หัวไม้ story
พิณผกา งามสม/พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจเมื่อกระแสแก้รัฐธรรมนูญเริ่มต้นด้วยการถูกโจมตีว่าจะเป็นการเบิกทางให้กับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีที่อยู่ที่ยืนในเวทีการเมืองไทยอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังเป็นการปูทางไปสู่การฟอกตัวของอดีตนายกผู้ซึ่งตามทัศนะของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองว่าเป็นเหตุแห่งความวิบัติทั้งสิ้นทั้งมวลของประเทศชาติ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเรื่องแก้รัฐธรรมนูญก็กลายมาสู่เรื่องการเอาทักษิณ หรือไม่เอาทักษิณ แบบกลยุทธ์ขายเบียร์พ่วงเหล้า คือถ้าไม่เอาทักษิณก็ต้องไม่แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าใครจะแก้รัฐธรรมนูญถือเป็นพวกทักษิณ ว่ากันตามจริงแล้ว ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรในโครงการสร้างการเมืองไทยที่เกิดขึ้นเวลานี้ ก็ถูกจับโยนลงไปเป็นประเด็น เอาทักษิณกลับมา หรืออย่าเอาทักษิณกลับมา.....นับเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ หนึ่งเดียวของโลกจริงๆ รับไปก่อน แก้ทีหลัง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปที่ไหนก็บอกชาวบ้านให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลัง สำทับอีกทีโดยนายจรัญ ภักดีธนากุล ก่อนที่จะมีการลงประชามติ พ่วงด้วยการบอกอีกซ้ำๆ ว่าหากไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญก็จะไม่มีเลือกตั้ง ถึงเวลานี้ดูเหมือนไม่มีใครทบทวนความจำอันแสนสั้นและเลือนรางเสียแล้วเมื่อประเด็นแก้รัฐธรรมนูญถูกจุดขึ้นโดยฝ่ายรัฐบาล ในห้วงเวลาที่ รายชื่อ พรรคการเมือง 3 พรรค อันได้แก่ พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอันอาจจะนำไปสู่การยุบพรรคหรือไม่ โดยพลัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาตอบโต้ทันทีว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นเหตุแห่งวิกฤตการเมือง ในขณะที่พลังเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มใหญ่อย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ออกมากล่าวหาโดยทันทีว่า พรรคพลังประชาชนต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหนีการยุบพรรครวมทั้งเพื่อฟอกตัวอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ทั้งยังหวังว่าจะเป็นการปูทางให้ทักษิณกลับมาสู่เวทีการเมืองไทยอีกครั้งกระทั่งในการเสวนาวิชาการโดยพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีการออกแถลงการณ์คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการพ่วงด้วยคำขู่ว่าพันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวทันทีที่มีการแก้รัฐธรรมนูญดูทีว่า ฝ่ายพันธมิตรฯ และพรรคฝ่ายค้านมีความกลัวอย่างสุดขีดว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่รัฐบาลนำโดยพรรคพลังประชาชนจะนำไปสู่ความอยู่รอดปลอดภัยของ 3 พรรคการเมือง แม้ว่าหลายๆ ฝ่ายมองว่า 3 พรรคนี้ ดูท่าว่าจะชะตาขาดไปแล้ว เพราะแม้จะมีการแก้รัฐธรรมนูญจริง ก็คงไม่ทันการกับคดีที่ขณะนี้ไปอยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
Cinemania
Between the FramesE-mail: betweentheframes@gmail.com:::Spoil::: บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาที่สำคัญของภาพยนตร์ :::Spoil::: "All those gathered here will know that it is not by sword or spear that the LORD saves; for the battle is the LORD's, and He will give all of you into our hands." 1 Samuel 17:47ยากที่จะเชื่อว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ดีพร้อม ขอฟันธงไว้ ณ ที่นี้ว่า ถ้าในอนาคตอันใกล้นี้อเมริกาสำรวจความคิดเห็นของคนบ้านตัวเองว่า ‘เสียหาย' (ที่เกิดจากสงครามอิรัก) ไปมากแค่ไหน รับรองว่าเมื่อถึงวันนั้น คนส่วนใหญ่จะบอกว่า ‘มันเข้าขั้นฉิบหาย' แล้ว และจะไม่ลังเลที่จะอ้างถึงหนังอย่าง In the Valley of Elah แน่นอน หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการเขียนบท และกำกับของ Paul Haggis โดยได้โครงเรื่องคร่าวๆ มาจากบทความชื่อ Death and Dishonor เกี่ยวกับ Richard Davis ในนิตยสาร Playboy ที่เขียนโดย Mark Boal จากนั้นก็เปลี่ยนแปลงรายละเอียด เพิ่มมิติให้กับหนัง ผลที่ได้คือเรื่องราวที่นอกจากจะตีแผ่ความป่วยไข้ ความโศกเศร้า และความทรมาน ของสังคมอเมริกัน ที่ปกปิดไว้ด้วยหน้ากากแห่งความรักชาติ ด้วยการใช้วรรณศิลป์ภาพยนตรืที่นอกจากจะลุ่มลึก ซับซ้อน และทรงพลังแล้ว ในเวลาเดียวกันยัง วิพากษ์และตอกย้ำการสูญเสีย ‘ความเป็นมนุษย์' แบบบาดลึกถึงก้นบึ้งหัวใจอีกด้วยในขณะที่ผู้กำกับตามแบบฉบับ Hollywood ไม่มีจุดยืน จะไม่ลังเลที่จะ ‘ขาย' เรื่องราว In the Valley of Elah ในรูปแบบการสืบสวนฆาตกรรมทั่วไปที่มักจะพบได้ตามซีรี่ส์ CSI โดยใช้ส่วนผสม 1.) มีคนหายตัวไป มีสถานที่เกิดเหตุ มีปริศนา 2.) คนที่หายตัวไปนั้นกลายเป็นศพ 3.) การย่ำเท้าตามรอยหาข้อเท็จจริงจนกว่าจะได้ตัวคนร้าย 4.) จบเรื่องแบบหักมุม แต่หนังเรื่องนี้ ไม่ได้การลุ้นระทึกเหมือนหนังสืบสวนสอบสวนทั่วๆไป เพราะไม่ได้มีปริศนาอะไรซับซ้อน ไม่ได้จบแบบที่พระเอกที่เป็นตัวละครแบนเหมือนกระดาษแข็ง คลี่คลายคดีได้แล้วก็จบกัน ตรงกันข้าม...เรื่องนี้ไม่มีอะไรเกินจริง และทุกอย่างดูจริงจังจนถึงขั้นหดหู่สุดขั้วถ้ามองแบบตื้นๆ ก็น่าจะฟันธงได้ว่า In the Valley of Elah ไม่ต่างอะไรกับ A Few Good Men หรือ Courage under Fire ทว่า Paul Haggis กลับใช้เรื่องราวที่เรียบง่ายแต่ซ่อน ‘สาร' ที่ท้าทายคนดู โดยหนังเปิดเรื่องด้วยสัปดาห์แรกหลังจากการกลับจากประจำการในอิรักของทหารหนุ่ม Michael ‘Doc' Deerfield (Jonathan Tucker) หายตัวไปจากกองบังคับการอย่างไร้ร่องรอยและถูกขึ้นทะเบียนทหารว่าหายไปโดยไม่ได้รับอนุญาต (AWOL=Absence Without Official Leave) Hank Deerfield (Tommy Lee Jones) อดีตทหารผ่านศึก และ Joan Deerfield (Susan Sarandon) รับทราบข่าวนี้ทางโทรศัพท์ Hank เริ่มรู้สึกแปลกใจที่ได้ข่าวลูกชายเดินทางกลับจากอิรักร่วมสัปดาห์แล้ว จึงเดินทางมาไถ่ถามข่าวคราวลูกชายถึงค่ายทหารต้นสังกัดลูกชาย พร้อมขอความช่วยเหลือจากทั้งหน่วยงานทหาร และหน่วยงานราชการพลเรือนปกติช่วยตามหาตัวลูกชาย แต่ก็ดูจะไม่มีใครให้คำตอบที่กระจ่างได้ ซ้ำหน่วยงานราชการพลเรือนยังโยนเรื่องให้หน่วยงานทหารเป็นผู้ทำคดีนี้มากกว่า Hank จึงตัดสินใจออกตามหาลูกชายโดยความช่วยเหลือจากนักสืบตำรวจ Emily Sanders (Charlize