นาโก๊ะลี
ทั้งหมดล้วนปรารถนาสิ่งดีงาม กี่คำกี่ความแสวงหา ชั่วชีวิตที่ผ่านในกาลเวลา กี่ครั้งกี่คุณค่าที่คู่ควร เสพย์สุขซึ้งถึงสวรรค์ จะชั้นนี้ชั้นนั้นก็บางส่วน ขณะวิถีชีวิตเคลื่อนขบวน หรือไม่ยอมเรรวนสักบางคราว จะอยู่ในโลกไม่ใยดีโลก แสวงแต่โชคไม่ยอมเจ็บร้าว สำหรับยุคสมัยที่ยืดยาว เลือกเสี้ยวใดในเรื่องราวที่เป็นไป หากเราคือเสี้ยวส่วนของจักรวาล จึงเกี่ยวโยงตำนานอันยิ่งใหญ่ สัมพันธ์สรรพสิ่งโยงใย ทั้งหมดนั้นคืออะไรในความจริง ทั้งหมดนั้นอาจคือชีวิต เคลื่อนไหวไปทีละนิดไม่หยุดนิ่ง ไม่มีสิ่งใดหล่นหายหรือถูกทิ้ง ทั้งหมดล้วนเอื้ออิงกันและกัน ทั้งความคิดและจิตวิญญาณ คือปรากฏการที่ผกผัน เป็นกระบวนการมหัศจรรย์ ที่หล่อหลอมสร้างสรรค์โลกงดงาม และในความงดงามนั้นมีเลวร้าย ซึ่งขับค่าความหมายให้ไถ่ถาม ให้เคี่ยวครุ่นสืบค้นนิยาม เพื่อต่อเติมแต่งตามวิถีทาง วิถีท่าน วิถีเรา วิถีใคร อาจมีวิถีใดที่แตกต่าง เป็นปัจเจกภาพอันบอบบาง ตามความข้น จาง ของตัวตน ทั้งหมดนี้เพียงเป็นสภาวะ เกิดดับได้ทุกขณะตามเหตุผล จึงความสุขความทุกข์ของผู้คน ที่สุดล้วนแต่ตนดลบันดาล และนั่นย่อมไม่ใช่จุดหมาย เพราะภาวะทั้งหลายคือทางผ่าน คือทางก้าวไปสู่ปัญญาญาณ เพื่อหยั่งรู้จักรวาลอันจริงแท้
กวีประชาไท
หากดอกไม้มีความหมายว่างาม ดวงดาวที่วาววามคือความสุกใส ปีกผีเสื้อคือสีสันที่โบกไกว ยอดหญ้าคือความอ่อนไหวแห่งโลก สายน้ำคือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยง หมู่นกขับเสียงกล่อมโศก ต้นไม้ต้านทานวิปโยค แผ่นดินร่วมขานโศลกร้อยโครงคำ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างบนทางมนุษย์ ผู้ค้นหาที่สุดความลึกล้ำ ก้าวล่วงไปสู่ความมืดดำ เป็นก้าวที่ย่ำอย่างคลอนแคลน หากการเดินทางมีความหมายว่าแสวงหา การค้นพบคือปัญญาวิเศษแสน ล้มเหลวคือเรียนรู้มิดูแคลน สุ่มเสี่ยงคือเขตแดนแห่งเรียน คล้ายคำถามมากมายระหว่างนี้ เดินอยู่บนวิถีการแปรเปลี่ยน ซึ่งเป็นทางที่วกเวียน ขัดเกลาเข่นเฆี่ยนอัตตาตน นั่นคือที่สุดหรือมิใช่ หรือแท้แล้วหาไม่ ไฉน-ฉงน เพียงภาวะหนึ่งนั้นในเงามืดมน ท่ามกลางความอึงอลปรากฏการณ์ หากภาพชีวิตเป็นดั่งดอกไม้ งามหรือมิได้เพียงพบผ่าน ร้อยเรียงดั่งดาวเล่าตำนาน ดำรงอยู่กาลนาน-นิรันดร์ไป อาจมิอาจเป็นได้ดั่งนั้น มิอ่อนน้อมต่อคืนวันดั่งหญ้าไหว ทั้งมิได้หล่อเลี้ยงพฤกษ์ไพร และขาดความใส่ใจต่อโศกนาฏกรรม ใช่...ยังมีอะไรอีกมากบนทางมนุษย์ และมันอาจไม่มีที่สุดอันลึกล้ำ เป็นเพียงกระบวนการเคลื่อนโน้มนำ เดินทาง กระทำชีวิตเอง นาโก๊ะลี
มาชา
