Skip to main content

วิกฤตการเมืองการปกครองไทยในหลากหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วง 4-5 ปีหลัง   ประเด็นทางกฎหมายที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนนั้นมุ่งตรงมาที่ “การใช้อำนาจอธิปไตยในการวินิจฉัยชี้ขาดของศาล”   เนื่องจากการทำหน้าที่ของศาลนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้อยู่ในความสนใจของสังคมเป็นอย่างยิ่ง   คำพิพากษาของศาลได้ส่งผลกระทบต่อความขัดแย้งการเมืองการปกครองโดยตรง   จนมีมวลชนไม่น้อยตั้งข้อสงสัยต่อการทำหน้าที่ของศาลทั้งในแง่เนื้อหารสาระที่เป็นผลของคำพิพากษา 

แต่ประเด็นที่หลบซ่อนของปัญหาทางกฎหมายนี้ คือ วิธีการให้เหตุผลทางกฎหมายหรือตีความกฎหมายของศาลไทยใช้ระบบใดกันแน่   คำถามนี้หากจะตอบให้เห็นพลวัตรจำต้องย้อนไปดูที่ระบบกฎหมายที่สร้างขึ้นมาของสังคมไทย รวมถึงกระบวนการต่างๆที่รายล้อมศาล นั้นก็คือ ระบบกฎหมายไทย และนิติวิธีของกฎหมายไทย นั่นเอง

อะไรทำให้ระบบกฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน?

ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือมีระบบกฎหมายใดบ้างที่ใช้กันอยู่ในโลกนี้

ระบบกฎหมายสากลแบ่งระบบกฎหมายออกเป็น 2 ระบบใหญ่ คือ  

1) ระบบกฎหมายจารีตประเพณี COMMON LAW  

2) ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร CIVIL LAW

ที่มาทางประวัติศาสตร์ของกฎหมายสองระบบนี้มีความแตกต่างกัน   อันเป็นเหตุให้เกิดแนวความคิดเกี่ยวกับกฎหมายที่แตกต่างกันไปด้วย   นิติวิธีก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย

คำถามที่เกิด คือ เราเอาวิธีคิดของระบบ CIVIL&COMMON มาใช้ปนกันได้หรือไม่?

ซึ่งคำถามนี้เองจะนำมาใช้ตอบคำถามที่ว่าศาลไทยใช้เหตุผลและตีความกฎหมายอย่างไร

ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าวได้ต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนก่อนว่าระบบกฎหมายทั้งสองมีระบบนิติวิธีของตนอย่างไรบ้าง

 

ระบบกฎหมายจารีตประเพณี COMMON LAW   

มีลักษณะนิติวิธีหลักๆดังต่อไปนี้

•                   ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นจากการพัฒนากฎหมายจากนำ สามัญสำนึก ของ สามัญชน (COMMON SENSE of COMMON PEOPLE) มาปรับใช้ในวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท เนื่องจากมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างชนชั้นเจ้ากับสามัญชน จนแสดงออกมาในการส่งสามัญชนเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งวินิจฉัยคดี และสร้างกฎหมาย

•                   ในศาลจึงมีลูกขุนตัดสินข้อเท็จจริงว่าผิดหรือไม่ผิด ควรชดใช้เยียวยาอย่างไร สำหรับกรณีใหม่ที่ไม่เคยมีแนวบรรทัดฐานที่จะนำมาปรับใช้ได้ หรือข้อเท็จจริงจำต้องใช้สามัญชนมาวัดสามัญสำนึกของคู่ความในกรณีนั้นๆ

•                   ผู้พิพากษามีบทบาทสำคัญในการวางแนวบรรทัดฐานโดยการสกัดหลักจากคำพิพากษา

•                   สารัตถะของกฎหมายจึงมีที่มาจากการสั่งสมแนวบรรทัดฐานจากคำพิพากษาในอดีต

•                   หากมีข้อพิพาทสงสัยในการตีความกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริง จึงมักใช้วิธีการย้อนกลับไปดูแนวบรรทัดฐานที่คำพิพากษาเก่าที่เคยวางไว้

•                   การเรียนกฎหมายจึงใช้วิธีการศึกษาคำพิพากษาของศาล เช่น คำพิพากษาศาลฎีกา ฯลฯ

