Skip to main content

ประเด็นพื้นฐานที่รัฐต้องคิด คือ จะส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อสะสมความมั่งคั่งได้อย่างไร แล้วจึงจะไปสู่แนวทางในการแบ่งปันความมั่งคั่งให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้อมูลขึ้นมาในแพลตฟอร์ม


ในงาน “The problem of innovation in technoscientific capitalism: data rentiership and the policy implications of turning personal digital data into private asset” Birch ได้นำเสนอคำถามว่า “อะไร (นโยบายใด) คือสิ่งที่เปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเรา ให้กลายไปเป็นสินทรัพย์ส่วนตัว กระทั่งกลายไปเป็นทรัพยากรทางการเมืองและเศรษฐกิจ” เพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมถึงมีการปล่อยให้บิ๊กเทคอย่าง Facebook, Google, Amazon, Apple เพียงไม่กี่เจ้าที่ได้รับความยินยอมฝ่ายเดียวและควบคุมพฤติกรรมผู้ใช้จากข้อมูล


ต้นทศวรรษ 2000 มีข้อตกลงการค้าและการลงทุนทวิภาคีหลายฉบับซึ่งเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนกลับไม่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ แต่เป็นการใช้กฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศมาบังคับแทน


กระบวนการคุ้มครองการลงทุนทางการเงินในทรัพย์สินทางปัญญาในที่นี้หมายความครอบคลุมถึง การคุ้มครองทางการเงิน ข้อผูกพันทางการเงิน ความเสี่ยง ละความคาดหวังของนักลงทุน เป็นผลให้กลุ่มทุนสามารถปกป้องการร่วมทุนในฐานะทรัพย์สินทางปัญญาได้  กล่าวคือ กระบวนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมันตอบสนองต่อผลตอบแทนทางการเงินที่แทนที่จะส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม

การขยายระบบข้อมูลดิจิทัลจะนำไปสู่การสร้าง "ประสิทธิภาพทางเครือข่าย" ซึ่งใช้ประโยชน์เพื่อการจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล  (ตัวอย่างนี้ปรากฎให้เห็นผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยี เช่น Facebook, Uber, Amazon, Google ) ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าเทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นและกำหนดโดยตรรกะทางการเงิน ความรู้ และแนวทางปฏิบัติ กระทั่งรับรองอิทธิพลของการลงทุนทางการเงิน เพื่อสะสมข้อมูลให้ได้จำนวนมาก


ผลที่ตามมาคือ ระบบทุนนิยมทางเทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นมากขึ้นจากศักยภาพและมูลค่าที่ถูกดึงออกมาจากข้อมูล จากมูลค่าทางการเงินในตัวข้อมูลที่ถูกแปรผลออกมาได้ด้วยนวัตกรรม กล่าวคือ กระบวนการและความสามารถในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในรูปแบบชีวิตมนุษย์ เช่น ความสัมพันธ์ส่วนตัว และในข้อมูลอื่นเช่นกระบวนการทางสิ่งแวดล้อมและจิตใจของผู้ใช้ ให้กลายมาเป็นทรัพยากรที่สามารถกำหนดมูลค่าเป็นทรัพย์สิน และสามารถนำไปใช้เป็นรายได้ในอนาคต

แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นสินทรัพย์ของข้อมูล เรียกได้ว่าเป็น "ด้านมืด" ของนวัตกรรมในระบบทุนนิยมเทคโนโลยี ข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นสินทรัพย์ของสิ่งต่าง ๆ มีส่วนเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของการผลิตนวัตกรรม แต่บทความแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของการกำหนดนโยบายในระบบเศรษฐกิจร่วมสมัยในปัจจุบันนี้ก็ยังคงยึดโยงอยู่กับผลกำไรในรูปของ ‘มูลค่าของรายได้ที่คาดหวัง’ ซึ่งความคาดหวังนี้หมายถึงผลกำไรจากการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นการปกป้องรายได้และจัดการต่อความเสี่ยงในการลงทุนที่อาจส่งผลกระทบธุรกิจ และด้วยเหตุนี้ มูลค่าของข้อมูลจึงมีความยากลำบากในการที่จะประเมินมูลค่าสินทรัพย์


