Skip to main content

"บนท้องฟ้านั้นมีความจริงอยู่ครึ่งหนึ่ง"  ฉันไม่รู้ว่าจำประโยคนี้มาจากไหน  แล้วก็มีคนเคยเห็นด้วยอย่างปักใจว่าบางทีท้องฟ้าก็โกหกเราได้  สีฟ้าแบบนี้ไม่ควรจะมีฝน  ประกายสีส้มจากดวงตะวันแบบนั้น  มองเผินๆ  คล้ายเตือนว่าพายุจะมา  แต่สุดท้ายก็เหลือแค่อากาศร้อนอบอ้าว
\\/--break--\>
พ่อเฒ่าวัย  85  ปี  เหยียดลำตัวผอมบางเก้งก้าง  เอนกายนอนบนเรือนไม้ที่โล่งสบายหลังกินข้าวมื้อเย็น  เขานอนมองท้องฟ้าจากชานเรือน  ปล่อยให้สายลมพัดผ่านผิวกายอย่างสบายใจ  อยู่กับลมกับฝนแล้วเขารู้สึกว่าปลอดภัยกว่าอยู่กับคน  ไม่ถึงกับชิงชัง  แต่เขาแค่รู้สึกว่า  มนุษย์นั้นมีความต้องการมากมายเหลือเกิน  บ่อยครั้ง  ความต้องการของพวกเขาก็ล่วงละเมิดชีวิตของคนอื่น 

ผู้เฒ่าคิดว่า  ต่อให้รู้ว่าเขาสุขภาพไม่แข็งแรง  เดินเหินไม่ได้เหมือนแต่ก่อน  เขาก็ไม่เคยรู้สึกทุกข์ร้อนกับการมีอาศัยอยู่บนที่ดินผืนเล็กๆ  และบ้านไม้เก่าซอมซ่อ 
  ซึ่งหลายคนบอกเขาว่า  มันไม่คู่ควรกับสถานะของการเป็นผู้เฒ่าในหมู่บ้าน 

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา  เขาทำกิจกรรมมากมาย  ผ่านร้อนผ่านหนาวตามประสาชายหนุ่ม  จนมีลูกมีหลาน  ใครจะว่าอะไรก็ช่าง  ยามที่เขาดุดันด่าว่าลูกเล็กเด็กแดง  ก็ในเมื่อเขาผ่านน้ำร้อนมาก่อน  มีอะไรก็ต้องสอนสั่งให้รู้เท่าทันคน  แต่พอพวกเขาโตก็พากันย้ายไปอยู่ที่อื่น  ปล่อยให้เขาอยู่กับบ้านไม้โย้เย้ที่สร้างเอาไว้เมื่อ  30  ปีก่อน  แต่ก็ช่างเถิด  ผู้เฒ่าคิดว่า  มนุษย์นั้นจิตใจซับซ้อน  เดินตามความต้องการของคนอื่นก็มีแต่จะเป็นทุกข์ 

แน่นอนว่า  หลายปีผ่านมานี้  พ่อเฒ่าจึงไม่อยากคุยกับใคร  ไม่อยากสุงสิงหรือรับฟังเรื่องคนอื่น  บ้านไม้หลังนั้นกับชายชราที่เดินไม่ได้  นับวันจึงมีคนเข้าออกน้อยลงไปทุกที 
....................

ท้องฟ้าเป็นสีแดงจัด  ฉันรู้สึกอย่างนั้น  ตอนที่ขับรถกลับมาจากตลาด  แต่สักครู่  สีแดงเหล่านั้นก็โบยบินจางหายไปจากท้องฟ้า  สีครามแปดเปื้อนไปถ้วนทั่วอย่างไร้ระเบียบ 

"ท้องฟ้าหน้าร้อน  เอาแน่เอานอนไม่ได้"  คนข้างตัวฉันบอก
"อ้าว  แล้วท้องฟ้าหน้าฝนล่ะ"  ฉันถามเสียงสูง
"นั่นไว้ใจไม่ได้มากกว่าอีก  แต่เรารู้ยังไงล่ะว่าหน้าฝนยังไงก็ต้องระวัง  หน้าร้อนคนไม่ค่อยระวังหรอก"
"อ้อ..."
ฉันพยักหน้า  ที่เขาว่าก็มีเค้าอยู่จริง  เรารีบทำกับข้าว  เตรียมตัวทานมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อยจากพืชผักสดใหม่ที่ได้จากตลาด  แต่แย่เหลือเกินที่แก๊สดันหมด  เราสองคนจึงต้องคว้ากระเป๋าตังค์ออกไปหาอะไรกินข้างนอก

เราขับมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าหมู่บ้าน  ลานอเนกประสงค์วันนี้มีการประชุมอะไรสักอย่าง  ฉันรู้สึกทุกครั้งที่ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมกับพวกเขา  ความรู้สึกนั้นอธิบายไม่ได้  อาจเพราะรู้สึกว่าเราไม่ได้ไม่ค่อยมีธุระร่วมกับใคร  ทำได้ก็เพียงแค่ส่งยิ้มและทักทายกันไปตามประสาคนชุมชนเดียวกัน

อาหารวันนี้อร่อยดี  จบลงด้วยการกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำข้างตลาด  ท้องฟ้าส่งเสียงดังอยู่ชั่วครู่  ตามมาด้วยลมแรงที่พัดหอบใบไม้ปลิวได้ไกลกว่าที่เคย

"รีบเข้าบ้านดีกว่า"
ฉันว่า  พร้อมกับเสียงประกาศตามสายของหมู่บ้านดังแว่วมาในเวลาค่ำ  ผู้ใหญ่บ้านประกาศว่า  มีแนวโน้มว่าพายุฟ้าฝนจะเข้า  ขอให้พี่น้องบ้านเราเก็บข้าวของ  ระวังฟืนไฟให้ดี  เราทุกคนรับทราบตามนั้น 
ขณะคนข้างบ้านของฉันบ่นเบาๆ  ว่า
"ประกาศอีกแล้ว  มันก็เป็นแบบนี้ของมันทุกปี"
................ 

 

ผ่านช่วงลมแรงไปเกือบชั่วโมงแล้ว  แต่ฝนก็ยังไม่ตก  ท้องฟ้าร้อนครืนๆ  แปลกประหลาด  ฉันกวาดตามองหาเจ้าแมวที่วิ่งเล่นไปมา  แล้วหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง  แมวของฉันกลัวเสียงฟ้าร้องและกลัวฝน  แต่รู้ว่าเวลาที่ท้องฟ้าแปรปรวนหนักจริงๆ  มันสองตัวจะยอมวิ่งฝ่าสายฝนกลับเข้ามาในบ้านด้วยสภาพเปียกมะล่อกมะแล่ก

เกือบสองทุ่มแล้ว  ลมที่แรงก็ยังแรงอย่างต่อเนื่อง  ผู้ใหญ่บ้านขี่จักรยานฝ่าคลื่นลมที่พัดกองฝุ่นปลิวตลบอบอวลไปยังศาลาประกาศของเขา  เสียงดังฟังชัดจากลำโพงโดยไม่ต้องมีบทเพลงมาเกริ่นนำ  แจ้งให้ทราบว่า  ตอนนี้ลมแรงกว่าที่คิด  ให้พี่น้องบ้านเราช่วยกันเป็นหูเป็นตาแทนกัน 

"คนไหนดูท่าไม่ค่อยดีให้หลีกเลี่ยง  อย่าอยู่ที่โล่งแจ้ง  ถ้าบ้านสภาพไม่ดีก็ออกมาอาศัยบ้านคนอื่นก่อน"
เขาว่าแบบนั้น  ฉันจึงมองสภาพบ้านของตัวเอง  มันเป็นบ้านแข็งแรงที่ใช้ได้  ต้นไม้ของเราหนาทึบ  มีทั้งมะม่วง  ขนุน  มะยม  ลำไย  กอไผ่  อย่างน้อยก็คงจะช่วยปกป้องไม่ให้ลมมากวาดอะไรจากเราไปได้

แต่บ้านของผู้เฒ่าไม่ได้เป็นแบบนั้น...