Theron) จนต่อมาก็พบว่าลูกชายของเขาถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดนอกค่ายทหาร ศพถูกเฉือนออกเป็นชิ้นๆ และจุดไฟเผาไหม้เกรียม ขณะที่ปฏิบัติการตามล่าหาความจริงนำไปสู่ความจริงที่ว่า ลูกชายของเขากลายเป็นศพไปแล้ว Hank และ Emily รู้สึกได้ว่ากำลังถูกหลอกล่อซึ่งเกี่ยวพันกับข้าราชการทหารชั้นผู้ใหญ่ ความจริงที่เกี่ยวข้องกับ Michael ขณะที่ปฏิบัติการอยู่ที่อิรักได้ถูกเปิดเผยขึ้นและ Hank จำเป็นต้องพิจารณาและประเมินความเชื่อที่เคยมีมาทั้งหมดเพื่อที่จะไขความลับการหายตัวไปของลูกชาย เกิดอะไรขึ้นที่อิรักที่ส่งผลกระทบต่อลูก และความจริงที่น่าหดหู่ของสงครามอิรักในขณะที่ Crash เน้นที่ประเด็นเหยียดผิว In the Valley of Elah กลับสำรวจประเด็นสำคัญๆ อย่างเรื่อง ความเป็นชายชาตรี การเมือง สงคราม กองกำลังทหารอเมริกัน อิรัก และไม่ได้ทำหน้าที่แค่สะท้อนวิถีชีวิตของทหารอเมริกันผ่านตัวละครหลายๆ ตัว ตั้งแต่ Hank ซึ่งอดีตเป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม และภาคภูมิใจในความเป็นทหารของตน ไปจนถึงพลทหารทั้งหลายที่เป็นเพื่อนๆ ของพลทหาร Mike ลูกชายที่ไปร่วมปฏิบัติการรบในอิรักด้วยกัน แต่ Paul Haggis ใส่โครงเรื่องคู่ขนานหลายโครงเรื่องที่สะท้อน และ ให้ภาพที่ทั้ง ‘ไปด้วยกัน' และ ‘เปรียบต่างกัน' และ ‘เชื่อมโยงกัน' โดยให้มีแกนกลางอยู่ที่ ‘ปฏิบัติการตามล่าหาความจริง'ของ Hank และ Emily ขนานกับเรื่องที่มาจากกล้องมือถือซึ่ง Michael เป็นคนถ่าย เป็นมุมมองของลูกชายในฐานะพลทหารที่ได้ประสบการณ์ตรงจากสงครามอิรัก และถ้าพิจารณาจากเนื้อหาแล้วในกล้องแล้ว กลับให้ ‘ความจริง' มากกว่า สิ่งที่ Hank และ Emily สืบหาเสียอีก นี่คือสิ่งที่วรรณศิลป์ใช้เรียก irony เพราะจากมุมมองของลูกชายแล้ว ‘ทหาร' ที่ประชาชนและรัฐบาลอเมริกันพากันใช้ความรักชาติแปะป้ายเอาไว้ว่าเป็น ‘วีรบุรุษ' แท้จริงแล้วได้กระทำสิ่งที่ไม่ต่างอะไรกับ ‘เดนมนุษย์' เลย หรือพูดอีกแง่หนึ่งก็คือ สงครามได้ทำลาย ‘ความเป็นมนุษย์' ของคนที่ร่วมสงครามไปเรียบร้อยแล้วเทียบกับเรื่อง Crash แล้ว โครงสร้างในเรื่องนี้กลับแน่นกว่าอีก เพราะโครงเรื่องรองไปด้วยกันกับโครงเรื่องหลัก อีกโครงเรื่องรองที่สำคัญก็คือ ตอนต้นเรื่อง Emily กำลังจัดการคดีที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวอะไรกับโครงเรื่องหลัก เมื่อภรรยาคนหนึ่งเข้าร้องเรียนเรื่องสามีผู้มีแผลในใจและกลับมาจากสงครามหมาดๆ เขาอำมหิต ขนาดฆ่าสุนัขด้วยการกดให้มันจมน้ำตายอย่างช้าๆ ต่อหน้าลูกของพวกเขาเอง แต่ Emily กลับตอบไปว่าทางการไม่สามารถทำอะไรได้เพราะว่าเขาทำกับ ‘สุนัข' ไม่ใช่ ‘คน' ไม่มีใครรู้ แต่คนใกล้ชิดรู้ ทั้งลูกและภรรยารู้ดี แต่ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปทำอะไร จนกระทั่งเกิดเรื่องที่ภรรยาถูกสามีฆ่าแบบเดียวกันนั่นแหละ ถึงได้ทำให้ Emily ได้คิด คดีเล็กๆ นี้เองที่ตอกย้ำให้เห็นถึงผลพวงของสงคราม ว่าได้สร้างบาดแผลที่มองไม่เห็นขึ้นแล้ว และจะมีสักกี่คนที่จะตระหนักถึงเศษซากสงคราม ที่กลับมาให้เห็นในรูป ‘พลทหารที่เสียสติ' ไปแล้ว ผลพวงและบาดแผลของสงครามที่เหลือทิ้งไว้ให้ ไม่ได้ส่งผลต่ออิรักเท่านั้น แต่กลับส่งผลต่อคนอเมริกันทางบ้านด้วยน่าตลกอยู่ในทีที่ก่อนจะมีการเดินหน้าเข้าสู่สงครามนี้ ได้มีคนเตือนแล้วเตือนอีกถึงผลลัพธ์อันใหญ่หลวงที่จะตามมา แต่รัฐบาลที่มีประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่หนุนหลังอยู่ ก็ไม่ได้สนใจ ยังคงเดินหน้าต่อไป ณ วินาทีนี้ ไม่ได้มีแค่ตัวทหารและครอบครัวของทหารเท่านั้นที่ต้องรับเคราะห์จากสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้น แต่ทั้งประเทศกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน กำลังถูกกดน้ำ จมน้ำตายอย่างช้าๆ ไม่ต่างจากสุนัข และภรรยา ในเรื่องชื่อของหนังมาจาก 1 Samuel 17:47 คำว่า Valley of Elah อยู่ในภาคพันธสัญญาเดิม คือสถานที่ที่ David ต่อสู้เอาชนะนักรบฟิลิสเทียนาม Goliath ตัว David เป็นเด็กเลี้ยงแกะตัวเล็กที่สามาราถเอาขนะ Goliath ได้ Hank เล่าเรื่องนี้ให้ ลูกของ Emily ซึ่งบังเอิญชื่อ David เหมือนในเรื่องที่ Hank เล่าให้ฟัง Hank อธิบายให้ David ฟังว่าหัวใจของเรื่องอยู่ที่ ‘ความกล้าหาญ' ยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูไม่ว่าจะน่ากลัวเพียงใด ถึง David จะมีความกลัว แต่ David ก็ยังมีความกล้าหาญ และสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วย Hank อธิบายต่อว่าการที่จะเอาชนะศัตรูตัวเอ้นั้น ต้องล่อให้มันเข้ามาใกล้และล้มมันลง แบบที่ David ใช้หนังสติ๊กคว่ำ Goliath ( "draw 'em close, and you take 'em down.") พอเล่าจบ Emily บอกกับ David ว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงนะ Hank ตอบกลับทันควันว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเรื่องนี้ก็อยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านด้วย ("Of course it's true. It's even in the Koran.")สำหรับ Hank การจะเอาชนะคนชั่วนั้นต้องใช้ ‘ความกล้าหาญ' และ ‘ศรัทธา' ทำให้ David เลิกกลัวความมืดจากที่ต้องบอกให้ Emily แง้มประตูให้แสงเข้ามาในห้องนอนไว้ก่อนจะนอน Paul Haggis ไม่ได้ใส่เรื่องเล่านี้เข้ามาเพื่อสอน David เท่านั้น แต่เพื่อใส่ความหมายนัยที่เป็นแก่นเรื่องหลักของหนังการจะเอาชนะศัตรูต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก ไม่ว่าศัตรูนั้นจะเป็นกองกำลังทหารอเมริกัน, การตายของลูกชาย, สิ่งที่เคยทำผิดไว้ในอดีต, ความฝันที่ปลุกให้ Hank ตื่นทั้งที่ตัวไม่เข้าใจ หรือกระทั่ง การพยายามใช้ชีวิตแบบปรกติหลังจากผ่านมรสุมชีวิต บางครั้งการหาข้อเท็จจริง ก็ง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับความจริงมากเอาการอยู่ด้วย เพราะต้องอาศัยความกล้าเป็นพลังขับเคลื่อนในการเผชิญหน้าความจริงอันอัปลักษณ์Paul Haggis ยังใช้เรื่องของ David กับ Goliath มาขนานกับสมรภูมิที่ Hank กำลังเผชิญ เพื่อจะค้นหาความจริงเกี่ยวกับลูกชาย และยังขนานกับสมรภูมิรบระหว่างทหารอเมริกันกับกลุ่มต่อต้านอเมริกาในอิรักอีกด้วย น่าสนใจตรงที่เรื่องของ David กับ Goliath ไม่ชี้ชัดลงไปแบบฟันธงว่าใครเป็น David และใครเป็น Goliath กันแน่ เพราะสามารถมองในรูปแบบของ allegory ได้ด้วย Hank อาจจะเห็นว่าตัวเองเป็น David กำลังสู้กับ กองกำลังทหารอเมริกันที่เป็น Goliath หรือ David อาจจะเป็น ความพยายามหาความจริงเกี่ยวกับการตายของลูกชาย Hank และ Goliath อาจเป็นความพยายาม/อำนาจของทางทหารที่จะปกปิดความจริงไม่ให้ Hank หรือใครก็ตามรู้มองในแง่ของ extended metaphor (ไม่ใช่แค่ metaphor