ว่าด้วย "ระบอบทักษิณ" ในสถานการณ์ปฏิวัติโค่นล้ม "ระบอบทักษิณ" ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.)
แน่นอนว่าคำว่า "ระบอบทักษิณ" ถูกใช้จนเละ ผมในฐานะผู้มีส่วนริเริ่มนิยามศัพท์ตัวนี้ขึ้นมา ก็คงมีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย (ดู ระบอบทักษิณ บันทึกเรื่องราวของคำสร้างคำหนึ่ง โดยเกษียร เตชะพีระ ๒๕๕๐ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q3/2007june08p6.htm)

(เปิดอ่านได้ที่ ระบอบทักษิณ บันทึกเรื่องราวของคำสร้างคำหนึ่ง โดยเกษียร เตชะพีระ ๒๕๕๐ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q3/2007june08p6.htm )
ในทางวิชาการ ผมคิดว่ามีเรื่องที่สามารถถกเถียงกันต่อไปได้ว่า "ระบอบทักษิณ" มีจริงหรือไม่? อย่างไร? หรือเป็นแค่มายาการเหลวไหลที่นักวิชาการอย่างผมสร้างขึ้น? อย่างไรก็ตาม นี่คงไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าตอนนี้
ผมคิดว่าประเด็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าตอนนี้คือการใช้คำว่า "ระบอบทักษิณ" เป็นเครื่องมือให้ความชอบธรรมทางการเมืองวัฒนธรรมแก่การลุกฮือโค่นระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยของกปปส.
มองในแง่หลังด้านการเมืองวัฒนธรรมนี้แล้ว ผมเห็นว่า "ระบอบทักษิณ" ถูกนิยามให้เป็นอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่นอกเหนือ เป็นด้านตรงข้าม ด้านกลับ ด้านที่ไม่ใช่ของ "ความเป็นไทย"
จะบอกว่า "ระบอบทักษิณ" คือเขตห้ามเข้าทางความคิดของป้ายจราจร "ความเป็นไทย" ก็ได้

"ความเป็นไทย" ที่ใช้กันทางการเมืองวัฒนธรรมเอาเข้าจริงคือป้ายจราจรทางความคิดป้ายหนึ่ง ที่ระบุชี้ว่าเกินจากป้ายนี้ไปเป็น "เขตห้ามเข้า/ต้องห้ามทางความคิด" อย่าได้เข้าไปเด็ดขาด (ธงชัย วินิจจะกูลใช้คำว่า negative identification of Thainess)
ตัวป้าย "ความเป็นไทย" นั้นเองจับให้นิ่งได้ยาก ความหมายที่แน่นอนของมันพูดให้ถึงที่สุดในทางเป็นจริง ไม่มี ความรู้เกี่ยวกับตัวมันความหมายของมันมีลักษณะสัมพัทธ์ พลิกไหวหมุนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ (epistemologically relative and dynamic) แต่ผู้คนทั่วไปเชื่อฝังใจหัวปักหัวปำว่ามี "ความเป็นไทย" อยู่จริงแท้แน่นอนสัมบูรณ์แบบ ห้ามสงสัยความมีอยู่ดำรงอยู่จริงของมันโดยเด็ดขาด (ontologically absolute) ในทำนอง "ผีมีจริง แต่มันเป็นไง ไม่รู้ว่ะ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ"
การปักป้าย "ความเป็นไทย" เพื่อบ่งชี้เขตห้ามเข้า/ต้องห้ามทางความคิดนอก "ความเป็นไทย" ออกไป มีลักษณะขยายได้ไร้ขอบเขต ปรับเปลี่ยนได้ไร้ขีดจำกัด เพดานแห่งเขตพื้นที่ต้องห้ามทางความคิดนี้ต้องมี แต่ตัวป้ายเองยักย้ายไปได้เรื่อย ๆ เพื่อจัดวางระเบียบทางความคิดให้เกิดขึ้นจงได้ไง
สมัยหนึ่ง ป้าย "ความเป็นไทย" ถูกใช้บอกเขตต้องห้ามทางความคิดว่าได้แก่ "ประชาธิปตัย" (republic) สมัย ร.๖, "คอมมิวนิสต์" สมัยสงครามเย็น เป็นต้น
"ระบอบทักษิณ" ก็คือเขตห้ามเข้า/ต้องห้ามทางความคิดของป้าย "ความเป็นไทย" ในปัจจุบัน