Birch ทำการเสนอว่า ปัญหาของนวัตกรรมคือการมุ่งที่จะตอบสนองต่อผลกำไร มากกว่าที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับรองสังคม ดังนี้นวัตกรรมจึงไม่ใช่เครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากในการแสวงหาผลประโยชน์นี้ ข้อมูลส่วนบุคคลได้ถูกทำให้กลายไปเป็นสินทรัพย์ของเจ้าของนวัตกรรม

การพัฒนาระบบเศรษฐกิจจึงควรแก้ไขนโยบายให้หนีพ้นไปจากการสะสมทุน แต่เป็นไปเพื่อรับรองสังคมให้พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยจะกล่าวถึงข้อเสนอ 2 ประเด็นคือ
1.นวัตกรรมแบบเปิด,
2.การสร้างแรงจูงใจในผู้ประกอบการ

1) นวัตกรรมแบบเปิด
การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้นำไปสู่การขยายตัวของทรัพย์สินทางปัญญาและแนวทางการกำหนดนโยบายที่เน้นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอาจขัดขวางภาพรวมของตลาด เนื่องจากมันจะยับยั้งการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นทุนที่จำกัดว่า ‘ใครสามารถดำเนินการ มีส่วนร่วม และ ได้รับประโยชน์จากการวิจัยและผลพลอยได้ของมัน’ และ การจำกัดว่า ‘ใครเป็นเจ้าของผลงานที่เกิดขึ้นผ่านสิทธิบัตร’ ภายใต้ข้อตกลงฝ่ายเดียวที่จะรับรองการถ่ายโอน และข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล 
การตอบสนองต่อข้อจำกัดเหล่านี้คือการผลักดันให้เปิดกระบวนการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมโดยการลดต้นทุนในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล  ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันทางเทคโนโลยีในวงกว้างระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกัน และลดต้นทุนของการวิจัยและนวัตกรรม โดยมีตัวอย่าง ได้แก่ การเผยแพร่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในฐานะสาธารณสมบัติ เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายการวิจัยที่ซ้ำซ้อนและลดอุปสรรคที่เกิดจากเครื่องมือและความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นกรรมสิทธิ์  เช่น Structural Genomics Consortium (SGC)
การเปิดกว้างที่เพิ่มขึ้นนี้จะเป็นขั้นตอนแรกในการลดอัตราการผูกขาดข้อมูล (ด้วยการอ้างความเป็นเจ้าของ) ภายใต้ข้ออ้างที่จะคุ้มครองนวัตกรรม

2) การพัฒนาสถานะผู้ประกอบการ entrepre-neurial
Mariana Mazzucato  เสนอว่าการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจสามารถวัดค่าได้จากการพิจารณาการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและการสร้างผลกระทบของเครือข่ายแพลตฟอร์ม และทิศทางตลาดที่ตามมาจากกระบวนการสร้างแรงจูงใจต่อบรรดาบรรษัทผู้ประกอบการ  ตัวอย่างเช่น การมอบรางวัลให้แก่ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมแทนที่จะสร้างเงินทุนใหม่สำหรับการวิจัยและนวัตกรรม มันเป็นวิธีการให้รางวัลแก่นักลงทุนทางการเงินผ่านการพิจารณาต่อมูลค่าหุ้นเท่านั้น   เนื่องจาก กลยุทธ์องค์กรที่สำคัญการจัดการธุรกิจภายใต้นโยบายทางนวัตกรรม กลับประกอบไปด้วยกลยุทธ์ทางการเงิน และความสามารถทางเศรษฐกิจ
การมองรอบวัลทางนวัตกรรมแก่ภาคเอกชน จึงเป็นการสร้างแรงจูงใจในนวัตกรรมเทคโนโลยีรูปแบบน "รัฐผู้ประกอบการ entrepre-neurial " ภายใต้แนวคิดที่จะรักษาคุณค่าทางการลงทุนและการร่วมทุนให้มั่นคงต่อไป แต่ การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจภายใต้แนวความคิดแบบ "รัฐผู้ประกอบการ" นี้เป็นปฎิปักษ์ต่อนโยบายของกลุ่มเสรีนิยมใหม่  และแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวของภาคผู้ประกอบการที่จะแบกรับความเสี่ยงทางการเงินฝ่ายเดียว
กล่าวโดยสรุป Mariana Mazzucato มองว่ารัฐที่มีความเป็น entrepre-neurial อยู่สูงในภาคผู้ประกอบการ จะมีแนวโน้มว่าการสร้างนวัตกรรมและการลงทุนที่มีความเสี่ยงทางการเงินสำหรับการสร้างผลิตภัณฑ์และกระบวนการใหม่จะต้องถูกดำเนินการโดยรัฐเป็นอันดับแรก 