อย่างเดียว) ที่สามารถส่งสารมากกว่าหนึ่งความหมาย Hank อาจจะเห็นว่าตัวเองเป็น David กำลังสู้กับ ‘ความรักชาติ' ของตัวเอง เป็น Goliath หรืออิรักเองก็เป็น Goliath หรือกองกำลังทหารที่ประจำการในอิรัก ก็เป็น Goliath ได้เหมือนกันมองจากอีกมุม Hank กับ Emily อาจจะเห็นว่าตัวเองเป็น David สู้กับตัวแทนกองกำลังทหารที่เป็น Goliath ถ้ามองจากอีกมุม Hank ซึ่งในหลายๆ ด้านเป็นตัวแทนของคนอเมริกัน กำลังทำตัวเหมือนคนอิสราเอลใน 1 Samuel 17:47 ยินดีที่จะเสียสละส่ง David ในรูปทหารไปตายในสงครามเพียงเพื่อเหตุผลทางการเมือง และถ้ามองจากอีกมุมแบบ irony อเมริกานี่แหละ ที่เป็น Goliath สู้กับ Iraq ที่เป็น David (สังเกตว่ามีเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กๆ ในอิรักปรากฏอยู่เรื่อยๆ ตลอดทั้งเรื่อง)Paul Haggis ไม่ได้ใช้แค่เรื่องของ David กับ Goliath มาเพิ่มมิติและความลุ่มลึกให้กับหนังเท่านั้น แต่ยังใส่ธงชาติอเมริกันเป็นสัญลักษณ์ที่นักวิจารณ์สัมพเวสีหลายคนเห็นว่าใส่เข้ามาแบบสั่วๆ แต่ผมกลับเห็นว่า ธงชาติอเมริกันเป็นสัญลักษณ์ที่ใส่มาได้ลงตัวเพื่อรับใช้ "สาร" ที่ต้องการส่งไปท้าทายแต่ไม่ดูถูกคนดูอีกด้วยธงชาติอเมริกันเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ความรักชาติ' และ ‘สงคราม' และตัวผู้กำกับเองก็ใส่องค์ประกอบนี้เข้ามาเพื่อจะบอกว่าสงครามอิรักนั้นไม่ได้ให้อะไรที่เป็นสิ่งสร้างสรรค์เลย ในตอนต้น ขณะที่กำลังขับรถออกไปที่ฐานทัพเพื่อติดตามเรื่องของลูกชาย Hank อดีตทหารผ่านศึกสังเกตเห็นคนงานกำลังจัดวางธงชาติอเมริกันกลับหัว ในฐานะคนรักชาติก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปแก้และชี้แจงถึงความสำคัญและความหมายนัยของการชักธงขึ้นสู่ยอดเสาแบบกลับหัว แต่ในตอนจบ หลังจากกลับมาบ้านจากฐานทัพ Hank ทราบความจริงทุกประการเกี่ยวกับลูกชาย และเพื่อนๆ ของลูก รวมทั้งความอัปยศของกองทัพอเมริกาแล้ว Hank กลับมาบ้านได้รับพัสดุที่ลูกชายส่งมาให้ทางไปรษณีย์ก่อนตาย เป็นธงชาติอเมริกันมาพร้อมกับรูปถ่ายที่ลูกชายถ่ายกับทีมทหารและในรูปนั้นก็มีธงชาติอเมริกาโบกสะบัดอยู่ด้วย Hank จัดแจงเอาธงไปที่โรงเรียน และชักธงกลับหัวขึ้นสู่ยอดเสา เอาเทปพันเชือกไว้กับยอดเสา และบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าให้เอาไว้อย่างนี้ตลอดห้ามแก้ ความหมายนัยของฉากนี้คือ ภายใต้หน้ากากแห่งความรักชาติ อเมริกากำลังเผชิญ ‘ความป่วยไข้' ‘ความโศกเศร้า' ‘ความระทมทุกข์' ‘ความทรมาน' ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม อย่างที่ Hank บอกกับกับเจ้าหน้าที่ตอนต้นเรื่อง ธงชาติกลับหัวเป็นการส่ง ‘สาร' ว่า ขอความช่วยเหลือ และยังเป็นสัญลักษณ์ของความเดือดร้อนภายในของประเทศ บอกกับอเมริกันชนว่าจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้แล้ว ‘การแสดง' ใน In the Valley of Elah ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในเรื่อง โดยเฉพาะ Jones กับบท Hank ด้วยบทพูดไม่มากมาย หากแต่ด้วยการแสดงชั้นบรมครูที่ได้เปิดเผยอีกหลายสิ่งหลายอย่างของอดีตทหารผ่านศึกคนนี้ สื่ออกมาทั้งแววตา สีหน้า ท่าทางอย่างหมดจด Hank เป็นอดีตทหารผ่านศึกที่หล่อหลอมตัวตนได้น่าชื่นชม เคร่งต่อระเบียบวินัย ขัดรองเท้าก่อนนอนทุกคืน จัดเตียงทุกเช้า Jones แสดงได้เยี่ยมมากซ่อนความรู้สึกขัดแย้งและสับสนในใจระหว่าง ‘ความรักชาติ' กับ ‘สิ่งที่ชาติทำกับตัวเองและลูก' ด้วยความที่เป็นอดีตทหารผ่านศึกทำให้รู้จัก ‘ขั้นตอน' และ ‘ทางหนีทีไล่' ทั้งของทางกองทัพและตำรวจได้อย่างดี เชื่อว่าทุกคนในกองทัพนั้นโกหก แทนที่จะทำการสอบปากคำเพื่อนของลูกชาย Hank กลับหลอกล่อด้วยการใช้เหล้าบุหรี่ ให้เพื่อนของลูกแต่ละคนค่อยๆ คายความลับออกมาเพื่อปะติดปะต่อทีหลัง และยังตีความรายละเอียดหลักฐานจากที่เกิดเหตุได้เก่งกว่าตำรวจที่ควรจะทำหน้าที่นี้ด้วยซ้ำทหารผ่านศึกส่วนใหญ่เมื่อกลับมาบ้าน มักจะไม่ใช่คนเดียวกับที่คนทางบ้านรู้จัก Hank ก็คงเป็นแบบเดียวกัน คนดูอาจจะไม่แน่ใจว่า Hank กำลังคิดอะไรอยู่ แต่สามารถรู้สึกได้ว่าตัวละครรู้สึกอย่างไรบ้าง จากสีหน้า สายตา ภาษากายที่ Jones แสดง สังเกตสีหน้าของ Hank ตอนที่รู้ว่าพบศพลูกชายแล้ว เป็นภาพที่ปวดใจสำหรับคนเป็นพ่อแม่เหลือเกิน ดูฉากนี้แล้วแทบหัวใจสลาย กลั้นน้ำตาแทบไว้ไม่อยู่Jones ทำให้คนดูสัมผัสได้ว่า Hank กำลังจะน้ำตาไหลแต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ยอมให้มันไหลออกแม้แต่หยดเดียว ทำได้เพียงแค่ยื่นมือให้ภรรยาจับเอาไว้และพยายามพาภรรยาออกจากห้องเก็บศพ Hank ต้องจ้องเขาไปในเศษดวงตาที่เจ็บปวดของลูก และกลายเป็นพ่อผู้สูญเสียไปแทบจะทันทีเช่นกัน และในขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าสงครามได้เปลี่ยนแปลงชีวิตลูกชายไปจนสุดที่ลูกชายจะทนได้แล้วคนดูสัมผัสได้ถึงความเศร้าที่คนเป็นพ่อต้องอัดอั้นเอาไว้ รู้ว่าตัวเองได้พลาดอะไรไปมากมายนัก และจะไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากลูกอีกต่อไปแล้วTheron เองก็ไม่แพ้กันกับบท Emily ตำรวจหญิงคนเดียวในสถานี และเป็นคนเดียวในสถานีตำรวจที่ช่วย Hank สืบคดีอย่างจริงจัง และยังเล่นเป็นแม่เลี้ยงลูกคนเดียว คดีฆาตกรรม Mike เป็นโอกาสเดียวที่ Emily จะได้แสดงฝีมือตำรวจและต้องเหยีบตาปลาเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน รวมทั้งหัวหน้า (Josh Brolin) เพื่อสะสางคดีให้ได้ บุคลิกกับการทำงานดูเหมือน Emily จะทำได้ดีกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครนี้ให้ดี จะพบว่า ทั้งคู่เป็นตัวละครที่ต่างกัน แต่ต้องมาร่วมงานกัน ถึงแม้ว่า Hanks จะดูเก่งกว่าด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน Emily ก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร หนำซ้ำยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีกว่าที่เคยทำมาด้วยSusan Sarandon แม้จะได้บทเล็ก แต่มีพลังมาก แสดงให้เราเห็นว่า ‘นักแสดงตัวจริง' สามารถ ‘แสดงได้อย่างมีพลัง' แม้ว่าจะไม่มีเวลาบนจอให้แสดงมากนัก ในฉากที่ดื้อดึงเพื่อจะมาดูหน้าลูกชายด้วยตัวเอง และเป็นครั้งสุดท้าย โดยมี Hank ยืนอยู่ข้างๆ ภาพของลูกชายที่บิดเบี้ยวไป และเหลือไว้แค่ซาก เพียงแค่นั้น ตั้งแต่วินาทีที่ Hank โอบรั้งภรรยาตัวเองไว้ จนกระทั่งพาเดินออกจากห้องเก็บศพไป Sarandon สุดยอดกับบทแม่ที่ต้องหัวใจสลายกับการสูญเสียลูกชายคนสุดท้ายที่มีอยู่ ทำเอาคนดูหัวใจสลายได้แบบไม่รู้ตัว ฉากนี้ ‘เปรียบต่าง' กับบทของ Hank ตรงที่ Joan ได้แสดงอารมณ์สุดๆ อย่างที่แม่ที่เสียลูกชายสมควรรู้สึก ขณะที่ Hank ต้องเก็บอารมณ์โศกเศร้าเอาไว้กับตัว