ในความหมายทางการเมืองวัฒนธรรมนี้ เนื้อหาของ "ระบอบทักษิณ" จึงพลิกไหวต่อเติมตัดตอน edit ไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่สถานการณ์เฉพาะหน้า ดุลกำลังและข้อต่อรองตกลงทางการเมืองระหว่างอำนาจระเบียบเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ที่เข้ามาท้าทายแย่งชิง
แต่ถ้าจะให้หาร่องรอยใกล้เคียงที่สุดของเขตห้ามเข้านี้ในปัจจุบัน น่าจะได้แก่
"อำนาจนำของกลุ่มทุนธุรกิจใหญ่เหนือระเบียบการเมืองแบบเลือกตั้งประชาธิปไตย ที่เบียดขับอำนาจนำเก่าที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมากออกไป"
นี่แหละคือสิ่งที่กปปส.ต้องการทำลาย และพวกเขาเลือกวิธีการที่จะต่อสู้และทำลายสิ่งนี้ด้วยการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยในความหมาย "เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข" ลงไปด้วยพร้อมกัน

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ
เกษียร เตชะพีระ
จาก "บทอาเศียรวาทของมติชน" ถึง "กาแฟลวกมือของ "ทราย เจริญปุระ" สู้ "การิทัตผจญภัย" นิยายปรัชญาการเมืองที่ตอนหนึ่งกล่าวถึงลักษณะของชุมชนนครหนึ่ง ที่ "เจตนาของผู้พูดผู้แต่งไม่สำคัญ ยึดเอาการตีความของผู้อ่านผู้ฟังเป็นสรณะ แล้วตัดสินวินิจฉัยตามนั้นเลย"
เกษียร เตชะพีระ
คำอธิบายของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคกรณีดำเนินการกับพนักงานที่โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย: ประเด็นไม่ใช่สีไหน แต่คือกระทำอะไร (Professionalism, not ideology, is the issue.) และตรรกะเบื้องหลังวิธีคิดและการกระทำสุดโต่งทางการเมือง
เกษียร เตชะพีระ
ข้ออ้างคำโตแค่ว่าตลาดข้าวหรือตลาดสินค้า/บริการด้านใดด้านหนึ่งเป็นระเบียบศักดิ์สิทธิ์ ห้ามรัฐยุ่งเกี่ยวแตะต้องสภาพดังที่เป็นอยู่ อันเป็นข้อถกเถียงแบบฉบับของเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกระแสหลักที่ระแวงการเมือง เกลียดรัฐแทรกแซง แบบตายตัวบ้องตื้นนั้น ฟังไม่ขึ้น มิพักต้องยกมากรอกหูอีกต่อไป
เกษียร เตชะพีระ
ไม่มีประชาธิปไตยแน่ ๆ คือสภาตรายางและการเลือกตั้งที่มีเก๊ทั้งนั้น หลังฉากจัดตั้งของพรรคคุมเข้มตลอด, ประชาชนลำบากเดือดร้อนก็หาทางประท้วงต่อต้านนโยบายรัฐลำบาก การรอนสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชนหนักข้อมาก และไม่มีหลักนิติรัฐครับ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะพรรคอยู่เหนือศาลและอยู่เหนือความพร้อมรับผิดทางการเมืองและกฎหมาย
เกษียร เตชะพีระ
ความสัมพันธ์อันมั่นคงยืนนานตั้งอยู่บนความรักโดยสมัครใจ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ใช้เวลายาวนานในการปลูกสร้างสั่งสมจนเชื่อมั่นไว้วางใจกัน เพราะได้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลอุปถัมภ์กันในยามยากและยามคับขัน ให้อภัยกันในยามหลุดปากพลั้งมือผิดพลาดต่อกัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าเราตั้งใจจะคงความสัมพันธ์นี้ต่อไปและเราจะอยู่ด้วยกันอย่างยาวนานได้ก็ด้วยการปฏิบัติต่อกันเยี่ยงนี้
เกษียร เตชะพีระ
"..ทุกสังคมมีพลังฝ่ายขวา ผมอยากให้เขาอยู่และรวมกลุ่มต่อสู้รณรงค์ในระบอบรัฐสภาครับ ถึงตอนนั้นเป็นไปได้ว่าเขาจะมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่เข้มแข็งกว่านี้ แต่ตอนนี้เขากลายเป็น outlet สำหรับสารพัดความอึดอัดไม่พอใจรัฐบาล แต่ไม่รู้จะสู้ในระบบอย่างไร.."
