Skip to main content
 

เมาท์เทนวิว เป็นโรงแรมขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งในซาปาที่มีคนไทยนิยมไปพักมากที่สุด
อย่างน้อย รีเซฟชั่นโรงแรมอย่างมิงก็เม้าท์ให้ฟังเอาไว้อย่างนั้น

เราพบเมาท์เทนวิวในเว็บไซต์แนะนำที่พักจากนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่เขียนบันทึกเรื่องราวของเขาในเวียดนามเอาไว้อย่างน่าสนใจ "เมาท์เทนวิว สวยและสะอาด ข้างหลังเป็นทิวเขาที่สลับซับซ้อนและตรงกับจุดที่พระอาทิตย์ตกพอดี ด้านซ้ายจะเห็นกลุ่มบ้านเรือนกลางใจเมืองซาปา ขวาจะเป็นถนนสีเทายาวเหยียดและกลุ่มนาขั้นบันได ทุกเช้า (หากคุณตื่นเช้า) จะมองเห็นละอองหมอกระเรี่ย"

เท่านั้นแหละครับ เมื่อผมกะยาดาไปถึงซาปา เราดิ่งไปเมาท์เทนวิวโดยไม่รอรีเควสซ้ำสอง

เมาท์เทนวิว มีบริการนำเที่ยวหลายรูปแบบ เราเลือกใช้บริการไกด์ทัวร์หมู่บ้านแบบฮาร์ด โร้ด เดินทะลุมันทีเดียว 4 หมู่บ้าน ในเวลา 1 วัน แล้วนั่งรถกลับ จากหมู่บ้านแคท แคท - เลาไช - ยาแหล่งโฮ - และขึ้นรถกลับที่หมู่บ้านถ่าวาน มีอาหารกลางวันเป็นแซนวิช 1 มื้อ สนนราคานี้อยู่ที่ 15 เหรียญ/คน โดยมีไม ไกด์ชาวม้งดำเป็นคนนำทาง

ไม เป็นม้งดำที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก เธออายุเพียง 19 ปี จากหมู่บ้านเลาไชและไม่ได้เรียนหนังสือ เธอฝึกพูดภาษาอังกฤษจากการอาชีพไกด์ อาศัยว่ากล้าพูด เท่านี้ก็เป็นไกด์ได้แล้ว

ไม มารอเราแต่เช้า หลังจากทักทายกันเป็นที่เรียบร้อย เธอเดินนำเราลงเนินข้างเมาท์เทนวิว ครอบครัวของเธอมีด้วยกัน 11 คน เธอมีความฝันว่า เธออยากไปอยู่ออสเตรเลีย ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า สวยเรียบง่ายและน่าอยู่กว่าประเทศของเธอมาก

ซาปาเป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน เราทั้ง 3 คนเดินผ่านนาขั้นบันไดริมทางเดินมาหลายผืน ชาวนาเวียดหลายคนเริ่มต้นการทำนาด้วยการขุดดินเป็นขั้น ล้นเนิน ส่วนใหญ่ยังใช้แรงควายไถนา ภาพเด็กชายขี่ควายบนเนินน่าประทับใจมาก ผ่านไปสักระยะ จะมีชาวนาเวียดกระเตงลูกทำนา เป็นภาพที่หาดูได้ยาก

"คนที่นี่ไม่ค่อยชอบถูกถ่ายรูป" ไม พยายามอธิบายให้เราระมัดระวังเรื่องการถ่ายรูป
"ทำไม" ยาดาสนใจขณะที่โฟกัสหญิงชาวซาปาคนหนึ่ง
"เค้าเชื่อว่า เค้าจะไม่สบาย" ไมว่า
"แล้วถ่ายภาพไมได้หรือเปล่า" ผมถาม หันมามองใบหน้าไมอย่างจริงจัง
"ได้สิ ฉันไม่เป็นไร" เธอยิ้มหลังคำตอบ
...

