นาโก๊ะลี
ทิวแถวของผู้คนที่เดินทางจาริกแสวงบุญ กลางเปลวแดดที่แผดเผา ก่อนที่ลมหนาวจะมาถึง กระบวนผู้คนที่เดินทางนี้ ได้ย่ำเดินเพื่อนำเสนอข่าวคราวความป่วยไข้ของสายน้ำ และผืนแผ่นดิน ด้วยก้าวย่างแห่งการภาวนา วาระนี้เอง ในฐานะผู้ร่วมทางคราวนี้ ที่เราได้เดินเท้าเป็นทางไกลกว่าแปดสิบกิโล ลัดเลาะ และพักอยู่ตามหมู่บ้านในแถบลุ่มน้ำที่เราต่างปรารถนาฟื้นคืนชีวิตให้สายน้ำนั้น เสียงกลองนำขบวนดังอยู่ตลอดระหว่างการเดินทาง ไม่หรอก....ไม่ใช่เสียงกลองที่ตีตามจังหวะการก้าวเดิน ซ้าย ขวา ซ้าย หากแต่เป็นเสียงกลองที่ตีเพื่อเตือนเราให้อยู่กับการรับรู้ถึงการก้าวเดินของเรา.......... ชีวิตผู้คนพานพบ ประสบ สำเร็จ ล้มเหลว เร็ว ช้า ต่างกัน ประเด็นนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ (หรือเปล่า) เพราะผู้คน ผู้รู้ทั้งหลายต่างก็กล่าวขาน รับรู้กันอยู่เช่นนั้นถึงความไม่เท่ากันของมนุษย์ แล้วมันมีความหมายอย่างไรเล่า ก็ในกระบวนการจาริกนี้เอง ที่เราได้ก้มมองทางข้างหน้าเพียงไม่กี่ก้าวนี้ และเราได้เห็นเท้า และการก้าวเดินของผู้คน ในหัวข้อการเดินทางแบบเดียวกัน และเป้าหมายของการเดินทางคือที่เดียวกัน แต่ที่สุดแล้ว ก้าวของแต่ละคนไม่เท่ากัน นั่นธรรมดาใช่หรือไม่ แต่สิ่งที่มากกว่านั้น ในความไม่เท่ากันของก้าว ในประเด็น และเป้าหมายเดียวกันของการเดินทาง ผู้คนต่างมีวิถีการเดินทางไม่เหมือนกัน มีเป้าหมายของการเดินทางไม่เหมือนกัน ยาวไม่เท่ากัน และเชื่อว่าการค้นพา และการค้นพบของแต่ละคนไม่เท่ากัน
แสงดาว ศรัทธามั่น
@ ฉั น รั ก ด ว ง ตา ห ญิ ง สา ว ราวรุ้งร้างไหลหลากดังถากฝัน ยาม สายฝน พรูพร่าง พริ้ม อำพัน ก็ กู เป็นดั่งวันที่ พรั่งพรู หลั่ง พรูพรั่ง - งามพรั่งพรู งามฤดู - เดือน - ดาว - ตะวัน ... โลกรับรู้ จันทร์แดง เฉิดฉันท์ สกาวใจกอบกู้ ธีรยุทธจึงรู้ ทางไทพันธมิตรนำ ... ใจเย็น เย็น พี่น้อง ใจ เย็น เย็น ชี พ รู้ เ ห็ น ชี วี พ ร้ อ ม ย่า งย่ำ คอยรอ ชัยชนะ - พวกมารระยำ ก็ กู เป็น อย่าง กู ทำ ไม่จำนน ... ท่าม สายฝน พร่างพราว พลิ้วไสว ธา ร ด ว ง ใ จ ชุ่มชื่น ทุกแห่งหน ดา ว ด ว ง ตา เ รา ผ อ ง ฉ่ำ ก ม ล เปิด วิ ญ ญา ณ ม หา ป ระ ชา ช น - เปิ ด ชี วี - - - ห ญิ ง สา ว ก็รักดวงตาของ ชา ย ห นุ่ ม เจิดชอุ่ม อุ่นจิต ยอดยาหยี เ ปิ ด หรือ ปิ ด มิ่งมิตร เ ปิ ด อีกที เ ปิ ด ก วี เพื่อ ปิ ด ใ จ กลาง สา ย ฝ น !!! @ - - - " หว่านหวัง " - - - " รอนแรม ผ่านทาง " - - - " กรวด ไกลธาร " - - - " แสงดาว ศรัทธามั่น " รวมหมู่รจนากวียามสายฝนพรูพรำ , 27 ตุลาคม 2551 ณ " สุดสะแนน " , ล้านนาอิสระ , เจียงใหม่ . * ชื่อบทกวี โดย ... " ก ร ว ด ไ ก ล ธา ร "