บวกกับความรู้สึกขัดแย้งในใจแบบทวีคูณคนดูจะได้สัมผัสความโศกเศร้า ที่คนเป็นพ่อและแม่ซ่อนเอาไว้ผ่านการแสดงของ Jones และ Sarandon สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครนี้ให้ดี จะพบว่า Joan รัก Hank มาก แต่ก็โทษ Hank ที่เป็นสาเหตุให้เธอต้องเสียลูกทั้งสองคนไปกับสงครามอันไร้สาระ ทั้งสามคนได้เล่นบทที่ซับซ้อนและท้าทายมาก และยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เมื่อนำเข้ามาใส่ในบริบทของแต่ละฉาก แทนที่ Paul Haggis จะให้ ‘สาร' ของหนังออกมาปากคำพูดของตัวละครแบบตรงๆ กลับทำในสิ่งที่น่ายกย่องกว่า คือใช้การแสดงของตัวละครส่ง ‘สาร' ผ่าน บุคลิกตัวละคร สภาพแวดล้อม การแสดงออกของตัวละคร เหตุการณ์ที่ตัวละครต้องเผชิญ และปฏิกิริยาที่ต้อเหตุการณ์นั้นด้วยตัวหนังที่ส่งสารอันแสนจะหดหู่ Paul Haggis กลับสามารถ ยกระดับเรื่องราวของ Hank กับลูกชายให้มาเป็น allegory ระดับชาติ และส่ง ‘สาร' ที่ไปได้ไกลมากกว่าแค่เรื่องการเมือง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่ามามีการประโคมข่าวครบรอบปีที่ 5 ของ สงครามอิรัก และย่างเข้าปีที่ 6 ผ่านสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ทุกสถานีในอเมริกา ทั้งยอดทหารชาวอเมริกันผู้เสียชีวิตจากสงครามอิรักที่เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 4,000 นาย ทหารบาดเจ็บอีกกว่า 29,000 นาย และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใครที่ยังไม่โดนล้างสมองโดยสื่อที่ไร้จริยธรรมก็ควรจะตระหนักรู้ว่า ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาที่เฮงซวยที่สุดในโลก ได้สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ของอเมริกันชน ชนิดที่ทิ้งสงครามเวียดนามแบบไม่ติดฝุ่นจนกระทั่งวันนี้ ยังไม่มีใครสามารถให้เหตุผลที่ฟังขึ้นได้เลยว่า ทหารที่เสียชีวิตไปนั้น เป็นไปเพื่ออะไรกันแน่ ในสมรภูมิที่รัฐบาลอเมริกันอ้างว่าเป็นการทำเพื่อชาตินั้น แต่สำหรับมุมมองของทหารผู้เสียสละกลับไม่ได้งามงด ไม่ได้เต็มไปด้วยอุดมการณ์เลิศหรูเหมือนหนังแอ็คชั่นทั่วไป ตรงกันข้าม หากไม่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ บรรดาทหารผู้รักชาติทั้งหลาย ต่างกลับมาในสภาพที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางจิตใจ และบางครั้งมันยังส่งผลร้ายมายังครอบครัวหรือคนที่รักอีกด้วยIn the Valley of Elah เหมาะสำหรับคนชอบเอาไปคิดต่อและไม่หวั่นที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา กล้าพูดถึงปัญหา และไม่ปล่อยให้ปัญหานั้น ส่งต่อไปเป็นภาระยังคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นหนังที่ออกมาได้ถูกที่ถูกเวลา และถูกอารมณ์จริงๆห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง --------------------------------------------------------------ตามไปอ่านต่อได้ที่บล็อกของ Between the frameshttp://www.oknation.net/blog/betweentheframeshttp://blog.nationmultimedia.com/betweentheframes/
Hit & Run
พวกปาหินหนักแผ่นดิน น่าจะตายไปเสียให้หมด...ขอให้จับคนร้ายได้ไวๆ แล้วเอาตัวไปประหารชีวิต...พวกวัยรุ่นปาหินสมควรตาย... {ตติกานต์ เดชชพงศ}ประโยคที่ถูกส่งผ่านทาง SMS มายังหน้าจอโทรทัศน์ซึ่งกำลังเสนอรายการประเภท ‘เล่าข่าว' เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2551 ส่วนใหญ่เป็นไปในทำนองเดียวกัน นั่นคือ การแสดงความเกลียดชังต่อผู้ก่อเหตุ ‘ปาหิน' ไปโดนศีรษะเด็กชายอนุพงษ์ สายเพ็ชร หรือ ‘น้องมอส' อายุ 12 ปี ซึ่งนั่งรถมากับพ่อผู้เป็นคนขับรถบรรทุก และน้องมอสได้เสียชีิวิตในเวลาไม่นานหลังจากนั้นหลายคนสาปแช่งคนลงมือก่อเหตุให้ตายตกไปตามกัน ในขณะที่อีกบางส่วนก็แสดงความเห็นใจผ่านข้อความที่ส่งมา และอวยพรให้พ่อของเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้รับ ‘ความเป็นธรรม' ในเร็ววันหลังจากนั้น สื่อมวลชนก็รับลูกต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ รวบรวมคดี ‘ปาหิน' มานำเสนอ นอกเหนือจากการรายงานข่าวอุบัติเหตุรายวัน จนดูเหมือนกับว่า ‘แฟชั่นปาหิน' กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศไทย จากเพชรบุรี ไปปทุมธานี และอยุธยาฯ บางกรณีเป็นการ ‘ปาขวด' ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจงใจของผู้ขว้างปา หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ถูกคนมักง่ายโยนทิ้ง และบังเิอิญมีผู้เคราะห์ร้ายผ่านมาทางนั้นพอดี ซึ่งก็ยังอุตส่าห์มีคนเชื่อมโยงจนได้ว่าเป็นเรื่องของ ‘แก๊งค์ปาขวด-ปาหิน' ซึ่งกำลังเป็นประเด็นให้ต้องคอยระแวดระวังกันอย่างหนักยิ่งถ้าหากจับอาการของสังคมในช่วงนี้ จะเห็นว่าการสรรหาวิธีลงโทษผู้ก่อเหตุปาหินถูกพูดถึงกันมากทีเดียว ทั้งข้อเสนอให้ประหารชีวิต พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ไม่ต้องออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันกันอีกเลยความเป็นจริงที่ว่า ‘สังคมไทยอ่อนไหวง่าย' ยังเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้น และเรื่องของการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟันก็มักจะ ‘ยุขึ้น' เสียด้วยระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนคดีกรณีขว้างหินไปโดน ด.ช.อนุพงษ์ ก็มีข่าวออกมาอีกเช่นกันว่า ผู้้ต้องสงสัยในกรณีดังกล่าว ‘ฆ่าตัวตาย' เพื่อชดใ้ช้ความผิดแล้วผู้ต้องสงสัยในกรณีนี้ คือ ‘นายพนม อินทกูล' วัย 37 ปี ซึ่งมีหลักฐานในที่เกิดเหตุบ่งชี้ให้เข้าใจว่านายพนมตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะมีจดหมายสั่งเสียถึง 3 ฉบับวางอยู่ด้วย ในขณะที่เพื่อนคนหนึ่งของนายพนมให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ผู้ตายกล่าวในคืนก่อนเสียชีวิตว่าเป็นคนปาก้อนหินใส่รถบรรทุก และเมื่อติดตามข่าวจากสื่อจึงได้ทราบว่ามีเด็กชายเคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ดังกล่าวหลังจากพูดอย่างนั้นได้ไม่นาน นายพนมก็เสียชีวิต...จากปากคำของ ‘เพื่อนของนายพนม' กลายเป็นว่าตำรวจ ‘แทบจะ' ปิดคดี เลิกตามหาหลักฐานมายืนยันว่าผู้ปาหินตัวจริงคือใคร และหนังสือพิมพ์หลายฉบับพร้อมใจกันลงข่าวซ้ำว่า ‘มือปาหิน' ในคดีเด็กชายอนุพงษ์สำนึกผิดจึงฆ่าตัวตาย ทั้งที่ในความเป็นจริง...นายพนมอาจไม่ใช่มือปาหินตามที่ระบุลงในข่าวก็เป็นได้เมื่อพี่สาวของนายพนมออกมาโต้แย้งว่าน้องชายของตน ‘เป็นแพะรับบาป' จึงมีการรื้อฟื้นคดีเด็กชายอนุพงษ์มาสืบสวนกันต่อ...จากการติดตามข่าวของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ พบว่าข้อเท็จจริงบางอย่างในกรณีนายพนมและ ด.ช.