เกษียร เตชะพีระ
วิธีคิดที่เหมารวมการวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างว่าเป็น hate speech นั้นไม่ต่างจากวิธีคิดของคนจำนวนมากในสังคมไทยต่อกฎหมายม. ๑๑๒ คือไม่สามารถแยกแยะระหว่าง วิพากษ์วิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เลย ถ้าเราเริ่มคิดแบบนั้น เราก็กำลังเดินตรรกะเดียวกับผู้จงรักภักดีที่ไม่อาจแยกแยะแบบนั้นได้ น่าแปลกใจไหมครับ?
เกษียร เตชะพีระ
ตกลงประชาชนมีดุลพินิจถ่องแท้เที่ยงธรรม หรือ อ่อนเปราะพลิ้วไหวถูกคนอื่นชักจูงให้รังแกข่มเหงคนอื่นด้วยอคติกันแน่?
เกษียร เตชะพีระ
บางทีที่น่ากลัวที่สุดไม่เพียงแต่เป็น hate speech แต่รวมทั้ง love speech ด้วย อะไรที่สุดโต่งและไม่ฟังไม่ยับยั้งชั่งใจ คิดว่า สิ่งนี้ สำคัญ กว่าชีวิตคน น่ากลัวทั้งนั้น ไม่ว่ามันจะมาในนามอะไร? ความจงรักภักดี, สิทธิเสรีภาพ, ประชาธิปไตย, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำเหล่านี้ใช้เป่าคาถาฆ่าคนมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีคำไหนไม่เปื้อนเลือด คำถามจึงไม่ใช่แค่กำจัดคำ แต่จะทำอย่างไรให้เงื่อนไขการใช้คำฆ่าคน น้อยลง
เกษียร เตชะพีระ
..ในสังคมสาธารณ์ที่ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกบ่อนทำลายลงจากความรู้สมัยใหม่ทางวิทยาศาสตร์ทุกวี่วัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลับเพิ่มพูนขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ และในทางกลับกัน พื้นที่เหล่านั้นก็กลับสาธารณ์หรือเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงทุกทีเหมือนกัน..
เกษียร เตชะพีระ
คนเพิ่งอพยพจากชนบทเข้าเมืองไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสำมะโนครัวประชากรทางการ ทำให้เข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น น้ำประปา, สาธารณสุข, โรงเรียน ยาก คนที่รายได้ไม่เข้าเกณฑ์ทางการ (ต่ำไม่พอ) ทำให้ไม่มีสิทธิ์ลงชื่อในทะเบียนคนจน ก็เลยพลอยไม่ได้สวัสดิการสำหรับคนจนของรัฐไปด้วย
เกษียร เตชะพีระ
...สันติวิธีหรือปฏิบัติการไม่รุนแรงเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าความรุนแรง และมีคุณค่าทางจริยธรรมในตัว สมควรได้รับการพิจารณาสำหรับผู้ต้องการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ว่าเพื่อเป้าหมายใดก็ตาม