กวีประชาไท
ภาพโดย phu-chiangdao เพราะบางวันฟ้ามิได้สีฟ้า แผ่นดินบางหนหาใช่สีเขียว แม้สายรุ้งยังมิได้มีสีเดียว หากแต่หม่นซีดเซียวอยู่บางวัน ช่วยมาเติมสีฟ้าให้ท้องฟ้า เติมน้ำหยดลงธาราล่องความฝัน แต้มใบไม้ต้นไม้เป็นไพรวัล เพิ่มสีรุ้งให้เฉิดฉันทั้งเจ็ดสีวาดทุ่งให้งามได้ตามใจ เขียวเหลืองแดงแต้มใส่ให้เต็มที่ เหยาะกลิ่นหอมบุบผามวลมาลี วาดวิญญาณน้อมพลีอุทิศตน แด่ ฟ้า ดิน โลก จักรวาล วิเศษทิพยสถานทุกแห่งหน ทอดทางไกลวิสุทธิ์เป็นสากล เป็นแรงร่างบันดลบันดาลธรรม นิ่งเฉยกระไรในทุกสภาวะ เพราะเพียงวูบหนึ่งขณะก็เลยล้ำ ล่วงผ่านธารทุ่งทางอย่างตรากตรำ ฉุดสำนึกให้น้อมนำอยู่ในทาง เขียนความวังตั้งปรารถนา พาดข้ามห้วงเวลาเต็มและว่าง เช้าค่ำ คำเช้า พลบ รุ่งราง เฝ้าดูทั้งหมดระหว่างปรากฏการณ์ ฟ้าจะฟ้าไม่ฟ้าก็แต้มฟ้า เขียวไม่เขียวเติมค่าให้เขียวหว่าน แล้วอย่างไรเติมสายน้ำในร่องธาร และอย่างนั้นกาลนานนิรันดร์ไป นาโก๊ะลี
กวีประชาไท
By : aphs.worldnomads.com/lani/2261/raining.jpg แซกโซโฟนเอื้อนเอ่ยไม่เคยสนใจเมื่อวันวาน"ฉันจะดื่มวันพรุ่งด้วยค่ำคืนนี้ทั้งหมด"เสรีภาพยังอวดโฉมในโมงยามอันสุกสว่างทุกคนเทตัวเองออกจากตัวตนเป็นชีวิตละลายไปกับเสียงสรวลเสเฮฮาหลายจุดประสงค์หรือหลายความต้องการปรากฏลวดลายบนผืนผ้าเดียวกันบรรยากาศอบอวลถูกเขย่าดังเหล้าค็อกเทลบางคนต้องการดนตรีเป็นสิ่งประกอบแต่ฉันต้องการซึมซับกับดนตรีกีต้าร์แผดสนั่นผ่านตู้แอมป์ตะคอกคำรามไปยังแก้วทุกใบ"ฉันเห็นเงามืดแสร้งหลบไปที่ไหนสักแห่งฉันเห็นโลกทุกใบต่างซ่อนรอยร้าว"ท่ามกลางหมู่โต๊ะม้านั่งเรียงรายบางความโดดเดี่ยวต่างลอบเหลียวมองซึ่งกันและกันในเวลาน่าตักตวงเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใดที่จะเอ่ยอ้างถึงบทกวีนอกจากแซกโซโฟนที่ทุกคนต้องการให้มันเป่าเสียง...ฉันยกแก้วของฉันขึ้นดื่มทุกทุกนาทีคือแก้วที่พร่องลงฉันหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อหลบเร้นออกไปสัมผัสสายฝนเริงร่ายตกลงมาเนืองนองกลางความเปล่าเปลี่ยวอันลึกซึ้ง ศักดิ์ชัย ตันศิริ
กวีประชาไท
