Skip to main content



ไม้หนึ่ง ก. กุนที
- เป็นใคร?

สำหรับคนที่ไม่ได้สนใจงานเขียนประเภทกวีนิพนธ์หรืองานวรรณกรรม ก็มีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะตั้งคำถามนี้ แต่สำหรับแวดวงนักเขียนหรือคนที่สนใจงานวรรณกรรม ย่อมรู้จักเขาดีว่าเขาคือหนึ่งในกวีหัวก้าวหน้าที่มีความสามารถสูงในด้านฉันทลักษณ์จนก้าวพ้นกรอบกฎเกณฑ์ของฉันทลักษณ์ไปได้อย่างสง่างามและพยายามที่จะให้ฉันทลักษณ์รับใช้ศิลปะ มีชีวิตชีวา มากกว่าเพียงแค่ถ้อยคำไพเราะเพราะพริ้ง

ไม้หนึ่ง ก. กุนที เป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรมมานานเกือบยี่สิบปี (ประมาณการเอาจากผู้เขียนที่เคยเห็นผลงานของเขา แต่เขาเริ่มเขียนมานานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้) ในช่วงที่เขามีชื่อเสียงมากๆ บทกวีของเขาได้ลงในมติชนสุดสัปดาห์ทุกอาทิตย์ ด้วยความโดดเด่นในแง่การเขียนบทกวีอย่างมีสไตล์ มีลักษณะเฉพาะ และมีวิธีคิดที่ก้าวหน้าจากกวีรุ่นเดียวกันมาก

วันนี้ชื่อเสียงของ ไม้หนึ่ง ก. กุนที กลับมาฮือฮาและร้อนแรง ร้อนเร่า (คนละเรื่องกับบุคลิกเยือกเย็น สุขุม ของเขา) อีกครั้ง ด้วยเพราะเขาประกาศตัวชัดเจนว่าเขาอยู่ฝ่ายเสื้อแดง ในท่ามกลางที่กวีใหญ่กวีน้อยบางคนเลือกเสื้อเหลือง และหลายคนไม่กล้าเลือก (ไม่เจ็บตัวดี)

หลายเดือนมาแล้วที่ท่าทีของ ไม้หนึ่ง ก. กุนที ชัดเจนขึ้นจากบทกวีในหน้ามติชนสุดสัปดาห์ จนพักหลังมานี้เขาหายไปจากหน้ากระดาษ ทว่ากลับผงาดบนเวทีคนเสื้อแดงอย่างสง่าผ่าเผย (ในขณะที่นักเขียนส่วนใหญ่มักจะสำรวมตนไม่กล้าข้องแวะสีใดเพราะกลัวแปดเปื้อน กลัวถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของนักการเมือง โดยเฉพาะพวกเสื้อแดง ใครๆ ก็ว่าเอาเงินซื้อคน จ้างมาม็อบทั้งนั้น เลือกสีแดงไม่เท่!) เขาปฏิบัติหน้าที่ของนักเขียนคนหนึ่งอย่างเข้มข้นและทรงพลังที่สุด ซึ่งนานนักหนาแล้วที่ไม่มีบทกวีเช่นนี้ปรากฏในประเทศของเรา ทั้งคมคาย ทั้งชัดเจน ทั้งครบถ้วน ทั้งมีชั้นเชิง ทั้งตอกย้ำและอิงประวัติศาสตร์อย่างเข้าใจถ่องแท้หมดจด

และนี่คือบทกวีที่สั่นสะเทือนที่สุดในจักรวาล "สถาปนาสถาบันประชาชน"

ไม้หนึ่ง ก.กุนที อ่านบทกวีชิ้นนี้ในงาน Thai Poet Forum เมื่อ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ใครต่อใครต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทรงพลังและเรียกอารมณ์คล้อยตามได้มากที่สุด

โดยเฉพาะในงานนี้กวีอย่าง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร่วมอยู่ด้วย (เป็นที่รู้กันว่าอยู่ฝ่ายเสื้อเหลืองชัดเจน) ทว่าบทกวีของกวีรัตนโกสินทร์กลับไม่อาจสะกดคนฟังได้เลย ตรงข้ามกับไม้หนึ่งที่ใครบางคนต้องขอไปจับไม้จับมือเมื่อเขาเดินลงมา

