Skip to main content

 

รักของพี่กับเขาเริ่มตรงนี้”


ตรงที่พี่ชายพูด มันคือถนนเส้นหนึ่ง ที่ตัดผ่านกลางระหว่างคูเมืองด้านในของเชียงใหม่ ไปยังชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่ง รอบๆ ถนนมีอาหารพื้นเมืองขาย มีส้มตำ ไก่ย่าง ร้านรวง บริษัท รวมทั้งวัดเก่าแก่สวยงาม

 

16_7_01

 


ฉันก้มลงไปมองตามนิ้วชี้ของเขา ที่ตรงนั้น คือฝาท่อกลมๆ เก่าๆ ปิดรอยโหว่ขี้เหร่ของถนนเอาไว้

ตรงนี้น่ะหรือ จุดเริ่มต้นของความรัก”

ฉันทำหน้าไม่อยากเชื่อ พี่ชายยิ้มที่มุมปาก แล้วพยักหน้า

มีอยู่วันหนึ่ง พี่มาก้มๆ เงยๆ ผูกเชือกรองเท้าตรงนี้ ว่าจะเดินไปเยี่ยมเพื่อนที่ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าข้างหน้านั่น ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินมา ผมยาว ผิวขาว หน้าตาก็ไม่สวยมาก แต่ก็น่ารักดี”

ฮื่อ”


ฉันจ้องมองไปในแววตานั้น การที่ผู้ชายเล่าถึงผู้หญิงสักคน อาจจะใช่ หรือไม่ใช่คนที่เขารัก มีทัศนคติบางอย่างที่เราสามารถวัดได้ว่า เขาน่าคบหาหรือไม่ ฉันถามต่อไปอีกว่า

แล้วปิ๊งกันเลยเหรอ”

โอ้ยเปล่าหรอก ก็ไม่ได้สนใจอะไรเลย แต่เขาน่ะสิ เดินมาเพื่อนที่ร้านซ่อมเหมือนกัน ปรากฏว่าเขาขอเบอร์โทรศัพท์พี่ไป”

โห ถูกจู่โจมนี่”

16_7_02


ฉันพูดทีเล่นทีจริง ในคำแซวนั้นไม่ได้มีการตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น ฉันเชื่อว่าในยุคสมัยนี้ ทั้งหญิงและชาย สามารถเป็นฝ่ายผูกมิตรได้ก่อน ไม่ใช่เฝ้ารอให้ใครเดินมาสะดุดขา แล้วถึงจะเปิดโลกให้รู้จักใครสักคน แต่ฉันก็เชื่อว่า ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็ตาม ทุกอย่างที่ดำเนินต่อหลังจากนั้น ควรจะเป็นการเรียนรู้กันด้วยความจริงใจทั้งสองฝ่าย

ก็รู้สึกดีนะ ไงล่ะ เราก็คนซื่อๆ นะ ให้แซวผู้หญิงก็แซวได้ แต่ให้จีบจริงๆ ไม่กล้า ทำไม่เป็น อาย”

 

พี่ชายสารภาพ และฉันก็เชื่อตามนั้น ทรงผมรองทรงและหน้าตาธรรมดาสามัญ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าแขนสั้นของบริษัทที่สวมเหมือนกันทุกๆ วัน ผู้ชายที่ไม่ค่อยหวีผม ไม่สนใจน้ำหอม ไม่รู้จักชื่อดอกไม้ และทำกับข้าวไม่เป็น เขาอยู่คนเดียวจนชิน และจนเชื่อ ว่าเขาเกิดมาเพื่ออยู่เพียงลำพังเท่านั้น


เขาทำให้พี่ลืมตัวเองนะ ลืมไปหมดเลยว่าเราตั้งใจเอาไว้ยังไง เขาโทรมาหาบ่อย เป็นห่วง ชวนไปกินข้าว”

เขาเป็นฝ่ายชวน หรือโทรหาเราเรื่อยๆ เลยเหรอ เราล่ะโทรหาเขาไหม”

แรกๆ ไม่มีเลย เราก็มองแค่ว่า ก็ดี หายเหงา มีเพื่อนคนหนึ่ง แต่เขาก็โทรมาเรื่อยๆ เราไม่คิดไงว่า ใครจะมาสนใจผู้ชายอย่างเรา บางวันก็เมา กลับไปนอนในห้องเช่าเล็กๆ บ้านก็ไม่มี รถยนต์ก็ไม่มี ผู้ชายแบบนี้ผู้หญิงไม่สนใจ”


