Skip to main content

Kasian Tejapira(23 ธ.ค.56)

ผมขอขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ นักศึกษาในอดีตและปัจจุบันทุกท่านที่กรุณาอวยพรวันเกิดผมมาในวันนี้
 
ผมคิดอยู่พักใหญ่ว่าจะมอบ "ของกำนัล" อะไรตอบแทนท่านทั้งหลายไปดี เผอิญนึกขึ้นได้ว่า เช้าวันนี้เมื่อผมเข้าไปที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อสอนวิชาสัมมนาการเมืองไทยระดับปริญญาเอก (๔ บทหลังของ Siam Mapped โดย Thongchai Winichakul) ก็พบจดหมายแปลกตาฉบับหนึ่งบนโต๊ะทำงาน พอเปิดออกอ่านก็ตารื้นเลยครับ รู้สึกดีใจที่สิ่งที่ร่วมกับเพื่อน ๆ สปป.ทำไปในหลายวันที่ผ่านมาส่งผลไปถึงพี่น้องร่วมชาติเหล่านั้น 
 
ผมขอถือโอกาสฝากมาให้ท่านทั้งหลายอ่านในสเตตัสนี้ด้วย

จม.จากวังกรด

เขียนที่ทุ่งนาตำบลวังกรด จังหวัดพิจิตร

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

 

กราบเรียนท่าน ศ.เกษียร และคณะส.ป.ป. ด้วยความเคารพยิ่งนัก

พวกฉันมีความสุขใจมาก น้ำตาร่วงเลยเมื่อรู้ว่าคณะส.ป.ป.และท่านร่วมกันยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ได้ทำหน้าที่อย่างดี ที่ตั้งมั่นในความเป็นผู้มีความรู้ เป็นกลาง มีเหตุ มีผล เพื่อคนรุ่นต่อๆไปได้รู้จักที่จะคิดก่อนทำ รู้จักวางตนในสถานการณ์ให้เหมาะสมกับความเป็นนักวิชาการ พวกฉันไม่มีเฟซบุค มือถือ หรือเครื่องมืออื่นใดที่จะติดต่อเพื่อเป็นกำลังใจคณะของท่าน นอกจากเขียนมาจากสมองและหัวใจ อยากดไล้ให้คณะส.ป.ป.และท่านกันทั้งหมู่บ้านกันเลยนะ

ถึงพวกฉันจะเป็นชาวบ้าน บ้านนอกต่างจังหวัดแต่ก็มีหัวใจ มี1สิทธิ์1เสียง และมีสติ รู้จักคิด กรุณาอย่าเหยียดกันเลย พวกฉันอยากบอกว่าถ้าไม่มีพวกเราปลูกข้าว ปลูกผัก ท่านผู้เจริญจะกินอะไร หรือนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ นายสุรพล นิติไกรพจน์ นางเสรี วงศ์มณฑา จะกินหญ้า กินหมา ท่านเหล่านี้คงลืมไปหรือไม่ได้มีความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ที่ทั่วทั้งโลกบอกว่าเท่าเทียมกัน

ด้วยเหตุนี้พวกฉันจึงสุดแสนจะนับถือในอุดมการณ์ที่ยืนยันมั่นคงในหลักการประชาธิปไตยที่คณะส.ป.ป.และท่านดำรงไว้ จึงขอเป็นกำลังใจ กำลังเสียง หรืออื่นๆเพื่อช่วยคณะของท่านที่ช่วยกันรักษาประชาธิปไตยให้อยู่ตลอดไป ส่วนเราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ปฏิรูป ให้เข้ากับพวกเรา สิ่งเหล่านี้ควรใช้เวลาทำความเข้าใจ การเปลี่ยนปรับปรุงตัวบุคคล สำคัญกว่าเปลี่ยนสิ่งอื่น ท่านผู้มีความรู้เป็นนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปฏิรูปตนเองก่อน ก่อนจะไปเปลี่ยนอย่างอื่น

ที่เขียนมาก็เพราะเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความมั่นคงในหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้องเหมาะสมของคณะของท่าน ขอบรรดานักวิชาการผู้มีมันสมอง มีคุณธรรม จริยธรรม ทั้งหลายได้มีที่รวมกัน ได้มากขึ้น ให้มากขึ้น เจริญขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น มีเกียรติมากขึ้น ไม่มาแถข้างๆคูๆ พยายามหารูช่องของกฎหมายไหลออกกินอาจม หาเหตุ หาผล หาหลักเกณฑ์หลักการอะไรไม่ได้ จึงขอนับถือในการออกมาของท่านทั้งคณะส.ป.ป.