ทั้งหมดนี้มีคนอื่นเล่ามา จึงขออนุญาตเล่าต่อ จริงเท็จประการใดขอให้ทำใจว่านี่คือข้อมูลชั้นสอง
ฉันไม่ได้เห็นด้วยตา ไม่ได้ยินกับหู ว่าพี่ไม้หนึ่งอ่านบทกวีด้วยน้ำเสียงอย่างไร
แต่เพียงแค่ได้อ่านบทกวีชิ้นนี้ ก็ขนลุกแล้ว

ขอค้อมหัวคารวะพี่ท่านมา ณ โอกาสนี้

สถาปนาสถาบันประชาชน

            เราไม่ปกป้องการอภิวัฒน์                            สายลมปฏปักษ์จึงพัดหวน
การรื้อสร้างไม่อาจทำอย่างนุ่มนวล                ทุกชิ้นส่วนต้องกล้านับ 1 ใหม่

เราไม่ปกป้องการอภิวัฒน์                            กระบวนทรรศน์เสรีไม่ขยาย
2475 พริบตาเป็นอาชาไนย                         แล้วก็กลับเป็นงัวควายเหมือนๆ เดิม

เราไม่ปกป้องการอภิวัฒน์                            สิทธิ หน้าที่ แจ่มชัดไม่ทันเริ่ม
ลงหมุดแล้วไม่ตอกต่อเสาเติม                      เอาเครื่องเรือนไปปลูกเสริมสร้างเวียงวัง

เราไม่ปกป้องการอภิวัฒน์                            อำนาจรัฐ เศรษฐกิจ จึงล้าหลัง
เงินในบ้านชาวนามีน้อยจัง                           แต่สะพรั่งแน่นวองขาวในพานทอง

คณะราษฎร์คือเด็กสาว                               มีความรัก เยาว์วัยได้ตั้งท้อง
ถ้าพวกคุณเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง                    เลือกทำแท้งหรือจะบำรุงครรภ์

เด็กในท้องอาจคลอดเป็นผู้แทนถ่อย             ชั่วหรือดีอยู่ที่เลี้ยงสร้างสรรค์
อดทนคอยให้เขาพัฒนาการ                         ย่อมเติบใหญ่สมบูรณ์งามตามเวลา

แต่...
บางคนสร้างยุทธศาสตร์ "ราษฎร์ไม่พร้อม"      คุณไม่เคยยินยอมให้เราก้าวหน้า
เฝ้าแทรกแซงแบ่งแซะเสมอมา                     เป็นประชาธิปไตยใจพิการ

ใจพิการเพราะประชาไร้อำนาจ                     ความเป็นชาติอยู่ในกำมือทหาร
การตัดสินของหมู่ตุลาการ                           ไม่พิพากษาในนามมหาชน

วางระเบิดระบบการศึกษา                            ถึงเวลามืดบอดไม่เห็นหน
ทัศนวิสัยใบ้จำนน                                      ปัญญาชนบื้อพันหลักสนตะพาย

ชนชั้นกลางกลวงว่างเปล่าสมอง                    บกพร่องทำปัญญาเสื่อมสูญหาย
ชีวิตไหวเบาหวิวปลิวสยาย                           แย่กว่าควายไม่มีใครยอมไถนา!

เขารวมตัวคืนอำนาจให้บางคน                      ยืนเดินนั่งตะโกนกันคลั่งบ้า
กู่ป่าวๆ เอาประเทศไทยคืนมา                      คืนมาจากกำมือประชาไท

ความก้าวหน้าปรากฏในชนชั้นล่าง                 การเลือกตั้งปี 50 ยืนยันได้
กองทัพยึดเบ็ดเสร็จกุมกลไก                       แต่ไม่สามารถบล็อกโหวตทหารเกณฑ์

เพราะว่าคุณประมาทราษฎร                         ทุกครั้งเคยเขย่าคลอนหัวเล่น
เขาเอียนรสคุณธรรมทนลำเค็ญ                    เลือกประชาธิปไตยเส้นทางทุน

เหนื่อยอาภัพหยาบกร้านมานานนัก                ข้าวปลาผักคุณปรุงกินกันหอมกรุ่น
แต่ตอบแทนเขาด้วยเนรคุณ                         กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นเสมอมา

การเมืองไทยก้าวหน้าไปมาก                       แม้แต่นายสมัครก็ยังมีความก้าวหน้า
แสงแห่งทุนปลุกปฏิกิริยา                            เร่งทำมาค้าขายขยายคลัง

การเมืองไทยก้าวหน้าไปมาก                      คนรากหญ้ายิ่งไม่ยอมอยู่ล้าหลัง
ชัดเจนสิทธิ์หน้าที่มีกำลัง                            เริ่มก่อสร้างยุคศรีอาริย์ด้วยมือตัว

เสรีชนแพร่ลามเหมือนแบคทีเรีย                  แทะนรกสวรรค์แบ่งดีชั่ว
เหลือเพียงพุทธปัญญาชัยมืดมัว                   บัว 4 เหล่ารกทุกชั้นฐานันดร

นับปีผ่านจาก 17 มา 40                              รัฐธรรมนูญพัฒนาครึ่งมาค่อน
แม้หมกเม็ดแทรกซึมบางบทตอน                  เช่นองค์กรอิสระของบางใคร ?

แต่ก็ถือว่าเกือบจะเต็มใบอยู่                         รอเพียงผู้นำความคิดที่สดใหม่
ล้างงมงายชนชั้นนำโบราณภัย                      ฝ่าตีนใหญ่กดหัวเลอะฝุ่นละออง

การรุกคืบของอำนาจประชาชน                     คนหลายกลุ่มคิดเล่ห์กลขึ้นปกป้อง
สามัคคีให้คนดีรุมปกครอง                          ล้างสมองปรองดองเพื่อแผ่นดิน

แผ่นดินหรือแท้คือประชาราษฎร์                   ทับถมร่างเปื่อยเป็นชาติครอบคลุมสิ้น
เลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาก่อชีวิน                         เกิดฟอสซิล ทอง เพชร นิล จินดา

ธาตุกระดูกสามัญชนซึมรากข้าว                   รวงข้าวเหนียวข้าวเจ้าอุดมค่า
เหลืองทิพย์ทองผ่องทุ่งปรุงท้องนา                เลี้ยงขุนศึก อมาตยา ไม่รู้คุณ

แผ่นดินหรือคือสมบัติไทยทั้งชาติ                 เลี้ยงเจ้าทาสมูลนายมาทุกรุ่น
2475 สิ้นยุคฤทธิ์สิทธิ์สมบูรณ์ฯ                    คุณเกิดจากราษฎรการุณนะภูมี

            คุณแทบเป็นหุ้นส่วนทุกบริษัท                      ผลกำไรไม่จำกัดทุนวิถี
กินล้นเหลือเจริญเกินอ้วนพี                         ขณะผองคนมากมีไม่มีกิน

เหงื่อทั้งปวงที่คุณเปลืองพลัง                       แค่ละอองชนชั้นล่างทั่วท้องถิ่น
เขายากจนทนทุกข์ขลุกโคลนดิน                  คือตัวจริง ผลิตสินสมบัติเมือง

ประชาชนของคุณคือคนไหน                       คนสมบูรณ์หน้าใสใส่เสื้อเหลือง?
คนเสื้อแดงมอมแมมแสนฝืดเคือง?               คนเซื่องซึมจรจัดขาดอาภรณ์?

ความเป็นชาติของคุณอยู่ที่ตรงไหน...            สิเนรุอำไพเผือกสิงขร?
เราคือฐานพีระมิดประชากร                         กัดกร่อนเราคุณก็ล้มลงระยำ!

ผมอยากชวนพวกคุณไปสนามหลวง             ที่สำคัญของปวงไทสยาม
สัมผัสดินดิบด้านผ่านเคี่ยวกรำ                     เลี้ยงแถวแนวมะขามละลานตา

ช่างเหมือนกับมวลประชามหาศาล                ผู้หยาบกร้านพันธุ์ต่ำแต่ล้ำค่า
คือเข็มรากฐากหลักนัครา                           ปลูกผลิตเนื้อผักปลาข้าวของจริง

ไม้มะขามธรรมดาหม่นสีสัน                        ไม่ผ่องพรรณสดใสดอกใบกิ่ง
แต่ต้นแกร่งต้านพายุยากไหวติง                   เป็นที่สิงวิญญาณวีรชน

ไปจับมือเดินบนแผ่นดินประวัติศาสตร์            ลุกฮือขึ้นอภิวัฒน์ใหม่อีกหน
ขวางคิ้วเฉยกัดฟันไม่จำนน                          เป็น 1 ในมหาชนโดยชอบธรรม