อ้างอิง
Kean Birch, Margaret Chiappetta, and Anna Artyushina, “The Problem of Innovation in Technoscientific Capitalism: Data Rentiership and the Policy Implications of Turning Personal Digital Data into a Private Asset,” Policy Studies 41, no. 5 (2020): 468-487.
Andrew Keen, The Internet Is Not the Answer (new york, united states: Atlantic Monthly Press, 2015).
Fabian Muniesa et al, Capitalization: A Cultural Guide (Paris: Presses des Mines, 2017).
Rochelle Dreyfuss and Susy Frankel, “From Incentive to Commodity to Asset: How International Law Is Reconceptualizing Intellectual Property,” University of Michigan Law School Scholarship Repository, last modified 2015, accessed September 23, 2022, https://repository.law.umich.edu/mjil/vol36/iss4/1.
Arti K. Rai and Rebecca S. Eisenberg, “Bayh-Dole Reform and the Progress of Biomedicine,” Law and Contemporary Problems 66, no. 1 (2002): 289-314.
Henry Chesbrough, Open Innovation (Boston: Harvard Business School Press. , 2003).
Donna M. Gitter, “The Challenges of Achieving Open Source Sharing of Biobank Data,” Comparative Issues in the Governance of Research Biobanks, (2013): 165-189. edited by G. Pascuzzi, U. Izzo, and M. Macilotti, Berlin, Heidelberg: Springer.
Mariana Mazzucato, The Value of Everything (London, United Kingdoms: Allen Lane, 2018).

*ปรับปรุงจากบททบทวนวรรณกรรม โดย ภาณุพงศ์ จือเหลียง ใน วิจัย โครงการสังเคราะห์องค์ความรู้ทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนการแบ่งปันผลประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัลอย่างเป็นธรรม, 2565. โดย สถาบันพระปกเกล้า.