สภาพบ้านเรือนในเขตภูเขาของซาปาส่วนใหญ่เป็นบ้านดิน หลังคาทำด้วยแผ่นไม้ครอบลงมาถึงตัวบ้านเพื่อป้องกันความหนาว ขุดลึกลงไปอยู่ในพื้นบนเนินดินเตี้ยๆ บางแห่งจะเป็นหินก้อนใหญ่นำมาก่อเป็นตัวบ้าน รอบบ้านจะทำแปลงเกษตรผักสวนครัว ที่เห็นมากที่สุดเห็นจะเป็นผักกวางตุ้งและกะหล่ำปลีหัว เลี้ยงเป็ดไก่ ปล่อยให้อิสระเต็มที่เอาไว้ในนาปริ่มน้ำ

ช่วงเดินเมษายนจะเป็นช่วงเดือนของการเตรียมดินสำหรับปลูกข้าว เตรียมหว่านดำเพาะเป็นกล้าข้าวเพื่อเตรียมไปปลูกในแปลงใหญ่อีกที ลาดเนินเขาแต่ละแห่งสูงต่ำ บางแห่งสูงมากแต่ก็ถูกแปรสภาพเป็นพื้นนาเกลี้ยง ลึกเข้าไปในภูเขา หลายจุดมีบริษัทรับเหมาทั้งจากเกาหลีและญี่ปุ่นมาขุดหน้าดินป้อนโรงงานอุตสาหกรรม

มนุษย์นี่เจ๋งที่สุดในการทำลายล้าง เปล่า ผมแค่ประชดกับตัวเอง
"ดีนะ ไมได้อยู่กับธรรมชาติที่มีคนหลายคนต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ชมความงาม" ยาดาเอ่ยระหว่างทางพักริมลำธารที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน
"..." ไมนิ่งคิดเพื่อหาคำตอบ
"ไม่เชิง ชาวบ้านไม่ได้อะไรหรอก" เธอให้คำตอบ
ชาวบ้านไม่ได้อะไรหรอก นอกจากเป็นเพียงลูกจ้าง คนที่ได้ คือใคร
เจ้าของโรงแรม นักลงทุนด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ
ผมขี้เกียจหาคำตอบ
...

เที่ยงวัน ณ ร้านแห่งหนึ่งที่ถูกจำลองเป็นเสมือนโรงเตี๊ยมในหมู่บ้านเลาไช อย่างที่เห็นในหนังจีน ไมพาเราเดินเข้าไปเพื่อกินแซนวิชไข่และแฮม ที่เตรียมมา เราพบเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกหลายกลุ่มที่ใช้เส้นทางเดียวกันกับเรามาอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนั้นอีกหลายคน

คนขายไอติมชนเผ่าขับมอเตอร์ไบก์มาจอดหน้าร้าน รอลูกค้า ยั่วน้ำลายด้วยไอติมสีขาว ส่งไอเย็นสดใส เด็กชาวม้งดำ 2 คน เลียไอติมในมือด้วยความแช่มชื่น

อากาศร้อนอ้าวแต่ก็เย็นเยียบอย่างบอกไม่ถูก ตามความเห็นของผม ซาปา มีสภาพอากาศที่ค่อนข้างพิลึกพิลั่นไม่ใช่น้อย เดี๋ยวก็มีแดดจ้า เดี๋ยวก็มีหมอกลงหนา สลับกันไป คาดเดาว่าคงเป็นลักษณะของเมืองที่อยู่ในหุบเขาที่มีความแปรปรวนตามแรงกดในสภาพอากาศ

เด็กชาวม้งดำคนหนึ่งแอบมองเราทางหน้าต่าง เธอรอจังหวะเวลา ทันทีที่นักท่องเที่ยวลุกจากโต๊ะ เธอจะเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำพลาสติก หากมีน้ำเหลืออยู่ในขวดเธอจะดื่มให้หมดก่อนที่จะเก็บขวดเปล่าเอาไว้ในถุง

เราต้องเดินทางต่อไปแล้ว
...

