Skip to main content

20080306 ภาพปกหนังสือ สนทนากับพระเจ้า 2

“...ที่สุดแล้ว ปัญหาการเมืองรวมถึงปัญหาส่วนตัวทุกเรื่อง เมื่อสืบเสาะลงไปให้ลึกที่สุดจะพบว่า เป็นปัญหาทางจิตวิญญาณทั้งนั้น ทุกชีวิตเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ฉะนั้นปัญหาทุกอย่างของชีวิตจึงมีต้นตอมาจากจิตวิญญาณและจะแก้ไขได้ด้วยวิธีทางจิตวิญญาณ สงครามเกิดขึ้นเพราะใครบางคนมีสิ่งที่อีกคนอยากได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้คนบางคนทำสิ่งที่อีกคนไม่อยากให้ทำ
ความขัดแย้งทุกชนิดเกิดจากการวางความปรารถนาไว้ผิดที่
สินติเดียวที่จะยั่งยืนได้ในโลกหล้าคือศานติภายใน
ให้แต่ละคนค้นพบสันติในใจตน เมื่อนั้นเธอจะพบว่า เธอไม่ต้องพึ่งพาอะไรอีก...”

(สนทนากับพระเจ้าเล่ม 2 หน้า 204)

สำหรับผู้ที่เคยอ่านสนทนากับพระเจ้าเล่ม 1 มาแล้ว การได้อ่านสนทนากับพระเจ้าเล่ม 2 ในรอบแรกๆ เป็นไปได้ที่จะรู้สึกแตกต่าง ไม่คุ้นเคย ด้วยเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นหนักไปในเรื่องปัญหาที่มนุษยชาติกำลังประสบร่วมกันอยู่ ทั้งความอดอยากหิวโหย ความเป็นธรรมในด้านเศรษฐกิจ-สังคม, การศึกษา, การจัดการทรัพยากร ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่า หากเล่ม 1 คือการทบทวนตนเอง เล่ม 2 ก็คือการทบทวนสังคมโลก และที่ดูเหมือนจะยอกย้อนก็คือ เมื่อพิจารณาถึง สาเหตุสำคัญของทุกปัญหาในโลก เรากลับต้องย้อนมาทบทวนจิตสำนึกของตนเอง

“...เธอไม่อาจแก้ปัญหาที่กระหน่ำมนุษยชาติอยู่นี้ได้ด้วยมาตรการของรัฐบาลหรือกลไกทางการเมืองหรอกนะ เธอพยายามทำอย่างนี้มาเป็นพันๆ ปีแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเกิดได้ที่เดียวเท่านั้นคือ ในหัวใจของมวลมนุษย์...” (หน้า 231)

ความจริงที่ตีแสกหน้าเรานั่นคือ ข้อความที่ว่า หลายพันปีแห่งอารยธรรมมนุษย์ จิตสำนึกของเราไม่ได้วิวัฒน์ไปไกลสักเท่าใดเลย เรายังคงปล่อยให้ผู้คนมากมายอดอยากหิวโหย เรายังคงยอมรับระบบใครดีใครได้ให้คงอยู่ต่อไปในสังคม เรายังคงข่มขืนทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เรายังคงก่อสงครามทำลายชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างสุดโต่ง และเรายังคงออกกฎหมายกันไม่หยุดหย่อนเพื่อบังคับให้ทุกคนเป็น “คนดี”

“เรา” ที่หมายถึงมนุษย์ทุกคน ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบที่มีต่อโลกที่เราอยู่อาศัย ไม่ว่าจะชาวป่าผู้อยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ หรือชาวเมืองผู้อยู่กับความศิวิไลซ์ก็ตาม, แน่ละ หากมองอย่างปัจเจก ใครก็ย่อมกล่าวได้ว่า ฉันไม่ได้ฆ่าใคร ฉันไม่ได้ตัดไม้ทำลายป่า ฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกครองที่ก่อความเดือดร้อนให้กับชนชั้นล่าง แต่ในฐานะปัจเจก มีใครบ้างเล่าที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสังคม?