พี่ชายตัดพ้อ ฉันหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่าเขาคิดผิด เหมือนผู้ชายอีกหลายคนหรือเปล่านะ ที่เข้าใจไปว่าผู้หญิงต้องการสิ่งเหล่านี้มากมายนัก แล้วก็ขาดความมั่นใจในตัวเอง

สุดท้าย พี่ก็ยอมรับว่ามีใจกับเขา”


ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสวยงาม พี่ชายบอกแบบนั้น จากวันที่เริ่มคบหา พากันไปกินข้าว ทั้งคู่เริ่มเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

 

16_7_03

 


วันเวลาผ่านไปได้รวดเร็ว ราว
4 สัปดาห์ ชายหนุ่มวัย 32 ปี และหญิงสาวในวัย 38 ปี ตัดสินใจขนเสื้อผ้ามาอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่เขินอายที่จะบอกเราว่า นี่คือการทดลองอยู่ก่อนแต่ง เรายินดีกับบ้านใหม่ของเขาสองคนและดีใจที่พี่ชายไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว


คืนนั้นเองที่เขาบอกพี่ว่า เขาแต่งงานกับพี่ไม่ได้หรอกนะ เพราะเขาเคยแต่งมาแล้ว และยังไม่ได้หย่า”

ทะเบียนสมรสเก่าๆ ถูกงัดออกจากซองกระดาษสีน้ำตาลออกมา พี่ชายดูแล้วบอกกับหญิงคนรักของเขาว่า

ช่างมันเถอะ สักวันค่อยจัดการมันก็ได้ ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน”

 


ทั้งคู่ดูรักกัน ท่ามกลางสายตายินดีของเพื่อนๆ ไปไหนไม่เคยห่างกันแม้แต่ก้าวเดียว เดินเกาะไหล่ จูงมือ หอมแก้ม ลูบผม ความรักอบอวลไปถ้วนทั่วที่ทั้งคู่เดินทางไป ใครๆ ก็ต่างอิจฉา พี่ชายบอกฉันว่า นี่คือบทพิสูจน์อย่างหนึ่งของความรัก ที่ว่า อดีตของผู้หญิงไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว เธอจะเป็นใคร มาจากไหน แต่งงานหรือยัง หรือต่อให้มีลูก ก็ไม่มีความหมาย เพราะเขาทั้งคู่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กันและกัน


อยู่กันมาเกือบปีนะ เขาถึงบอกว่า เขามีลูกมาแล้ว 3 คน แล้วแฟนเขาก็ยังไม่ได้ตายไปไหน ยังเลี้ยงลูกอยู่บ้าน แถมยังรอเขาอยู่อีกด้วย”

16_7_04


อา...แล้วพี่ชายทำยังไง”

ชายหนุ่มถอนหายใจ แววตาทอดยาวไปยังเบื้องหน้าที่ยาวไกล หากแต่ครุ่นคิดถึงอดีตและการตอบคำถามเหล่านั้น

ก็มันรักไปแล้วนี่ จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็เลยตอบไปว่า ตราบใดที่ไม่ตายจากกัน ฉันก็จะไม่หยุดรักเธอ”

ตอบแบบนั้นเลยเหรอ โรแมนติกจัง” ฉันอุทาน


เขาถามว่า จะเชื่อได้ยังไง เราก็เลยบอกเขาว่า จากวันนี้ไปจะตื่นไปส่งเขาทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะต้องตื่นเช้าแค่ไหน เงินเดือนที่มีก็จะให้เขาไว้ใช้จ่าย เหลือไว้พอกินข้าวกลางวันของเราก็พอ ให้เขาเก็บ เผื่ออนาคต จะทำอะไรร่วมกัน”


ทุกสิ่งที่พี่ทำได้ในชีวิต พี่จะทำให้เขาหมดน่ะแหละ เสียดายที่ทำได้แค่นี้”

อีกครั้งที่เขาตอบพร้อมกับมีรอยน้ำตาอยู่ในประโยคนั้น

 

 

