“สิ่งที่เป็นความจริง เราไม่จำเป็นต้องเอามาพูดกันก็ได้ เราเอาเรื่องดี ๆ มาพูดกันดีกว่า” (1) คำพูดจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมท่านหนึ่งที่พูดในระหว่างเหตุการณ์แบนหนังเรื่องหนึ่งในปี 2554 ที่กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อมีคนบอกว่า หนังเรื่องนี้ละเมิดศีลธรรมอันดีของประชาชน จนหนังถูกแบน คำพูดของเขาได้บ่งบอกถึงทัศนคติของเขาต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้คิดเลยว่า หนังที่เขาเกลียดนั้นกำลังเล่าเรื่องสิ่งที่คนไทยรู้อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเอามานำเสนอบนแผ่นฟิลม์มีฉะนั้นจะมีการแบนหรือเซ็นเซอร์
ตาม พรบ ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ได้แบ่งการจัดเรตภาพยนตร์เอาไว้ 5 ประเภทได้แก่ หมวดส่งเสริม หมวดทั่วไป หมวด 13 ปีขึ้นไป หมวด 15 ปีขึ้น และห้ามอายุ 20 ปีลงไปชม และเรต ฉ หรือห้ามเผยแพร่ภายในราชอาณาจักร
ซึ่งเรต ฉ นี้เองที่เป็นปัญหามากเพราะ มีหนังหลายเรื่องโดนแบนไปแล้วด้วยข้อหาขัดศีลธรรมอันดีของประเทศ ทำให้หลายคนต้องมาพิจารณาว่า ในเมื่อเรตแล้วจะแบนไปทำไม
นั้นทำให้คำพูดของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมในตอนนั้นที่ว่า ไม่ต้องเอาสิ่งที่เป็นความจริงมาพูดกันเด่นชัดทำให้หนังไทยหลายเรื่องหลีกเลี่ยงจะพูดถึงปัญหาต่าง ๆ ในประเทศหรือไม่ก็ต้องหาวิธีในการพูดถึงเรื่องนั้น ๆ โดยอ้อมไม่พูดตรง ๆ อาทิการทำหนังผี หรือ หนังตลกกันไปเลย
สมกับคำที่ว่า เรารู้ประเทศนี้มีอะไรบ้าง แต่ที่สำคัญเราบอกไม่ได้ ยิ่งผ่านสื่อแล้วยิ่งแล้วใหญ่
ท่ามกลางกระแสการเปิดประตูอาเซียนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ปี ทำให้หลายคนยิ่งกลัวว่า ความจริงจะทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยไปในสักวันทั้ง ๆ ที่ มันเป็นเรื่องที่คนไทยรู้แต่พูดไม่ได้ แม้กระทั่งจะเอ่ยถึงยังต้องฉุกคิดว่า จะโดนแบนหรือไม่
ช่างเป็นสถานการณ์เลวร้ายอย่างยิ่ง
หลายปีแล้วที่เราไม่มีหนังที่พูดถึงปัญหาต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมาหรือกระทั่งกล้าใส่ประเด็นหนัก ๆ ลงไปบอกเล่า เพราะหนังไทยหลายเรื่องเลือกจะหลับหูหลับตารักกันแบบไม่ลืมหูลืมตาราวกับโลกนี้เป็นสีชมพู
ฟังดูแล้วหัวเราะไม่ออกนะครับ