ทุกชีวิตล้วนต้องเกี่ยวพันกับสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมเมือง ที่ไม่ยินยอมให้สิทธิการดำรงตนอย่างโดดเดี่ยวแก่ผู้ใด ฉะนั้น ปัญหาที่เกิดกับสังคม ไม่ว่าใกล้หรือไกลตัว มนุษย์ทุกผู้ล้วนเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น ปัญหาสำคัญก็คือ สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมของแต่ละคน ไม่ได้มีมากพอที่จะขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ได้เลย

ถามว่า การเปลี่ยนแปลงในระดับจิตสำนึกนั้นควรเริ่มต้นที่ใด? ที่ใคร?
“...จิตสำนึกที่แผ่ขยายไปทั่วโลก คือสิ่งจำเป็นสำหรับตอนนี้ ทว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างไรใช่ไหม...ต้องมีใครสักคนเริ่มไง โอกาสรอเธออยู่ตรงหน้าแล้ว เธอเป็นบ่อเกิดของจิตสำนึกใหม่ได้ เธอสามารถเป็นแรงบันดาลใจ จริงๆ แล้วเธอนั่นละที่ต้องเป็น...” (หน้า 232)

ในส่วนของความเห็นของ “พระเจ้า” ต่อคำถามในเรื่องสังคม ข้อแนะนำให้ยกเลิกรูปแบบเดิมๆ ขององค์กรในโครงสร้างของสังคม อาจดูเหมือนแนวคิดแบบอนาธิปไตย แต่เหตุผลที่ว่า แท้จริงแล้ว การวิวัฒน์สู่จิตสำนึกใหม่ของมนุษยชาติ มีปัญหาอยู่ที่ใครบางคนไม่ยอมให้มีการแบ่งปัน หรือเปลี่ยนแปลงเพราะมันคือผลประโยชน์มหาศาล รวมทั้งการเปิดเผยระบบการเงินที่จะทำให้ “ผู้คนไม่สามารถทำในสิ่งที่ตนไม่อยากให้คนอื่นรู้ได้อีกต่อไป” เป็นข้อสังเกตที่น่าพิจารณามาก

โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าหากใช้ “การเปิดเผย” (visibility)  ซึ่งเป็นความจริงที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา เป็นรากฐานของทุกอย่างของสังคม ความคดโกง ความไม่เป็น ความไม่เสมอภาคต่างๆ ในสังคมจะหมดสิ้นไปทันที ซึ่งแน่ละ ผู้มีอำนาจและผู้มีเงินตราในสังคมย่อมต่อต้านเรื่องเหล่านี้อย่างถึงที่สุด และหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ชวนให้คิดเหลือเกินว่า หรือแท้จริงแล้ว ชนชั้นนำเหล่านี้นี่เอง เป็นตัวขัดขวางการวิวัฒน์ของจิตสำนึกใหม่ของสังคม?

การคาดหวังให้การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่จุดบนสุดของสังคมแล้วแผ่ขยายลงมาสู่เบื้องล่าง คืออุดมคติที่เป็นเพียงภาพลวงแห่งความฝันของการปกครองทุกระบอบในโลก ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย, เผด็จการ,สังคมนิยม, ราชาธิปไตย หรือแบบใดก็ตามแต่ ผู้คาดหวังถึงสิ่งดีงามจากผู้ปกครองมักจะต้องพบกับผลลัพธ์เดียวกันทั้งสิ้นนั่นคือ ความผิดหวัง