  

ชายชราคิดว่าเขาไม่อยากออกจากบ้าน  ทิ้งตรงนี้ไปใครเขาจะหาว่าขี้ขลาด  คนข้างบ้านเดินมาเตือน  มามอง  แกก็ไล่ไปเสีย  จนกระทั่งแกรู้สึกตัวว่า  ผนังบ้านทั้งสี่ด้านของแก  เริ่มหลุดออกจากเสา  ปลิวตามแรงลมไปทีละด้าน 

ทั้งหลังคาก็ปลิวหลุดหายไปทีละส่วน  ช่วงที่ลมแรงที่สุดนั้นสั้นเหลือเกิน  หายใจได้ไม่กี่นาที  แกก็พบตัวเองนอนอยู่บนเรือน  ซึ่งไม่มีผนัง  ไม่มีหลังคา  สมบัติเสื้อผ้าที่มีก็ปลิวไปกับลม  ผู้เฒ่าไม่ได้ออกจากบ้านมานับหลายปีแล้ว  แกจึงจำสมาชิกในหมู่บ้านได้ไม่หมดด้วยซ้ำ  ตอนที่ทุกคนมาช่วยกันอุ้มแกลงจากเรือน

หลายๆ  มือโอบล้อมร่างผอมบางนั้นแล้วยกลงมาอยู่ในที่ปลอดภัย  มองเห็นพายุที่กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปต่อหน้า  ไม่สามารถมีใครหยุดยั้งมันได้  ผู้เฒ่านอนระทวยอยู่ในบ้านเพื่อนบ้านหลังถัดไป  ขยี้ตามองเรือนไม้ของแกกลางพายุ  แล้วน้ำตาก็ไหล

ไม่มีใครรู้ว่าน้ำตาพ่อเฒ่าไหลไปมากเท่าไหร่  ตลอดทั้งคืนที่รอคอยให้พายุสงบลง

รู้แต่ว่าในตอนเช้า  เมื่อสิ้นเสียงพ่อหลวงประกาศให้ไปช่วยกันซ่อมแซมบ้านให้พ่อเฒ่า  คนละไม้ละมือ  หอบไม้กันมาคนละท่อนสองท่อนประกอบเรือนไม้หลังนั้นให้กลับคืนมาเป็นสภาพใหม่  ผู้คนที่แกเคยปฏิเสธจะสุงสิงและเคยถูกแกด่าทอ  ก็ปล่อยอดีตให้ปลิวหายไปกับพายุ  ต่อให้เคยเกลียดชังกันขนาดไหน  ยามเดือดร้อนมีหรือที่ใครจะนิ่งนอนใจได้

ฉันเก็บมะม่วงที่หล่นเพราะพายุได้  2  กะละมัง  สำรวจต้นขนุนที่หักโค่นลงมาทั้งสองต้น  ไม้ไผ่ที่พาดมายังหลังคาบ้าน  แล้วเตรียมตัวจดบันทึกเพื่อไปแจ้งแก่พ่อหลวง  ผ่านไปยังบ้านของผู้เฒ่า  ยิ่งนานเข้าคนก็ยิ่งมาก 

"ผู้เฒ่าปลอดภัยใช่ไหมคะ"
ฉันถามใครคนหนึ่ง  เขาชี้นิ้วไปยังร่างบอบบางที่นอนอยู่บนแคร่  มองผ่านแว่นสายตาไปยังความอลหม่านที่อยู่บริเวณนั้น
ฉันว่าฉันเห็น...ผู้เฒ่ายิ้ม 
และเป็นยิ้มที่สวยงามที่สุดสำหรับคนที่เพิ่งผ่านพายุฤดูร้อนมาขนาดหนักแบบนั้น.

 