เส้นทางที่เหลืออีกระยะครึ่งทางเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างไร่ของชาวเวียดในซาปา จากยาแหล่งโฮถึงถ่าวาน รถจะรอรับเราอยู่ที่นั่น ไมทำหน้าที่ของเธออย่างเต็มที่

ช่วงหนึ่งเธอเอ่ยถามเราด้วยความเขินอายว่า
"เมืองไทยมีผู้ชายตุ้งติ้งหรือเปล่า" เธอพยายามใช้ศัพท์ว่าเลดี้บอย
"มีสิ เมืองไทย เรียกว่า กะเทย" ยาดาพยายามคิดคำอธิบายที่ไม่ได้ออกไปในลักษณะดูหมิ่นและให้เข้าใจว่า เมืองไทยค่อนข้างจะยอมรับกับการมีอยู่ของคนเหล่านี้
"เลดี้ บอย ที่เมืองไทยผ่าตัดแปลงเพศได้ ประกวดมิส อคาซา โลก ได้รับรางวัลชนะเลิศ เอ่อ บางคนสวยกว่าผู้หญิงจริงๆ เสียอีก" ยาดาเสริมท้าย
"โอ จริงเหรอ" ไมทำตาโต รอยยิ้มของเธอเจืออารมณ์เขินเล็กๆ
"... เวียดนามมีเลดี้ บอย หรือเปล่า"
"มี แต่เค้าไม่กล้าเปิดเผยตัวเองหรอก" ในกังวานนั้น ไม หมายความว่า จะถูกทางการจับ
...

หมู่บ้านเล็กหมู่บ้านน้อยที่เราเดินทางผ่าน สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะเจอเป็นสิ่งแรก คือ ร้านสินค้าที่ระลึก มีตั้งแต่เข็มกลัด ผ้าปักลาย หมวก(สามเหลี่ยม) กระเป๋า

และการเข้ามากลุ้มรุมขายสินค้าของชาวบ้าน
"ทู บาย ฟอม มี๊" เด็กๆ จะออกเสียงยาวๆ และเดินตามกันเป็นพรวน ยื่นกระเป๋าและเส้นไหมถักให้เราดู หญิงชาวอเมริกันต่อรองราคาด้วยเสียงห้าว ถัดไปเป็นชายหนุ่มชาวญี่ปุ่น ที่เดินผละออกมาจากกลุ่มโบกมือ "โน แต๊งๆๆๆ" ก่อนจะเดินหนีและมีเด็กๆ เดินตามเป็นพรวน

ส่วนผมกะยาดา เราใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว
เอ่อ แต่บางทีก็ใช้สภาพโทรมของนักท่องเที่ยวอย่างสยบก็ได้ผลชะงัด
ถ่าวาน เป็นหมู่บ้านใหญ่ พี่สาวของไมเปิดร้านขายสินค้าที่ระลึกอยู่ที่นี่ เราแวะเข้าไปดูตามคำเชิญ แต่ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจหรือแปลกไปมากกว่าไนท์ บาซา ที่เชียงใหม่ เราจึงไม่ซื้อ ไม ไม่ว่าอะไร ไม่เหมือนกับแม่ค้าคนอื่นๆ ที่เมื่อลูกค้าซื้อจะคะยั้นคะยอหรือเข้าโหมดบึ้งตึงขึ้นมาทันที

ระหว่างรอรถตู้มารับกลับโรงแรม ...
ยาดายื่นเงินจำนวนหนึ่งให้ไม ถือเป็นเงินพิเศษ ระหว่างความผูกพันที่ก่อตัวขึ้น
อย่างไม่รู้ว่าควรจะตอบแทนเธอ อย่างไรดี

ไม โบกมือเป็นคำตอบ
"ทุกอย่างมันโอเค สำหรับฉัน"
ผมไม่รู้จะแปลคำตอบของเธอออกมาเป็นภาษาไทยอย่างไรดี สิ่งที่มากกว่านั้น คือ ภาษาที่ออกมาจากหัวใจของเธอ ไม ไกด์แห่งซาปา คนนี้ เด็กผู้หญิงที่มีความฝันอยากเห็นโลกกว้าง เธอยอมรับว่า เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ เธอไม่อยากแต่งงานเร็วเหมือนกับเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านของเธอ

เธออยากเดินทาง!!
แต่วันนี้ ไม ยังไม่เคยออกจากหมู่บ้านของตัวเอง แม้แต่ฮานอย!!