หันหน้าออกไปทางใต้เดินทางสู่ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่บอกว่าเป็นประเทศอิสลามที่มีคนนับถือมากที่สุดในโลก แถมเมื่อพูดถึงวงการภาพยนตร์ก็คงไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนัก จนเรียกได้ว่า วงการภาพยนตร์นั้นเขาอาจจะตามหลังเราหลายปีแสงอยู่ไม่ใช่น้อยในความคิดใครหลายคน แต่ว่าในขณะที่ประเทศไทยกำลังหยุดนิ่งเพราะปัญหาภายใน วงการภาพยนตร์ก็กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังการมาของภาพยนตร์แอ็คชั่นมาร์เชียลอาร์ตอย่าง The Raid Redemption ที่เรียกกระแสความนิยมหนังต่อสู้ให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เงียบไปนาน และกลับมาอีกครั้ง
เรื่องราวของ The Raid นั้นเป็นเรื่องราวของรามา ตำรวจหนุ่มที่ออกเดินทางไปทำภารกิจรวมกับหน่วยสวาทของเขาที่ได้รับภารกิจลับในการบุกมาจับกุมพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของประเทศภายในเซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งกลางเมือง ทว่าภารกิจที่ดูเหมือนง่าย ๆ คล้ายกับการปอกกล้วยเข้าปากกลับกลายเป็นการต้อนหนูเข้ากรงแทน เมื่อพวกพ่อค้ายาเสพติดดันรู้ตัวเสียก่อนและปิดทางออกทั้งหมดก่อนจะประกาศให้ใครที่ฆ่าตำรวจได้จะได้เช่าห้องที่อยู่ฟรีตลอดชีพส่งผลให้คนทั้งตึกกลายเป็นศัตรูและหันมาไล่ฆ่าตำรวจกันอย่างบ้าคลั่ง การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของตำรวจที่เหลือรามาจึงเริ่มขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้นอกจาก ฉากต่อสู้ที่มันดุเดือด รวมทั้งการโชว์ศิลปะการต่อสู้ที่หลายคนถึงกับเอียงหัวว่า มันคืออะไร อย่าง ปันจักสีลัต ให้หลายคนได้รู้จักแล้ว ความโดดเด่นของหนังก็คือ การพูดถึงสภาพสังคมอินโดนีเซียได้อย่างเข้าใจ เราจะเห็นว่า ประชาชนในประเทศอินโดนีเซียนี้ค่อนข้างจะยากจนอย่างยิ่ง เรามองเห็นสภาพการเป็นอยู่ของพวกเขา เราก็พอเข้าใจได้ว่า เหตุใดพวกเขาถึงหยิบมีดหรืออาวุธอื่น ๆ มาไล่สังหารตำรวจตามคำสั่งของเจ้าพ่อที่บอกว่าจะให้เช่าห้องฟรีนี้ ซึ่งหากพิจารณาดูจากรายได้ของคนอินโดนีเซียแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4458 เหรียญต่อปีต่อคน ซึ่งน้อยกว่าคนไทยมาก บวกกับประชากรที่มีมากที่สุดในประเทศอาเซียนยิ่งทำให้ประเทศพัฒนาได้ช้ามาก ๆ

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นคนในตึกยอมมาเสี่ยงไล่ฆ่าตำรวจเพียงเพื่อการเช่าห้องตลอดชีวิตนั้นเอง
นอกจากหนังได้ทำให้เห็นภาพทัศนคติของประชาชนต่อตำรวจ หรือ ระบบราชการของประเทศนี้ว่า เน่าเหม็นมากขนาดไหน เพราะ เราได้รู้จากปากของพ่อค้ายาเสพติดว่า ตำรวจใหญ่ ๆ ในกรมจะกำจัดพวกเขาทิ้ง เพราะ พวกเขาไปทำลายเส้นทางธุรกิจของพวกเขากัน และที่สำคัญเขาจ่ายให้พวกใหญ่ ๆ โต ๆ เยอะแยะ
พวกแกไม่รอดแน่ ถ้ากลับไป
นั้นทำให้เรามองเห็นภาพของระบบราชการของอินโด ไม่สิ หลายประเทศรวมทั้งไทยเองที่ระบบราชการเอ่ย ตำรวจเอ่ย ต่างไม่สามารถพึ่งพิงอะไรแถมยังเป็นส่วนหนึ่งของความโสมมในประเทศนั้น ๆ เสียอีก ทำให้ประชาชนเลือกที่จะตั้งแง่ไว้ก่อนเลยว่า