•                   กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภามีหรือไม่ – มีรัฐสภาออกกฎหมายเรื่องใหม่ๆ   แต่หากกฎหมายใหม่มีลักษณะขัดหรือแย้งกับแนวบรรทัดฐานเดิมที่ฝ่ายตุลาการวางไว้ ศาลอาจตีความจนทำให้กฎหมายบัญญัติเหล่านั้นเสียไปได้ตามหลัก Golden Rule เพื่อคงแนวบรรทัดฐานไว้

•                   ศาลจึงตีความกฎหมายตามแนวบรรทัดฐานที่เคยวางเอาไว้

•                   การอุดช่องโหว่ของกฎหมายทำโดยแนวบรรทัดฐานที่สร้างมาโดยศาล

•                   ประชาชนรู้สิทธิ หรือพอจะคาดเดาคำตัดสินได้หรือไม่? – อาจได้หากมีสามัญสำนึกสอดคล้องกับสามัญชนส่วนใหญ่ของรัฐ  แต่อาจยากในแง่การต้องไปศึกษาจากคำพิพากษา

 

ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร CIVIL LAW  

มีลักษณะนิติวิธีหลักๆ ดังต่อไปนี้

•                   ประวัติศาสตร์ของกฎหมาย CIVIL LAW เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ที่มีอารยธรรม (CIVILIZED CITY) เมืองเหล่านั้นจะมีพลเมือง(CIVIC) จำนวนมาก  จนต้องมีการสถาปนาชนชั้นปกครองขึ้นมาเพื่อปกครองคนหมู่มาก และต้องสร้างกฎหมายให้พลเมืองจำนวนมากรับรู้ จึงต้องสร้างกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่คนรับรู้ชัดเจนขึ้น เช่น แผ่นศิลาทั้ง 12 ในกรุงโรม ประมวลกฎหมายฝรั่งเศส ฯลฯ เพื่อให้พลเมืองรับรู้กฎหมายที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้น

•                   ปัจจุบันสารัตถะของกฎหมายจึงเกิดจากการลงมติของรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในการปกครองประเทศ มีการประกาศใช้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน มีประมวลกฎหมาย

•                   ส่วนการวินิจฉัยข้อพิพาทให้แบ่งไปให้ฝ่ายตุลาการใช้อำนาจอธิปไตย ศาลจึงต้องตัดสินคดีตามกฎหมายที่ออกมาจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเคร่งครัด หรือตีความกฎหมายคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการสร้างกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายสร้างจากตัวแทนของประชาชน

•                   ในศาลจึงไม่มีลูกขุนตัดสินข้อเท็จจริงว่าผิดหรือไม่ผิด ควรชดใช้อย่างไร

•                   ศาลผู้พิพากษามีบทบาทสำคัญพิพากษาทั้งข้อเท็จจริง และการปรับใช้กฎหมาย

•                   การเรียนกฎหมายใช้วิธีการศึกษาหลักกฎหมาย เจตนารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังบทบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์

•                   การตีความกฎหมายจึงต้องดูตัวบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ในการสร้างกฎหมายขึ้นมา

•                   กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภามีหรือไม่ – มี และเป็นที่มาในการออกกฎหมายหลัก  

•                   ศาลตีความขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ของผู้สร้างกฎหมายไม่ได้

•                   การอุดช่องโหว่ของกฎหมายทำโดยวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้

•                   ประชาชนรู้สิทธิ หรือพอจะคาดเดาคำตัดสินได้หรือไม่? – อาจง่ายกว่าในเชิงการมีเอกสารหลักฐานเป็นประมวลกฎหมาย บทบัญญัติที่ชัดเจน   แต่กฎหมายสร้างโดยชนชั้นปกครองพลเมืองอาจต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของชนชั้นปกครอง(ตัวแทน, หัวหน้าคณะรัฐประหาร)ผู้สร้างกฎหมายนั้น

 

แล้วประเทศไทยอยู่ในระบบกฎหมายอะไร มีนิติวิธีอย่างไรกันแน่?