บล็อกของ วาดวลี

วาดวลี
เมื่อหลายสิบปีก่อน เมื่อชายวัยกลางคนคนหนึ่งมาปลูกบ้านอยู่ริมแม่น้ำ เขายิ้มให้กับชีวิตพลางบอกลูกเมียว่า อยากกินปลามื้อไหนขอให้บอก จะเอาตัวเล็กตัวใหญ่ แค่คว้าแห คว้าไซ เบ็ดตกปลา หรือเดินดุ่มลงไปยกยอ ไม่เกิน 15 เท่านั้น ก็จะมีปลามาแกงได้ทั้งหม้อน้ำแม่โก๋นข้างบ้านพ่อชุม
วาดวลี
๑.นอนพักเถิด มวลมิตร ที่ชิดใกล้เก็บแรงไว้คุ้ยหาเศษอาหารฟ้าสวยสวย พื้นที่กว้าง ที่กลางลานคือสวรรค์สถาน ของผองเราอย่าไปเครียด จริงจัง เลยวันพรุ่งเดี๋ยวก็รุ่ง เดี๋ยวก็ค่ำ เหมือนวันเก่ารู้วิถี ตัวตน บนทางเราอย่าเกะกะใครเขาก็เท่านั้นเราเป็นชนกลุ่มน้อยด้อยในโลกจะส่งซึ่ง ภาษาโศก ภาษาขันก็หามีใครฟังเจ้าทั้งนั้นคนอื่นล้วน สื่อสารกัน ภาษาเขา
วาดวลี
“เขาขนทรายกันตรงไหนคะ”ฉันเอ่ยถามเสียงเบาๆ หากจะให้เดาก็คงเป็นที่วัด แต่วัดในบริเวณนี้มีตั้งหลายแห่ง และก็ไม่ได้อยู่ติดกับแม่น้ำแบบวัดใหญ่ของอีกฝั่งฟากถนน วัดใหญ่นั้น ตีเขตไปเป็นอีกตำบล อีกอำเภอหนึ่ง ซึ่งเดาได้ว่า คนในหมู่บ้านฉัน คงไม่ได้ไปทำบุญกันที่นั่น พี่สาวใจดีข้างบ้าน บอกฉันทุกเรื่อง ในสิ่งที่ฉันสงสัย จะว่าไป มีเพียงครอบครัวเดียวที่ฉันรู้จักมักคุ้น แม้จะย้ายบ้านมาได้หลายเดือนแล้ว คนอื่นๆ ส่วนใหญ่ ออกไปใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้าน เราเจอกันยามค่ำ ก็ยิ้มให้กันไปมา แล้วต่างแยกย้ายกันไป แค่เวลา 2 ทุ่มกว่า ทั้งหมู่บ้านก็เงียบสนิท มีเพียงฉันที่เปิดไฟทำงานจนถึงดึกดื่นจะสงกรานต์แล้ว…
วาดวลี
“ฝนกำลังตกซิๆ”เสียงตามสายโทรศัพท์จากเพื่อนหนุ่มที่ฉันเคยเขียนถึงเมื่อตอนที่แล้ว เอ่ยบอกเล่าเบาๆ ถึงสิ่งที่กำลังอยู่ในชีวิตเขาของในเช้าวันนี้คนทางนี้เรียกสายฝนด้วยคำนั้น “ฝนตกซิๆ” บางครั้ง ฉันก็ชอบลักษณะฝนอย่างว่า ด้วยเป็นคนที่ชอบอยู่บ้าน จะมีอะไรสุขใจไปกว่าการได้นั่งดูสายฝนที่ไม่มีลมแรงๆ ให้ต้องหวาดกลัว อากาศเย็นสบาย จิบชาอุ่นๆ แล้วนั่งทำงาน แต่ก็อดเห็นใจไม่ได้ ถึงคนที่กำลังเดินทาง หรือคนทำมาค้าขาย  อาการฝนตกซิๆ นั่นคือเรื่องรำคาญใจ และรบกวนการทำงานอย่างยิ่ง วูบนั้น ฉันก็นึกไปถึง ป้ายสุภาษิตหน้าวัดต้นปิน ซึ่งเขียนไว้บนแผ่นไม้ติดผนังวัดว่า “ฝนตกซิๆ นานเอื้อน หมาขี้เรื้อน นานต๋าย”…
วาดวลี
“ผมจะย้ายกลับบ้านเกิดแล้วนะ” อีกครั้ง ที่เพื่อนชายคนเดิม คนที่ฉันเคยช่วยเก็บข้าวของเมื่อปีก่อน บอกกับฉันในต้นปลายเดือนมีนาคมของปีนี้ถึงเรื่องการย้ายกลับภูมิลำเนาเกิดไปยังอำเภอฝาง บ่ายที่แดดจัดจ้านนั้น ฉันจำได้ดีถึงประกายนัยน์ตามุ่งมั่นของเขา เมื่อหกเดือนที่แล้ว ................  
วาดวลี
