มาตรา ๑๗๑ วรรคสี่ ของ รัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันคนอย่างทักษิณ สะท้อนความหวาดระแวง - ไม่ไว้วางใจที่คณะผู้ร่าง รธน.ที่มีต่อตัวอดีตนายกฯทักษิณ และ เสียงข้างมากในสภาและเสียงสนับสนุนของประชาชนอีกชั้นหนึ่งเช่นกัน

อาจารย์ ดร. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ผู้จบมาทางกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยตรงจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน (และกำลังขยับจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มาเข้าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ช่วยชี้ให้ผมเห็นสิ่งแปลกพิลึกอย่างหนึ่งในหลาย ๆ อย่างในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งผมมองข้าม/หลงลืมไปว่า วรรคสี่ของมาตรา ๑๗๑ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้จำกัดการดำรงตำแหน่งของนายกฯไว้ไม่ให้เกินแปดปีต่อกัน อันเป็นหัวข้อที่อ.พรสันต์ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเปรียบเทียบประเด็นนี้ในระบบการเมืองไทยปัจจุบันกับสหรัฐอเมริกา
ผมเข้าใจว่ากล่าวในทางการเมืองเปรียบเทียบแล้ว ปกติ มาตรการจำกัดการดำรงตำแหน่งของหัวหน้าฝ่ายบริหาร (Executive Term Limits) แบบนี้มักใช้กันในระบบประธานาธิบดี ซึ่งอำนาจฝ่ายบริหารเป็นอิสระจากอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อป้องกันแนวโน้มอำนาจนิยมของฝ่ายบริหาร หากประธานาธิบดีกุมอำนาจต่อกันนานเกินไป อาจทำให้เสียระบบถ่วงดุลตรวจสอบระหว่างอำนาจฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งเป็นอิสระต่อกันไปได้
ทว่าในระบบรัฐสภา ซึ่งการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับการได้รับความไว้วางใจจากเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัตินั้น ก็มีกลไกการลงมติไว้วางใจ/ไม่ไว้วางใจของสภาดังกล่าวเป็นตัวถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหารให้ขึ้นต่อสภาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีข้อกำหนดจำกัดช่วงเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯไว้อีกชั้นหนึ่ง ตราบใดที่นายกฯยังได้รับความไว้วางใจจากผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ในสภา ซึ่งสะท้อนว่ายังได้รับการสนับสนุนจากประชาชน นายกฯก็มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้เป็นธรรมดา แก่นแกนหัวใจของความยั่งยืนแห่งอำนาจของฝ่ายบริหารในระบบรัฐสภาจึงอยู่ที่ความไว้วางใจจากสภาและแรงสนับสนุนจากประชาชน ไม่ใช่กำหนดเวลาโดยพลการใด ๆ
การเพิ่มข้อกำหนดแปลกปลอมพิลึกที่อธิบายได้ยากเข้ามากำกับควบคุมการดำรงตำแหน่งนายกฯทับซ้อนไว้อีกชั้นหนึ่งในวรรคสี่ของมาตรา ๑๗๑ จึงสะท้อนความหวาดระแวง - ไม่ไว้วางใจที่คณะผู้ร่างมีต่อตัวอดีตนายกฯทักษิณว่าอาจสามารถกุมอำนาจไปได้เนิ่นนานเกิน ๘ ปี จึงตีวงขีดเส้นจำกัดไว้ ไม่ให้ใครไม่ว่าทักษิณ นอมินีหรือพวกพ้องญาติมิตรทำซ้ำได้อีก ซึ่งก็สะท้อนความหวาดระแวง-ไม่ไว้วางใจที่คณะผู้ร่างมีต่อเสียงข้างมากในสภาและเสียงสนับสนุนของประชาชนอีกชั้นหนึ่งเช่นกัน
บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ
เกษียร เตชะพีระ
จาก "บทอาเศียรวาทของมติชน" ถึง "กาแฟลวกมือของ "ทราย เจริญปุระ" สู้ "การิทัตผจญภัย" นิยายปรัชญาการเมืองที่ตอนหนึ่งกล่าวถึงลักษณะของชุมชนนครหนึ่ง ที่ "เจตนาของผู้พูดผู้แต่งไม่สำคัญ ยึดเอาการตีความของผู้อ่านผู้ฟังเป็นสรณะ แล้วตัดสินวินิจฉัยตามนั้นเลย"
เกษียร เตชะพีระ
คำอธิบายของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคกรณีดำเนินการกับพนักงานที่โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย: ประเด็นไม่ใช่สีไหน แต่คือกระทำอะไร (Professionalism, not ideology, is the issue.) และตรรกะเบื้องหลังวิธีคิดและการกระทำสุดโต่งทางการเมือง
เกษียร เตชะพีระ