•                   ประเทศไทยมีความสับสนในเรื่องนิติวิธีในระบบกฎหมายสูง หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์กฎหมาย

•                   รัชกาลที่ 5 ทรงเลือกระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรมาใช้กับประเทศสยาม ด้วยเหตุผล ณ ช่วงเวลานั้น คือ การเร่งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับอารยประเทศ เพื่อขอแก้ไขสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ยกเลิกเรื่อง สิทธิสภาพนอกอาณาเขตของอังกฤษ และประเทศต่างๆที่ได้รับสิทธินี้   พระองค์จึงเลือกใช้ระบบกฎหมายที่สามารถเปรียบเทียบมาใช้ได้ง่าย รวดเร็ว

•                   นักกฎหมายไทยรุ่นแรกๆจบมาจากประเทศอังกฤษ (พระองค์เจ้ารพีฯ)  ซึ่งเป็นแม่แบบของระบบกฎหมายจารีตประเพณี   เมื่อพระองค์เจ้ารพีฯถอนตัวจากการริเริ่มโครงสร้างระบบกฎหมายไทย   จึงหันไปสร้างบุคลากรทางกฎหมายแทน คือ สอนกฎหมายในโรงเรียนสอนกฎหมายที่พัฒนามาเป็นเนติบัณฑิตยสภาในปัจจุบัน   และวางแนวทางการเรียนการสอนกฎหมายซึ่งมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน คือ การตีความกฎหมายโดยอิงแนวบรรทัดฐานที่ศาลเคยวางไว้ (การอ้างอิงฎีกานั่นเอง)

•                   ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยได้ทำให้ระบบกฎหมายไทย   แสดงรูปแบบโครงสร้างหลักมีลักษณะเป็นระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร คือ มีการออกกฎหมายโดยรัฐสภา ศาลตัดสินโดยใช้กฎหมายที่ออกมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ   แต่คำถามสำคัญคือ “วิธีการตีความกฎหมาย”

•                   แต่การเรียนกฎหมายไทยมีกลิ่นอายของระบบกฎหมายจารีตฯสูง คือ การศึกษากฎหมายที่มีข้อสงสัยในการตีความปรับใช้โดยศึกษา “ฎีกา”   และมีอิทธิพลไปถึงการเรียนการสอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย   และกลายเป็นวัฒนธรรมที่ฝังหัวบุคลากรทางกฎหมายไทยส่วนใหญ่ รวมถึงผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในศาล

 

ทุกระบบมีข้อดี/ข้อด้อย แต่ก็มีตัวแก้ที่ต้องนำมาใช้ด้วย!

ตัวแก้ของระบบกฎหมาย Common Law

เนื่องจาก ศาลมีบทบาทที่สำคัญทั้งในการตัดสินคดีและทำให้เกิดบรรทัดฐานในการวินิจฉัยคดีต่อไป  ดังนั้นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ

  • ต้องให้ สามัญชน Common People มีส่วนในการเข้าไปวินิจฉัยคดีส่วนข้อเท็จจริงด้วย เพื่อนำ สามัญสำนึกของสามัญชน มาเป็นดุลยพินิจในการตัดสินคดีความที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันในแต่ละยุคแต่ละสมัย
  • การคัดเลือกตุลาการ ต้องมีกระบวนการคัดเลือกบุคคลที่มีความช่ำชองด้านกระบวนการยุติธรรม เช่น ตุลาการต้องกำหนดให้คุณสมบัติด้านประสบการณ์ทำงานสูง ทำงานด้านทนายความ อัยการ นิติกร มาเป็นเวลานานนับสิบๆปี
  • ฝ่ายที่ออกกฎหมายต้องเป็นตัวแทนของสามัญชนเข้าไปออกกฎหมาย ลดจำนวนตัวแทนจากอภิสิทธิ์ชน เพื่อให้กฎหมายใหม่ๆที่ออกมาสะท้อนความต้องการของประชาชนทั้งรัฐ

 

ตัวแก้ของระบบกฎหมาย Civil Law

เนื่องจาก ฝ่ายออกฎหมาย (นิติบัญญัติ) มีอำนาจสูงสุดในการออกกฎหมายมาให้อะไรเป็นความผิด หรือสร้างกรอบของสังคม สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ

