อาจารย์สุธาชัยกับท่วงทำนองที่เรียบง่าย

ความตายสำหรับบางคนนั้นหนักกว่าขุนเขา  สำหรับบางคนนั้นเบากว่าขนนก

โดยจุดยืนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมของ อาจารย์ยิ้ม เป็นที่ประจักษ์ไม่เพียงแต่ในแวดวงอดีตมิตรสหายร่วมรบเท่านั้น ยังเป็นที่ซาบซึ้งแก่คนทั่วไปในขบวนประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกชั้นชน เฉพาะในช่วงระยะ 10ปีก่อนเสียชีวิต ยิ่งแน่วแน่ ยิ่งสม่ำเสมอ  มีคนจำนวนมหาศาลได้พลิกเปลี่ยนความรับรู้ของตน ได้มองเห็นอีกด้านของความจริง ได้เข้าใจรากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้น  ปรับความรับรู้ที่เคยสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง มามองปัญหาอย่างเป็นระบบ เข้าใจถึงประวัติศาสตร์ที่มาของมันและทิศทางที่มันจะต้องเป็นไป คุณูปการของ อาจารย์ยิ้มเหล่านี้  ถ้าจะเขียนถึงแล้ว อาจกล่าวได้ว่า “เขียนเท่าไรก็น้อยไป“

อันความรู้นั้น ถ้ารู้แต่เราเพียงผู้เดียว ก็มีไว้แค่ประดับตนเองเท่านั้น  มีแต่นำความรู้นั้นไปใช้ จึงจะเกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก เกิดประโยชน์ต่อสังคม  วิชาประวัติศาสตร์นั้นการจะไปรับรู้และมีทัศนะที่ถูกต้องกับมันก็ว่ายากแล้ว การนำไปใช้ยิ่งยากกว่า อาจารย์ยิ้ม ทำสิ่งเหล่านี้ได้สำเร็จ ทั้งๆที่ทำในช่วงเวลาที่การต่อสู้ทางการเมืองแหลมคม 

เพราะเหตุใด อ.ยิ้ม จึงสามารถทำได้และได้อย่างดีด้วย

ข้อสังเกตุประการหนึ่งคือแกมีท่วงทำนองที่ดี ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเวลาที่พูดหรือบรรยายเท่านั้น แต่การใช้ชีวิตตามปกติ ก็เป็นแบบ เรียบง่าย เป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย ไม่แสดงอะไรที่เหนือกว่าชาวบ้าน กินอยู่หลับนอนง่ายๆ คนที่ต่างฐานะ ต่างวัย ไม่รู้สึกว่าต้องพินอบพิเทาแต่อย่างใด ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นมิตร เป็นคนกันเอง กล้าซักกล้าถาม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญเบื้องต้นของการรับรู้

สิบกว่าปีมาแล้ว ครั้งหนึ่งผมไปรอฟังแกและคณะจะมาบรรยายที่ในตัวอำเภอ แกต้องไปบรรยายที่อื่นก่อน เมื่อใกล้เวลาแกเดินทางมาโดยรถด้วยการนั่งในกระบะท้ายรวมกับคนอื่นๆจนเต็มกระบะ หัวหูของทุกคนแดงไปด้วยฝุ่นจากถนนลูกรัง จนแกลุกขึ้นผมจึงจำได้ เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังที่ยืนอยู่ข้างๆ ชวนผมสนทนาว่า “คนนั้นเป็นดอกเตอร์เชียวนะ“ ผมถามกลับไปว่า “เขาพูดดีไหม?“ ท่านผู้นั้นตอบว่า “ผมมาฟังสองครั้งแล้ว เวลาแกพูด เหมือนพ่อผมสอนลูกๆตอนกินข้าวเย็นเลย“

อ.ยิ้ม จึงไม่เพียงแต่เป็นที่เคารพของมวลชนเท่านั้น ยังเป็นที่รักด้วย

เมื่อเราเคารพรักใคร ก็ย่อมสนับสนุนคนคนนั้น สนับสนุนสิ่งที่เขาทำ  สนับสนุนแนวทางของเขา เมื่อเขาเสียชีวิตไป ก็กระทำสิ่งนั้นต่อจากเขาไปด้วยความมุ่งหมายที่จะให้ ดีกว่า ได้ผลมากกว่า จนกระทั่งสำเร็จ ผมคิดว่านี่เป็นการแสดงความเคารพรักอย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าจะกล่าวสำหรับนักกิจกรรมและผู้ที่เคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองแล้ว ควรต้องศึกษาท่วงทำนองของ อาจารย์ยิ้ม นอกจากจะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จในการผนึกกำลังกับคนส่วนใหญ่แล้ว ยังเป็นการเปิดแนวรบทางด้านวัฒนธรรมขึ้นมาอีกแนวด้วย

" อาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย "

 

กลางปี 2555 สหายประชา ขึ้นไปเยี่ยมยามเขตงานเก่า ลุงพินิจ ได้ฝากคำเชิญให้สหายเหล่ายาและสหายเหล่าเล่ง ขึ้นไปร่วมงานบุญใหญ่ฤาษี ที่ม่งควะ ในเดือนมีนาคม 2556 แกกำชับมาว่า บรรดาสหายรุ่นบุกเบิกที่ยังเหลืออยู่ก็อายุมากๆกันทั้งนั้น ดังนั้น การพบกันครั้งนี้ อาจเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย