Skip to main content

 

 

สมยศ  พฤกษาเกษมสุข

4  ตุลาคม 2556

 

ความพยายามของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตยรัฐสภาต้องประสบกับความล้มเหลวและพ่ายแพ้ลงอย่างราบคาบหลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นไม่มีการขุดรากถอนโคนฐานอำนาจจารีตนิยมที่ครองอำนาจเศรษฐกิจการเมืองไทยมายาวนาน

รัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ ในปี 2500  ต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลเผด็จการถนอม – ประภาส นำสังคมไทยสู่ยุคมืด เพื่อฟื้นฟูอำนาจจารีตนิยม และการพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น ผลก็คือนักศึกษา ประชาชนได้ลุกขึ้นสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นจุดเริ่มต้นของความตื่นตัวทางการเมืองและประชาธิปไตยเบ่งบานในสังคมไทย แต่ทว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเพียงการแสดงออกถึงความไม่พอใจที่มีต่อเผด็จการทหาร โดยยังมองไม่เห็นถึงโครงสร้างอำนาจจารีตนิยม และอำมาตยาธิปไตยที่มีอิทธิพลกำกับความเป็นไปทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย ดังนั้นถัดมาอีก 3 ปีเกิดรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ทำลายเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยการใช้ความอำมหิตป่าเถื่อน เข่นฆ่านิสิตนักศึกษา และปราบปรามขบวนการประชาชนอย่างทารุณโหดร้าย แต่อย่างไรก็ตาม สำนึกประชาธิปไตย 14 ตุลาคมได้หยั่งรากลึกในสังคมไทยจนไม่อาจทำลายได้อีกต่อไป

ผลพวงของการลุกขึ้นสู้และการพลีชีพของวีรชนประชาธิปไตยจึงถูกช่วงชิงไปโดยพรรคการเมืองฝ่ายจารีตนิยมต่อเนื่อง จนถึงยุคของประชาธิปไตยครึ่งใบ เมื่อพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่าง 2522 – 2530 ฟื้นฟูอำนาจเก่า จารีตนิยมให้มีอำนาจเหนือการเมืองไทย ทั้งทางตรง ทางอ้อม แต่ทว่าการขยายตัวของคลื่นลูกที่สามในยุคโลกาภิวัฒน์ กลุ่มทุนนิยมเสรีเติบขึ้นในสังคมไทยนำมาสู่การปฏิรูปการเมืองครั้งที่หนึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 2540 ผลักดันสังคมไทยสู่ความทันสมัยทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างทางการเมืองยังคงล้าหลังเหมือนเดิม กลุ่มอำนาจจารีตนิยมจึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยในทุกด้าน

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549  คือความพยายามจะเหนี่ยวรั้งสังคมไทยไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าในกระแสโลกาภิวัตน์ ในทางการเมืองคือ การเรียกร้องนายกพระราชทาน การใช้วิธีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนการเลือกตั้งจากประชาชน การใช้ตุลาการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหาร ฯลฯ ในทางเศรษฐกิจคือ การต่อต้านความทันสมัย ต่อต้านโลกภิวัตน์อย่างคับแคบในทางสังคม คือ การเรียกร้องลัทธิคลั่งชาติ การส่งเสริมสังคมแบบไพร่ฟ้ายอมจำนนต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ฯลฯ

40 ปี 14 ตุลาคม อำนาจอธิปไตยยังไม่ได้เป็นของปวงชนชาวไทย เครือข่ายกษัตริย์นิยม (Ultra – Royalists) และอำมาตยาธิปไตย (Bureaucratic Elites) ยังควบคุมการเมือง ทรัพยากร อำนาจและสถานะทางสังคม แม้กลุ่มทุนและนักธุรกิจจะเข้ามาเป็นพันธมิตรมากขึ้น แต่การเมืองและอุดมการณ์ยังอยู่ในอำนาจของกลุ่มจารีตนิยม ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้าของประชาธิปไตย และความทันสมัยทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการปรองดอง และการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 นี้จะไม่มีความหมายเลย หากโครงสร้างการเมืองจารีตนิยมแบบเดิมยังดำรงอยู่ และถูกควบคุมให้เป็นสิ่งตายตัวที่ต้องสถิตอยู่ในสังคมไทยชั่วนิรันดร

40 ปี 14 ตุลาคม จึงมีความหมายต่อขบวนการประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่รักชาติรักประชาธิปไตย และผู้ปรารถนาสังคมก้าวหน้า สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และความเจริญทันสมัยทางเศรษฐกิจจะได้เริ่มต้นกันอย่างจริงจัง รื้อถอนโครงสร้าง และอุดมการณ์จารีตนิยมให้หมดไป เพื่อสร้างประชาธิไตยของประชาชนต่อไป

บล็อกของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข

สมยศ พฤกษาเกษมสุข
สมยศ  พฤกษาเกษมสุข18 พฤษภาคม 2556
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
สมยศ  พฤกษาเกษมสุข13  พฤษภาคม 2556  
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
สมยศ พฤกษาเกษมสุข  
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
สมยศ   พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการเปิดใจ เนื่องในโอกาสถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว จากการถูกกล่าวหาตาม กม.อาญา ม.112 ครบ2ปี
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
 สมยศ  พฤกษาเกษมสุข23 เมษายน 2556  
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ  แดน 133  ถ.งามวงศ์วาน  ลาดพร้าวจตุจักร  กรุงเทพฯ 10900 
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
 สมยศ  พฤกษาเกษมสุข13 มีนาคม 2556 
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
การที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  ขาดความกล้าหาญทางการเมืองหวังแต่เพียงอยู่ในอำนาจต่อไป โดยเพิกเฉยต่อการนิรโทษกรรม เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความล้าหลังทางการเมือง ย่อมทำให้ผู้รักประชาธิปไตยทั้งมวลสิ้นหวังต่อรัฐบาล ซึ่งหมายถึงจุดเริ่มต้นของบทอวสานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างแน่นอน
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
เพ็ญสุภา สุขตะ ใจอินทร์ ทบทวนประวัติศาสตร์4บรรณาธิการผู้ถูกกล่าวหาปรักปรำให้เป็น “กบฎแห่งแผ่นดิน”