อนุพงษ์ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหนังสือพิมพ์ แนวหน้า ฉบับวันพุธที่ 12 มีนาคม 2551 ระบุว่า "จดหมายลาตายเขียนด้วยลายมือมีข้อความสรุปได้ว่า ผู้เสียชีวิตทะเลาะกับภรรยาจึงขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนน ก่อนจะใช้ก้อนหินปาใส่รถบรรทุกเพื่อระบายอารมณ์ความโกรธโดยไม่คาดคิดว่าจะไปถูก ด.ช.อนุพงษ์ จนเสียชีวิต หลังเกิดเหตุยิ่งทำให้รู้สึกเครียดจัด จึงตัดสินใจกินยาพิษฆ่าตัวตาย" ทางด้าน ไทยรัฐ ก็รายงานการเสียชีวิตของนายพนมในวันเดียวกัน แต่มีรายละเอียดต่างกัน "ในห้องที่เกิดเหตุพบจดหมายลาตาย 1 ฉบับ เขียนถึงภรรยา มารดา และบุตร แต่ไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ ได้มอบให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง" พอถึงตอนนี้ ความจริงในคดี ด.ช.อนุพงษ์เป็นอย่างไร และการเสียชีวิตของนายพนมมีเงื่อนงำหรือมูลเหตุจูงใจอย่างไรแน่ อาจไม่ใช่เรื่องที่คนอ่านข่าวให้ความสนใจอีกต่อไป เพราะหลายคนอาจ ‘พอใจแล้ว' กับข่าวที่ถูกเสนอออกมา่ว่า ‘มือปาหินสำนึกผิดฆ่าตัวตาย' ดูเหมือนว่านั่นจะเป็น ‘บทลงโทษ' ที่สังคมปรารถนาจะให้เกิดกับผู้ก่อเหตุและผู้ที่สร้างความเดือดร้อนในกรณีต่างๆ แต่หลายคนอาจลืมไปว่า ขณะที่กำลังชี้นิ้วพิพากษาว่า ‘คนบางคนสมควรตาย' เราอาจกำลังแสดงความโหดเหี้ยมเลวร้ายออกมาโดยไม่รู้ตัวเช่นกันที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจในหลายๆ กรณีที่มี ‘ผู้เคราะห์ร้าย' จากการปาหินลึกลับ ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่บางทีการหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยความเกลียดชังโดยไม่รับฟังข้อมูลหรือเหตุผลอะไรเลย--ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นสักเท่าไหร่นักการเสียชีวิตของนายพนมอาจตอบโจทย์ของสังคมได้ เพราะเมื่อมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น สิ่งที่คนในสังคมเลือกทำเป็นอันดับแรกก็คือการหาใครสักคนมาเป็นเป้าโจมตี เพื่อที่จะได้กล่าวโทษโดยไม่รู้สึกผิดว่า ‘เราเองอาจเป็นอีกคนหนึ่งที่ก่อปัจจัยความรุนแรงขึ้นในสังคมนี้'ข่าวเล็กๆ ของนายพนมคงจะเงียบหายไปในไม่ช้า หลังจากที่นายพนมลงเอยด้วยการถูก ‘พิพากษา' ไปแล้วกลายๆ ว่าเป็น ‘ผู้กระทำความผิด' โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์จะแก้ตัวหรือแก้ต่างอีกต่อไป แต่กับสังคมที่พอใจเพียงมาตรการตอบโต้แบบถึงเลือดถึงเนื้อ แรงมา-แรงไป และเป็นสังคมที่ตัดสินเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยอารมณ์เพียงวูบเดียวว่า ‘คนชั่วสมควรตาย' โดยไม่คิดทบทวนว่าเรื่องราวทั้งหลายมีความเป็นมาอย่างไรนี่แหละ ทำให้คนฆ่ากันตายมานักต่อนักแล้ว ทั้งที่สาเหตุจริงๆ อาจเล็กน้อยเสียเหลือเกินสังคมเช่นนี้ได้สั่งสมบ่มเพาะความรุนแรงขึ้นมามากมายกว่าที่เราคิดมากนัก
Cinemania
:::Spoil::: บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาที่สำคัญของภาพยนตร์ :::Spoil::: เวลา 2 ชั่วโมงกว่า (158 นาที) ในหนัง There will be blood - ผลงานเรื่องที่ 5 ของผู้กำกับ Paul Thomas Anderson คือเรื่องราวในด้านที่มืดดำของมนุษย์ เต็มไปด้วยความโลภ ความอ่อนแอ สันดานดิบ และแน่นอน...มันรวมไปถึง ‘การสร้างศรัทธา' ด้วยวิธีการอันน่าขนลุกด้วย...เราได้รู้จัก ‘เดเนียล เพลนวิว' (Daniel Day-Lewis) นักเสี่ยงโชคที่ตั้งใจทำเหมืองเงิน แต่บังเอิญได้ที่ดินซึ่งมีน้ำมันดิบนอนสงบนิ่งอยู่ใต้พื้นมาแทน โลกของเดเนียลไม่มีคำว่า ‘สุดแท้แต่โชคชะตา' หรือ ‘ศรัทธา' ไม่มีแม้กระทั่งคำว่า ‘พระผู้เป็นเจ้า' แต่สิ่งที่เขายึดถือเป็นสรณะแห่งชีวิตคือ ‘ความมั่งคั่ง' ไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม เมื่อที่ดินซึ่งคิดว่าเป็นเหมืองเงินกลายเป็นขุมน้ำมันซึ่งเปรียบเหมือน ‘ทองคำสีดำ' หรือ Black Gold เดเีนียลก็พร้อมที่จะเบนเข็มจากการทำเหมืองไปขุดหาน้ำมันโดยทันที จนในที่สุด เขาก็ได้เป็น ‘นักธุรกิจขุดเจาะน้ำมันรายย่อย' ที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง ทุกๆ การกระทำของเขาเกิดจากความมานะบากบั่น ผนวกกับเล่ห์เหลี่ยมฉ้อฉลเพื่อให้ตัวเองบรรลุถึงเป้าหมาย ซึ่งจะว่าไปแล้วการกระทำของเดเนียลไม่แตกต่างจากสิ่งที่นายทุนทุกยุคทุกสมัยพึงกระทำ นั่นคือการคาดหวังว่าจะ ‘ได้' ในสิ่งที่ดีที่สุด แต่ยินยอมจะ ‘สูญเสีย' ในสิ่งที่ตัวเองมีให้น้อยที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม There will be blood ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวของนายทุนขี้โกงที่แพ้ภัยตัวเองในตอนจบ หากนี่คือการปะทะสังสรรค์กันระหว่างความศรัทธาในพระเจ้า และความศรัทธาในวัตถุอันนำมาซึ่งความมั่งคั่งสำหรับเดเนียล ‘น้ำมัน' คือสิ่งเดียวที่เขาหลงใหล ยึดมั่น และศรัทธาน้ำมันในหนังเรื่องนี้จึงทำหน้าที่เหมือน ‘เลือด' ที่หล่อเลี้ยงความศรัทธา ความบ้าคลั่ง ความลุ่มหลง ความมั่งคั่ง และความโลภไม่มีที่สิ้นสุดของ ‘มนุษย์' ที่เกี่ยวพันกับมันในฉากที่น้ำมันดิบสีดำเข้มข้นค่อยๆ ผุดขึ้นมาในบ่อแห่งแรกที่เดเนียลขุดเจาะ เขาต้องเสี่ยงชีวิต (ของคนอื่น) เพื่อจะได้เข้าถึง ‘เส้นเลือด' ที่หล่อเลี้ยง ‘ชีวิตใหม่' จากชีวิตของ ‘เดเนียล-นักเสี่ยงโชค' ได้เกิดใหม่ในฐานะ ‘เดเนียล-ผู้บุกเบิกธุรกิจขุดเจาะน้ำมันรายย่อย' และที่ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งในเวลาเดียวกัน คือ เอช.ดับเบิลยู (Dillon Frasier) เด็กชายกำพร้า ผู้สูญเสียพ่อไปเพราะอุปกรณ์ขุดเจาะไม่ได้มาตรฐานที่เดเนียลเลือกใช้แม้ในความเป็นจริง เอช.ดับเบิลยู.และเดเนียลจะไม่มีความเกี่ยวพันใดๆ ทางสายเลือดเลย แต่ ‘น้ำมัน' ได้ทำหน้าที่เสมือนสายเลือดเชื่อมโยงทั้งสองคนเข้าด้วยกัน เพราะ เอช.ดับเบิลยู.กลายเป็น ‘ลูกชาย' ของเดเนียลนับแต่นั้นเป็นต้นมา การที่เดเนียลยกให้ เอช.ดับเบิลยู.เป็น ‘หุ้นส่วน' ช่วยให้ธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน ‘ขนาดครอบครัว' ของเขาดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะแววตาเย็นชาของเดเนียล ถูกบดบังด้วยใบหน้าใสซื่อของ เอช.ดับเบิลยู.ซึ่งติดตาม ‘พ่อ' ไปทุกหนทุกแห่ง เมื่อประกอบกับคำพูดของเดเนียลที่มักจะกล่าวบ่อยๆ จนกลายเป็นคาถาประจำตัวว่า "ผมเป็นคนรักครอบครัว" หรือเมื่อเขาแนะนำตัว เอช.ดับเบิลยู.