วิถีแห่งผู้กล้า

19 March, 2008 - 02:06 -- vichak

เรจินัลด์ เรย์ เขียน
วิจักขณ์ พานิช ถักทอและร้อยเรียง

20080319 ภาพประกอบ

เชอเกียม ตรุงปะ เคยกล่าวไว้ว่า “หากคุณสามารถหลีกเลี่ยงการเดินทางทางจิตวิญญาณได้ คุณก็ควรจะทำเสีย” การฝึกฝนทางจิตวิญญาณที่เข้มข้นจะนำพาคุณไปยังสถานที่ที่ซึ่งอัตตาของคุณถูกสั่นคลอนและถอนรากอย่างถึงที่สุด ราวกับกำลังถูกท้าทายด้วยเพลิงไฟแห่งการตื่นรู้ ดังนั้นคุณจำเป็นที่จะต้องตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณได้ย่างก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน เรากำลังพูดถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณที่แท้ หาใช่ความเป็นศาสนาที่ฉาบฉวยหรือการโหยหาความสุขสงบด้วยการภาวนาวันละนิดวันละหน่อย เรากำลังพูดถึงการอุทิศตนบนธรรมแห่งการตื่นรู้ในทุกลมหายใจเข้าออก

ยิ่งผู้ปฏิบัติสามารถเข้าไปสัมผัสกับพื้นที่ภายในอันเปิดกว้างและว่างจากข้อจำกัดทางความคิดอันเป็นพลังพื้นฐานแห่งการตื่นรู้อันไพศาล เมื่อนั้นพลังชีวิตที่สดใหม่ก็จะงอกงามขึ้นตามธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะพลังเหล่านั้นจะฉีกชีวิตที่คับแคบของคุณเป็นชิ้นๆ  ยิ่งประสบการณ์แห่งความว่างลุ่มลึกมากขึ้นเพียงไร พลังชีวิตที่สดใหม่ก็จะปรากฏให้เราสัมผัสได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น มันเหมือนกับเราหลุดเข้าไปอยู่ในเพลิงไฟอันร้อนแรงอย่างไม่มีทางเลือก และมันกำลังเผาผลาญการยึดมั่นทางความคิดทั้งหลายจนหมดสิ้น หลงเหลือเพียงพลังแห่งประสบการณ์ตรงอันเปลือยเปล่าในทุกปัจจุบันขณะ

การภาวนาเป็นการฝึกฝนที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงและอันตรายมาก เราจะพบกับผู้คนมากมายที่เคยฝึกฝนตนเองอย่างมอบกายถวายชีวิต จนถึงจุดหนึ่งพวกเขาก็สารภาพว่า “พอกันที...ฉันไม่อยากที่จะฝึกมันอีกต่อไปแล้ว” เพราะหากพวกเขายังฝึกไปอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงภายในจะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น จนเขาจะกลายเป็นคนที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง พวกเขาต้องยอมตายและเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยการยอมศิโรราบให้กับพลังชีวิตที่โชดช่วงจากการปฏิบัติ

ในแง่มุมนั้น จะเห็นได้ว่าเราต่างใช้ชีวิตที่คับแคบอยู่ในโครงสร้างสังคมที่แข็งทื่อ เต็มไปด้วยกฏกรอบ และข้อจำกัดมากมาย แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่ฝึกฝนตนเองจนบรรลุสู่พลังแห่งการรู้แจ้งในขั้นนั้น มันไม่ง่ายเลยจริงๆ...ไม่ใช่ว่าคุณฝึกเทคนิคเหล่านั้นไป แล้วจะสามารถกลับออกไปใช้ชีวิตหลับใหลในแบบเดิมๆตามปกติได้ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะในแง่มุมหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าการภาวนาจะทำลายชีวิตของคุณอย่างไม่เหลือชิ้นดี หากคุณฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และให้คุณค่ากับการภาวนาในฐานะพื้นฐานของการดำเนินชีวิตประจำวัน วันหนึ่งคุณจะพบว่าคุณไม่ใช่คนคนเดิมอย่างที่เคยเป็นเมื่อสิบปีก่อน การปฏิบัติเหล่านี้ได้เขย่าชีวิตของคุณอย่างถึงราก และแสดงให้คุณเห็นถึงจุดที่คุณกล้าและกลัวไปพร้อมๆ กัน แม้คุณจะปฏิบัติมามากเพียงไร คุณก็ยังเห็นแนวโน้มของการพยายามจะใช้เทคนิคหรือภาพลักษณ์ทางจิตวิญญาณ ในฐานะหนทางที่จะควบคุมชีวิต โดยยึดเอาแต่สิ่งที่คุณคิดว่าดีหรือสูงส่งเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งอัตตาทางจิตวิญญาณเช่นนั้นจำเป็นต้องถูกท้าทายด้วยการกลับมาดำเนินชีวิต ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่น