แอ่วนวดข้าว ระเห็จขึ้น มุงหลังคาห้องสุขา คนยุคใหม่ เข้าใจแต่งแทนแป้นเกล็ด สมัยเก่า แบบเบาแรงกระเบื้องแกร่ง สมัยใหม่ ไม่เท่าทันทุ่นเงินทุ่นแรงแข่งความคิดปรับชีวิต เปลี่ยนชีวา ค่าแปรผันประยุกต์แก่นกับมักง่าย เปลือกคล้ายกันมองมุมขัน แต่อดขื่น ชื่น-ไม่ชม ห้องน้ำรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่เมืองปาย แม่ฮ่องสอนธันวาคม ๕๐
กวีประชาไท
เอาหัวใจฉันไปไว้ที่ไหนใครยึดไว้ ฤๅ ฉันเพียงฉงนไม่ชัดแจ้งแจ่มอารมณ์อันแปรปรนนึกเผยพ้นผุดผ่านม่านภวังค์ ฯลฯ ในเสี้ยวนึก ในหวั่น รำพันเผยระเรียดเหย หายเช้า แว่วเรือนหวังดั่งโลกเงียบ แว่วกังสดาลดังฟังนึกนี้อีกครั้งยามนั่งนอน ฯลฯ ลุกสัมผัสผืนร้าว ชีวิตร่ำดินเมืองแห้งลำนำกว่าผุดย้อนได้กินอยู่สืบถ่ายในนาครได้ถ่ายถอน ถือวาง รอยร่างไว้ ฯลฯ ในส่วนแห่งชีวิตเหนี่ยวชิดเกื้อข้างในหนั่นเลือดเนื้อละอองไหว ในน้ำค้างซึมซ่านละอองไอข้างในชื้นฉ่ำสายระรายยัง ฯลฯ แม้นหวังว้า หัวใจยังได้หวังอยู่คือยั้ง ภวังค์เกี่ยว ในเหนี่ยวรั้งรายนึกหรือ รอยผลึกแม้เกรอะกรังได้ทวนทั้ง เข็นฝ่าชีวาเชย ฯลฯ ข้างในแท้ พ่ายเผยหัวใจหวั่นถึงกี่กั้นพันธนา ฯ พันธะเอ๋ยข้างในเช้าค่ำดั่งน้ำค้างเปรยหยดไว้แย้มไหวระเหยข้างในแวว . ณรงค์ยุทธ โคตรคำ
กวีประชาไท
เมื่อตะวันลาลับไปกับฟ้า ในโลกหล้าเลื่อนลับคนหลับใหลเหล่าซากผีตีเกราะเสนาะใจ มันมุ่งไปสูบเลือดจนเดือดดินผีโขมดโหดห่าพาผีปอบ ผีเปรตชอบแลบเลียระริกลิ้นมีผีห่าผีโหดโคตรทมิฬ ไม่สูญสิ้นอัปรีย์ผีนรก คันไถหักปักคันนาบ่าใส่แอก ฝนเม็ดแรกร่วงหล่นก่นในอกรอยตีนเลียบเหยียบคันไถใจช้ำฟก ผีนรกรุมตะหวัดแย่งกัดกินหาบกระด้งคอนตะกร้าบนบ่าช้ำ กระดูกตำสันหลังหายมลายสิ้นเหลือเศษซากชำรุดสุดอาจิณ มันก็กินกัดแทะคอยและเล็ม วัวควายหายต้นไม้ตายไม่มีซาก มันพาลากเปรตปากเท่ารูเข็มไส้ก็แห้งแรงก็ไร้ไม่เติมเต็ม เคียวหนึ่งเล่มด้ามหักปักกลางนาเลือดเกรอะกรังซังหญ้าหนูนาแล่น เป็นหมื่นแสนเสพสุขเห็นสุขาเหล่าซากผีฉุดลากกระชากมา อนิจจาชาวนาหมดสิ้นลม เสียงลิเกออกแขกแต่แรกเริ่ม หมู่ผีห่าหน้าเดิมเห็นสู่สมเปลี่ยนคณะปะฉากเที่ยวเชิญชม อภิรมย์เสพสมพวกมันเอง พระสงฆ์สวดสาบส่งวิญญาณผี ธรณีเลื่อนลั่นสนั่นไหวทิวธงธรรมนำพามาแต่ไกล คือธงไทล้างชาติชาวนา... รัชนี รัตติกาล
ยุ่ง
