วันนี้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
“เชียงใหม่นิวส์ ” ประจำวันพฤหัสบดีวันที่ 31 มีนาคม 2554 พาดหัวข่าวหน้า 1 ว่า “เจ้าดวงเดือน จี้ ! ไม่ให้เลิกดำหัว ฝากถึงพ่อเมือง ให้รักษาฮีตฮอย.” ขอนำเนื้อหาข่าวบางตอนที่ลงดังนี้
“สืบจากมีการนำเสนอข่าว กรณีหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แถลงต่อสื่อมวลชน ที่จะงดดำหัวในวันที่ 15 เมษายน 2554 อันเป็นกิจกรรมของจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงปีใหม่เมือง หรือสงกรานต์เชียงใหม่ โดยให้เหตุผลว่า ต้องการจะให้ประชาชนทุกท่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่และข้าราชการ ได้ใช้เวลาอยู่กับบ้านในวันหยุดสงกรานต์ ได้อยู่กับครอบครัวไปทำบุญกันที่วัด...”
และอีกตอนหนึ่ง
เจ้ายาย(ดร.เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่) ประธานสภาวัฒนธรรมเชียงใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า
“วันก่อนได้ไปหาท่านพระครูวัดธาตุคำ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของเจ้ายาย ได้พูดคุยกับท่าน ท่านก็บอกว่า ทำไปเถอะ เรื่องนี้เป็นวัฒนธรรม แม้สมัยก่อนแต่เดิมจริงแล้วจะไม่มีการดำหัวผู้ว่าราชการจังหวัด แต่มีการดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ ราษฎรประชาราษฎร์ดำหัวเจ้าผู้ครองนครนั้นมี แต่การดำหัวผู้ว่านั้น คงมีความรู้สึกบ้าง เริ่มมาตั้งแต่คุณสุวรรณ จิตรธรรม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระธรรมดิลก(พระพุทธพจนาวราภรณ์)ในสมัยนั้น ซึ่งก็เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดพร้อมกับเจ้ายาย ก็มีความเห็นว่า น่าจะเปิดโอกาสให้คนได้ไปไหว้สาคาราวะ ท่านผู้ว่าราชการเชียงใหม่บ้าง ท่านคิดในสมัยที่ท่านเป็นนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว...”
ผมเริ่มสืบสาว
กิจกรรมดำหัวผู้ว่าราชการเชียงใหม่ว่า เริ่มเมื่อใด ? ใครเป็นผู้ว่าฯ ขณะนั้น จากข้อความข่าวข้างบน ได้ชี้ไปสมัยนายสุวรรณ กฤตธรรม (ไม่ใช่ “จิตรธรรม” ตามที่หนังสือพิมพ์ลงข่าว) เป็นผู้คิดริเริ่มกิจกรรมนี้ ผมเปิดดูข้อมูลได้ทราบว่า คุณสุวรรณ กฤตธรรม เป็นนายอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2497-2504 นั่นหมายความว่า การดำหัวผู้ว่าฯเกิดในช่วงปี พ.ศ.นี้ แต่จะเป็นปี พ.ศ.ใด และสมัยนั้นใครเป็นผู้ว่าฯเชียงใหม่ เป็นคำถามที่น่าค้นหาคำตอบ ความสงสัยกวักมือเรียกผมให้ติดตาม
ผมใช้เวลา 3 วัน
ค้นหาคำตอบ เปิดอินเทอร์เน็ตจนเครื่องร้อน ซื้อหนังสือพิมพ์รายวันท้องถิ่นมาอ่าน พบข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เรื่อง “ ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” เขียนโดยท่านอาจารย์ธเนศวร์ เจริญเมือง ท่านสอนที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่านเขียนว่า
“...ถึงวันพญาวัน ราว พ.ศ.2504-2505 ปลัดจังหวัดก็ระดมนายอำเภอเกณฑ์ข้าราชการ กำนันผู้ใหญ่บ้านและประชาชนจากทุกอำเภอ มาตั้งขบวนแห่ที่สยามกีฬา ร.ร.ยุพราชวิทยาลัย และเดินไปยังถนนท่าแพ เพื่อไปรดน้ำดำหัวที่จวนผู้ว่าฯ การที่ผู้ว่าฯมาจากการแต่งตั้งและแทบไม่มีใครเป็นคนท้องถิ่น...”
มาถึงตอนนี้
เรื่องการดำหัวผู้ว่าฯเชียงใหม่นั้น พอจะกล่าวอนุมานได้ว่า น่าจะเริ่มราวปี พ.ศ.2504-2505 โดยนายสุวรรณ กฤตธรรม ได้คิดริเริ่มในสมัยที่ท่านเป็นนายอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปี พ.ศ.2497-2504 ซึ่งจะตรงกับ พอ.นิรันดร ชัยนาม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2503-2514.