  • ต้องป้องกันระบอบเผด็จการทั้งหลายที่จะยึดอำนาจการออกกฎหมาย การปกครอง และการตัดสินคดี มาอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  • ตัวแทนของประชาชนในสภานิติบัญญัติ จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด   การแทรกแซงด้วยวิธีการสรรหาใครที่มิได้มาจากการเลือกของประชาชนมิได้
  • การสรรหาคัดเลือกตุลาการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตรวจสอบที่ใช้อำนาจกึ่งตุลาการจะต้องมีการยึดโยงกับประชาชน
  • ผู้พิพากษาต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านทฤษฎีด้านกฎหมายเพราะต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายให้ตรงกับเจตนารมณ์ในการสร้างกฎหมายนั้นๆ และประสบการณ์ชีวิตที่ช่ำชองเพราะต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงของคดีด้วย

 

ระบบผสมผสาน

ในโลกปัจจุบัน เส้นแบ่งของระบบกฎหมายทั้งสองได้เลือนลางลงไปมาก เนื่องจากแต่ละประเทศได้พยายามพัฒนาระบบกฎหมายของตนเอง โดยพยายามนำข้อดีของระบบต่างๆมาปรับใช้ และลดข้อบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมของตนให้มากที่สุด   เช่น    มีการนำระบบลูกขุนให้สามัญชนเข้ามาช่วยใช้ดุลพินิจหรือช่วยตัดสินคดีมากขึ้น โดยเฉพาะในคดีอาญาที่ว่าด้วยความเป็นความตายของสามัญชนคนหนึ่ง ก็ย่อมต้องอาศัยสามัญชนเข้ามาช่วยตุลาการตัดสินด้วย    สภานิติบัญญัติที่มีตัวแทนของประชาชนมาจากการเลือกตั้งสะท้อนความต้องการของประชาชนทั้งประเทศ   และการเชื่อมโยงระบบกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาช่วยเป็นหลักประกันเสริม หากกลไกภายในรัฐไม่เพียงพอในการอำนวยความยุติธรรม    

แต่สิ่งที่รับรู้และกลายเป็นเสาหลักในการธำรงนิติธรรมไว้ในนิติรัฐ คือ การไม่ยอมรับเผด็จการรวบอำนาจจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง!

ความก้าวหน้าด้านกฎหมายในสากลโลก จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกแบบระบบกฎหมาย ต้องศึกษาเปรียบเทียบและนำมาใช้ให้เหมาะสมเพื่อสร้างกระบวนการยุติธรรม และโครงสร้างรัฐที่สะท้อนความต้องการของประชาชน และเป็นหลักประกันสิทธิให้กับสามัญชนยิ่งๆขึ้นไป   เพราะต้องไม่ลืมว่า กฎหมายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่จะรักษาความมั่นคงของรัฐได้ หาไม่แล้วความขัดแยงต่างๆ จะผลักสังคมไปสู่กลียุค

 

มองย้อนนิติรัฐไทย เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

จากประวัติศาสตร์กฎหมายชี้ให้เห็นถึงความโกลาหลในนิติวิธีของไทย   จนทำให้เกิดความสับสนในหมู่นักกฎหมาย และส่งผลสะเทือนไปสู่การรับรู้เข้าใจของสังคม   จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดสังคมไทยจึงมีข้อสงสัยในประเด็นนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ   สังคมกฎหมายไทยอาจต้องปรับตัวให้นิติวิธีทั้งหลายกลมเกลียว (Harmonized) เพื่อบูรณภาพแห่งกฎหมาย อันจะเป็นการประกันความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม   และสร้างความรับรู้ เข้าใจ อธิบายได้   อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงของระบบกฎหมายไทยในท้ายที่สุด   หรือเราจะรอให้สังคมภายนอกเข้ารื้อสร้าง (De-Construction) ระบบกฎหมายให้สอดคล้องกับความเข้าใจของสังคม   เนื่องจากสังคมเริ่มสงสัยการทำงานของศาลและนิติวิธีของระบบกฎหมายไทยมากขึ้นทุกที