ตำรวจเป็นคนเลว
ซึ่งพฤติกรรมนี้ได้ถูกสะท้อนจากชายผู้เช่าห้องชั้น 7 ที่แสดงอาการไม่ชอบใจพวกตำรวจเท่าใดนักที่พวกตำรวจมีพฤติกรรมไม่ดีกับเขา ทั้งกี่พูดจาไม่สุภาพกระทั่งการด่าทอจน รามา พระเอกของเรื่องต้องบอกกับชายผู้เช่าห้องคนนี้และต่อว่าตำรวจที่ทำแบบนั้นไปแล้วพูดว่า ตำรวจไม่ได้เลวกันไปหมดทุกคนอย่างที่คิดและเขาก็แสดงให้เห็นในเรื่องว่า ตำรวจไม่ได้เลวทุกคนจริง ๆ นั้นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมชายคนนี้ถึงยอมเปิดประตูห้องให้พวกรามามาซ่อนในขณะที่หนีจากแก๊งมีดมาเชเต้ที่กำลังไล่ล่าพวกเขา ทั้ง ๆ ที่พวกเขากลัวจะต้องเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป

นอกจากนี้หนังยังแสดงให้เห็นภาพของการชิงดีชิงเด่นในที่ลับของตำรวจผ่านตัวตำรวจเก่าที่มากับทีมด้วย และเขานี่เองที่ทำให้เรารู้ว่า เขาแอบมาทำภารกิจนี้โดยไม่มีใครรู้ ซึ่งเป้าหมายของเขาคือการจับตัวพ่อค่ายาคนนี้ไปเพื่อแลกกับลาภยศเพิ่มเติม ทว่าการตัดสินใจของเขาได้นำมาสู่ความตายของคนในทีมโดยไม่มีใครรู้เลย
หลายคนมองว่า หนังเรื่องนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับหนังบู้ของฮ่องกงในยุคก่อน ๆ ที่ชอบพูดถึงเรื่องตำรวจ โดยเฉพาะหนังของเฉินหลงหลาย ๆ เรื่องที่มักจะตั้งคำถามถึงระบบยุติธรรมและราชการเสมอ ซึ่ง The Raid นั้นตัวผู้กำกับก็บอกว่า เขาเอาพล้อตแบบนี้มาจากหนังฮ่องกงพวกนี้แหละครับ และที่น่าสนใจอย่างก็คือ ประเด็นนี้ไม่เคยล้าสมัยไปเลยจนกระทั่งปัจจุบันและที่สำคัญ
เป็นเกือบทุกประเทศ
เหมือนกับปัญหายาเสพติดที่ไม่ว่าประเทศไหนก็มีทั้งนั้น
นอกจากนี้ตัวหนังแทบจะไม่มีความเป็นชาตินิยมเลย หากเปรียบกับหนังต่อสู้เรื่องดังอื่น ๆ ไม่ต้องไปไกลมากครับ อย่าง องค์บาก เราก็เป็นหนังต่อสู้ชาตินิยมสุดขั้วด้วยการสร้างตัวละครคนไทยให้ต่อกรกับชาวต่างชาติที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อประเทศนี้ และคู่ต่อสู้ของจา พนม คนสุดท้ายนั้นเป็นนักมวยพม่า

ที่บ่งบอกว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นเป็นตัวกำหนดชาตินิยมในตัวคนไทยอย่างแท้จริง หรืออย่างเรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่พูดถึงการบุกรุกของต่างชาติที่เช้ามากอบโกยของสำคัญของชาติไป (ในที่นี้คือช้าง) หรือกระโดดไปแถวฮ่องกงยกตัวอย่าง หนังอย่าง Ip Man ที่เล่นกับความทรงจำอันเจ็บปวดของคนจีนที่มีต่อต่างชาติที่มาย่ำยีอย่าง ญี่ปุ่น หรือ ฝรั่ง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าหนังต่อสู้ส่วนมากจะอยู่ในวาทะชาตินิยมเกือบทั้งหมด