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องล่าสุดที่ใครอาจคิดว่าไกลตัว แต่มันเข้ามาใกล้ตัวเรากว่าที่หลายคนคิด ใช่แล้วครับ แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และจะมีจำนวนมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับประเทศรอบด้าน   บางคนอาจคิดไปว่าคนต่างด้าวเข้ามาแย่งงานคนไทย แต่คน
ทศพล ทรรศนพรรณ
การบังคับใช้กฎหมายของรัฐเหนือดินแดนหลังหมดยุคอาณานิคมนั้น ก็มีความชัดเจนว่าบังคับกับทุกคนที่อยู่ในดินแดนนั้น  ไม่ว่าคนไทย จีน อาหรับ ฝรั่ง ขแมร์ พม่า เวียต หากเข้ามาอยู่ในดินแดนไทยแล้วก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ดุจเดียวกับ “คนชาติ” ไทย   แต่ความยากลำบากเกิดขึ้นเมื่อปัจจุบันการข้ามพรมแดนย
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้จะทำให้ทุกท่านเข้าใจแจ่มแจ้งเลยนะครับว่า “เงินทองมันไม่เข้าใครออกใคร” จริงๆ ให้รักกันแทบตาย ไว้ใจเชื่อใจกันแค่ไหนก็หักหลังกันได้ และบางทีก็ต้องคิดให้หนักว่าที่เขามาสร้างความสัมพันธ์กับเรานั้น เขารักสมัครสัมพันธ์ฉันคู่รัก มิตรสหาย หรืออยากได้ทรัพย์สินเงินผลประโยชน์จากเรากันแน่  
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจาก คสช. ได้เรียกคนไทยในต่างแดนมารายงานตัว และมีความพยายามนำคนเหล่านั้นกลับมาดำเนินคดีในประเทศทำให้เกิดคำถามว่า กฎหมายใช้ไปได้ถึงที่ไหนบ้าง?  ขอบเขตของกฎหมายก็เชื่อมโยงกับองค์ประกอบของ รัฐยังจำกันได้ไหมครับ ว่า รัฐประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องต่อมาคงเคยผ่านหูผ่านตาหลายท่านกันมามากแล้วนะครับ นั่นคือ การออกโปรโมชั่นต่างๆของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสองสามเจ้าที่แข่งกันออกมายั่วยวนพวกเราให้หลงตามอยู่เรื่อยๆ   ผมเองก็เกือบหลงกลไปกับภาษากำกวมชวนให้เข้าใจผิดของบริษัทเหล่านี้อยู่หลายครั้งเหมือนกันนะครับ ต้องยอมรับเลยว่าคนที่
ทศพล ทรรศนพรรณ
หลังจากที่เครือข่ายเฟซบุคล่มในประเทศไทยเป็นเวลาเกือบชั่วโมงจนเพื่อนพ้องน้องพี่เดือดดาลกัน    ตามมาด้วยข่าวลือว่า "คสช. จะตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต และไล่ปิดโซเชียลเน็ตเวิร์ค" นั้น  สามารถอธิบายได้ 2 แนว คือ1. เป็นวิธีการที่จะเอาชนะทางการเมืองหรือไม่ และ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เวลาคนทะเลาะกัน จะหาทางออกอย่างไร ? 
ทศพล ทรรศนพรรณ
กฎหมายมีผลตั้งแต่วันที่ประกาศใช้ กฎหมายที่มีผลร้ายห้ามมีผลย้อนหลัง  การออกกฎหมายมาลงโทษการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตจะทำไม่ได้ กฎหมายสิ้นผลเมื่อประกาศยกเลิก 
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรามักได้ยินคนพูดว่า ดูละครแล้วย้อนมองตน เพราะชีวิตของคนในละครมักสะท้อนให้เห็นแง่มุมต่างๆในชีวิตได้ใช่ไหมครับ แต่มีคนจำนวนมากบอกว่าชีวิตใครมันจะโชคร้ายหรือลำบากยากเย็นซ้ำซ้อนแบบตัวเอกในละครชีวิตบ้างเล่า  แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ทำให้ผมมั่นใจว่าเรื่องราวในชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย หากมันจะทำให
ทศพล ทรรศนพรรณ
ภัยใกล้ตัวอีกเรื่องที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ไม่อยากเจอคงเป็นเรื่องลึกๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวซึ่งเป็นความในไม่อยากให้ใครหยิบออกมาไขในที่แจ้ง แม้ความคิดของคนในสังคมเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์และความบริสุทธิ์จะเปลี่ยนไปแล้ว คือ เปิดกว้างยอมรับกับความหลังครั้งเก่าของกันและกันมากขึ้น &nbsp
ทศพล ทรรศนพรรณ
                ประเทศไทยประกาศต่อประชาชนในประเทศว่าจะรับประกันสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และประกาศต่อโลกว่าเป็น รัฐประชาธิปไตย มีกฎหมายใช้จัดการความขัดแย้งอย่างยุติธรรม รวมไปถึงป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจของรัฐ   แต่การประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ทำลายสิทธ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เรื่องนี้เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของน้องคนหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้ทำให้ครอบครัวเค้าสูญเสียทุกอย่างไป   น้องได้ลำดับเรื่องราวให้ฟังว่า