ในฐานะ ‘ลูกชายคนเดียว' และ ‘หุ้นส่วนคนสำคัญ' ผู้คนที่เจรจาต่อรองธุรกิจกับเดเนียลก็คงอดไม่ได้ที่จะคล้อยตามว่า ผู้ชายที่รักลูกมากๆ อย่างเขา คงไม่ใช่คนมีเล่ห์เหลี่ยมหรือใจร้ายใจดำอะไรการสร้าง ‘จุดขาย' ว่าเป็นคนรักครอบครัวของเดเนียล จึงไม่ต่างอะไรกับนักธุรกิจ นายทุน ชนชั้นสูง หรือนักโฆษณาที่อวดอ้างว่าพวกตนนั้น ‘ใส่ใจ' ในเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นับตั้งแต่ สถาบันครอบครัว, สิ่งแวดล้อม, มนุษย์ร่วมโลก ไปจนถึงสัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลาย ซึ่งคงมีแต่พวกเขาเท่านั้นแหละที่รู้ว่า--การสร้างภาพเหล่านั้นขึ้นมา--เกิดจากวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ในกรณีของเดเนียล-เขารู้ดีว่าการเป็นคนรักครอบครัวจะช่วยให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้คน เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่ ‘นักธุรกิจ' ที่มาต่อรองกับชาวบ้าน แต่เขาพา ‘ครอบครัว' ของตัวเองมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วย เมื่อเดเนียลเดินทางมายังเมือง ‘ลิตเติลบอสตัน' ตามข้อมูลที่ได้จากเด็กหนุ่มคนหนึ่งว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ เขาก็พา เอช.ดับเบิลยู.มาสำรวจสถานที่ด้วยเช่นเคย ที่นี่ เดเนียลได้พบกับ ‘อีไล ซันเดย์' ลูกชายเจ้าของที่ดินและเป็นพี่ชายของเด็กหนุ่มผู้นำข้อมูลมาบอกกับเขาอีไลพยายามต่อรองราคาที่ดิน เพราะรู้ดีว่าน้ำมันที่อยู่ใต้ผิวดินมีค่ามหาศาล แม้ว่าเดเนียลจะพยายามยกเอาความแห้งแล้งของผืนดินบริเวณนั้นมาเป็นข้ออ้างก็ตามที เดเนียลจึงต่อรองกับอีไลว่าเขาจะจ่ายเงินมัดจำไว้ก่อน เป็นเงินครึ่งหนึ่งของราคาที่ตกลงกันไว้ อีไลต้องการนำเงินจากการขายที่ดินไปสร้างโบสถ์ประจำชุมชน เพราะเขาเชื่อว่ามีเพียง ‘พระผู้เป็นเจ้า' เท่านั้นที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนซึ่งอยู่อย่างไร้ความหวังในดินแดนอันแห้งแล้ง ‘แม้แต่จะปลูกข้าวสาลีก็ยังไม่ขึ้น'นั่นจึงเป็นการต่อรองครั้งแรกระหว่างผู้อ้างตัวว่าเป็น ‘สาวกของพระเจ้า' และเดเนียลผู้เป็น ‘ตัวแทนแห่งความโลภ' โดยสันดานในขณะที่อีไลสร้างโบสถ์ ‘ตติยาภินิหาร' ขึ้นมาจนได้ เดเนียลก็ยื่นข้อเสนอให้คนในชุมชนด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่าความรักจากพระผู้เป็นเจ้า นั่นคือ เขาสัญญาว่าจะมีโีรงเรียน มีถนนหนทาง มีแหล่งน้ำ และชาวบ้านจะมีการมีงานทำ การแย่งชิงความเชื่อมั่นศรัทธาจากคนในชุมชนจึงเป็นเรื่องที่เดเนียลและอีไลรู้กันอยู่เพียงสองคน...ฉากหนึ่งซึ่ง ‘ผู้ไม่ศรัทธาในพระเจ้า' อย่างเดเนียลต้องจำใจเข้าร่วม ‘พิธีล้างบาป' หรือรับศีลจุ่มในโบสถ์ของอีไล เพื่อให้ได้สิทธิในการเช่าที่ดินของชายชราคนหนึ่งซึ่งเชื่อในพระเจ้า นั่นจึงเป็น ‘การต่อรองครั้งที่สอง' ของสาวกแห่งพระเจ้าและตัวแทนแห่งความโลภในการต่อรองครั้งแรก อีีไล-ผู้เอ่ยอ้างพระเจ้า ดูจะมีความชอบธรรมในการทวงถามสิ่งที่ครอบครัวของเขาควรจะได้จากการขายที่ดินซึ่งมีมูลค่ามากมายกว่าราคาที่เดเนียลเสนอ แต่ต่อมาเดเนียลกลับปฏิเสธที่จะทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้ การต่อรองครั้งที่สองจึงเป็นการ ‘ทวงคืน' อันสาสมของอีไล เพราะเขา ‘ยอม' ให้เดเนียลก้าวเข้ามาในโบสถ์และอาศัยพระนามของพระเจ้าเป็นเครื่องมือ แต่เดเนียลก็ต้อง ‘ยอม' คุกเข่าให้กับสิ่งที่เขาไม่เคยเชื่อ-ไม่เคยศรัทธาเลยแม้แต่น้อย...ความน่าเกลียดน่ากลัวของชาย 2 คนแสดงให้เห็นชัดเจนในฉากนี้ เพราะนี่คือการสมสู่กันระหว่างผู้อ้างว่าพระเจ้าสถิตย์อยู่กับตนและคนบาปผู้มองไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น จริงอยู่...เดเนียลไม่ใช่ตัวแทนแห่งความดีงาม เขาไม่เคยไว้ใจใครเลยสักคน หากลึกๆ แล้วเขายังคงปรารถนา ‘ผู้มีสายเลือดเดียวกัน' มาคอยยึดเหนี่ยวและย้ำเตือนว่า ‘เขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว' การที่เดเนียลทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ ส่วนหนึ่งมาจากความอุตสาหะพยายามและไม่ยอมแพ้่ต่อโชคชะตา เพียงแต่ว่า ระหว่างทางไปยังจุดหมายปลายทางของเขานั้นมันเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบและวิธีการอันโสมม ต้องแลกมาด้วยชีวิต ความสูญเสีย และน้ำตาของผู้คนจำนวนไม่น้อย ขณะเดียวกัน ความศรัทธาในพระเจ้าของอีไล (ซึ่งควรจะนับว่าเป็นสิ่งดีงาม) กลับถูก ‘แปรรูป' ได้ง่ายดายไม่ต่างกัน นับตั้งแต่การต่อรองครั้งแรกที่อีไลต้องการสร้างโบสถ์ เพื่อเป็นตัวแทนพระเจ้า เยียวยาความเจ็บปวดของคนในชุมชน แต่เขาก็ต้องต่อรองกับคนอย่างเดเนียลให้ได้มาซึ่ง ‘เงิน' และได้มาซึ่ง ‘วัตถุ' ที่จะนำไปสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า ถ้าจะว่าไป ความทะยานอยากของเดเนียลอาจทำให้เขา ‘ฉกฉวย' มาจากผู้อื่น แต่เขาก็ยังต่อรอง แลกเปลี่ยน และ ‘ให้' บางสิ่งบางอย่าง ‘กลับคืน' ไป ในขณะที่อีไลต่างหากที่เอาแต่ ‘รับ' อยู่ฝ่ายเดียว และไม่เคยให้อะไรใครกลับไปนอกจาก ‘ความศรัทธาและคำเทศนาจอมปลอม' แม้กระทั่ง ‘การต่อรองครั้งที่สอง' ที่เดเนียลยอมกลืนเลือดตัวเองด้วยการเดินเข้ามาในโบสถ์ สิ่งที่อีไลมอบให้เดเนียลกลับไม่ใช่การ ‘ล้างบาป' แต่เป็นเพียงการ ‘ล้างอาย' ให้ตัวเองเท่านั้นด้วยประเด็นที่หนักหน่วงที่ว่ามาทั้งหมด รวมถึงการใช้ความเงียบงันสลับกับเสียงเหตุการณ์อันอึกทึก (ดนตรีประกอบฝีมือ Jonny Greenwood จากวง Radiohead) ทำให้เรื่องราวใน There will be blood ดูกดดันและหม่นมัวชวนให้อึดอัดใจนี่จึงไม่ใช่หนังที่คนดูจะเดินออกจากโรงพร้อมกับความรู้สึกดีๆ แต่เป็นหนังที่ทำให้เกิดคำถาม ทั้งกับตัวเองและผู้คนรอบตัว เพราะถึงแม้ว่านี่จะเป็นหนังวิพากษ์สังคมอเมริกันใน ‘ยุคทอง' ของการขุดหาน้ำมันเมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 20 แต่เรื่องราวที่กล่าวถึงความโลภ-การแสวงหาน้ำมัน-ผลประโยชน์มหาศาล รวมถึงการอ้างศรัทธาในพระเจ้า ได้สะท้อนภาพอีกมากมายที่เราคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเช่นกันในช่วงเวลาปัจจุบันของศตวรรษที่ 21 คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าใครบางคนดูเรื่องนี้แล้วจะนึกไปถึงสงครามที่อิรัก, สงครามที่อัฟกานิสถาน หรือแม้แต่การที่สหรัฐอเมริกาส่งทหารไปรบในสงครามอ่าวที่ประเทศคูเวตเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะประโยคที่ว่า ‘In God We Trust' เคียงคู่ชาวอเมริกันผู้เชื่อมั่นในพระเจ้ามายาวนานหลายทศวรรษแล้ว...รวมถึงการกล่าวอ้างคุณธรรม-ความชอบธรรม-มนุษยธรรม-และภารกิจสำคัญที่สหรัฐอเมริกาต้องทำในฐานะที่เป็นผู้อภิบาลความดีของโลกห่วยแตกใบนี้ด้วยถึงตอนนี้คงตอบได้ยากว่า ระหว่าง ‘มนุษย์ผู้ชั่วร้าย' กระหายเลือด เห็นแ่ก่ตัว กับ ‘ผู้กล่าวอ้างพระเจ้าที่ไม่เคยเข้าถึงพระเจ้า' อย่างไหนจะน่ากลัวกว่ากันแต่ที่แน่ๆ ก็คือ ถ้าคุณสมบัติสองประเภทที่ว่ามารวมกันได้ คงเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุดแล้ว...