กรณีปัญหาต่างๆ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะความเป็นมา จากใจคนป่วย- ลุงเชื้อ สาแช- ลุงออน อู่เงิน- อาจารย์พนิตา สุชาติพงศ์ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับลำตะคองความเป็นมา จากใจ แมะซะนิ กาซัน เพลงเขายายเที่ยงรำพันธ์ เพลงเสียงครวญจากเขายายเที่ยง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสารเคมีท่าเรือคลองเตยระเบิดความเป็นมา จากใจคนป่วย- บังเอิญ เจริญรักษ์ - อุษา โรจน์พงศ์เกษม- สมชาย เจริญวรกิจการ- ป้าชะโอด ทิวจันทร์ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ตะกั่วคลิตี้ความเป็นมา ความทุกข์ของผู้เสียหาย กลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานวัลลภ บุญที่สุด สุพี่ พระแก้ว มุสสะลีมะ นุดสะบัว เตือนใจ บุญที่สุด สุรีรัตน์ อยู่รอบเรียง
ชาย ชาติธรรม
ณ แห่งนี้ที่คนกล้าไม่เคยถอยดอย ภูผากล้าแกร่งแรงสะท้านกระ สืบเป็นสานศรัทธ์แต่นานมา
กวีประชาไท
ลอยเคว้ง-เห่คว้างกลาง’เลลมเพลมพัด-พัดหวนระลอกสลับรับคลื่นครวญแห่-เห่กล่อมหวนคลื่นลมฯ
Hit & Run
< กรกช เพียงใจ>ขณะใครเปล่งเสียงสู้เพื่อกู้ชาติขณะใครร่วมพิฆาตมาดมารร้ายขณะนั้นเขายืนอยู่อย่างเดียวดายกลางผืนทราย ฝูงยุง ทุ่งพระสุเมรุไม่มีศิลปินใดร่ายบทกวีไม่มีวงดนตรีระเริงเล่นมีเพียงเหล่าคนยากที่ชัดเจนจากหลืบเร้นเหม็นสาบวิบากกรรมหรือเขาเป็นคนทุกข์ผู้โฉดเขลาหลงมัวเมาประชานิยมจนถลำหรือเขาคือผู้ยึดถือในถ้อยคำจึงชอกช้ำ ‘ประชาธิปไตย’ ช่างเปล่ากลวงหรือเขาคือฝูงคนผู้หลงผิดผู้ยึดติดเงินตราดังค่าหลวงพวกป่าเถื่อนเกลื่อนกลาดอนาจทรวงคอยทะลวงสู้ตายกับลายพรางรู้เพียง...คนว่า ฝั่งนั้นช่างมืดมิดเป็นตัวแทนความดำสนิทไร้รุ่งสางมืดมิดผิดบาปมิรู้ลางอีกฟากหนึ่งขาวสว่างอยู่กลางเมืองเมื่อตาเศร้ามีเงาเพียงขาว-ดำฟังซ้ำ ย้ำ ย้ำ ไม่กระด้างกระเดื่องขาวคือขาว ดำคือดำ จึงแค้นเคืองเพราะสันดานนักการเมืองมันอัปรีย์แล้วเขาควรทำฉันใดนักการเมืองจัญไรสร้างหวังปรี่ผิดก็ว่า อย่าไล่ออกไปตกปฐพีมิใช่สีดำสนิทเหมือนปิดตาผู้คนหวังประชาธิปไตยไร้แร้งรุมไล่กลุ่มทุนสามานย์อย่างหาญกล้าแต่ฝูงแร้งใช่ฝูงเดียวทั่วทั้งฟ้าลองมองหาฝูงเก่าเราเคยแค้นจะต้องข้ามอีกกี่ศพจึงพบว่าเส้นทางที่ผ่านมาช่างเปลืองแสนกว่าจะข้ามพ้นไปแต่ละพรมแดนกลับขาดแคลนความหวังดังวันเดิม *ตัวเน้นหนา นำมาจากบทกวีบทเวทีพันธมิตรฯ ของ มนตรี ศรียงค์, จิระนันท์ พิตรปรีชา และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
กานต์ ณ กานท์
เรายังคงต่อสู้กันด้วยอาวุธโบราณ
ซึ่งสร้างความเหนือกว่าให้กับผู้ที่กล้าใช้
กวีประชาไท
อ่านบทกวีชิ้นนี้ทำให้มองเห็นภาพสังคมการเมือง ที่แปรผันอยู่เบื้องหน้าอยู่ลิบๆ หรือว่าสังคมคือความสับสน หรือว่าการเมืองคือความเลวร้าย โดยมีประชาชนเป็นเดิมพัน และทำให้นึกถึงถ้อยคำของเมล็ดพันธุ์เถื่อนนาม ‘ไวล์ดซี๊ด’ ที่บอกเล่าว่า...ทุกวันนี้ เรากำลังล้างไฟด้วยไฟ ไม่ได้ยอมรับความคิดต่าง มองฝ่ายตรงข้ามคือศัตรู