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
หากสังคมไทยมีแนวโน้มจะเป็น สังคมทุนนิยม องค์กร สถาบัน จารีต ต่างๆ เสื่อมลง คนสัมพันธ์ผ่านระบบตลาด แคร์คนอื่นน้อยลง ขาดสำนึกร่วมในความอยุติธรรมทางสังคม หรือ มีสำนึกเชิง “ปัจเจก” มากขึ้นเรื่อยๆ
ทศพล ทรรศนพรรณ
อาจจะดูแปลกประหลาดไปสักหน่อยสำหรับบางท่านเมื่อพูดว่ากฎหมายได้รับรอง “สิทธิที่จะพักผ่อน” ไว้เป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่ง เพราะคนไทยถือว่าการขยันตั้งใจทำมาหากินหามรุ่งหามค่ำเป็นศีลธรรมอันดีงามประเภทหนึ่งที่ต้องยึดถือปฏิบัติ หรือต้องแสดงออกให้สังคมเห็นเป็นประจักษ์ และสังคมก็ยกย่องบุคคลสำคัญโดยพิจารณา
ทศพล ทรรศนพรรณ
การลดช่องว่าง ด้วยการใช้อำนาจทางการเมืองมาจัดการเศรษฐกิจรัฐสวัสดิการ สร้างความมั่นคงขจัดความขัดแย้งด้วยแนวทางเจือจานบนพื้นฐานของภราดรภาพป้องกันการลุกฮือของมวลชน 
ทศพล ทรรศนพรรณ
มหกรรมฟุตบอลโลกจบลงไปแล้วด้วยชัยชนะของกองเชียร์ฝ่ายสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกลุ่มสนับสนุนสิทธิของผู้อพยพ เนื่องทีมแชมป์โลกเป็นการรวมตัวของนักฟุตบอลที่มิได้มีพื้นเพเป็นคนฝรั่งเศส (พูดอย่างถึงที่สุด คือ มิได้มีบุพการีที่เกิดในดินแดนฝรั่งเศส)
ทศพล ทรรศนพรรณ
พอมาอยู่ที่ยุโรป ถึงได้รู้ว่า อิตาลี กับ สเปน มันไม่แคร์เรื่อง ขาดดุลตัวเลขเลย เพราะมันเอาไปลงทุนไว้กับคน รอถอนทุนคืน
ทศพล ทรรศนพรรณ
การเลือกตั้งท้องถิ่นในแคว้นคาตาลุนญ่า ราชอาณาจักรสเปน จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2015 ก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศสเปนประมาณ 2 เดือน ความตื่นตัวของประชาชนสูงเพราะอยู่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ประชาชนได้รับผลกระทบกันไปทั่ว
ทศพล ทรรศนพรรณ
เกษตรพันธสัญญาที่ดี มีการสร้างความร่ำรวยให้กับเกษตรกรจำนวนมาก ลดความไม่แน่นอนในการผลิตและประกันว่ามีตลาดขายสินค้าแน่นอน หากมีปัญหาระหว่างการเพาะปลูก/เลี้ยงสัตว์จะมีการแบ่งรับความเสียหายกับบรรษัท นั้นมีจริง
ทศพล ทรรศนพรรณ
ผลิตบนหลักการอย่างหนึ่ง เช่น ทำกำไรจากกิจการอะไรที่ให้เงินเยอะ ไม่คำนึงถึงชีวิตเพื่อนมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อมบริโภคบนหลักการอีกอย่างหนึ่ง เช่น การอุดหนุนสินค้าที่โฆษณาว่าห่วงใยสังคม หรือแสดงออกว่าเสพกิจกรรมการกุศลอาการ พร่องความดี
ทศพล ทรรศนพรรณ
การพัฒนาชนบทถือเป็นภารกิจของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคต้านภัยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการขจัดภัยคุกคาม ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่กันดารให้มี น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก เพื่อขับไล่พวกที่ปลุกระดมโดยอาศัยความแร้นแค้นเป็นข้ออ้างให้ฝ่อไปเพราะเชื่อว่าเมื่อ “การพัฒนา” มาถึง คอมมิวนิสต์ก็จะแทรกซึมไม่ได้
ทศพล ทรรศนพรรณ
กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ผมได้ตกเป็นเหยื่อ "ความมักง่าย" เข้าแล้วครับท่านผู้อ่าน
ทศพล ทรรศนพรรณ
            ความสัตย์ซื่อและยึดถือกฎหมายด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า            มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสำนักกฎหมายบ้านเมือง ว่า คำสั่งทั้งหลายของรัฐาธิปัตย์ถือเป็นกฎหมายอย่างเด็ดขาด