บล็อกของ วาดวลี

วาดวลี
เมื่อหลายสิบปีก่อน เมื่อชายวัยกลางคนคนหนึ่งมาปลูกบ้านอยู่ริมแม่น้ำ เขายิ้มให้กับชีวิตพลางบอกลูกเมียว่า อยากกินปลามื้อไหนขอให้บอก จะเอาตัวเล็กตัวใหญ่ แค่คว้าแห คว้าไซ เบ็ดตกปลา หรือเดินดุ่มลงไปยกยอ ไม่เกิน 15 เท่านั้น ก็จะมีปลามาแกงได้ทั้งหม้อน้ำแม่โก๋นข้างบ้านพ่อชุม
วาดวลี
๑.นอนพักเถิด มวลมิตร ที่ชิดใกล้เก็บแรงไว้คุ้ยหาเศษอาหารฟ้าสวยสวย พื้นที่กว้าง ที่กลางลานคือสวรรค์สถาน ของผองเราอย่าไปเครียด จริงจัง เลยวันพรุ่งเดี๋ยวก็รุ่ง เดี๋ยวก็ค่ำ เหมือนวันเก่ารู้วิถี ตัวตน บนทางเราอย่าเกะกะใครเขาก็เท่านั้นเราเป็นชนกลุ่มน้อยด้อยในโลกจะส่งซึ่ง ภาษาโศก ภาษาขันก็หามีใครฟังเจ้าทั้งนั้นคนอื่นล้วน สื่อสารกัน ภาษาเขา
วาดวลี
“เขาขนทรายกันตรงไหนคะ”ฉันเอ่ยถามเสียงเบาๆ หากจะให้เดาก็คงเป็นที่วัด แต่วัดในบริเวณนี้มีตั้งหลายแห่ง และก็ไม่ได้อยู่ติดกับแม่น้ำแบบวัดใหญ่ของอีกฝั่งฟากถนน วัดใหญ่นั้น ตีเขตไปเป็นอีกตำบล อีกอำเภอหนึ่ง ซึ่งเดาได้ว่า คนในหมู่บ้านฉัน คงไม่ได้ไปทำบุญกันที่นั่น พี่สาวใจดีข้างบ้าน บอกฉันทุกเรื่อง ในสิ่งที่ฉันสงสัย จะว่าไป มีเพียงครอบครัวเดียวที่ฉันรู้จักมักคุ้น แม้จะย้ายบ้านมาได้หลายเดือนแล้ว คนอื่นๆ ส่วนใหญ่ ออกไปใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้าน เราเจอกันยามค่ำ ก็ยิ้มให้กันไปมา แล้วต่างแยกย้ายกันไป แค่เวลา 2 ทุ่มกว่า ทั้งหมู่บ้านก็เงียบสนิท มีเพียงฉันที่เปิดไฟทำงานจนถึงดึกดื่นจะสงกรานต์แล้ว…
วาดวลี
“ฝนกำลังตกซิๆ”เสียงตามสายโทรศัพท์จากเพื่อนหนุ่มที่ฉันเคยเขียนถึงเมื่อตอนที่แล้ว เอ่ยบอกเล่าเบาๆ ถึงสิ่งที่กำลังอยู่ในชีวิตเขาของในเช้าวันนี้คนทางนี้เรียกสายฝนด้วยคำนั้น “ฝนตกซิๆ” บางครั้ง ฉันก็ชอบลักษณะฝนอย่างว่า ด้วยเป็นคนที่ชอบอยู่บ้าน จะมีอะไรสุขใจไปกว่าการได้นั่งดูสายฝนที่ไม่มีลมแรงๆ ให้ต้องหวาดกลัว อากาศเย็นสบาย จิบชาอุ่นๆ แล้วนั่งทำงาน แต่ก็อดเห็นใจไม่ได้ ถึงคนที่กำลังเดินทาง หรือคนทำมาค้าขาย  อาการฝนตกซิๆ นั่นคือเรื่องรำคาญใจ และรบกวนการทำงานอย่างยิ่ง วูบนั้น ฉันก็นึกไปถึง ป้ายสุภาษิตหน้าวัดต้นปิน ซึ่งเขียนไว้บนแผ่นไม้ติดผนังวัดว่า “ฝนตกซิๆ นานเอื้อน หมาขี้เรื้อน นานต๋าย”…
วาดวลี
“ผมจะย้ายกลับบ้านเกิดแล้วนะ” อีกครั้ง ที่เพื่อนชายคนเดิม คนที่ฉันเคยช่วยเก็บข้าวของเมื่อปีก่อน บอกกับฉันในต้นปลายเดือนมีนาคมของปีนี้ถึงเรื่องการย้ายกลับภูมิลำเนาเกิดไปยังอำเภอฝาง บ่ายที่แดดจัดจ้านนั้น ฉันจำได้ดีถึงประกายนัยน์ตามุ่งมั่นของเขา เมื่อหกเดือนที่แล้ว ................  
วาดวลี