เราไม่อาจหวังให้ผุ้มีอำนาจทำให้สังคมดีขึ้น เช่นเดียวกับเราก็ไม่อาจหวังได้ว่า สักวันหนึ่งหากเรามีอำนาจเราจะเปลี่ยนสังคมให้ดีอย่างที่เราต้องการ เพราะนอกจากจะเป็นจริงได้ยากแล้ว ยังไม่มีใคร(แม้แต่ตัวเรา)ที่จะกล้ารับประกันว่า หากวันใดเรามีเงิน มีอำนาจ เรายังคงเป็นเราคนเดิมอยู่หรือไม่ มีตัวอย่างของคนมากมายที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อได้ขึ้นเถลิงอำนาจ จากที่เคยมีความสามารถมีความดีพอเป็นความหวังอยู่ได้บ้าง ก็กลับกลายเป็นมัวเมาเสพติดในอำนาจ และเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้สังคมแตกแยก

เราไม่อาจหวังให้ใครดีได้ ชีวิตและชะตากรรมของผู้อื่นคือสิทธิ์ของผู้นั้น ไม่ใช่ของเรา
สิ่งเดียวที่เราหวังได้ คือตัวเราเอง
จิตสำนึกใหม่ ท่ามกลางสังคมที่กำลังล่มสลาย อยู่ภายในตัวเราทุกคน
โลกอารยะหรือโลกพระศรีอาริย์ที่ทุกคนใฝ่ฝัน อาจอยู่เพียงแค่ “ปลายจมูก” ดังที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ แต่เราคาดหวังไปไกล จนมองข้ามความเป็น “ผู้สร้าง” หรือศักยภาพของตัวเราเอง

หากความหวังใดๆ ไม่ได้ก่อเกิดขึ้นจากตัวเราแล้ว เรายังจะหวังได้ที่ใคร ?

** ขอขอบคุณ คุณอัฐพงศ์ เพลินพฤกษา สำหรับหนังสือสนทนากับพระเจ้าเล่ม 2 และความปรารถนาดีเสมอมา




 