สวนหนังสือ
นายยืนยงชื่อหนังสือ : ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไปประเภท : เรื่องสั้น ผู้เขียน : จำลอง ฝั่งชลจิตรจัดพิมพ์โดย : แพรวสำนักพิมพ์พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม ๒๕๔๘
Hit & Run
คิม ไชยสุขประเสริฐ กับภาพเคลื่อนไหวในจอตู้สี่เหลี่ยม...คุณครูคนหนึ่งกับกิจวัตรประจำวันในการสอนหนังสือ... ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่สะกิดใจฉันอย่างจังคือประโยคที่ว่า"จะรู้ว่าใครเก่งแค่ไหนต้องรอดูว่าใคร (สอบ) ได้ที่หนึ่ง... ได้ที่หนึ่งแล้วจะบอกว่าไม่เก่งก็คงไม่ได้"ครูซึ่งดูก็รู้ว่าเชี่ยวกรำกับวิชาชีพนี้มานานนับสิบปี พูดถึงการวัด ‘ความเก่ง’ ของเด็กนักเรียน โดยใช้ลำดับที่ของการสอบ ถูกนำไปผูกโยงกับ ‘ตัวสินค้า’ ในฐานะรถกระบะคันเก่งที่ขายได้เป็น ‘อันดับหนึ่ง' ซึ่งมีสโลแกนว่า ‘รถกระบะอันดันหนึ่งของคนไทย' ทั้งนี้ เมื่อว่าด้วยเรื่องของการตลาดแล้ว ในฐานะที่ไม่ได้ติดตามในเรื่องนี้ก็ไม่อาจทราบได้ว่า รถกระบะเจ้าไหนจะครองความเป็นเจ้าตลาด หรือเป็นผู้ถือส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด และไม่รู่ว่าโฆษณาชิ้นนี้บอกเล่าความจริงมากน้อยเพียงใดแต่มันทำให้ความคิดฉันหมุนวนอยู่กับคำว่า การศึกษาทำให้คนเป็น ‘ที่หนึ่ง' คือ ‘เก่งที่สุด' และ ‘ดีที่สุด' ...000ย้อนไปเมื่อตอนเด็กๆ นอกจากผู้ใหญ่จะสอนให้เป็นเด็กดีแล้ว เค้ายังบอกให้เด็กน้อยต้องเรียนหนังสือเก่งๆ จะได้มีอาชีพดีๆ มีอนาคตดีๆ...จำได้ว่าสมัยประถม แม่สร้างแรงจูงใจในการสอบให้เด็กหญิงบ้านนอกแสนขี้เกียจอย่างฉัน ด้วยการเอารางวัลเข้าล่อ เพื่อแลกกับการสอบได้ลำดับที่ดีๆ ของห้อง ยิ่งถ้าสอบได้ที่หนึ่ง จำได้ว่าแม่บอกจะปิดหมู่บ้านเลี้ยงฉลองให้เลยที่เดียว ในความเป็นจริง การเลี้ยงฉลองให้แก่ที่หนึ่งของฉันไม่เคยเกิดขึ้น เพราะฉันไม่เคยทำได้แม้จะขุดความพยายามออกมามากแค่ไหนก็ตาม ก็เรื่องที่หนึ่งมันไม่สามารถทำได้เพียงไม่กี่วันก่อนสอบ และฉันเองก็ไม่ได้ชอบทุกวิชาที่ต้องเรียนเสียหน่อย หากจะทำคะแนนได้บ้างไม่ดีบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อโตขึ้นและได้พบปะผู้คนมากขึ้น ทำให้ได้รู้ว่า การได้เป็นที่หนึ่งนอกจากการเรียนซึ่ง (หลายคนบอกว่า) เป็นตัวชี้วัดถึงอนาคตแล้ว มันยังเข้ามาเกี่ยวพันกับการงาน รวมถึงการดำเนินชีวิตด้วยสำหรับบางคนที่ตั้งความเป็นที่หนึ่งไว้เป็นเป้าของความสำเร็จในชีวิต บางครั้งการมันก็ไม่ได้สร้างความสุขเสมอไป เพราะมันต้องแลกด้วยความทุ่มเทแรงกายแรงใจ ตลอดไปจนถึงต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง เพื่อแลกมาซึ่งความเป็นที่หนึ่งบนสุดยอดหอคอย แต่กลับมีเพียงความโดดเดี่ยว และเหลือเพียง 1 เดียวจริงๆเมื่อมาถึงจุดนั้น สำหรับบางคนแล้วการได้อยู่ในอันดับที่สอง สาม สี่ หรือในตำแหน่งที่รองๆ ลงมา คงมีความสุขมากกว่า000บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ เป็นตัวอย่างของคนที่ก้าวลงจากอันดับ 1 เมื่อไม่นานมานี้... หลังครองตำแหน่งคนรวยที่สุดของโลกมา 13 ปี เข้าได้ตกมาอยู่อันดับ 3 ของมหาเศรษฐีโลก ด้วยสินทรัพย์รวม 58,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านดอลลาร์ (64,000 ล้านบาท) จากปีที่แล้ว จากการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดของโลกในปี 2008 โดยนิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) ระบุว่า เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ได้เสียตำแหน่งคนรวยที่สุดของโลก ให้แก่ วอร์เรน บัฟเฟต์ นักลงทุนชาวอเมริกัน โดย บัฟเฟต์ มีสินทรัพย์เพิ่มพรวดพราดจาก 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 320,000 ล้านบาท) เป็น 62,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) ส่วนอันดับสองคือ เจ้าพ่อเทเลคอมชาวเม็กซิกัน เจ้าของบริษัทอเมริกาโมวิล ผู้นำสินค้าเทคโนโลยีการสื่อสาร คาร์ลอส สลิม เฮลู ผู้มีสินทรัพย์เพิ่มเท่าตัวภายในเวลาเพียง 2 ปี เป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว บิล เกตส์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาไม่ได้รู้สึกดีกับการติดอันดับเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกเลย"I wish I wasn't," Gates replied. "There's nothing good that comes out of that."หากจะว่ากันถึงเรื่องเหตุผลแล้ว การเป็นคนที่รวยที่สุดของ บิล เกตส์ คงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีนัก เพราะเมื่อมีรายได้มากภาษีก็มากเป็นเงาตามตัว และการที่เขาหันไปทำงานด้านสาธารณกุศลมากขึ้นตั้งแต่ปี 2543 (คาดการกันว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อันดับของเขาต่ำลง) ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการลดหย่อนภาษี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในสหรัฐ ผู้บริจาคทรัพย์สินให้แก่มูลนิธิเพื่อการกุศลจะได้รับการลดหย่อนภาษีจากรัฐบาล นอกจากนี้ การที่เขารวยเป็นอันดับสามนั้นไม่ได้หมายความว่ารายได้ของเขาลดลง แต่คนอื่นๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเขาต่างหากอย่างไรก็ตาม ความหน้าสนใจของ บิล เกตส์ ไม่ได้อยู่เฉพาะความมีอิทธิพลของเขาในโลกธุรกิจ หรือการติดอันดับเศรษฐีระดับโลก หรือแม้กระทั้งการที่เขาจะเป็นนักบุญที่แท้จริงหรือไม่ เพราะคนเก่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี นี่คือสิ่งที่คนไทยได้เรียนรู้แล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในช่วงปีที่ผ่านมา จากประวัติของ บิล เกตส์ เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ลาออกกลางคัน และอาจมีคนมองว่าเขาล้มเหลวในการเรียน แต่เขาก็ประสบความสำเร็จในประกอบธุรกิจทางด้านซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีของโลกนั่นคงเพราะเขาคิดว่า ที่หนึ่งในห้องเรียนนั้น ไม่ใช่ที่หนึ่งที่เขาต้องการในชีวิตมันทำให้เกิดคำถามที่ว่า เรายังหลงอยู่กับการเป็นที่หนึ่งตามความคาดหวังบางอย่างของสังคม โดยไม่ได้มองถึงความเป็นจริงและศักยภาพของตนเองกันอยู่หรือเปล่า000การเป็นอันดับหนึ่ง สอง สาม...หรืออันดันดับสุดท้าย เป็นเรื่องของตำแหน่งแห่งที่ ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในเชิงเปรียบเทียบ และถูกนำมาจัดเรียงลำดับทางสังคม ไม่ว่าในส่วนการจัดอันดับทางการศึกษา การงาน หรือผลประโยชน์ แต่การจัดอันดับนี้ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการบางอย่างในสังคมได้ทั้งหมด เมื่อสังคมมีความสัมพันธ์ที่หลากหลาย และสำหรับบางคน จุดหมายอาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นที่หนึ่งของการจัดอันดับทางสังคมเสมอไป เพราะในบางครั้งการเป็นที่หนึ่งก็ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของคนแต่ละคนได้ และหากการเป็นที่หนึ่งคือสิ่งที่น่าชื่นชนยินดี การเป็นอยู่ในลำดับต่างๆ ก็เป็นตำแหน่งที่น่าต้องให้ความสนใจ ในเมื่อที่ 1 ไม่ได้หมายความว่า ‘ดีที่สุด’ หรือ ‘เก่งที่สุด’ … ที่สุดท้ายก็ไม่ควรจะหมายความถึง ‘แย่ที่สุด’ หรือ ‘เลวที่สุด’ เช่นกัน
เตือนใจ ดีเทศน์ กุญชร ณ อยุธยา
“ไฟมาป่าเป่ง มดส้มเต้ง ผักหวานโป่ง” คือคำพังเพยที่พ่อกำนันอนันต์ ดวงแก้วเรือน ได้เล่าให้ฟังในที่ประชุมคณะทำงานภูมิภาคภาคเหนือ รางวัลลูกโลกสีเขียว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ที่บ้านธารแก้ว จังหวัดเชียงใหม่
ไฟคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ซึ่งชาวเหนือและชาวอีสานผู้ใช้ชีวิตร่วมกับป่ามาช้านาน มีคำพังเพยว่า ช่วงฤดูแล้งต่อต้นฤดูฝนต้องเผาป่า เพื่อให้ไม้ผลิใบใหม่ มดแดงจะมีไข่เป้ง เม็ดใหญ่ เป็นอาหารโปรตีนชั้นดี แกงใส่ยอดผักหวาน ซึ่งจะแตกยอด(โป่ง) ในช่วงฤดูแล้งผักหวานไข่มดแดง(ภาษาเหนือเรียกมดส้ม)เห็ดเผาะ ภาพจาก www.siamensis.org