17_7_01
ไมกับยาดา

17_7_02
ใบหน้าเปรอะขนาดนี้มีให้เห็นตามรายทางในหมู่บ้าน

17_7_03

17_7_04

17_7_05

17_7_06

17_7_07
นาขั้นบันไดและคนทำนา

17_7_08
หลุมศพ ชาวเวียดนามนิยมฝังศพเหมือนคนจีน ฝังกันในพื้นที่นานั่นแหละครับ

17_7_09
ปักผ้าลวดลายผ้ากันสดๆ

17_7_10
ไม ไกด์นำเที่ยวชาวม้งดำ

บล็อกของ กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์

กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ปลูกป่า สร้างร่มเงาโคลนสีแดงเหนียวหนึบค่อยๆ ซึมผ่านถุงมือไหมพรมสีขาว ท่อนไม้แหลมเหลาปลาย ถูกกระทุ้งลงดินแข็ง แล้วคว้านเป็นหลุมกว้างขนาดพอจะใส่กล้าไม้ฉีกถุงเพาะกล้าเบาๆ สองมือค่อยๆ โอบประคองดินดำห่อหุ้มต้นอ่อนลงในหลุมที่ถูกคว้านและตีกลบเบาๆ ให้ดินแน่นนำถุงเพาะกล้าครอบบนแนวไม้ที่ปักเอาไว้ ใบเล็กๆ สีเขียวบนลำต้นบอบบางตั้งฉากเป็นแนวดิ่งเป็นอันเสร็จขั้นตอนสำหรับการปลูกกล้า พร้อมกับหัวใจของแต่ละคนที่หวังว่ากล้าเล็กๆ จะเติบโตเป็นป่า ให้ร่มเงาแก่ผืนดินและโลก...
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
“นาย ... !! เขียนงานให้เรายัง” ผมถามดาด้าตัวละครเก่าของผม “อีกนิดนึงพี่” “เฮ้ย เอาวันนี้นะ” (จันทร์) ม่ายงั้น ‘เจ้’ ทวง “เอ๋า พี่ไม่ได้กำหนดเวลานี่” “เออ รีบเลย” เวลาผ่านไป ไม่นานเลย ..... “ดาด้า นายแน่มาก” “ไร” “อ่านแล้วขนลุกเลยว่ะ” “ไปห้องน้ำเลยไป” !!! @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
“พี่ ไปแค้มป์แม่หละกันไม๊” ดาด้าตัวละครเก่าของผมเอ่ยถาม ระหว่างที่เรานั่งรถไปจังหวัดกระบี่ “ตาก อะนะ” ผมทำตาลุก มันเป็นสถานที่หนึ่งที่ฝันว่าจะไปถ่ายรูป “วันไหน” “เนี่ย กลับจากนี่แหละ” มหาดไทยอนุญาตให้ออฟฟิศของดาด้า เข้าไปถ่ายทำเรื่องกลุ่มมุสลิมในแค้มป์ ผมนั่งนับนิ้ว เอ มันตรงกับวันอะไรหว่า !! “เออ นายเขียนแคนโต้แล้วถ่ายรูปมาลงคอลัมน์เรานะ” เสียดายครับ @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
แคกตัสบางชนิดมีหนามหนุ่ม ฟู และดอกบนหัว สวยงามแต่ดูน่ากลัว ผีเสื้อเป็นราชินีแห่งแมลงที่น่าเก็บภาพเสมอ ผู้ย่อยสลาย เห็ดราบางชนิด มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์เป็นอย่างยิ่ง เอ่อ ผมจำไม่ได้ว่าเป็นดอกอะไร ครับ!! แมลงปอ ราชันย์แห่งแมลงที่น่าเก็บภาพเหมือนกัน ต่างตัวต่างลีลา ใบไม้ธรรมดา จะดูน่าสนใจเมื่อมีแสงเงาตกกระทบ โฟกัสที่ดอกไม้ เขาว่า "ผีเสื้อขยับปีก โลกถึงกับสั่นสะเทือน" สวัสดีครับ
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