ด้วยความเคารพยิ่งนัก

นางธนาวรรณ และคนในวังกรด พิจิตร. 

00000

“คนเท่ากัน”
%%%%%%%%
 
สามคำนี้มีพลังกังวานแว่ว
เมื่อเราได้ยินแล้วนัยน์ตาพร่า
รื้นเอ่อรินหยดหยาดปาดน้ำตา
คนนับค่าคนเราว่าเท่ากัน
หมื่นถ้อยคำหยามข้าว่าบ้านนอก
แสนนกหวีดเป่ากรอกหูดังลั่น
ล้านคนใช้กฎหมู่อยู่เมามัน
สามคำนี้เท่านั้นบันดาลใจ
สู้เพื่อเราเพื่อเขาเพื่อปวงชน
มีที่ยืนอยู่บนประเทศได้
ชาติของเราของเขาของคนไทย
ป้องประชาธิปไตยให้ทุกคน
กลอน "คนเท่ากัน" โพสต์ครั้งแรงในเฟซบุ๊ก Kasian Tejapira เมื่อ 19:28 น. 23 ธ.ค.56

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ
จาก "บทอาเศียรวาทของมติชน" ถึง "กาแฟลวกมือของ "ทราย เจริญปุระ" สู้ "การิทัตผจญภัย" นิยายปรัชญาการเมืองที่ตอนหนึ่งกล่าวถึงลักษณะของชุมชนนครหนึ่ง ที่ "เจตนาของผู้พูดผู้แต่งไม่สำคัญ ยึดเอาการตีความของผู้อ่านผู้ฟังเป็นสรณะ แล้วตัดสินวินิจฉัยตามนั้นเลย"
เกษียร เตชะพีระ
คำอธิบายของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคกรณีดำเนินการกับพนักงานที่โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย: ประเด็นไม่ใช่สีไหน แต่คือกระทำอะไร (Professionalism, not ideology, is the issue.) และตรรกะเบื้องหลังวิธีคิดและการกระทำสุดโต่งทางการเมือง
เกษียร เตชะพีระ
ข้ออ้างคำโตแค่ว่าตลาดข้าวหรือตลาดสินค้า/บริการด้านใดด้านหนึ่งเป็นระเบียบศักดิ์สิทธิ์ ห้ามรัฐยุ่งเกี่ยวแตะต้องสภาพดังที่เป็นอยู่ อันเป็นข้อถกเถียงแบบฉบับของเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกระแสหลักที่ระแวงการเมือง เกลียดรัฐแทรกแซง แบบตายตัวบ้องตื้นนั้น ฟังไม่ขึ้น มิพักต้องยกมากรอกหูอีกต่อไป
เกษียร เตชะพีระ
ไม่มีประชาธิปไตยแน่ ๆ คือสภาตรายางและการเลือกตั้งที่มีเก๊ทั้งนั้น หลังฉากจัดตั้งของพรรคคุมเข้มตลอด, ประชาชนลำบากเดือดร้อนก็หาทางประท้วงต่อต้านนโยบายรัฐลำบาก การรอนสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชนหนักข้อมาก และไม่มีหลักนิติรัฐครับ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะพรรคอยู่เหนือศาลและอยู่เหนือความพร้อมรับผิดทางการเมืองและกฎหมาย
เกษียร เตชะพีระ
ความสัมพันธ์อันมั่นคงยืนนานตั้งอยู่บนความรักโดยสมัครใจ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ใช้เวลายาวนานในการปลูกสร้างสั่งสมจนเชื่อมั่นไว้วางใจกัน เพราะได้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลอุปถัมภ์กันในยามยากและยามคับขัน ให้อภัยกันในยามหลุดปากพลั้งมือผิดพลาดต่อกัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าเราตั้งใจจะคงความสัมพันธ์นี้ต่อไปและเราจะอยู่ด้วยกันอย่างยาวนานได้ก็ด้วยการปฏิบัติต่อกันเยี่ยงนี้