บล็อกของ ฐาปนา

ฐาปนา
“...ที่สุดแล้ว ปัญหาการเมืองรวมถึงปัญหาส่วนตัวทุกเรื่อง เมื่อสืบเสาะลงไปให้ลึกที่สุดจะพบว่า เป็นปัญหาทางจิตวิญญาณทั้งนั้น ทุกชีวิตเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ฉะนั้นปัญหาทุกอย่างของชีวิตจึงมีต้นตอมาจากจิตวิญญาณและจะแก้ไขได้ด้วยวิธีทางจิตวิญญาณ สงครามเกิดขึ้นเพราะใครบางคนมีสิ่งที่อีกคนอยากได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้คนบางคนทำสิ่งที่อีกคนไม่อยากให้ทำความขัดแย้งทุกชนิดเกิดจากการวางความปรารถนาไว้ผิดที่สินติเดียวที่จะยั่งยืนได้ในโลกหล้าคือศานติภายในให้แต่ละคนค้นพบสันติในใจตน เมื่อนั้นเธอจะพบว่า เธอไม่ต้องพึ่งพาอะไรอีก...”(สนทนากับพระเจ้าเล่ม 2 หน้า 204)
ฐาปนา
เมื่อครั้งยังเด็ก ผมเคยเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีชะตากรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ทุกๆ อย่างถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ทุกๆ อย่างถูกลิขิตไว้หมดแล้ว ตั้งแต่เกิดจนตาย พอเติบโตขึ้น ความเชื่อเรื่องชะตากรรมก็เปลี่ยนไป ผมเชื่อว่ามีแค่สามสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วและเราไม่อาจล่วงรู้ได้ นั่นคือ การเกิด คู่ครอง และการตาย ไม่นานมานี้ ผมมองชะตากรรมอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ชะตากรรม คือ สิ่งที่เข้ามาสู่ชีวิตเพื่อให้เราเลือก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และมันจะส่งผลต่อเรา เราจะเรียนรู้และเติบโตจากมัน เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากมุมมองที่เรามีต่อมัน ลองย้อนมองกลับไปถึงอดีตของเราแต่ละคน สิ่งที่เราเลือก เสมือนจุดๆ หนึ่ง…
ฐาปนา
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ลมหนาวคลายความยะเยือกลง เหลือเพียงลมเย็นโชยเฉื่อย เจือกลิ่นหอมของไม้เมืองหนาวหลายชนิดที่ยังคงผลิดอกแม้ฤดูหนาวสิ้นสุด แล้วเมืองเชียงใหม่ก็เข้าสู่ช่วงเวลาพิเศษของคนหนุ่มสาวอีกครั้ง“วันแห่งความรัก” (Valentines Day) ที่ใครหลายคนรอคอยอันที่จริง แม้จะเรียกกันว่า วัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริบทของสังคมเปลี่ยนไป ด้วยอานุภาพแห่งความรักและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความรัก จึงไม่อาจจำกัดให้วันแห่งความรักอยู่แค่เพียง วันที่ 14 ของเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น วันแห่งความรักได้ขยายช่วงเวลาเป็น สัปดาห์แห่งความรัก จนกระทั่งเป็น เดือนแห่งความรัก ในที่สุด นอกจากบรรยากาศแห่งความรัก…
ฐาปนา
ไม่ทราบว่าใครเป็นเหมือนผมบ้างหลังจากข้าวของพาเหรดกันขึ้นราคา แต่รายได้มันไม่ได้ขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้องปรับตัวทุกทางเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้ถีงขั้นต้องใช้คำว่า “เพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้” นั่นละครับเพราะรายได้ที่ไม่แน่นอน ไม่มากมาย บวกกับสภาพหนี้ทั้งงานราษฎร์งานหลวง จากที่เคยตามใจปากตามใจตัวได้บ้างก็ต้องกลายมาเป็น “งด” แทบจะทุกรายการ จะกินขนมสักสิบยี่สิบบาทก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารญี่ปุ่นสำหรับคนจน (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ดีกว่านี่ก็แว่วว่า บะหมี่ซองเหล่านี้จะขึ้นราคากันแล้วเราคงต้องไปหาดินอร่อยๆ กินกันแทนข้าวแล้วกระมัง ก่อนที่ดินอร่อยๆ จะได้รับความนิยมขึ้นมา แล้วดินก็จะขึ้นราคาอีก
