ที่มาของวันฉัตรมงคล

 

 

วันฉัตรมงคลหมายถึงวันฉลองครบรอบปีการบรมราชาภิเษกพระเจ้าแผ่นดิน แต่พิธีนี้ไม่ได้มีมาแต่สมัยกรุงสุโขทัยถึงกรุงศรีอยุธยา หากแต่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นธรรมเนียมสมัยใหม่ที่ประดิษฐ์สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 สมัยโบราณนั้นไม่มีธรรมเนียมวันฉัตรมงคล เพราะไม่จำเป็นต้องทำให้อาณาประชาราษฎร์และบรรดาพระราชวงศ์และขุนนางตระหนักถึงความสำคัญในการราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์

รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักว่าใน “อารยะประเทศ” นั้นเขาเฉลิมฉลองและให้ความสำคัญแก่วันบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ ด้านหนึ่งเพราะการขึ้นครองราชย์และอาณาจักรของตะวันตกเป็นสัญญาสังคมอย่างหนึ่ง ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระผู้เป็นเจ้าและราษฎร รัชกาลที่ 4 จึงทรงริเริ่มวันฉัตรมงคลขึ้นแต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ อธิบายให้ฟังก็ไม่เข้าใจ เผอิญวันบรมราชาภิเษกไปตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภคที่มีแต่เดิม จึงทรงอธิบายว่า ฉัตรมงคลเป็นวันสมโภชเครื่องราชูปโภคทำให้ไม่มีใครติดใจสงสัย พระบาทสมเด็จรพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเฉลิมฉลองโดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพุทธมนต์ ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า การเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉัตรมงคลเริ่มมีในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก

พอมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ก็เกิดปัญหาการจัดงานพระราชพิธีฉัตรมงคลขึ้น ด้วยวันบรมราชาภิเษกนั้นตรงกับเดือน 12 จะโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน 12 ก็ไม่มีผู้ใหญ่ท่านใดยินยอม โดยเฉพาะก็คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

รัชกาลที่ 5 ทรงแก้ความขัดแย้งนี้ด้วยการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตราจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น กับให้มีการพระราชทานตรานี้ในวันคล้ายบรมราชาภิเษก ท่านผู้ใหญ่จึงยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคลมาตรงกับวันบรมราชาภิเษก แต่ยังให้รักษาประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคอยู่ตามเดิม รูปงานวันฉัตรมงคลจึงเป็นดังนี้จนถึงปัจจุบัน

พระราชพิธีวันฉัตรมงคลในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงไม่เพียงแต่เฉลิมฉลองวันครบรอบการบรมราชาภิเษกเท่านั้น หากที่สำคัญยังเป็นการคลี่คลายและยุติความขัดแย้งทางการเมืองลงในระดับหนึ่งด้วยระหว่างผู้นำชั้นสูงในการเมืองสยาม

ปัจจุบันนี้พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก เริ่มจากสรงมุรธาภิเษก ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้ง 8 กล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล และถวายดินแดนให้อยู่ในความคุ้มครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นทรงรับน้ำอภิเษก ขึ้นสู่พระที่นั่งภัทรบิฐพระราชอาสน์องค์ใหม่ พระมหาราชครูเริ่มร่ายเวทย์พิธีพราหมณ์เมื่อร่ายเวทย์เสร็จแล้วจึงกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย ถวายเครื่องราชกกุธ คือ เครื่องหมายแสดงความเป็นพระมหากษัตริย์ ได้แก่พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี ฉลองพระบาทเมื่อทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎสวมพระเศียร เจ้าพนักงานจะประโคมดนตรี ทหารยิงปืนใหญ่ พระสงฆ์เคาะระฆัง และสวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร หลังจากนั้นพราหมณ์ถวายพระแสงศาสตราวุธเป็นอันเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

เมื่อเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกแล้ว จะเสด็จออก ณ มหาสมาคม เพื่อให้เหล่าข้าราชการ และประชาชนได้ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมราชาภิเษก และตั้งแต่รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา ได้มีพระราชพิธีประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี นอกจากนั้นเสร็จพระราชดำเนินเพื่อประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภกษัตริยาธิราชเจ้า ในพระบรมมหาราชวัง

เมื่อทรงเสด็จพระราชพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินให้ราษฎรได้มีโอกาสชมพระบารมี

 


ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์