี่สาวของไมเปิดร้านขายสินค้าที่ระลึกอยู่ที่นี่ เราแวะเข้าไปดูตามคำเชิญ แต่ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจหรือแปลกไปมากกว่าไนท์ บาซา ที่เชียงใหม่ เราจึงไม่ซื้อ ไม ไม่ว่าอะไร ไม่เหมือนกับแม่ค้าคนอื่นๆ ที่เมื่อลูกค้าซื้อจะคะยั้นคะยอหรือเข้าโหมดบึ้งตึงขึ้นมาทันที

ระหว่างรอรถตู้มารับกลับโรงแรม ...
ยาดายื่นเงินจำนวนหนึ่งให้ไม ถือเป็นเงินพิเศษ ระหว่างความผูกพันที่ก่อตัวขึ้น
อย่างไม่รู้ว่าควรจะตอบแทนเธอ อย่างไรดี

ไม โบกมือเป็นคำตอบ
"ทุกอย่างมันโอเค สำหรับฉัน"
ผมไม่รู้จะแปลคำตอบของเธอออกมาเป็นภาษาไทยอย่างไรดี สิ่งที่มากกว่านั้น คือ ภาษาที่ออกมาจากหัวใจของเธอ ไม ไกด์แห่งซาปา คนนี้ เด็กผู้หญิงที่มีความฝันอยากเห็นโลกกว้าง เธอยอมรับว่า เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ เธอไม่อยากแต่งงานเร็วเหมือนกับเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านของเธอ

เธออยากเดินทาง!!
แต่วันนี้ ไม ยังไม่เคยออกจากหมู่บ้านของตัวเอง แม้แต่ฮานอย!!