อาจด้วยความเมตตาของผืนฟ้า และความปราณีของผืนดิน ที่ยังคงให้เราได้หายใจหายคอได้อยู่  ทั้งที่ “อะไรที่มองไม่เห็นในอากาศ” นั้น กำลังมาบอกอย่างโต้งๆ ว่า โลกไม่ใช่แค่กำลังร้อน แต่มันกำลังเสื่อมสลายและผุกร่อน“ขี่รถไปไหนแสบตามากเลย หายใจไม่ค่อยออก”คนรู้จักของฉันเล่าให้ฟัง ฉันได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย เพราะอาการก็ไม่ต่างกัน เมื่อวานนี้ ฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์คนที่บ้านขี่เลียบน้ำปิงไปยังเขตเมือง ใบไม้ร่วงกราวจากพายุที่ก่อตัวตั้งเค้ามาในช่วงบ่าย ใบไม้แห้งสีน้ำตาลกรอบกระจายไปถ้วนทั่วท้องถนนและผืนหญ้าบนสวนสาธารณะ บางแห่งพัดปลิวเอาเศษกระดาษ ถุงพลาสติก วนอยู่ในอากาศ ก่อนจะร่วงไปตกลงในลำน้ำปิง…
วาดวลี
หลายปีก่อน หญิงสาวรูปร่างบางตาคมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นรุ่นน้อง เอ่ยกับฉันว่าการหอบสัมภาระเพื่อย้ายจาก “บ้านเช่า” ไป “บ้านใหม่” ที่เธอเป็นเจ้าของนั้น ต้องเก็บไปให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระของคนมาทีหลัง “อะไรเอาไปได้ก็เอาไป ยกเว้นก็แต่ต้นไม้ มันโตจนเกินกว่าที่จะขุดขึ้นมา”ฉันไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเธอเลยในหลายปีมานี้ แต่พอจะรับรู้ได้ว่า คนรักต้นไม้แบบเธอนั้นเพียรพยายามปลูกสารพัดต้นไม้เท่าที่ผืนดินจะอำนวย นอกจากต้นโมก ดอกแก้ว หรือพลูด่างแล้วเธอยังมีพืชสวนครัว เช่น ตะไคร้ พริก โหระพา เพื่อเอาไว้ทำกับข้าว แต่ฉันเดาเอาว่าเธอคงปลูกทั้งต้นมะม่วง จำปี กระทั่งฝรั่งหรือขนุน…
วาดวลี
"มีลูกแมวเพิ่งออกลูกตั้งหลายตัวแน่ะ""มันอยู่ตรงไหนคะ" "นั่นไง หลบอยู่หลังป้ายหาเสียงน่ะ"คนบอกชี้นิ้วไปยังบริเวณริมรั้วที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันอดไม่ได้ ที่จะจำใจมองไปยังป้ายโฆษณาหาเสียงขนาดใหญ่ สูงท่วมหัวตั้งโด่เด่อยู่เพียงอันเดียวในหมู่บ้าน  ป้ายอันนั้นทำด้วยไม้อัดเรียงต่อกัน แปะทับเข้าไปด้วยไวนิลพิมพ์ภาพ 4 สีสดใส ใบหน้าผุดผ่อง ขาวนวลและริมฝีปากแดงระเรื่อ ดูมีอำนาจวาสนาและความรู้ แต่ในเมื่อไม่มีป้ายหาเสียงของใครอื่นมาเทียบเคียงอีกเลย ฉันจึงคิดเล่นๆว่า  ดูท่าทางเขาไม่ใช่ผู้ลงสมัครระดับธรรมดา และบ้านหลังนั้นที่มีรถหาเสียงหลายๆ คันทยอยกันมาจอดชุมนุม…
วาดวลี
“เธอดูโน่นสิ แดดออกแล้ว แต่ฝนยังตกอยู่เลย”ฉันเอ่ยเสียงดัง แล้วละสายตาจากคอมพิวเตอร์ ออกมายืนยังประตูบ้าน กลิ่นไอฝนกระทบกับผืนดินแตะปลายจมูก  สูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอด พลางพิจารณาแสงแดดที่ค่อยๆ มาแทนที่อย่างเชื่องช้าคนข้างกายลุกขึ้นบ้าง เราสองคนออกมายืนดูสายฝน ที่มีเม็ดเล็กลงเรื่อยๆ ตกช้าลง ช้าลง จนกระทั่งหยุดตก เหลือไว้เพียงก็รอยหมาดฝนบนผืนดิน ใบไม้ และทางเดิน “แบบนี้ต้องมีรุ้งกินน้ำแน่ๆ หิวข้าวหรือยัง”