ฐาปนา
“...ยังไม่เคยเห็นธนาคารไหนในโลกให้ดอกเบี้ยร้อยเปอร์เซนต์ ฝากพันให้พัน ฝากหมื่นให้หมื่น ฝากล้านให้ล้าน ไม่เคยเห็น แต่ธรรมชาติจะให้มากกว่านั้นแทบทุกเรื่อง ถ้าเราฝากธรรมชาติ อย่างเช่น ถ้าเราเอาเงินสิบบาทไปฝากธนาคาร ถ้าเขาให้ดอกร้อยเปอร์เซนต์ สิ้นปีก็ได้สิบบาท รวมที่ฝากเป็นยี่สิบบาท คือสูงสุดแล้ว แต่ถ้าฝากธรรมชาติ ก็เหมือนฝากให้คนอื่นทำงาน สมมติต้นกล้วยห้าบาท ค่าปลูกกล้วยอีกห้าบาท รวมเป็นต้นทุนสิบบาท พอสิ้นปีได้ปลีกล้วยมาอันหนึ่ง เครือกล้วยอีกเครือหนึ่ง หน่อกล้วยอีกสองหน่อ อันนี้ไม่รู้ราคาเท่าไรแล้ว ถามว่ามันได้ร้อยเปอร์เซนต์ หรือกี่ร้อยเปอร์เซนต์…
ฐาปนา
กิจกรรมส่วนที่สองของโครงการ one year # 2 ของมูลนิธิที่นา ที่ผมเข้าร่วม คือกิจกรรมเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ เริ่มต้นด้วยการประชุมแนะนำโครงการและให้ผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละคนวาดรูปพืช ที่ตนเองอยากปลูก หรือ สัตว์ที่ตนเองอยากเลี้ยง ซึ่งในช่วงเวลาสามเดือนของกิจกรรมส่วนที่สองนี้ ทุกคนจะต้องดูแลสิ่งมีชีวิตของตนเองสองวันต่อมา เราเดินทางไปชมการทำเกษตรกรรมอินทรีย์และการดูแลสุขภาพวิถีไทที่ “สวนสายลมจอย” อำเภอสันกำแพง พื้นที่ไม่ถึงสิบไร่แห่งนี้ ถูกปรับเปลี่ยนจากพื้นที่นามาเป็นร่องสวน และบ่อเลี้ยงปลา, เต็มไปด้วยมะพร้าว พืชผล พืชผัก และสมุนไพรนานาชนิดจากการทำนาทำสวนที่ใช้สารเคมีในอดีต…
ฐาปนา
หวังให้ประเทศเล็กที่มีพลเมืองน้อยมีอาหารพอที่จะเลี้ยงดูพลเมืองมากกว่าที่เขาต้องการถึงสิบเท่าร้อยเท่าให้ประชาชนเห็นคุณค่าของชีวิตและไม่ท่องเที่ยวพเนจรไปไกลถึงแม้จะมีพาหนะเรือและรถก็ไม่มีใครปรารถนาจะขับขี่ถึงแม้จะมีเกราะและอาวุธก็ไม่มีโอกาสจะใช้ให้กลับไปใช้การจดจำเรื่องราวด้วยการผูกเงื่อนแทนการเขียนหนังสือให้เขานึกว่าอาหารพื้นๆนั้นโอชะเสื้อผ้าอันสามัญนั้นสวยงามบ้านเรือนธรรมดานั้นสุขสบายประเพณีวิถีชีวิตนั้นน่าชื่นชมในระหว่างเพื่อนบ้านต่างเอาใจใส่ซึ่งกันและกันจนอาจได้ยินเสียงไก่ขันสุนัขเห่าจากข้างบ้านและตราบจนวันสุดท้ายของชีวิตจะไม่มีใครได้เคยออกไปนอกประเทศของตนเลย(บทที่ 80 ประเทศในฝัน,…
ฐาปนา
หากให้ลองย้อนคิดดูว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไปเราได้ทำอะไรไปบ้าง คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะระบุให้ครบถ้วน เพราะการกระทำเป็นรูปธรรม มีผลลัพธ์ชัดเจน มีร่องรอยที่ติตตามได้แต่หากให้ลองย้อนคิดดูว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป เราได้ "พูด" อะไรไปบ้าง ต้องไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ เว้นเสียแต่ว่า วันนั้นเราจะพูดน้อยจนนับคำได้คำพูด คือความคิดที่แสดงออกเพื่อสื่อสาร ซึ่งเนื้อแท้ของสิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้นก็คือ ความรู้สึก ความรู้สึกคือภาษาของวิญญาณ เป็นหัวใจเป็นแก่นแกนกลางของการสื่อสารทุกชนิด แต่เราก็มักจะหลงลืมหัวใจของการสื่อสารนี้ไป และไปให้ค่ากับคำพูดเสียมากกว่าฉะนั้น หากเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป…
ฐาปนา