จะสมหวังวันที่ดีกว่านี้                                 มีกินใช้เพียงพอทุกเช้าค่ำ
สลายหมดหมู่เมฆทะมึนดำ                          ข้าวทุกคำเคี้ยวกินเองอิ่มสมบูรณ์
                                                            ข้าวทุกคำเคี้ยวกินเองอิ่มสมบูรณ์                 

                                                            ไม้หนึ่ง ก.กุนที

(ปล. ตอนหน้ามาอ่านปฏิกิริยาของคนฟัง คนอ่าน และผลกระทบหลังจากการอ่านบทกวีบทนี้ รวมถึงความคิดอันเฉียบแหลมของเขา)

บล็อกของ สร้อยแก้ว

สร้อยแก้ว
  นึกไม่ออกแล้วว่าเคยไปร่วมงานวันเด็กครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่พยายามนึก...ลูกก็ยังไม่มี หลานรึ ก็ไม่เคยได้พาไป เพราะไม่ค่อยได้อยู่บ้านงานวันเด็กครั้งสุดท้ายของตัวเองน่าจะเป็นตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.๖ นั่นแหละ เพราะหลังจากนั้น พอขึ้นชั้น ม.๑ ความแก่แดดแก่ลมของฉันก็พลันให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาววัยรุ่นแล้ว ไม่ใช่เด็ก จึงไม่เคยไปวอแวงานวันเด็กอีก ไม่อย่างนั้น เค้าจะหาว่าเด็กจนปีใหม่นี้ฉันมีโอกาสไปนอนมองพระจันทร์กลางทุ่งนา มองฟ้าพร่างดาวเคลื่อนคล้อยข้ามคืนข้ามปีในช่วงปีใหม่ที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ก็เลยได้อยู่ยาวมาเรื่อยจนถึงงานวันเด็กของหมู่บ้าน
สร้อยแก้ว
นั่งดูบอลคู่นี้อย่างไม่ตั้งใจนัก เผอิญว่ากดรีโมทโทรทัศน์มาเจอเข้าพอดี เลยคิดว่าอยากจะเชียร์บอลไทยสักหน่อย ดูเวลาการแข่งขันตอนนั้นก็เข้าสู่นาทีที่เจ็ดสิบกว่าแล้ว ไทยนำอยู่ 2-1 ดูไปได้ไม่ทันไร ก็มาถึงจังหวะการกระโดดแย่งบอลกันกลางอากาศ นักเตะไทยเป็นฝ่ายกระโดดได้สูงกว่าและโดนลูกบอล แต่เมื่อเท้าแตะถึงพื้น นักเตะไทยวิ่งต่อ ส่วนนักเตะเลบานอนลงไปนอนกับพื้น เอากุมหัว ดิ้นอย่างเจ็บปวดสักพักเมื่อเขาลุกขึ้น สิ่งที่เห็นก็คือเลือดอาบหน้าและสองมือที่กุมเอาไว้ เลือดออกเยอะมากขนาดที่เห็นแล้วต้องเบะปาก ขณะที่เพื่อนร่วมทีมวิ่งมาดู นักเตะไทยเดินยิ้ม ยักไหล่ แพทย์สนามก็มาช้าเหลือเกิน เกมรึ…
สร้อยแก้ว
หลังการจากไปของพี่ปุ๋ย (นันทโชติ ชัยรัตน์) วันหนึ่งของต้นฤดูหนาว พี่แป๊ะ ภรรยาพี่ปุ๋ยก็มีดำริจะปลูกบ้านเป็นของตัวเองเสียที โดยพี่แป๊ะได้ซื้อไม้จากบ้านเก่าหลังหนึ่งไว้ ก่อนการเริ่มต้นปลูกบ้าน พี่แป๊ะจึงต้องหาคนมารื้อเอาไม้จากบ้านเก่าก่อน ซึ่งก็ได้น้องนุ่งแรงดีจากลุ่มน้ำมูนและหนุ่มในเมืองอย่างเอก และผู้อาวุโสแต่หัวใจวัยรุ่นอย่างพ่อถาหนึ่งในแกนนำปากมูน แห่งบ้านนาหว้า มาช่วยกันคนละไม้ละมือ
สร้อยแก้ว
(ขอความกรุณาสวมเสื้อขาว, สีฟ้า หรือสีที่ดูเหมาะสม ยกเว้นอย่าสวมเสื้อสีเหลืองหรือสีแดง เพราะจะทำให้แตกสามัคคี) ข้อความในวงเล็บนี้ทำเอาฉันอมยิ้มจนเกือบเผลอหัวเราะนี่คือจดหมายเชิญเดินเทิดพระเกียรติของชมรมผู้สูงอายุตำบลหารแก้วที่ประธานชมรมถึงกับควบมอเตอร์ไซค์แถดๆ มาหาพ่อถึงบ้าน
สร้อยแก้ว