ยิ่งคุณกล้าที่จะใช้ชีวิตอย่างเปลือยเปล่ามากขึ้นเท่าไร คุณก็สามารถสัมผัสได้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิตและความตาย อันเป็นฉากหลังของการดำเนินชีวิตในทุกขณะ คุณไม่มีบ้านให้กลับไปพักพิงเหมือนเก่า ประสบการณ์ชีวิตในทุกขณะได้เชื้อเชิญให้คุณก้าวออกมาสู่หนทางแห่งการตื่นรู้ เผชิญอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกที่ท้าทายตัวตนของคุณยิ่งขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าคุณมีใจที่เปิดกว้างต่อธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต ไม่ว่ามันจะสวยงามหรือน่าหวาดกลัวเพียงไร ในขณะเดียวกันคุณได้กลายเป็นคนเดินดินธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เข้มแข็งและกล้าหาญ อีกทั้งหัวใจยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในทุกรูปแบบ คุณเลิกเกาะเกี่ยวเสาหลักทางความเชื่อ และความคาดหวังทั้งหลาย สู่การดำเนินชีวิตจากความเต็มเปี่ยมภายในด้วยหัวใจที่ตื่นรู้ ทุกปัจจุบันขณะคือก้าวเดินของการเอาชีวิตเข้าแลก พร้อมให้เพลิงไฟแห่งชีวิต เผาไหม้อัตตาตัวตนจนไม่เหลือซาก ทิ้งไว้เพียงพื้นที่ว่างของหัวใจ เป็นฐานให้แก่พลังแห่งการตื่นรู้ภายในได้เลื่อนไหลและปรากฏ 

ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
 “สัมผัสแห่งการตื่นรู้”
กระบวนทัศน์ใหม่ในวิถีการภาวนา
โดย วิจักขณ์ พานิช
๑๑ - ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑
ณ สวนโมกข์นานาชาติ  อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

“สัมผัสแห่งการตื่นรู้” เป็นพื้นที่การฝึกภาวนาแบบเข้มข้น สำหรับกัลยาณมิตรในแวดวงจิตตปัญญาศึกษา พุทธศาสนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในเรื่องของการเรียนรู้ด้านใน ให้ได้มาพบปะพูดคุยและภาวนาร่วมกัน กิจกรรมจะประกอบด้วยการนั่งสมาธิภาวนาและเทคนิคที่หลากหลายเพื่อการเข้าไปสัมผัสพลังแห่งการตื่นรู้ในกาย สลับกับการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติและความเข้าใจพื้นฐานโดยวิทยากร และการถามตอบคำถาม พูดคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปฏิบัติของผู้เข้าร่วม  ด้วยภาษาในชีวิตประจำวันที่เข้าใจได้ง่าย

ใน “สัมผัสแห่งการตื่นรู้” วิทยากรจะผสมผสานคุณค่าของการภาวนาที่ที่ฝึกฝนกันในสายการปฏิบัติทั้งในสายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน จากประสบการณ์ตรงของวิทยากร เพื่อให้เกิดความเข้าใจกระบวนการภาวนาในฐานะการเดินทางทางจิตวิญญาณ และพื้นฐานแห่งการตื่นรู้ของชีวิต

สนใจติดต่อรับใบสมัครและสำรองการเข้าร่วมได้ที่ shambhala04@gmail.com

ความเห็น

Submitted by susuki on

I see your picture is verry lovely and funny mark mark kar

Submitted by ป่าน on

ยินดียิ่งกับลูกสาว
มีความสุขมากมายนะครับ

ทุกข์ร่วมเพราะผูกพัน

17 March, 2010 - 00:00 -- vichak

เมื่ออาทิตย์ก่อนเอแบ็คโพลได้รายงานผลสำรวจ ๑๐ อันดับแรกของแนวทางลดความเครียด (ของคนกรุงเทพ) ในสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง  “อันดับแรก คือพยายามไม่ยึดติดกับกลุ่มการเมืองใดๆ อันดับสอง ปล่อยวาง ยอมรับสภาพความเป็นจริง อันดับสาม หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง อันดับที่สี่ ลด-งดพูดคุยเรื่องการเมืองกับคนอื่น และอันดับที่ห้า ลด งดติดตามข่าวสารทางการเมืองทางสื่อต่างๆ ส่วนรองๆ ลงไปคือ ติดตามรายการบันเทิงคลายเครียดให้มากขึ้น พูดคุยปรึกษาปัญหาความเครียดกับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หาที่พึ่งทางศาสนา ฝึกสมาธิ และเลือกติดตามข่าวสารเฉพาะสื่อที่อยู่ฝ่ายเดียวกับตนเอง” (ที่มา: นสพ.ไทยรัฐ ๗ มีนาคม ๒๕๕๓)