อาจด้วยความเมตตาของผืนฟ้า และความปราณีของผืนดิน ที่ยังคงให้เราได้หายใจหายคอได้อยู่  ทั้งที่ “อะไรที่มองไม่เห็นในอากาศ” นั้น กำลังมาบอกอย่างโต้งๆ ว่า โลกไม่ใช่แค่กำลังร้อน แต่มันกำลังเสื่อมสลายและผุกร่อน“ขี่รถไปไหนแสบตามากเลย หายใจไม่ค่อยออก”คนรู้จักของฉันเล่าให้ฟัง ฉันได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย เพราะอาการก็ไม่ต่างกัน เมื่อวานนี้ ฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์คนที่บ้านขี่เลียบน้ำปิงไปยังเขตเมือง ใบไม้ร่วงกราวจากพายุที่ก่อตัวตั้งเค้ามาในช่วงบ่าย ใบไม้แห้งสีน้ำตาลกรอบกระจายไปถ้วนทั่วท้องถนนและผืนหญ้าบนสวนสาธารณะ บางแห่งพัดปลิวเอาเศษกระดาษ ถุงพลาสติก วนอยู่ในอากาศ ก่อนจะร่วงไปตกลงในลำน้ำปิง…
วาดวลี
หลายปีก่อน หญิงสาวรูปร่างบางตาคมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นรุ่นน้อง เอ่ยกับฉันว่าการหอบสัมภาระเพื่อย้ายจาก “บ้านเช่า” ไป “บ้านใหม่” ที่เธอเป็นเจ้าของนั้น ต้องเก็บไปให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระของคนมาทีหลัง “อะไรเอาไปได้ก็เอาไป ยกเว้นก็แต่ต้นไม้ มันโตจนเกินกว่าที่จะขุดขึ้นมา”ฉันไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเธอเลยในหลายปีมานี้ แต่พอจะรับรู้ได้ว่า คนรักต้นไม้แบบเธอนั้นเพียรพยายามปลูกสารพัดต้นไม้เท่าที่ผืนดินจะอำนวย นอกจากต้นโมก ดอกแก้ว หรือพลูด่างแล้วเธอยังมีพืชสวนครัว เช่น ตะไคร้ พริก โหระพา เพื่อเอาไว้ทำกับข้าว แต่ฉันเดาเอาว่าเธอคงปลูกทั้งต้นมะม่วง จำปี กระทั่งฝรั่งหรือขนุน…
วาดวลี
"มีลูกแมวเพิ่งออกลูกตั้งหลายตัวแน่ะ""มันอยู่ตรงไหนคะ" "นั่นไง หลบอยู่หลังป้ายหาเสียงน่ะ"คนบอกชี้นิ้วไปยังบริเวณริมรั้วที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันอดไม่ได้ ที่จะจำใจมองไปยังป้ายโฆษณาหาเสียงขนาดใหญ่ สูงท่วมหัวตั้งโด่เด่อยู่เพียงอันเดียวในหมู่บ้าน  ป้ายอันนั้นทำด้วยไม้อัดเรียงต่อกัน แปะทับเข้าไปด้วยไวนิลพิมพ์ภาพ 4 สีสดใส ใบหน้าผุดผ่อง ขาวนวลและริมฝีปากแดงระเรื่อ ดูมีอำนาจวาสนาและความรู้ แต่ในเมื่อไม่มีป้ายหาเสียงของใครอื่นมาเทียบเคียงอีกเลย ฉันจึงคิดเล่นๆว่า  ดูท่าทางเขาไม่ใช่ผู้ลงสมัครระดับธรรมดา และบ้านหลังนั้นที่มีรถหาเสียงหลายๆ คันทยอยกันมาจอดชุมนุม…
วาดวลี
“เธอดูโน่นสิ แดดออกแล้ว แต่ฝนยังตกอยู่เลย”ฉันเอ่ยเสียงดัง แล้วละสายตาจากคอมพิวเตอร์ ออกมายืนยังประตูบ้าน กลิ่นไอฝนกระทบกับผืนดินแตะปลายจมูก  สูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอด พลางพิจารณาแสงแดดที่ค่อยๆ มาแทนที่อย่างเชื่องช้าคนข้างกายลุกขึ้นบ้าง เราสองคนออกมายืนดูสายฝน ที่มีเม็ดเล็กลงเรื่อยๆ ตกช้าลง ช้าลง จนกระทั่งหยุดตก เหลือไว้เพียงก็รอยหมาดฝนบนผืนดิน ใบไม้ และทางเดิน “แบบนี้ต้องมีรุ้งกินน้ำแน่ๆ หิวข้าวหรือยัง”