 ฉันมีโอกาสไปร่วมงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๑๐ ปีนี้ เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รางวัล มีความหมายอย่างไรต่อชีวิตคนบ้าง ลองเปิดพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานดู เขาก็บอกว่ารางวัลคือ สิ่งของหรือเงินที่ได้มาจากความดี ความชอบ หรือความสามารถย้อนทบทวนตอนเด็กๆ รางวัลแรกของฉันมาจากการวิ่งได้ที่ ๓ จากการวิ่งแข่งกันสี่คน (เกือบไป!) โชคดีได้ขึ้นแท่นรับรางวัลกับเขา ยิ้มแก้มแทบปริ และเมื่อถึงบ้านก็รีบเอาสมุดดินสอมาให้พ่อกับแม่ดู
สร้อยแก้ว
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ภาพของเพื่อนสนิทคนหนึ่งในวันที่เข็นรถเด็กที่มีเด็กหญิงวัยแปดเดือนนั่งยิ้มแฉ่งเดินเล่นยามเย็นนอกเมืองก็โผล่ขึ้นมาในห้วงคำนึงในวันฝนตก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลยสักนิด เธอดูมีความสุขปลอดโปร่งใจดีเหลือเกิน เธอบอกฉันว่า แต่ก่อน เธอมองชีวิตแบบเอ็นจีโอ ใส่เสื้อผ้าฝ้าย ใช้ข้าวของอย่างประหยัด หน้าตาไม่แต่ง เธอเชื่อมั่นในวิธีคิดแบบนั้น ศรัทธาคนเหล่านั้น แต่วันเวลาก็ทำให้เธอเห็นว่าคนเหล่านั้นก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ดีอย่างที่เรามอบความศรัทธาให้ เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงใช้ชีวิตตามแนวคิดอย่างนั้นได้อย่างเชื่อมั่นอยู่ตั้งหลายปี…
สร้อยแก้ว
สำหรับนักเขียน ยามคอมพิวเตอร์มีปัญหานับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะแต่ละวันไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ลูบๆ เคาะๆ วันละนิดละหน่อยจนเคยชิน ครั้นเมื่อมันเกิดปัญหาขลุกขลัก แม้จะรู้สึกเซ็งๆ แต่ก็ต้องทนหอบหิ้วมันไปหาช่าง – คนที่เราคิดว่าเขารู้ดีกว่าเราแต่การเลือกช่างก็เหมือนการเลือกหมอรักษาอาการป่วยของเรานั่นแหละ หากยามใดเราไปเจอหมอที่วินิจฉัยโรคเราผิด จากที่ไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่กลับบอกว่าเป็นโรคร้ายต้องผ่าตัดไปหลายยก เจ็บกาย เสียเวลา เสียเงิน เพื่อที่จะพบว่า ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย ความรู้สึกโกรธและไม่อาจทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ…
สร้อยแก้ว
ชาวบ้านห้วยสะคามตื่นเต้น ใช้ไฟฟรี ประหยัดกันยกใหญ่! อยากให้พาดหัวข่าวแบบนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์บ้างจัง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กมากของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งใหญ่หลวงของบ้านเมืองยามนี้ นโยบายอะไรๆ ของรัฐบาลก็ไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากเกี่ยวกับนโยบายประชานิยม แต่ว่าพอเข้าใจหัวจิตหัวใจของชาวบ้านตาดำๆ ซึ่งเวลาลงคะแนนเลือกตั้งเสียงของเขาก็มีค่าเท่ากับศาสตราจารย์หรือด๊อกเตอร์ในเมืองไทย เขาก็มองเห็นผลดีผลได้เท่าที่จับต้องได้ ไม่ต้องอ้างเอ่ยว่าเขาซื้อเสียงง่ายหรอก แต่เขาเห็นว่าเขาได้อะไรจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (ยุคทักษิณ) เขาถึงเลือกและชอบ
สร้อยแก้ว