บริเวณนั้นทั้งบริเวณเป็นเกาะ สายน้ำไหลเรียบเรื่อยเซาะแก่งหินและรากไม้ใหญ่ริมตลิ่งเป็นเงาเว้าๆแหว่งๆ คือ การออกแบบอย่างลงตัวของธรรมชาติ สายฝนพรำตั้งแต่เริ่มเที่ยง อุโบสถหลังขนาดกะทัดรัดจึงกลายเป็นที่หลบฝนของชาวบ้าน หลายคนอุ้มลูกนั่งยองๆ อยู่ใต้ชายคา เด็กๆ กับเพื่อนบางคนหลบเข้าใต้ถุนอุโบสถขีดเขียนพื้นดินทรายเล่นฆ่าเวลา ชนกะเหรี่ยงโปจากหลายหมู่บ้านมาร่วมทำบุญปีใหม่ที่อุโบสถกลางน้ำ หมู่บ้านคลิตี้ล่าง หมู่บ้านของมนุษย์ตะกั่ว .. ปีใหม่แบบไทยๆ แต่ละปี อุโบสถกลางน้ำจะกลายเป็นที่ชุมนุมของคนในหมู่บ้าน ด้วยแรงเชื่อถือศรัทธา ชนกะเหรี่ยงโปจะเดินแห่ร้องรำทำเพลงกันมาเพื่อสรงน้ำพระสงฆ์ เมื่อถึงเวลา…
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ไม่แน่ใจหรอกว่าเคยไปแม่ฮ่องสอนมากี่ครั้งกันแน่ รู้แต่เพียงว่า เพราะความที่มันไกลเสียจนมีคนร่ำลือถึงได้พยายามดั้นด้นไปให้ถึง ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง (ก็ยังอ๊วกเหมือนเดิม อิ อิ) ... “หากผมมีโอกาสได้แต่งงานนะ ผมจะแต่งที่แม่ฮ่องสอน” “เออ คุณไม่ต้องส่งการ์ดเชิญมาให้ผมนะ ไกลชิบ” “เฮ้ย มันมีเครื่องฯ .. บินถึง ..” “เออ ผม เมาเครื่อง” ...
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ราวห้าโมงเย็น “จุดเทียนหรือเปล่าคับทั่น” ผมโทรหาเพื่อนคนหนึ่งอย่างกระวนกระวาย “จุดดิคับ เริ่มหกโมงฯ แล้วมาตอนนี้ทำไม” มันว่าเข้าให้นั่น เป็นอันว่า คงต้องรออีกสักพัก กว่ากลุ่มของพวกเขาจะเดินทางมาถึง ผมเริ่มเดินสำรวจรอบๆ บริเวณศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแห่งชาติแห่งแรกของเมืองไทย จริงๆ มันมีศูนย์ศิลปะอื่นๆ อยู่บ้างในต่างจังหวัดแต่มันคงดูไม่หรูหราใหญ่โตอลังการเท่าศูนย์นี้ ความใหญ่โตของมันทำให้ผมงกๆ เงิ่นๆ เดินเข้าไปในศูนย์เพื่อฆ่าเวลา เจ้าหน้าที่เกร่เข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้ม “ให้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงตรวจกระเป๋า นิดนึงนะครับ” เขาบอกกับผมอย่างสุภาพ ซิปกระเป๋ากล้องถูกเปิด พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ…
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
แดดเปรี้ยงผ่าลงตรงหัวพอดี ขณะที่ช่างภาพนับ 10 คน ดุ่ยๆ เข้าไปในอาคารเรียนแห่งนั้น โถงอาคารเอนกประสงค์โล่งๆ เหมาะจะเป็นสนามบาสฯ มากกว่าห้องเรียนถูกจัดแบ่งเป็น 2 ตอน ด้วยตู้ไม้ผุๆ ทางด้านหน้าเป็นชั้นเด็กโตและทางด้านหลังเป็นชั้นเด็กเล็กที่ไม่ควรจะเกิน 10 ขวบ โรงเรียนวัดสุทธารามหรือโรงเรียนวัดกำพร้า เป็นหนึ่งในหลายๆ โรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาครที่รับเด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติมาเรียนหนังสือ วิชาที่สอน เน้นพูด อ่านและเขียนภาษาไทย ,เมื่อเค้าต้องอยู่ร่วมกับเราอย่างไม่อาจจะปฏิเสธ กล่าวกันทีเล่นทีจริงว่า หากหญิงสาวชาวพม่าไม่ทาแป้งทานาคาและชายหนุ่มชาวพม่านุ่งกางเกงยีนส์ไปเคาน์ ดาวน์ ที่ เซ็นทรัล…