หรือจะเป็นเพราะ ตัวหนังอย่าง The Raid นั้นไม่ใช่ผู้กำกับที่เป็นคนอินโดนีเซียกำกับกันแน่ ถึงไม่มีวาระชาตินิยมในหนังเลยด้วยซ้ำไป
หรือเพราะเป็นคนชาติอื่น (ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นเวลล์) เลยสามารถวิพากษ์ประเทศได้โดยใช้สายตาของคนนอกได้อย่างมีอิสระกันแน่
ทฤษฏีนี้สามารถยืนยันได้หากเราหันมามองหนังที่สร้างโดยชายต่างชาติและมองประเทศไทยด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากที่ไทยเราเห็น อย่าง หนังอย่าง ศพไม่เงียบ ที่บอกเล่าภาพของศาสนาและพระในมุมมองที่ต่างออกไปจากที่เราเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน หรือหนังฮอลลีวู้ดอย่าง Hangover 2 ที่มองประเทศไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์ ยาเสพติด และเรื่องอีกหลายเรื่องที่คนไทยไม่สามารถพูดได้เลยด้วยซ้ำไป
มีคนบอกว่า บางครั้งคนบ้าก็มองอะไรได้ดีกว่าคนปกติทั่วไป ฉันใดฉันนั้น คนในประเทศไทยก็ไม่อาจจะมองเห็นปัญหาที่คนภายนอกเห็นได้เช่นกัน
หรือเราจะปล่อยให้คำพูดที่ว่า สิ่งที่เป็นความจริง เราไม่จำเป็นต้องเอามาพูดกันก็ได้ เราเอาเรื่องดี ๆ มาพูดกันดีกว่า นั้นถุกหล่อหลอมกลายเป็นเบ้าหลอมความจริงของประเทศนี้กัน
ในเมื่อสื่อสะท้อนความจริง และหากสื่อไม่สามารถพูดความจริงได้ จะเรียกว่า สื่อได้หรือ
หรือจะให้ใครสักคนพูดว่า บางเรื่องตายก็บอกไม่ได้กันแน่
อืม...น่าคิดนะครับ
(1) ข้อมูลจากวารสาร Crop Magazine ม.กรุงเทพ ฉบับที่ 2 ปี 2554 บทสัมภาษณ์ค้นหาความลับในสวนหลังบ้าน
บล็อกของ Mister American
Mister American
คงไม่มีอะไรต้องพูดมากนอกจากนี่คือ ภาพยนตร์ซอมบี้ที่ดีที่สุดในรอบหลายปี และที่สำคัญนี่ไม่ใช่หนังที่สร้างโดยฮอลลีวู้ดแต่เป็นเกาหลีใต้ ประเทศที่มีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเอเชียที่เรียกว่าเป็นเบอร์หนึ่งไปแล้วในด้านคุณภาพของหนังที่นอกจากฮอลลีวู้ดแล้วมีเพียงประเทศนี้ที่ทำหนังออกมาได้สากลและสนุกในแบบที่ทุก
Mister American
ยังคงเป็นช่วงเวลาเศรษฐกิจยังไม่มีวี่แววว่าจะ ฟื้นตัวเสียที ในช่วงปลายปี 2015 นี้ทุกอย่างยังคงมองไม่เห็นว่า อนาคตจะเป็นเช่นไร กระนั้นเองสำหรับงานหนังสือแห่งชาติ เดือนตุลาคมนี้ยังคงเป็นช่วงเวลาร้อนแรงของบรรดาค่ายไลท์โนเวลต่าง ๆ มากมายที่ต่างเตรียมกระสุนดินดำ หรือ ออกหนังสือมาเพื่อจูงใจนักอ่านทั้งหล
Mister American
ความสำเร็จครั้งมโหฬารของภาคที่สี่ของแฟรนไชส์ Jurassic Park อย่าง Jurassic World นั้นเรียกได้ว่า เป็นการหักปากกานักสังเกตที่คาดเดาว่า ภาคต่อของไดโนเสาร์ภาคนี้อาจจะทำเงินได้ไม่มากนัก ทว่า การเปิดตัวในอเมริกากว่า 200 ล้านเหรียญในเวลาเพียงสามวันจนทำลานสถิติของ