“อ้าว เกี่ยวกันยังไง” ฉันทำหน้าเบ๋อ พุ่งตัวเข้าไปใกล้เธอในระยะประชิด“แปลว่าเราออกไปหาอะไรกิน แล้วไปดูรุ้งกินน้ำด้วยไง”ฉันยิ้มกริ่ม ถ้าเธอมีเวลาอยู่กับฉันทุกวันก็คงจะดี นานๆ หน…
วาดวลี
ก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์แล้วล่ะ  ที่ฉันไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้วพยายามจะนับดูว่า ดอกทิวลิปที่ก้านอวบ กลีบสวย ในสวนตรงนี้ มีจำนวนกี่สีกันแน่มวลหมู่ไม้มากมาย พืชพันธุ์ทั้งไทยและฝรั่ง ผลิบานแสดงความแข็งแรงต่ออากาศหนาวยามเช้า และแดดจัดยามบ่ายในบริเวณสวนสาธารณะของหาดเชียงราย แม้มันจะไม่ได้เกิดและเติบโตที่นั่น แต่ถูกเพาะปลูกเลี้ยงดูด้วยการทดลอง กระทั่งเมื่อสำเร็จผล ก็ถูกขนย้าย มาลงบนผืนดินชั่วคราวเพื่อแสดงงานดอกไม้ดอกทิวลิป ลิลลี่ บานชื่อพันธุ์ใหม่ และดอกไม้ชื่อแปลกหูอีกหลายชนิด เบ่งบานอวดสีสันอยู่ไม่ไกลนักจากลำน้ำกกที่พากันไหลอ้อยสร้อย เชื่องช้าไม่เพียงแต่ทดสอบความทนทานของดอกไม้ต่ออากาศเท่านั้น…
วาดวลี
อากาศขมุกขมัว เริ่มต้นมาได้หลายวันแล้ว ขณะที่หมอกบางเพิ่งจางลงไปในตอนเช้า ตอนสายๆ ของฤดูหนาวกลับมีเม็ดฝนมาเยือน คนในครอบครัวต้องปรับตัวในการออกไปทำงาน  ด้วยการใส่ทั้งเสื้อกันหนาวและเสื้อกันฝน ส่วนฉัน ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปติดอยู่ที่แผงขายผักเล็กๆ ในหมู่บ้าน คุณยายมองดูสายฝนที่หนาหนักลงมา แล้วก็ถอนหายใจ"อย่าเพิ่งกลับเลยหนู รอให้ฝนซาก่อน"เขาบอกฉันอย่างมีไมตรี แล้วชวนให้เข้าไปหลบฝนด้านในร้าน เหลือบไปมองถนน บางคนฝ่าเม็ดฝนไปไม่กลัวเปียก บางคนทำท่าเก้ๆ กังๆแล้วบทสนทนาของฝนหลงฤดูก็เกิดขึ้น"มันแปลกจริงๆ ฝนจะมาช่วงนี้ได้ยังไง""อากาศวิปริต""จะเข้าหน้าร้อนแล้วก็แบบนี้แหละ ฝนหัวปี""เฮ้ย ยังไม่ถึง"…
วาดวลี
ผู้ชายคนนั้นเหมือนไม่สนใจใครเลยเขาย่ำเท้าหนักๆ ลงบนผืนทราย บุ๋มเป็นรอยเท้าทับซ้อนกันไปมา เขาง่วนอยู่กับข้าวของบางอย่างตรงหน้า แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะลืม ว่าเวลาที่ตะวันยามเช้าสะท้อนแม่น้ำจนเป็นสีเหลืองนวลนั้นสวยงามเพียงใดหาดทรายริมแม่น้ำโขงที่ฉันมาเยือน อยู่ในความสนใจของนักเดินทาง โลกนัดเวลาให้เราไว้แล้ว สำหรับการตื่นในที่แปลกถิ่นและออกมาสูดอากาศ หากตื่นเช้ากว่าใครเพื่อน เราจะมองเห็น ผู้คนทยอยโผล่หน้าออกจากเกสเฮาส์ที่เรียงรายกันตลอดริมฝั่ง บ้างก็ลงมาเดินเล่น บ้างก็กางขาตั้งกล้องรอเอาไว้ เพื่อจะได้กดชัตเตอร์เมื่อดวงตะวันกลมโตสีแดงโผล่พ้นทิวเขาหลังแม่น้ำขึ้นมา…