กระบวนทัศน์กับการภาวนา

25 February, 2009 - 00:00 -- vichak

  

โดยแก่นสาระของการฝึกสมาธิภาวนานั้นไม่มีอะไรมากมาย ขอเพียงผู้ฝึกมีความซื่อตรงและมั่นคงกับประสบการณ์การฝึกของตัวเอง อย่างที่เรียกว่า เรียลลิสติค (realistic) คือ ภาวนาเพื่อการขัดเกลาจิตใจตนเองจริงๆ ไม่ได้มาภาวนาเพื่อได้นั่นได้นี่ เห็นนั่นเห็นนี่

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะหากความทะเยอทะยานยังติดเนื้อติดตัวเรามา การภาวนาก็จะเป็นไปในทิศทางของความทะเยอทะยานนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า
"ภาวนา" เป็นคำกลางๆ ที่บ่งบอกถึงการเรียนรู้ใจตน ซึ่งในทางปฏิบัติก็จะแตกต่างกันไปตามอารมณ์ของผู้ฝึก  บ้างก็อาจจะมาด้วยอารมณ์หวังผล อารมณ์บรรลุเป้าหมาย อารมณ์อยากได้ความสงบ อยากมีความสุข  ยากที่จะหาผู้ที่มาภาวนาเพื่อภาวนา เรียนเพื่อเรียน เปิดใจรับฟังประสบการณ์อย่างปราศจากสัมภาระ อคติ ความคิด ความคาดหวังได้อย่างแท้จริง

คิดแบบ ส.ศิวรักษ์

16 February, 2009 - 00:00 -- vichak

เวลาผมไม่สบายใจ ผมมักจะแวะไปเจอเพื่อนสนิท กินข้าว กินเหล้า นั่งคุยกันไปเรื่อย แบบไม่มีจุดหมาย เพียงปล่อยให้ความไว้วางใจที่เพื่อนแท้มีให้แก่กัน ก็พอจะช่วยเยียวยาความคับข้องภายในให้คลี่คลายไปได้ แต่ผมยอมรับว่าในบางครั้ง เวลาที่ผมเจอเรื่องหนักๆ ผมมักจะมองหาเพื่อนที่มีความอาวุโสมากกว่าผม ใครสักคนที่ผมสามารถเคารพเขาได้อย่างสุดจิตสุดใจ เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมรับฟังเด็กหัวแข็งอย่างผมที่ไม่ค่อยจะรู้จักความหมายของคำว่ากาลเทศะ สัมมาคารวะ หรือทักษะการประจบประแจงใดๆ ก็เรามีเพียงใจเปล่าๆที่อยากที่จะเข้าไปหา รับฟัง แลกเปลี่ยน ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ไม่ดัดจริตซับซ้อน ผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ผู้สำแดงชีวิตผ่านการดำรงตนที่หนักแน่น อ่อนโยน และเต็มเปี่ยม เป็นพลังแห่งการประคับประคองและโอบอุ้มโดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยคำพูดหรือการวางท่าที

รสธรรมในค่ำคืนโลกๆ

2 February, 2009 - 00:00 -- vichak

  

เขาเชื่อว่าโลกแบ่งเป็นสองขั้ว คือ โลกทางธรรมและโลกทางโลก (aka. โลกๆ) เขาเคยคิดว่าเขามั่นใจและเข้าใจ จนวันนี้ที่เขาได้ตระหนักแล้วว่า มันก็ยังเป็นเพียงแค่ "คิด" ว่าเข้าใจ หลายปีที่เขาพยายามขดตัวอยู่ในโลกทางธรรมที่เขาสร้างขึ้นจากอุดมคติของความเป็นคนสมบูรณ์แบบ เขารู้สึกถึงรสประหลาดของชีวิตที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นของความหมกมุ่น ไอเดือดของความรุ่มร้อน และผลึกอันเย็นเยือกของความด้านชา

วันนี้...เขานั่งครุ่นคิด ทบทวน กับเส้นทางอันแสนประเสริฐที่เขาเลือกเดิน

ไอคุกรุ่นเดือดดันฝากาให้กระเด็นออก เสียงหวีดร้องก้องดังอยู่ในความเงียบงัน

เขารู้สึกหนัก

ภาพของความเป็นคนดีสมบูรณ์แบบที่เขาแบกไว้เต็มสองบ่ามาตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปี

ความเงียบและความนิ่งเข้าปกคลุมอีกครั้ง ดูเหมือนเขาจะเก่งในการสร้างบรรยากาศเช่นนี้เสียจริง ทั้งที่เขารู้ดีว่า มันก็แค่กลไกของการกลบเกลื่อน

แววตาที่สงบนิ่ง ไร้อารมณ์ ไร้ชีวิตชีวา ทอดไปยังขอบฟ้าที่ถูกบดบังโดยตึกสูง

ฝนตกพรำๆ กับท่วงทำนองของการย่ำเดินไปบนขอบถนนสายหนึ่ง เขามาถึงแล้ว...