“อ้าว เกี่ยวกันยังไง” ฉันทำหน้าเบ๋อ พุ่งตัวเข้าไปใกล้เธอในระยะประชิด“แปลว่าเราออกไปหาอะไรกิน แล้วไปดูรุ้งกินน้ำด้วยไง”ฉันยิ้มกริ่ม ถ้าเธอมีเวลาอยู่กับฉันทุกวันก็คงจะดี นานๆ หน…
วาดวลี
ก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์แล้วล่ะ  ที่ฉันไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้วพยายามจะนับดูว่า ดอกทิวลิปที่ก้านอวบ กลีบสวย ในสวนตรงนี้ มีจำนวนกี่สีกันแน่มวลหมู่ไม้มากมาย พืชพันธุ์ทั้งไทยและฝรั่ง ผลิบานแสดงความแข็งแรงต่ออากาศหนาวยามเช้า และแดดจัดยามบ่ายในบริเวณสวนสาธารณะของหาดเชียงราย แม้มันจะไม่ได้เกิดและเติบโตที่นั่น แต่ถูกเพาะปลูกเลี้ยงดูด้วยการทดลอง กระทั่งเมื่อสำเร็จผล ก็ถูกขนย้าย มาลงบนผืนดินชั่วคราวเพื่อแสดงงานดอกไม้ดอกทิวลิป ลิลลี่ บานชื่อพันธุ์ใหม่ และดอกไม้ชื่อแปลกหูอีกหลายชนิด เบ่งบานอวดสีสันอยู่ไม่ไกลนักจากลำน้ำกกที่พากันไหลอ้อยสร้อย เชื่องช้าไม่เพียงแต่ทดสอบความทนทานของดอกไม้ต่ออากาศเท่านั้น…
วาดวลี
อากาศขมุกขมัว เริ่มต้นมาได้หลายวันแล้ว ขณะที่หมอกบางเพิ่งจางลงไปในตอนเช้า ตอนสายๆ ของฤดูหนาวกลับมีเม็ดฝนมาเยือน คนในครอบครัวต้องปรับตัวในการออกไปทำงาน  ด้วยการใส่ทั้งเสื้อกันหนาวและเสื้อกันฝน ส่วนฉัน ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปติดอยู่ที่แผงขายผักเล็กๆ ในหมู่บ้าน คุณยายมองดูสายฝนที่หนาหนักลงมา แล้วก็ถอนหายใจ"อย่าเพิ่งกลับเลยหนู รอให้ฝนซาก่อน"เขาบอกฉันอย่างมีไมตรี แล้วชวนให้เข้าไปหลบฝนด้านในร้าน เหลือบไปมองถนน บางคนฝ่าเม็ดฝนไปไม่กลัวเปียก บางคนทำท่าเก้ๆ กังๆแล้วบทสนทนาของฝนหลงฤดูก็เกิดขึ้น"มันแปลกจริงๆ ฝนจะมาช่วงนี้ได้ยังไง""อากาศวิปริต""จะเข้าหน้าร้อนแล้วก็แบบนี้แหละ ฝนหัวปี""เฮ้ย ยังไม่ถึง"…
วาดวลี
ผู้ชายคนนั้นเหมือนไม่สนใจใครเลยเขาย่ำเท้าหนักๆ ลงบนผืนทราย บุ๋มเป็นรอยเท้าทับซ้อนกันไปมา เขาง่วนอยู่กับข้าวของบางอย่างตรงหน้า แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะลืม ว่าเวลาที่ตะวันยามเช้าสะท้อนแม่น้ำจนเป็นสีเหลืองนวลนั้นสวยงามเพียงใดหาดทรายริมแม่น้ำโขงที่ฉันมาเยือน อยู่ในความสนใจของนักเดินทาง โลกนัดเวลาให้เราไว้แล้ว สำหรับการตื่นในที่แปลกถิ่นและออกมาสูดอากาศ หากตื่นเช้ากว่าใครเพื่อน เราจะมองเห็น ผู้คนทยอยโผล่หน้าออกจากเกสเฮาส์ที่เรียงรายกันตลอดริมฝั่ง บ้างก็ลงมาเดินเล่น บ้างก็กางขาตั้งกล้องรอเอาไว้ เพื่อจะได้กดชัตเตอร์เมื่อดวงตะวันกลมโตสีแดงโผล่พ้นทิวเขาหลังแม่น้ำขึ้นมา…