17_7_01
ไมกับยาดา

17_7_02
ใบหน้าเปรอะขนาดนี้มีให้เห็นตามรายทางในหมู่บ้าน

17_7_03

17_7_04

17_7_05

17_7_06

17_7_07
นาขั้นบันไดและคนทำนา

17_7_08
หลุมศพ ชาวเวียดนามนิยมฝังศพเหมือนคนจีน ฝังกันในพื้นที่นานั่นแหละครับ

17_7_09
ปักผ้าลวดลายผ้ากันสดๆ

17_7_10
ไม ไกด์นำเที่ยวชาวม้งดำ

บล็อกของ กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์

กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
เรากลับถึงฮานอยอีกครั้งและเป็นช่วงสุดท้ายของทริปส์แบ็กแพ็กครั้งนี้โดยมีเวลา 2 คืน ก่อนจะเดินทางกลับ หมายความว่า เรามีเวลา 1 วันเต็ม สำหรับการตะลุยฮานอยการเช่ามอเตอร์ไซค์หรือมอเตอร์ไบค์ในฮานอยจัดว่าเป็นความท้าทายของนักขับและได้รับการกล่าวขวัญเอาไว้ในโลนลี่ แพลนเนต ว่า หากคุณไม่มั่นใจ ‘อย่า' ให้พึ่งพาเท้าทั้งสองข้างเพราะการจราจรที่นี่คับคั่งเกินกว่าเพราะตำรวจจราจรที่นี่เอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวยามเช้า เมื่อคนเริ่มพลุกพล่าน ร้านรวงบนจักรยานของแม่ค้าเปิดทำการแต่เช้าตรู่ เรากินอาหารเช้าที่แบมบู โฮเต็ล ก่อนจะตัดสินใจ เช่ามอเตอร์ไบค์ที่โรงแรมนั่นแหละ ด้วยราคา 6 เหรียญ…
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
 เรือแคนนู ความเฟื่องฟูของกิจการการท่องเที่ยวยามเย็น พระอาทิตย์ตกที่ริมขอบผา
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
เราแกร่วอยู่ในร้านอาหารหน้าสถานีรถไฟเลาไค รอรถเที่ยว 2 ทุ่ม ถึงฮานอยเช้าแล้วต่อรถไปยังอ่าวฮาลอง หมู่เกาะกั๊ตบา ฝนตกกระหน่ำ นักท่องเที่ยวหลายชาติที่จะเดินทางไปฮานอยทยอยกันมาเรื่อยๆ จนแน่นขนัด ร้านใครร้านมันแล้วแต่คอนเนคชั่นของเอเจนซี่ เรานั่งจิบเบียร์ไปเกือบโหล เบียร์ที่เวียดนามมีหลายยี่ห้อ แตกต่างกันไปตามเมือง เบียร์ฮานอย เบียร์เว้ เบียร์(สด)โฮยอาน (อร่อยและราคาสุดคุ้ม ขอบอก) ฝนซาเม็ดและตกกระหน่ำ สลับกันหลายชั่วโมง ชวนให้คิดถึงหนังสงครามเวียดนาม ในแบบฉบับของฮอลลีวูด ทหารอเมริกันที่ถูกส่งมารบที่ตะวันออกไกล นอกจาก ต้องเผชิญกับนักรบกองโจรเวียดกง ไข้มาลาเรีย…
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
เด็กเจ้าของร้านขายสินค้าที่ทำจากเครื่องเงินแห่งหนึ่งในซาปา ดูจากบุคลิกแล้ว 'คิดว่า' เธอน่าจะเป็นคนจากเมืองอื่นที่ย้ายมาทำมาหากินในซาปา ซึ่งร้านลักษณะนี้มีมากมายเหมือนแหล่งท่องเที่ยวในบ้านเราที่มีคนจากแหล่งอื่นเข้ามาลงทุน ในแง่นี้เป็นทั้งกลุ่มทุนรายย่อยและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ได้ยินข่าวมาเร็วๆ นี้ก่อนที่เวียดนามจะประสบภาวะเงินเฟ้ออย่างในปัจจุบันว่า รัฐบาลเวียดนามเปิดให้นักลงทุนต่างชาติทั้งรายย่อย-ใหญ่ เข้ามาลงทุนได้เต็ม 100% ครับ .. ใครทุนหนา รีบๆ เข้าเด้อ!!
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
เราใช้สูตรซื้อทัวร์ไปตลาดบั๊กฮาในช้าวันสุดท้ายที่เราอยู่ในซาปา เป็นรถตู้ร่วมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ แล้วรอรถที่สถานีรถไฟเลาไค เพื่อเดินทางกลับฮานอย รถแล่นเรียบเรื่อยไปตามถนน ลัดเลาะภูเขาสูงชัน บางแห่งจะมีการซ่อมสร้างเสริมถนน ผ่านหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน บางแห่งเป็นหมู่บ้านชาวม้งดอกไม้ที่ไกด์คนดีบอกเราว่าให้สังเกตุเอาจากสีสันของลายเสื้อ ฝนโปรยเม็ด ตอนที่เราออกมาจากซาปาทำให้เห็นหมอกหนาขึ้นมาตามชายป่าริมเขาข้างทาง เย็นแต่สวยงามดี ตลาดบั๊กฮาจะต้องผ่านเมืองเลาไค เป็นเขตพรมแดนอีกแห่งของประเทศเวียดนาม ที่ติดต่อกับประเทศจีน…
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
  เมาท์เทนวิว เป็นโรงแรมขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งในซาปาที่มีคนไทยนิยมไปพักมากที่สุดอย่างน้อย รีเซฟชั่นโรงแรมอย่างมิงก็เม้าท์ให้ฟังเอาไว้อย่างนั้นเราพบเมาท์เทนวิวในเว็บไซต์แนะนำที่พักจากนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่เขียนบันทึกเรื่องราวของเขาในเวียดนามเอาไว้อย่างน่าสนใจ "เมาท์เทนวิว สวยและสะอาด ข้างหลังเป็นทิวเขาที่สลับซับซ้อนและตรงกับจุดที่พระอาทิตย์ตกพอดี ด้านซ้ายจะเห็นกลุ่มบ้านเรือนกลางใจเมืองซาปา ขวาจะเป็นถนนสีเทายาวเหยียดและกลุ่มนาขั้นบันได ทุกเช้า (หากคุณตื่นเช้า) จะมองเห็นละอองหมอกระเรี่ย"เท่านั้นแหละครับ เมื่อผมกะยาดาไปถึงซาปา เราดิ่งไปเมาท์เทนวิวโดยไม่รอรีเควสซ้ำสอง