เด็กสาวผิวขาวสวยยืนรอรับตั้งแต่หน้าประตู ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความลังเลสับสน จังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นระสาย ขาของเขาสั่นอายปราศจากแรงก้าว  

 "ที่อโคจร" ความคิดแรกเข้ามาเยือนในหัว สมกับความเก่งกาจใน "วิชาธรรมะ" ที่เขาทำเป็นอาชีพ เขาเตรียมจะเอาหลักธรรมมาสร้างภาพอารยธรรมของความสงบนิ่งอีกครั้ง ดูเหมือนว่าหลายปีที่ผ่านมา การกดทับและความพยายามตัดไฟปรารถนาไม่ได้ช่วยให้เขาได้เข้าใจความเป็นอนิจจังของพลังอันเร่าร้อนที่ลุกโหมในใจเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ครั้งนี้เขาได้บอกตัวเองแล้วว่า "เขาจะไม่หนี"

ในที่สุดสองเท้าก็พาเขาก้าวผ่านบานประตูกระจกใส แววตาของเขาเป็นประกายในแว้บแรกที่เห็นร่างสะโอดสะองของเด็กสาววัยยี่สิบเศษ ยืนเรียงต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม   

"สำรวม" สัญชาตญาณความคิดทางธรรมอัตโนมัติได้สั่งการให้เขาละสายตาและก้มหน้าดุ่มเดินผ่านผู้คนไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีเขาก็มาหยุดอยู่ที่มุมสงบบริเวณบาร์เหล้า หญิงสาวในชุดซีทรูกับเนินปทุมถันที่ดึงดูดส่งยิ้มให้เขา "สั่งเหล้าอะไรดีคะพี่"

"ผมไม่ดื่มสุรา" ธรรมวาจาอัตโนมัติเปล่งออกไป ความคิดเสียดายที่เขาน่าจะสั่งเหล้าสักแก้วมาย้อมใจก็ผุดพรายขึ้น เขาจึงงัดกลวิธีการตัดความคิดออกมา แล้วพาตัวเองกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง เขาก้มหน้า ควานหาที่หลบภัยจากโลกอกุศล ตัวของเขาเกร็ง ขาของเขาแข็ง

"ผู้หญิงไม่ดีพวกนี้..." เขาหยุดตัวเองไว้เพียงต้นประโยค เพราะรู้สึกละอายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ 

เพียงเพื่อหาภาพลักษณ์ดูดีเป็นที่ซ่อน เขาจำเป็นต้องหยิบมีดสั้นแห่งการตัดสินออกมาเชือดเฉือนคุณค่าความเป็นคนของคนอื่นอย่างไม่มีชิ้นดี...อีกแล้วสินะ

เขาถอนหายใจ พลางจิบสุราเจือโซดา เริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับความไม่สมบูรณ์แบบของตนเองมากขึ้น

......

กลิ่นน้ำหอมที่เย้ายวน การยักย้ายส่ายไหวที่ดึงดูด เสียงดนตรีที่ปลุกไฟปรารถนาให้โชติช่วง และสิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกได้ในค่ำคืนพิเศษคืนนี้  สิ่งที่กระแทกใจ สะท้านทุกความเคลื่อนไหวทางความคิด มันคือ พื้นที่อันกว้างใหญ่ไร้การตัดสิน พื้นที่ที่รองรับให้ทุกสิ่งสามารถแสดงสีสันที่มันเป็นได้อย่างไม่ขวยเขิน

ประตูกระจกใสเปิดสู่โลกการรับรู้ภายในที่เต็มเปี่ยม รสสุราช่างหอมหวาน ส่งผ่านความนุ่มละมุนแห่งความรัก หญิงสาวกับรอยยิ้มแห่งความเบิกบานร่ายรำบนฟลอร์แห่งความไว้วางใจชีวิต ชีวิตที่รุ่มรวยไปด้วยเรื่องราวและสายสัมพันธ์อันหมิ่นเหม่

อิสรภาพจากคุกคุมขังแห่งการตัดสิน

เขารู้สึกราวกับว่า เส้นทางแสวงหาคุณค่าทางจิตวิญญาณของเขาได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

โลกทางธรรมผ่อนคลายขยายกว้าง

เปิดมณฑลแห่งการรับรู้อย่างไม่มีเงื่อนไข ที่หลอมรวมเรื่องโลกๆเอาไว้ ด้วยใจที่อ่อนโยนเป็นมิตร   

* * * * * * * * *