 ผมเพิ่งจะไปเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพมาครับ หลังจากไม่ได้ไปมาเป็นเวลาร่วมสิบปี  ครั้งสุดท้ายที่ขึ้นไปคือตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย พอย้ายมาอยู่ทางเหนือก็ไม่ได้โอกาสเสียที มาสบโอกาสเอาก็ตอนลมหนาวเริ่มมาเยือนนี่เอง ขับมอเตอร์ไซต์ขึ้นดอยตอนเช้า อากาศเย็นสบาย ใช้เวลาสัก 20-30 นาทีเท่านั้นวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสถานที่อันดับแรกที่ใครต่อใครที่มาเชียงใหม่จะต้องมาเยือนมาชม มากราบไหว้ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง ที่นี่จึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายตลอดเวลา ยิ่งในช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว ดูเหมือนว่า ดอยสุเทพคือสถานที่แรกที่ทุกคนต้องมา…
ฐาปนา
คืนหนึ่งผมฝันถึงสถานที่หนึ่งซึ่งผมไม่เคยคาดคิดว่าจะฝันถึงสถานที่แห่งนั้นเป็นทางเดินที่ทอดยาว เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปสู่อาคารหนึ่งผมเดินไปตามทางนั้นด้วยความรู้สึกประหลาด ประหลาดเพราะรู้ว่านี่คือความฝัน แต่ทั้งรู้ว่าฝันผมกลับตื่นตื่นโพลงอยู่ในความฝัน ผมเดินไปตามทางด้วยความตื่นโพลง และรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในภาพวาดซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง แม้แต่ใบไม้แห้งก็แทบจะไม่ไหวติง ผมรู้จักสถานที่แห่งนั้นดี มันคือทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารพักอาศัยไปยังอาคารปฏิบัติรวมของศูนย์วิปัสสนาธรรมอาภา สถานที่ที่ผมไปอบรมวิปัสสนาเป็นเวลาสิบวันผมพยายามหาเหตุผลว่า ทำไมผมจึงฝันถึงสถานที่แห่งนั้น…
ฐาปนา
หากได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับยุโรป พร้อมเงินติดกระเป๋าไปเที่ยวฟรีๆ 10 วัน เป็นใครย่อมไม่รอช้า ทั้งพร้อมจะเลื่อน – ลา – หยุด ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไป มันคงเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตที่น้อยคนจะมีโอกาส แต่ด้วยเงื่อนไขเดียวกันนี้ หากเปลี่ยนจากไปเที่ยวยุโรป 10 วัน เป็นการไป ‘วิปัสสนา’ 10 วันแทน หลายคนคงต้องคิดหนัก เราหมายใจจะท่องเที่ยวไปให้ทั่วประเทศ ทั่วทวีป ทั่วโลก จากทะเลลึกถึงภูเขาที่สูงที่สุด จากมหานครสู่ป่าดิบ จากกลางตลาดที่คราคร่ำด้วยผู้คนสู่ทะเลทรายเวิ้งว้าง แต่เรากลับไม่สนใจที่จะท่องเที่ยวสำรวจ ‘จิต’ ของเราเอง ... แปลกมั้ย ?ในฐานะชาวพุทธ ไม่ว่าจะกล่าวด้วยความภาคภูมิ…
ฐาปนา
ผมสมัครเข้าร่วมโครงการหนึ่งปี “ชุมชนทดลอง # 2” ของมูลนิธิที่นา [1] ด้วยความไม่รู้ กล่าวคือ ไม่รู้เรื่องวิปัสสนา ไม่รู้เรื่องศิลปะ และไม่รู้เรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ  ความไม่รู้นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะถ้ารู้แล้วคงไม่ต้องมาเมื่อได้คุยกับทีมงานหลายท่านก่อนเริ่มโครงการ ก็ได้รับความห่วงใยเกรงว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะคาดหวังมากเกินไป เนื่องจาก the land ไม่ใช่ utopia ซึ่งผมก็เข้าใจ ขณะเดียวกันผมเองก็ห่วงใยเกรงว่า ทีมงานจะคาดหวังกับผู้เข้าร่วมโครงการมากเกินไปเช่นเดียวกันเพราะในความต่างของปัจเจกที่มาอยู่ร่วมกันภายใต้เงื่อนไขหลวมๆ นี้ หากผู้เข้าร่วมไม่มีความชัดเจนในจุดประสงค์ของตนเอง…