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
รถไฟจะออกจากฮานอยไปซาปา สองทุ่มตรง ลงสถานีเลาไคและต่อรถตู้ อีกครึ่งวัน เรายังย่ำต็อกอยู่ในฮานอย รอเวลา จึงหอบผ้าหอบผ่อนไปจองแบมบู เกสเฮ้าส์ เอาไว้สำหรับวันที่จะกลับมา ตามแผน เราจะอยู่ที่ซาปา 2 คืน 3 วัน แล้วกลับมาฮานอย จองทัวร์ไปอ่าวฮาลอง อีก 2 คืน 3 วัน ถึงจะกลับมาพักที่ฮานอย 2 คืน ก่อนจะกลับบ้าน จองห้องที่แบมบู เกสเฮ้าส์ เอาไว้กันเหนียว ฮานอย 18.00 น. ก็เหมือนกับกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเร่งด่วน รถติดและคนกลับบ้าน เราอยากมั่นใจว่าจะไม่ตกรถไฟ จึงติดต่อให้ทางแบมบูจัดหารถแท็กซี่ไปส่ง ที่การันตีว่า ไม่มีชาร์ต จากคำบอกเล่าของเราที่เจอกับรถแท็กซี่ ออน ทัวร์ วนรอบเมืองในเช้าวันเดียวกัน
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ผ่านไปครึ่งทริปส์ จากกรุงเทพฯถึงเวียดนามภาคกลาง เว้ ดานังและโฮยอาน กับการเดินทางในฐานะแบ็กแพ็คเกอร์ เรากำลังวางแผนขึ้นเหนือ ฮานอย ซาปา และหมู่เกาะกั๊ตบาในอ่าวฮาลอง ก่อนจะจบทริปส์แล้วบินกลับเมืองไทย จากสนามบินนอยไบ ในฮานอย ...
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
เราปั่นจักรยานไปเจอสตีฟที่ เดอ สลีฟปี้ เกกโก    ยามเช้าในโฮยอาน เหมือนกับยามเช้าในเว้ของเวียดนามวุ่นวายด้วยเสียงบีบแตรและการค้าจากโรงแรมถึงตลาดปลาและร้านขายรองเท้า ร้านขายรูปวาดและร้านขายหมวก รวมถึง เสื้อยืดที่มีดวงดาวสีเหลืองตรงหน้าอก มีให้ได้ซื้อหาเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวสตีฟเป็นชาวอังกฤษ จากยอร์กเชียร์ เขาออกจากบ้านเกิดมาตั้งแต่วัย 24 ปีและอยู่ในเวียดนามเข้าปีที่ 40 เปิดเกกโก บาร์พร้อมกับเป็นไกด์นำนักท่องเที่ยวทัวร์โฮยอานนอกจาก บ้านหลังเก่าในโอลด์ ทาวน์ และบรรยากาศล่องเรือชมแม่น้ำเขาแนะนำว่า ชนบทโฮยอานไม่อะไรให้ดูมาก
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
สถานีรถไฟดานังติดแอร์คอนดิชันเย็นฉ่ำแดดร้อน ดานังเป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจพร้อมท่าเรือขนาดใหญ่ ยาดาเดินแหวกผู้คนออกมาทางตามชานชาลา ช่วงนั้นเป็นเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่หยุดพักผ่อน ประตูใหญ่จากชานชาลาปิด เราแทรกตัวออกมาตามบานพับของประตูเหล็กชนิดยืดได้หดได้บริเวณก่าดานังเต็มไปด้วยรถแท็กซี่และมอเตอร์ไบค์(รับจ้าง) แท็กซี่มิเตอร์ที่เวียดนามมี 2 แบบ คือ แท็กซี่ของรัฐและแท็กซี่อิสระ สังเกตุได้จากสภาพรถและบุคลิกภาพของคนขับรถ ทันทีที่เห็นนักท่องเที่ยวอย่างเราออกมา (อย่างไม่รู้ว่าจะเริ่มไปไหนอย่างไรดี) แท็กซี่กลุ่มใหญ่ก็กรูกันเข้ามาสอบถามและเสนอราคาอย่างไม่ปรานีปราศรัย
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
เราจับรถไฟเช้าจากสถานีรถไฟเว้ (ก่าเว้) ไปยังเมืองดานังเพื่อโดยสารรถไปยังเมืองโฮยอานอีกต่อ อันที่จริงไม่จำเป็นต้องใช้เส้นทางนี้เพราะสามารถเดินทางจากเว้ตรงไปโฮยอานได้โดยรถทัวร์ เพียงแต่ว่า ข้อมูลจากโลนลี่ พลาเน็ต บอกเอาไว้ว่าเส้นทางรถไฟสายเว้-ดานัง เป็นเส้นทางที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเราจึงตัดสินใจลองของ!ยามเช้า คนเริ่มพลุกพล่าน ผมกับยาดาเรียกแต็กซี่(ตามสำนวนคนเวียด)ไปก่าเว้ก่าเว้ เป็นอาคารรูปทรงโคโลเนี่ยล ทาด้วยสีส้ม-เหลือง ผู้คนคึกคัก อุ้มลูกจูงหลานเดินทางไปทำธุระพบปะญาติมิตร นักท่องเที่ยวบางคนจับกลุ่มยืนสูบบุหรี่อยู่มุมหนึ่ง
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ทันทีที่ออกจากด่านลาวบาว รถทัวร์ปุเรงมาบนถนนหมายเลข1 นักท่องเที่ยวจะต้องนั่งรถเพื่อเข้าไปยังมหานครเว้อีกราวๆ 160 กิโลเมตร (หลังจากที่ตื่นๆ หลับๆ มาแล้วราว 250 กม. บนทางหลวงหมายเลข9) รวมระยะทางจากมุกดาหาร-เว้ ประมาณ 410 กิโลเมตรนักท่องเที่ยวบางคนพักที่ด่าน ซึ่งมีเกสต์เฮาส์เล็กๆ สบายๆ และเป็นที่ขึ้นชื่อว่า ตลาดเช้าลาวบาวช่างน่ารักน่าชังนักเรื่องของเรื่อง คือ เราควรจะถึงเว้ไม่เกิน 18.00 น. ตามเวลาในตั๋วระหว่างเส้นทางจะต้องผ่านเมืองใหญ่ 2 เมือง คือ เมืองเคเซนและเมืองดองฮา ทั้ง 2 เมือง คือ จุดยุทธศาสตร์ที่ถูกโจมตีอย่างหนักในสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะเมืองดองฮาหรือเรียกชื่อย่อว่า DMZ นั้น…