บล็อกของ ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
อ่านกวีนิพนธ์
ของโอมาร์ คัยยัม กวีชาวเปอร์เซียหรืออิหร่าน โดยแคน สังคีต แปลเป็นภาษาไทย ได้เนื้อหาเกี่ยวกับความรักว่า
อันความรัก คืออะไร ควรใคร่คิด
…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
เนาวรัตน์กวาดสายตา
เข้าไปในตัวบ้านไม้ชั้นเดียว พื้นบ้านต่ำกว่าระดับถนนคอนกรีตเล็กน้อย ข้างฝามีปฏิทิน มีรูปคณะซอ มีรูปแม่จันทร์สม สายธารา นั่งคู่กับผู้ชายวัยใกล้เคียงกัน เนาวรัตน์คาดคะเนว่า คงเป็นครูคำผาย นุปิง ทั้งคู่อยู่ในชุดคนเมือง ข้างหลังนั่งล้อมวง สวมเสื้อหม้อฮ่อม ปี่ 3 คน ซึง 1 คน เนาวรัตน์มองดูที่หน้าบ้านริมถนน มีสิ่งก่อสร้าง คล้ายโรงครัวเล็กๆ มีป้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าติดข้างฝา บอกชื่อแม่จันทร์สม สายธารา ที่อยู่ …
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
เสียงปี่ผสมเสียงซึงดังขึ้น
รับกับเสียงผู้ขับซอ เสียงปีและซึงผสมกลมกลืนมีทั้งหวานแหลมและนุ่มนวล ก่อเกิดบรรยากาศความเป็นชาวเหนือขึ้นมาทันที ผู้ขับซอชายนั่งขัดสมาธิ มือถือไมโครโฟนไร้สาย ผู้หญิงนั่งพับเพียบเคียงกัน หันหน้าอวดผู้ชม ยามผู้ชายขับซอ ผู้หญิงเอียงตัวไปมา มือไม้ขยับรับเสียงดนตรี ทำนองดนตรีนั้นเนาวรัตน์ฟังไม่ออก เป็นเพลงอะไร สมัยเด็กๆเขาเข้าใจว่า คนเป่าปี่และคนดีดซึง คงเล่นเพลงเดียวตลอดงาน เพราะฟังทีไรก็เหมือนเดิมทุกที …
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
เนารัตน์ข้าราชการบำนาญ
นั่งเก้าอี้พลาสติกของวัด ดูซอที่ตั้งเวทีข้างประตูวัด สถานที่ซอเป็นยกพื้นขึ้นสูงราวคอผู้ใหญ่ ปูพื้นด้วยไม้กระดาน ล้อมสามด้านด้วยไม้ไผ่ลำโตขนาดข้อมือเด็ก ด้านละ 2 ต้น คล้ายเชือกกั้นเวทีมวย อีกด้านมีบันไดพาด สำหรับให้คณะซอปีนขึ้นไป สถานที่ขับซอเรียกว่า “ผามซอ” พื้นจะปูด้วยเสื่อ ความจริงเนาวรัตน์ไม่อยากมาชมเท่าไร อยากได้เรื่องราวเกี่ยวกับด้านบันเทิงของชาวเหนือ นำไปเขียนลงเวบเพื่อเผยแพร่ หรือส่งไปยังหนังสือที่เขาต้องการ...ในวัยเด็กย่าบอกว่า ซอสนุกมาก …
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ผู้ใหญ่บ้านได้พูดเสริมต่อจากเจ้าอาวาส
“กรรมการวัด ได้มีการประชุมหารือกันก่อนแล้วแล้วรอบหนึ่ง มีเจ้าอาวาสเป็นประธาน คณะกรรมการวัด มีข้อคิดความเห็นว่า จะขอความร่วมมือร่วมใจจากศรัทธาญาติโยมทุกคน ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อจัดงานบวช ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 โดยจะขอเก็บหลังคาละ 140 บาท เงิน 40 บาทจะเป็นค่าจัดทำอาหารกลางวัน เลี้ยงศรัทธาทั้งหมู่บ้าน ส่วนอีก 100 บาท จะเป็นค่าทำบุญและค่าจ้างซอมาเล่นเฉลิมฉลอง จึงอยากถามหมู่เฮาชาวบ้านว่า จะเห็นด้วยไหม ?”