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
“ปากน้ำระนองเลยพี่” เลิศ หนุ่มน้อยหุ่นทรงกระบอกแนะนำ “เหรอ ไกลมะ” ผมถาม “ไม่เท่าไร รับรองสวย พี่” ปากน้ำระนอง ห่างจากตัวเมืองราวขับรถ 10 นาที บนถนนเลียบเนินจะมองเห็นตัวเมืองระนองกลางขุนเขาโอบล้อมอย่างชัดเจนระนองเป็นเมืองชายแดนพม่าฝั่งทะเลอันดามัน ร้อนและชื้น จนได้ชื่อว่า เมืองฝน 8 แดด 4 (อันที่จริง เมืองชายฝั่งทะเลภาคใต้ก็ฝน 8 แดด 4 กันแทบทั้งนั้น) ฝนตกชุก ทั้งหนักและพรำๆ ในช่วงที่ผมอยู่ที่นั่น ระนองติดกับประเทศพม่าบริเวณเมืองทวายโดยมีเกาะสองกั้นเป็นพรมแดนธรรมชาติและชายฝั่งที่ทอดยาวจรด จ.พังงา เดินทางไม่ยากเพราะมีบริษัททัวร์บริษัทเดียวที่ให้บริการ 2 รอบ คือ เช้าและบ่าย
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ความน่าสนใจของท้องฟ้าก่อนพายุจะมาหรือสตอม เซอจ ที่ คุณดินยา ได้เขียนเป็นข้อมูลเอาไว้ เร้าให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะบันทึกภาพ ท้องฟ้าก่อนพายุจะมา ภาพเหล่านี้ถ่ายระหว่างวันที่ 25-30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ขณะที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องคลื่นพายุซัดฝั่ง บริเวณอ่าวไทยเมืองแม่กลอง ... ... จู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดครึ้ม กลุ่มเมฆก่อตัวอย่างฉับพลันกลืนแสงอาทิตย์ มองดูแล้วพูดไม่ถูกว่ามีความรู้สึกอย่างไร สีสันของเมฆเขียวครามแต้มอากาศสีเทา ฝนตั้งเค้าในที่ไกลๆ ท้องฟ้า ...ท่าจะไม่เงียบเหงาอีกต่อไป
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
จบแล้วครับ .. เล่นง่ายแบบนี้เชียวเร๊อะ!! Ha Ha ... มีคำกล่าวง่ายๆ ว่า ทุกครั้งในการเดินทาง จงยิ้ม พึ่งพาสมองและสองเท้าแล้วค้นหา ...คุณจะพบว่า โรงแรมราคาดีแต่สะอาด รอคุณอยู่สุดซอย ...เสมอ เราบินออกจากฮานอยด้วยสายการบินโลว์คอส แอร์ เครื่องบินดีเลย์นิดหน่อย อย่างไม่ดัดจริต ผมคิดถึงส้มตำหอยดอง ปูปลาร้า ปากซอย
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ฮานอยเป็นหัวเมืองใหญ่ทางภาคเหนือของเวียดนาม สถานที่ที่มีอัตราการเติบโตของจีดีพีไม่เป็นรองเมืองอื่นๆ (ยกเว้นตอนนี้เวียดนามเจอภาวะเงินเฟ้อ) กับความรุ่งเรืองแห่งอดีตอดีตแห่งภูมิภาคหนึ่งของจีนที่ได้ชื่อว่า อันนัมประกอบไปด้วย การจราจรอันคับคั่ง(จริงๆ ก็คับคั่งทุกเมืองใหญ่แหละ)ย่านโอลด์ ทาวน์ ทะเลสาบคืนดาบ บาร์เกย์และดนตรีแนวแทรนส์เราเจอฟั้งกี้ มั้งกี้ ณ หัวมุมถนนย่านใจกลางเมือง หลังจากที่เดินตามหามาตั้งแต่หัวค่ำ ในอาคารพาณิชย์ 1 คูหา ไกด์คนเก่งจากเกาะกั๊ตบาแนะนำให้เรามาย่านนี้ เหตุผลหนึ่งเพราะเป็นย่านบาร์เกย์ที่คนในเพศที่ 3 สามารถจะแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่…