Mister American
ท่ามกลางความเงียบงันสถาวะเงินฝืดที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยปีนี้มีสภาพเรียกว่า ย่ำแย่ที่สุดในหลายปี ผู้คนไม่ยอมจับจ่ายใช้สอยกันยกเว้นเพียงจำเป็นทำให้สถาวะของประเทศค่อนข้างเงียบ บริษัทหลายบริษัทต่างเจ็บตัวเข้าเนื้อกันไปตาม ๆ กันทำให้หลายคนคาดการณ์ว
Mister American
“บางระจัน บางระจัน บางระจัน ไม่อาจยืนอยู่ทุกวันเพ็ญเดือนสิบสอง บางระจัน บางระจัน บางระจัน ไม่อาจยืนอยู่ถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง”
Mister American
ถ้าให้พูดล่ะก็นี่ก็เป็นเวลาครบรอบสามปีแล้วกระมั้งครับนับจากการล่มสลายของค่าย Bliss publishing ค่ายหนังสือยักษ์ใหญ่ที่ปิดตัวลงไปและทำให้กระแสหนังสือเล่มเล็กอย่างไลท์โนเวลนั้นกลายเป็นหนังสือกระแสหลักที่หลายค่ายพากันกระโจนเข้ามาร่วมสมรภูม
Mister American
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้นวงการภาพยนตร์ไทย ไม่สิ ต้องบอกว่า วงการภาพยนตร์เมอร์เชียลอาร์ตของโลกนั้นต้องสูญเสียปรมาจารย์ สุดยอดนักสู้ของโลกไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้ว่า ชื่อเสียงของชายคนนั้นจะแทบไม่เป็นที่สนใจของสื่อหรือคนไทยมากนัก หลายคนถึงกับงุนงงว่
Mister American
ย้อนเวลากลับไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เราคงได้เห็นนโยบายคืนความสุขให้กับประชาชนของ คสช อย่างการเปิดโรงภาพยนตร์เมเจอร์ให้ชมภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาคที่ 5 กันไปบ้างแล้ว แน่ล่ะว่า หลายคนคงจดจำภาพของบรรดาผู้คนที่พากันยื้อแย่งก
Mister American
ต้องบอกว่า นี่คือ อนิเมะที่มาแรงแซงทางโค้งที่สุดในซีซั่นที่ผ่านมาเลยทีเดียว ท่ามกลางกระแสอนิเมะฟอร์มยักษ์เรื่องอื่น ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมามากมายและหลายคนคาดว่า อนิเมะที่ถูกดัดแปลงมาจากไลท์โนเวลชื่อเดียวกันของ ยู คามิยะ นักเขียนการ์ตูนที่อ
Mister American
ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองไทยที่ถึงจุดพลิกพันอีกครา หลังเกิดการัฐประหารขึ้นอีกครั้งได้ส่งผลกระทบต่อวงการภาพยนตร์โดยรวม แน่ล่ะว่าภาพยนตร์ไทยที่สามารถทำรายได้มหาศาลในตอนนี้นั้นคงไม่พ้นหนังอย่าง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาคที่ 5 ยุทธหัตถีที่กวาดร
Mister American
ถ้าพูดถึงหนังซัมเมอร์บล็อกบัสเตอร์ในปีนี้ที่ผมอยากดูใจจะขาดชนิดว่า แทบคลั่งแบบรอไม่ไหวแล้วที่จะต้องไปดูให้ได้นั้นย่อมไม่มีหนังเรื่องไหนทำให้ผมเกิดอาการคลั่งได้มากพอ ๆ กับหนังเรื่อง ก็อตซิลล่า (Godzilla) ของ กาเรธ เอ็ดเวิร์ด ที่เป็นการนำก็อตซิลล่