อย่างช้าช้า…ฟองทะเลเขียวฟ้าจากค่ำเช้าค่อยม้วนตัว จากไกล จนใกล้เราพาและพรากหนักเบา วาดทรายนวล… อย่างช้าช้า…ตะวันทอสาดทิวาหอมหวนค่อยปรายแสงสะท้อนทะเลสะท้านอบอวลค่อยกลมค่อยอ้วนเข้าห่มทั่วผืนทราย… แหละชีวิตคงเช่นกันอย่างช้าช้า สามัญ คล้ายคล้ายอย่างตะวัน จันทร์ อย่างหาดทรายช้าช้าในวนว่ายหากนิรันดร์ จึงอีกนิดนะ, ชีวิตผ่านพบเจอรอถูกผิดล้วนจริง ฝันจึงอีกนิดนะ, คืน วันดี – บ้า, สารพันเถอะรับเรื่องราว… เพราะสุดท้ายก่อนท้ายสุดชีวิตย่อมสุข เศร้า วิกล วิกฤต ร้อน หนาวดั่งเกลียวคลื่น หนา บาง สั้น ยาว...และไม่นาน, ฟองพราวพรายก็ซบคืนสู่ทรายอย่างช้าช้า… ฐากูร บุญสุวรรณ
นาโก๊ะลี
เรื่องเล่าของคนธรรมดาผู้มีความฝันว่าจะเป็นจอมยุทธ์ ผู้เยี่ยมยุทธ์ ในขณะที่ ที่บ้านขายก๋วยเตี๋ยว วันหนึ่งเขาถูกเลือกอย่างเหลือเชื่อ จากอาจารย์ผู้ทรงธรรม ให้เป็นจอมยุทธ์มังกร และจะได้สืบทอดวิชาจากคัมภีร์ ที่จอมยุทธ์มังกรเท่านั้นที่เปิดอ่านได้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมายจากเหล่าจอมยุทธ์ แต่อาจารย์ผู้ทรงธรรมก็ยืนยันการตัดสินใจของตัวเอง ในที่สุดจอมยุทธ์มังกร อ้วนตะกละ ก็ได้รับการถ่ายทอดวิชา และได้รับคัมภีร์มังกร แต่เมื่อเปิดอ่านนั่นเอง เขาก็พบว่า ในคัมภีร์ม้วนนั้นมันไม่มีตัวอักษรอะไรเลย ในความผิดหวังของทั้งหมด และการมาของผู้ชั่วร้าย เพื่อรักษาชีวิตผู้คน เหล่าจอมยุทธ์ ต้องอารักขาชาวเมืองออกเดินทางลี้ภัย เมื่อนั้นเอง จอมยุทธ์มังกรก็ต้องออกเดินทางพร้อมกับพ่อที่เป็นพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยว และพ่อก็บอกเคล็ดลับของตัวเอง เพื่อที่หลังจากอพยพไปอยู่เมืองอื่นแล้วจะได้เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวขึ้นมาใหม่ พ่อบอกว่า "เคล็ดลับของพ่อก็คือ ไม่มีเคล็ดลับ" ท่ามกลางอาการตื่นตะลึง พ่อบอกต่อไปว่า "ในสิ่งที่วิเศษที่สุดนั้นไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเลย เพียงแต่เจ้าเชื่อว่ามันวิเศษ มันก็จะวิเศษ"
กวีประชาไท
By : http://www.bloggang.com/data/sweetcandy/picture/1138853657.jpg (โคลงดั้นวิวิธมาลี) ไคลคราบศิลาขุ่นเศร้า ไศลสงบ กลียุคก่นกลบ สมัยตื่น 'คมขลังควรคู่ อ- ธิฏฐานไหว้ อาลัยโลกร้างไร้ แหล่งทิพกุลริษยาใครก่อนสร้าง ศรัทธา ยืมหินผากอดหนุน ห่มไข้ช่วงชิงแท่นบูชา หลงป่วย เพียงหินเทินซ้อนให้ ทิพย์เนา จรดอคติกั้น สะดวกแยก เสบยแฮ กบาลแตกอวดเขลา งั่งบ้า เพียงหิน,ลำบากแบก ของกู ของกู ประตูใจแง้มอ้า ดั่งเทวดาลัย กำรู กำมะลอฝัน ชัยวัฒน์ พุ่มประจำ
กวีประชาไท