มีเสียงพึมพำอึงในวิหาร …
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
เสียงเคาะลำโพงปลายเสาไฟฟ้า
ในหมู่บ้านทุ่งแป้ง ดังขึ้น 3 ครั้ง แล้วมีเสียงพูด
“ ฮัลโหล ! ฮัลโหล ! ครับ ! ขอประชาสัมพันธ์ วันนี้กินข้าวแลงแล้ว เวลาประมาณ 1 ทุ่มเศษ ขอเชิญทุกบ้านทุกหลังคาเรือน มาประชุมพร้อมกันที่วัดทุ่งแป้งนะครับ มีหลายเรื่องที่จะประชุมหารือกัน อย่าได้ขาดกันเน้อ บอกต่อๆกันไปด้วยเน้อครับ...ขอขอบคุณครับ”
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ได้ยินเสียงหมอเรียก
เราทั้งคู่รีบเข้าไป เห็นเจ้าเหมียวนอนตะแคงนิ่งเหมือนท่อนไม้ ลิ้นแดงเล็กห้อยคาปาก หมอบอกว่า เอาลิ้นมันคาปากไว้ หากลิ้นค้างในปากขณะมันสลบ ลิ้นอาจจุกปากหายใจไม่ออกอาจตายได้ มันจะสลบสัก 1 ชั่วโมง ลุงกับป้าช่วยกันอุ้มมันขึ้นรถ วางมันบนเบาะหลังที่มีผ้าขนหนูรอง พอถึงบ้านอุ้มมันไปวางราบบนม้ายาวที่มีหมอนรอง ลิ้นยังคาปากเหมือนเดิม อดนึกไม่ได้ว่าตอนแมว
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ผมมองผ่านทางเดิน
ไปห้องครัว เห็นแมวต่างบ้าน เดินย่องเงียบกริบออกมา เจ้าตัวนี้มาขโมยอะไรกินบ่อยๆ ผมหมายตาจะเล่นงานมันหลายครั้ง แต่มันรอดปลอดภัยทุกที ไม่ทำร้ายอะไรมากมายหรอก จะหาไม้เล็กๆไม่ทันแล้ว เราก็นักฟุตบอล ใช้เท้าเคลื่อนไหวประจำ เตะได้ทั้งซ้ายขวา ไม่รู้จักศูนย์หน้าทีมโรงเรียนดังซะแล้ว จะหลบซ้ายขวาเจอหมด ฮะฮ่า !..เสร็จแน่เจ้าเหมียว แมวขาวดอกลายเดินกลับออกมาใกล้ถึงมุมห้องแล้ว ผมโผล่พรวดออกไป มันตกใจยืนตลึง ผมส่งเสียงข่มขวัญ มันตั้งหลักได้ขยับวิ่งไปทางขวาแล้วแวบมาทางซ้าย …
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
พออากาศเริ่มเย็น
เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว นกเอี้ยงที่เคยหายไป เริ่มกลับมาส่งเสียงแก๋ๆ ตามยอดต้นโพธิ์ข้างวัด ส่วนนกเขาอยู่ประจำถิ่นในหมู่บ้าน ฤดูไหนผมก็ยังเห็นนกเขาเสมอ เดินไปมาตามถนนบ้าง เกาะสายไฟบ้าง บ้านนี้นกเขามากจริงๆ คนแปลกหน้าเข้ามา จะได้ยินเสียงนกเขาคูระงมหมู่บ้าน คงนึกว่าหมู่บ้านนี้เลี้ยงนกเขา ความจริงไม่เห็นใครเลี้ยงนกเขาเลย มันเป็นนกที่หากินเอง ว่างจากหาอาหาร มันจะคูเสียงขับกล่อมผู้คนชาวทุ่งแป้ง ขณะผมพิมพ์หนังสือ ยังได้ยินเสียงคูทุ้มๆ มาจากทิศเหนือ ละแวกบ้านน้าบุญแว่วมา …
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
แปรงฟันล้างหน้าเสร็จเรียบร้อย
ผมกลับมายืนดูที่หน้าต่างดังเดิม ฝูงนกยางยังคงบินตามกันเต็มท้องฟ้า ไม่รู้จักหมดสิ้น อากาศเริ่มเย็น ลมเย็นพัดมาจากทุ่งหน้าบ้านเอื่อยๆ บอกสัญญาณย่างเข้าสู่ฤดูหนาว นกมากมายไม่รู้มันมาจากไหน มาไกลแค่ไหน บ้างว่ามันมาจากไซบีเรีย จีน มองโกล หิมาลัย มันเป็นนกปากห่าง นกยาง ฯลฯ จำนวนเป็นแสนตัวทีเดียว สิ่งที่ตามมาคือโรคติดต่อ ต้องระวังไข้หวัดนก ที่มันนำมาฝากเจ้าของบ้าน