เกษียร เตชะพีระ
"..ทุกสังคมมีพลังฝ่ายขวา ผมอยากให้เขาอยู่และรวมกลุ่มต่อสู้รณรงค์ในระบอบรัฐสภาครับ ถึงตอนนั้นเป็นไปได้ว่าเขาจะมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่เข้มแข็งกว่านี้ แต่ตอนนี้เขากลายเป็น outlet สำหรับสารพัดความอึดอัดไม่พอใจรัฐบาล แต่ไม่รู้จะสู้ในระบบอย่างไร.."
เกษียร เตชะพีระ
วิธีคิดที่เหมารวมการวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างว่าเป็น hate speech นั้นไม่ต่างจากวิธีคิดของคนจำนวนมากในสังคมไทยต่อกฎหมายม. ๑๑๒ คือไม่สามารถแยกแยะระหว่าง วิพากษ์วิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เลย ถ้าเราเริ่มคิดแบบนั้น เราก็กำลังเดินตรรกะเดียวกับผู้จงรักภักดีที่ไม่อาจแยกแยะแบบนั้นได้ น่าแปลกใจไหมครับ?
เกษียร เตชะพีระ
ตกลงประชาชนมีดุลพินิจถ่องแท้เที่ยงธรรม หรือ อ่อนเปราะพลิ้วไหวถูกคนอื่นชักจูงให้รังแกข่มเหงคนอื่นด้วยอคติกันแน่?
เกษียร เตชะพีระ
บางทีที่น่ากลัวที่สุดไม่เพียงแต่เป็น hate speech แต่รวมทั้ง love speech ด้วย อะไรที่สุดโต่งและไม่ฟังไม่ยับยั้งชั่งใจ คิดว่า สิ่งนี้ สำคัญ กว่าชีวิตคน น่ากลัวทั้งนั้น ไม่ว่ามันจะมาในนามอะไร? ความจงรักภักดี, สิทธิเสรีภาพ, ประชาธิปไตย, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำเหล่านี้ใช้เป่าคาถาฆ่าคนมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีคำไหนไม่เปื้อนเลือด คำถามจึงไม่ใช่แค่กำจัดคำ แต่จะทำอย่างไรให้เงื่อนไขการใช้คำฆ่าคน น้อยลง
เกษียร เตชะพีระ
..ในสังคมสาธารณ์ที่ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกบ่อนทำลายลงจากความรู้สมัยใหม่ทางวิทยาศาสตร์ทุกวี่วัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลับเพิ่มพูนขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ และในทางกลับกัน พื้นที่เหล่านั้นก็กลับสาธารณ์หรือเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงทุกทีเหมือนกัน..
เกษียร เตชะพีระ
คนเพิ่งอพยพจากชนบทเข้าเมืองไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสำมะโนครัวประชากรทางการ ทำให้เข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น น้ำประปา, สาธารณสุข, โรงเรียน ยาก คนที่รายได้ไม่เข้าเกณฑ์ทางการ (ต่ำไม่พอ) ทำให้ไม่มีสิทธิ์ลงชื่อในทะเบียนคนจน ก็เลยพลอยไม่ได้สวัสดิการสำหรับคนจนของรัฐไปด้วย
เกษียร เตชะพีระ
...สันติวิธีหรือปฏิบัติการไม่รุนแรงเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าความรุนแรง และมีคุณค่าทางจริยธรรมในตัว สมควรได้รับการพิจารณาสำหรับผู้ต้องการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ว่าเพื่อเป้าหมายใดก็ตาม