ภาพจาก http://www.blogth.com/blog/ddimg/uploadimg/20070514/093435918.jpgอาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นคอบอล เป็นแค่ผู้นิยมกีฬาฟุตบอลก็คงต้องอยากดูเกมระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับเชลซีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมาว่าจะเป็นอย่างไร เปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก เชลซีเดินหน้าชนะทุกนัดเก็บมาได้เก้าคะแนนเต็ม เป็นการออกสตาร์ทที่สวยงามและทั้งนักเตะทั้งแฟนบอลเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ขณะที่แชมป์เก่าอีกทั้งยังเป็นแชมป์ถ้วยฟุตบอลสโมสรยุโรปซะด้วย กลับเก็บมาได้เพียงสี่คะแนน แพ้บ้าง เสมอบ้าง จนแฟนๆ ชักใจคอไม่ดี แม้ฤดูกาลที่แล้วก็ออกสตาร์ทไม่ดีเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ได้ถ้วย…
สร้อยแก้ว
โขงเจียมคือชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเมืองที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามเพราะอยู่ทิศตะวันออกสุดของประเทศ และยังเป็นที่รู้จักอีกในฐานะที่มีแม่น้ำสายสำคัญของอีสานสองสายมาบรรจบคือแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง จุดที่บรรจบกันนั้นเรียกกันอย่างไพเราะว่า แม่น้ำสองสี โขงสีขุ่น มูลสีคราม (แต่ตอนนี้ขุ่นทั้งคู่ หากอยากเห็นมูลสีครามน่าจะเป็นช่วงหน้าแล้ง) โขงเจียมมีฐานะเป็นอำเภอ แต่อำเภอนี้เล็กเหมือนหมู่บ้าน ค่ำมาราวสักสองทุ่มก็เงียบแล้ว บางบ้านเข้านอน บางบ้านอาจจะยังนั่งพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน แต่คุยกันอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก สงบดีเหลือเกิน…
สร้อยแก้ว
ฤดูฝน นาพ่อสนเขียวไสวด้วยต้นข้าว ยามเช้าน้ำค้างชุ่มหญ้า ชุ่มพุ่มไม้ ครั้นเมื่อแสงแดดโผล่พ้นจากหมู่เมฆ ท้องนาสีเขียวยิ่งดูกระจ่างตา เหลียวมองรอบๆ แสนสบายตาสบายใจ เอ แล้วดอกอะไรกันหนอสีแดงขาว เป็นพุ่มไม้ใหญ่อยู่หน้าเถียงนาอีกแห่งนั่น ? เห็นแล้วก็อดคว้ากล้องเดินย่ำน้ำค้างบนคันนาไปหาดอกไม้นั้นไม่ได้ ไพจิตรเห็นก็วิ่งตามโดยทันใด เธอไม่ใส่รองเท้า ฉันบอกระวังหนาม ไพจิตรเงยหน้าขึ้นมองไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้ม เธอทำให้ฉันอดคิดถึงครั้งหนึ่งเมื่อเราไปเที่ยวช่องเม็ก ด่านชายแดนลาวด้วยกัน
สร้อยแก้ว
ฉันถ่ายรูปไพจิตรไว้หลายรูปทีเดียว จนอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงเธออีกครั้ง ด้วยความที่เธอบริสุทธิ์เหลือเกิน บ้านของไพจิตรอยู่ในหมู่บ้าน แต่เธอและครอบครัวมักชอบไปนอนเถียงนาที่มีวัว ควาย หมู หมา ไก่ เป็นเพื่อน ในหมู่บ้าน บ้านเรือนมักจะปลูกติดๆ กัน อันเป็นธรรมดาของสังคมหมู่บ้าน ซึ่งสมัยก่อน บ้านเรือนอาจปลูกไม่ชิดกันมากขนาดนี้ แต่เมื่อลูกหลานสร้างครอบครัวกันขึ้นมาใหม่ เริ่มปลูกบ้านหลังใหม่เพิ่ม ลักษณะหมู่บ้านจึงดูหนาแน่นขึ้น ครอบครัวของพ่อสนซึ่งรักความสันโดษเลยพากันไปนอนเถียงนาที่แสนจะเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และฉันก็มักไปนอนที่นั่นด้วยบ่อยๆ