ประเทศนี้ เหมือนไม่ใช่ ของคนจนเหมือนฉันไม่ ใช่คนของ ประเทศนี้ประเทศนี้ เหมือนมีทรัพย์ เกินนับมีเหมือนฉันนี้ ไม่มีแม้ แต่ที่ยืน ... ประเทศนี้ มีแง่ง่า อัชฌาสัย...เหมือนน้ำใจ แผ่หยดไหว สายใยฟื้นประเทศนี้ มีความหวัง ทั้งวันคืนเหมือนเช้าชื่น สายหยุดเช้า เฝ้าจากจาง ฯลฯ ประเทศนี้ มีความงาม ตามทรรศนะเหมือนปัจเจก เฉพาะว่า ท่วงท่าข้างประเทศสื่อ แน่นิ่งยิ่ง แน่นอนทางเหมือนป่าวว้าง แน่นอนคือ ไม่แน่นอน... ประเทศนี้ มีความจริง ความดีหนา...เหมือนเมฆฟ้า มืดหมองหม่น ค้างค่นย้อนประเทศจำ ประเทศจาก ประเทศป้อนเหมือนลงกลอน ไร้หน้าต่าง ทั้งประตู ฯลฯ ประเทศนี้ มีผู้คน ที่น่ารักเหมือนบักเสี่ยว เหลียวแขมร์ เงาะแปรกู้ประเทศนี้ ใบหน้านี้ หนาบางรูเหมือนชายกลาง ผู้พรางหรู รู้แหยใจ... ประเทศนี้ ที่ไม่ใช่ ของคนรวย...เหมือนคนจน ใดคนซวย ช่วยไม่ได้ประเทศนี้ เหมือนน้ำค้าง ไม่หยดไหวเหมือนคลื่นใคร่ คราบไคล้สื่อ หรือไคโลม ฯลฯ ประเทศนี้ ใครดูแล ความอยากได้เหมือนอารมณ์ ไหวด้านดื่ม ด้านปลื้มโหมประเทศสรร ให้ฉันสร้าง กระจกโดมเหมือนชโลม น้ำค้างวาด หยาดหยดคืน. ณรงค์ยุทธ โคตรคำ กรกฎาคม ๒๕๕๑
กวีประชาไท
แดดสาดลงบนพุ่มบุหงาส่าหรีริมหน้าต่างเธอแต่งกระโปรงยาวทอลายดอกไม้สีน้ำเงิน เดินมาจับมือผมออกมาจากเก้าอี้เขียนหนังสือแล้วเพลงเต้นรำก็ดังกังวานเพลงของมาร์ค นอฟเลอร์ ชื่อ whoop de dooแหบเครือเสียงร้องเพลง บอกหนทางแคบทอดไปยังป่าสีดำผมโอบเอวเธอ คล้ายว่าเคยพบเธอที่ไหนแขนเธอลู่ลงข้างตัวเส้นผมเธอดำขลับยาวสลวยถึงสะเอวเส้นผมปลิวตามเสียงเพลงเธอมีกลิ่นดอกบุหงาส่าหรีเธอผิวขาว แต่ไม่มีใบหน้าเธอมีแต่ความเงียบ กับขอเท้ามีเสียงกระพรวนเหล็กผมจับเอวเธอเต้นไปรอบโต๊ะเขียนหนังสือบนพื้นปูนเซรามิกรูปดอกไม้เก่าๆเย็นเฉียบมือเธอนุ่มนวลแตะสีข้างผมเนื้อตัวเธอเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งเธอไม่ส่งเสียงใดๆ เสียงเพลงมีสไลด์กีตาร์บาดลึก แฮมมอลเสียงต่ำผมจับเอวเธอเต้นไปรอบโต๊ะเขียนหนังสือเธอไม่ส่งเสียงใดๆเธอไม่มีใบหน้า เธอมากับกลิ่นดอกบุหงาส่าหรีแล้วกลิ่นผ้าเก่าชื้นๆก็โชยมาจากหน้าต่างWhoop de doo ย้อนวนรอบกลับมาอีกครั้ง อีกครั้ง..ชายกระโปรงยาวไหวไปรอบๆโต๊ะเขียนหนังสือ คำ พอวาเพลงประกอบ : Whoop de doo โดย Mark Knopflerภาพ : http://www.oknation.net/blog/charoenkwan
นาโก๊ะลี
จากหนังเรื่อง ชมรมกวีไร้ชีพ (Dead poet society) ช่วงแรกที่ครูคิตติงสอนวิชาที่ว่าด้วยกวีนิพนธ์ เขาร่ายบทกวีของ วอล วิทแมน ว่า *“ถามตัวเองใยชีวิตมากปริศนา ใยศรัทธายาวไกลไม่สิ้นสุด ลางคนโง่งมเขื่องเมืองมนุษย์ ไหนความดีบริสุทธิ์แห่งชีวี ตอบตัวเองความดีนี่ไงเล่า เมื่อชีพเรายืนยงคงศักดิ์ศรี ด้วยสร้างสรรค์คุณธรรมความงามดี บทกวีชี้พลังเพื่อสังคม”