ข้ออ้างคำโตแค่ว่าตลาดข้าวหรือตลาดสินค้า/บริการด้านใดด้านหนึ่งเป็นระเบียบศักดิ์สิทธิ์ ห้ามรัฐยุ่งเกี่ยวแตะต้องสภาพดังที่เป็นอยู่ อันเป็นข้อถกเถียงแบบฉบับของเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกระแสหลักที่ระแวงการเมือง เกลียดรัฐแทรกแซง แบบตายตัวบ้องตื้นนั้น ฟังไม่ขึ้น มิพักต้องยกมากรอกหูอีกต่อไป
เกษียร เตชะพีระ
ไม่มีประชาธิปไตยแน่ ๆ คือสภาตรายางและการเลือกตั้งที่มีเก๊ทั้งนั้น หลังฉากจัดตั้งของพรรคคุมเข้มตลอด, ประชาชนลำบากเดือดร้อนก็หาทางประท้วงต่อต้านนโยบายรัฐลำบาก การรอนสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชนหนักข้อมาก และไม่มีหลักนิติรัฐครับ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะพรรคอยู่เหนือศาลและอยู่เหนือความพร้อมรับผิดทางการเมืองและกฎหมาย
เกษียร เตชะพีระ
ความสัมพันธ์อันมั่นคงยืนนานตั้งอยู่บนความรักโดยสมัครใจ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ใช้เวลายาวนานในการปลูกสร้างสั่งสมจนเชื่อมั่นไว้วางใจกัน เพราะได้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลอุปถัมภ์กันในยามยากและยามคับขัน ให้อภัยกันในยามหลุดปากพลั้งมือผิดพลาดต่อกัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าเราตั้งใจจะคงความสัมพันธ์นี้ต่อไปและเราจะอยู่ด้วยกันอย่างยาวนานได้ก็ด้วยการปฏิบัติต่อกันเยี่ยงนี้
เกษียร เตชะพีระ
"..ทุกสังคมมีพลังฝ่ายขวา ผมอยากให้เขาอยู่และรวมกลุ่มต่อสู้รณรงค์ในระบอบรัฐสภาครับ ถึงตอนนั้นเป็นไปได้ว่าเขาจะมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่เข้มแข็งกว่านี้ แต่ตอนนี้เขากลายเป็น outlet สำหรับสารพัดความอึดอัดไม่พอใจรัฐบาล แต่ไม่รู้จะสู้ในระบบอย่างไร.."
เกษียร เตชะพีระ
วิธีคิดที่เหมารวมการวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างว่าเป็น hate speech นั้นไม่ต่างจากวิธีคิดของคนจำนวนมากในสังคมไทยต่อกฎหมายม. ๑๑๒ คือไม่สามารถแยกแยะระหว่าง วิพากษ์วิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เลย ถ้าเราเริ่มคิดแบบนั้น เราก็กำลังเดินตรรกะเดียวกับผู้จงรักภักดีที่ไม่อาจแยกแยะแบบนั้นได้ น่าแปลกใจไหมครับ?
เกษียร เตชะพีระ
ตกลงประชาชนมีดุลพินิจถ่องแท้เที่ยงธรรม หรือ อ่อนเปราะพลิ้วไหวถูกคนอื่นชักจูงให้รังแกข่มเหงคนอื่นด้วยอคติกันแน่?
เกษียร เตชะพีระ
บางทีที่น่ากลัวที่สุดไม่เพียงแต่เป็น hate speech แต่รวมทั้ง love speech ด้วย อะไรที่สุดโต่งและไม่ฟังไม่ยับยั้งชั่งใจ คิดว่า สิ่งนี้ สำคัญ กว่าชีวิตคน น่ากลัวทั้งนั้น ไม่ว่ามันจะมาในนามอะไร? ความจงรักภักดี, สิทธิเสรีภาพ, ประชาธิปไตย, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำเหล่านี้ใช้เป่าคาถาฆ่าคนมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีคำไหนไม่เปื้อนเลือด คำถามจึงไม่ใช่แค่กำจัดคำ แต่จะทำอย่างไรให้เงื่อนไขการใช้คำฆ่าคน น้อยลง
เกษียร เตชะพีระ
..ในสังคมสาธารณ์ที่ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกบ่อนทำลายลงจากความรู้สมัยใหม่ทางวิทยาศาสตร์ทุกวี่วัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลับเพิ่มพูนขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ และในทางกลับกัน พื้นที่เหล่านั้นก็กลับสาธารณ์หรือเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงทุกทีเหมือนกัน..
เกษียร เตชะพีระ
คนเพิ่งอพยพจากชนบทเข้าเมืองไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสำมะโนครัวประชากรทางการ ทำให้เข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น น้ำประปา, สาธารณสุข, โรงเรียน ยาก คนที่รายได้ไม่เข้าเกณฑ์ทางการ (ต่ำไม่พอ) ทำให้ไม่มีสิทธิ์ลงชื่อในทะเบียนคนจน ก็เลยพลอยไม่ได้สวัสดิการสำหรับคนจนของรัฐไปด้วย
เกษียร เตชะพีระ
...สันติวิธีหรือปฏิบัติการไม่รุนแรงเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าความรุนแรง และมีคุณค่าทางจริยธรรมในตัว สมควรได้รับการพิจารณาสำหรับผู้ต้องการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ว่าเพื่อเป้าหมายใดก็ตาม