Hit & Run
ถ้าจะสร้างวิวาทะอะไรที่มันๆ ให้ NGO's นักวิชาการ หรือแอคทิวิสต์แนวชุมชนโรแมนติก ที่เราเรียกพวกเขาว่า "ปัญญาชน" แลกเปลี่ยนกันมันๆ นั้น วันนี้เรามาพูดถึงความดีของ "ทักษิณ ชินวัตร" กันดีกว่า...วิทยากร บุญเรืองคณะสุภาพบุรุษ (เสี่ยว) *ผมเป็นคนจน คนแถวบ้านผมก็เป็นคนจน เราเป็นคนจนกึ่งเมืองกึ่งชนบทแบบว่าไม่มีต้นทุนเป็นผืนป่า แม่น้ำ หรือภูเขาเป็นของตัวเอง ไม่มีการสร้างโครงการขนาดใหญ่จากรัฐหรือนายทุน ปัญหาที่เราต้องเจอก็มีแค่การหาเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อ เลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย เลี้ยงครอบครัวไปวันๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีออกไปขายแรงในเมือง หรือตามเทือกสวนไร่นา แปลงเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่ ผมและคนแถวบ้านส่วนใหญ่เคยลงคะแนนให้ทักษิณเป็นนายก ผมจะไม่กล่าวถึงความรู้สึกถึงคนจนคนอื่น ผมไม่กระแดะไปคิดแทนเขา แต่ผมจะขออภิปรายความงี่เง่าของผมที่ได้กระทำการในสิ่งที่ชนชั้นกลางและชนชั้นนำ ไม่พอใจ ในการไปเลือกทักษิณของผม แต่ในข้อเขียนชิ้นนี้ผมอาจจะหลุดอารมณ์เหมารวมด้วยคำว่า "คนจน" และ "เรา" ออกมาบางครั้ง ทั้งนี้ผมเขียนเผื่อไว้หากจะมีใครซักคนสองคนคิดแบบงี่เง่าแบบที่ผมคิด เพราะผมคิดว่าผมเองอาจจะไม่ใช่คนงี่เง่าวิเศษสุดที่คิดอะไรได้โคตรงี่เง่าแบบนี้คนเดียว ผมจะพยายามไม่อวดตัวว่างี่เง่าแบบถึงกึ๋นแบบนี้คนเดียว และที่สำคัญผมเชื่อในเรื่องบุพเพสันนิวาส ผมลองสังเกตมาหลายทีแล้วว่า ถ้าคุณบอกว่าคุณชอบทักษิณคุณก็จะประสบกับความตายทันทีในวงวิชาการ หลายครั้งที่ผมได้ไปพบเจอคนประเภทสองไม่เอา ที่ชอบประกาศตัวแบบนี้ "เอ่อ คือว่าขอออกตัวก่อนนะ ครับ/คะ คือว่า ผม/ดิฉัน เกลียดทักษิณมาก แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้" ครับ! ผมก็ไม่ได้อะไรหนักหนากับพวกสองไม่เอา แต่ที่ผมติดใจ คือคุณไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ว่าคุณเกลียดทักษิณเพื่อสร้างภาพให้คุณเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าลอยเหนือคนจนๆ แบบพวกผมที่มันรักทักษิณ เราไม่มีวันต่อกันติดเพราะพวกคุณมันดีแสนดีเหลือเกิน ยิ่งพวกคุณประกาศตัวว่าเกลียดทักษิณดังเท่าไร ดังเท่ากับพวกที่เอาการรัฐประหารที่เกลียดทักษิณ เรายิ่งห่างไกลกันเกินจะเกี่ยวก้อยไขว่คว้า และมันยิ่งทำให้พวกผมใจหวิว ใจแป้ว ว่าทำไมพวกกูไม่มีพวกบ้างเลยวะ มีแต่ พี่เลี้ยบ พี่มิงค์ ยงยุทธ สมัคร เฉลิม กับเนวินเท่านั้นหรือ? ดังที่กล่าวไป บ่อยครั้งที่ผมมักได้ไปข้องเกี่ยวกับวงสัมมนาวิชาการว่าด้วยการโจมตีระบอบทักษิณ ด้วยการไปรับจ้างแบกคอนวอยบ้าง ซ่อมแอร์บ้าง หากินเล็กๆ น้อยๆ ตามวงสัมนาเหล่านั้น ผมก็ชอบที่จะไปนั่งฟังในห้องแอร์เย็นฉ่ำ เอาเท่ๆ ฟังทฤษฎีทางการเมือง การวิเคราะห์ความเลวร้ายของทักษิณ การฆ่าคนใต้ การปราบปรามยาเสพย์ติด การสถาปนาความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง การทำให้คนจนเป็นทาสและเป็นเหยื่อ ซึ่งผมก็คล้อยตามและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในห้องแอร์อันเย็นฉ่ำนั้น แต่เมื่อก้าวออกจากห้องแอร์เย็นเจี๊ยบ มาเผชิญกับโลกความยากจนอันจนยากที่เป็นโลกจริงที่ร้อนระอุของคนจน อยู่หน้าหม้อลวกก๋วยเตี๋ยว อยู่บนนั่งร้านทาสี เดินริมฟุตบาทด้วยเงินติดตัวไม่กี่ตังค์ ผมก็พบว่าผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลงคะแนนให้ทักษิณ แต่ผมก็คิดเข้าข้างปลอบใจว่า ผมไม่ได้เป็นทาสและเป็นเหยื่อทักษิณ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคนที่ให้ผลประโยชน์พวกผมมากที่สุดในตอนนั้น ในตอนที่อยู่ในคูหาลงคะแนนตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนเรื่องจริยธรรมอรหันต์แบบในวงวิชาการนั้นลืมไปได้เลย เพราะไม่เคยมีตัวแทนแนวคิดแบบท่านนักวิชาการผู้ดีทั้งหลาย ในคูหาเลือกตั้งให้พวกเราไปกาสักครั้ง ซึ่งถ้ามีก็คงเลือกแหละครับ เพราะพวกท่านแต่ละคนพูดได้ดีๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พลังของภาคประชาชน, การเมืองของคนรากหญ้า, โปร่งใส เป็นธรรม, เสมอภาคแบบอยู่ดีกินดี ฯลฯ ถ้าไม่เลือกสิ่งเหล่านี้ก็บ้าแล้ว ติดตรงอย่างเดียวสำหรับผู้เสนอแนวคิดและยุให้ใครก็ไม่รู้ลงมือทำ ติดตรงที่พวกท่านเกลียดการลงเลือกตั้ง เพราะมันจะทำให้พวกท่านหมองหม่นสำหรับกิจกรรมในคูหาเลือกตั้งในโลกจริง เราได้ผลประโยชน์มากมายกับการแลกหนึ่งเสียงที่เราไปกาให้ทักษิณ สวัสดิการ แบบ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งถึงแม้มันจะเห่ยมันก็ดีกว่าไม่มี เพราะในขณะเมื่อเราเจ็บป่วยเราไม่สามารถขับลมปราณรักษาตัวเองได้แบบในหนังจีนกำลังภายใน หรือแม้แต่เงินกู้ในระบบเงินล้านทุกหมู่บ้าน และแพ็คเกจเอื้ออาทรทั้งหลาย สำหรับการกู้เงินมาเป็นหนี้มาให้พวกท่านทั้งหลายด่าเรื่องวินัยการคลัง หรือการเป็นทาสบริโภคนิยมนั้น - ที่กู้มาก็เพราะพวกท่านชนชั้นนำ ชนชั้นกลางมันได้ทำให้พวกเราดูเป็นตัวอย่างหนิ เราก็มีความเป็นคน ความเป็นคนที่อยากไขว่คว้าเครื่องอำนวยความสะดวกมาบริการชีวิตเราบ้างที่เรากู้เงินล้านมาซื้อโทรศัพท์มือถือ ก็เพราะหน่วยงานทางด้านโทรศัพท์พื้นฐานไม่กล้าไปลงทุนในละแวกบ้านของเรา (แต่ในตัวเมืองบางบ้านมีถึง 3-4 คู่สาย) เราต้องกู้ไปซื้อมอเตอร์ไซด์ ก็เพราะเป็นพาหนะที่ถูกที่สุดที่ไม่ต้องเหนื่อยกำลังตีนในการไปมาทำมาหากิน และเราก็ไม่มีรถไฟฟ้าสายสีแดง สีม่วง หรือสีสวาด ผ่านบ้านเราซักขบวนซักยวงและแทบที่จะเรียกได้ว่าทักษิณเคยทำให้เรารู้สึกภูมิใจในความเป็นคน เอาเงินให้ไพร่จนๆ แบบพวกเรากู้ กู้แบบมีศักดิ์ศรีไม่โดนตามต่อยเตะกระทืบแบบพวกเงินกู้นอกระบบร้อยละยี่สิบ ไม่ต้องไปแบมือขอสังคมสงเคราะห์ หรือจากคุณหญิงคุณนายหัวฟูทั้งหลายในเมื่อเราเลือกทักษิณแล้วได้เศษเงินมากที่สุดมาประทังชีวิต โดยที่ทักษิณและพวกพ้องจะรวยๆ ยิ่งขึ้นๆ ไป ไม่ใช่ว่าเราไม่เข้าใจ เราเข้าใจดีแต่เราไม่สน ในเมื่อชนชั้นนำและชนชั้นกลางคนอื่นๆ อาจจะรวยๆๆๆ ขึ้นไปโดยไม่ให้อะไรเราซักอย่าง หนำซ้ำยังมีความคิดเพี้ยนๆ ที่จะสต๊าฟคนจนๆ อย่างพวกเราไว้ปลูกเผือก ปลูกมัน ในพื้นที่ขนาดกว้างวา ยาววา ข้างบ้านรูหนู ด้วยอภิปรัชญาว่าด้วยความจนแบบพอเพียง อย่างน้อยทักษิณยังเคารพพวกเราด้วยการเปิดประตูทุนนิยมให้พวกเรา ให้พวกเราเข้าไปตายเอาดาบหน้า ไปเสี่ยง ไปวัดดวง ไปเรียนรู้ ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นแกนหลักของโลกปัจจุบัน ต่างจาก NGO's แสนดีทั้งหลายที่พยายามปกป้อง ป้องกันความเจริญ กลัวเราชาวบ้านไม่รู้เท่าทัน และพวกเขาคงรู้สึกภูมิใจ ที่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้นายทุนเข้าทำลายความเป็นชุมชนของเราไป.. โรแมนติคเหลือหลาย พ่อพระแม่พระ NGO's ที่แสนดี สำหรับเราชาวบ้านโง่ๆ เซื่องๆ แบบเรา ความเจริญทางทุนนิยมมันมีแต่จะทำลายเรา ขอบคุณมากที่มาชี้นำเราให้เข้าป่าเข้าพงตลอดเวลาคำตอบของพวกผม คนจนที่ดันไปลงคะแนนให้ทักษิณ ก็คือ ทักษิณเป็นคนที่รวยที่สุดที่กล้าลงมาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับพวกเรา แล้วชนชั้นกลางและชนชั้นนำคนอื่นล่ะ ที่พวกคุณด่าๆ คนจนและทักษิณนั้น พวกคุณมีอะไรให้พวกผมบ้าง (แต่คำที่พวกเขาใช้ไม่ได้ด่าคนจนออกมาตรงๆ ว่าโง่หรอก พวกเขาด่าเราอ้อมๆ ด้วยความเอ็นดู ว่า ‘เป็นเหยื่อ' หรือ ‘ขาดข้อมูล' อะไรประมาณนี้) แต่รัฐประหารที่ผ่านมา ก็เหมือนการเอาตีนลูบหน้าคนจนๆ ชนชั้นนำและชนชั้นกลางไม่ต้องการให้คนจนแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับใครหน้าไหนเกินหน้าเขา ไม่ให้คนจนเผยอหน้าขึ้นมาดูโลกกว้างใหญ่ไพศาล และเราก็ได้รับคำตอบแล้วว่า ประชาธิปไตยที่เห็นหัวคนจนนั้น สำหรับพวกท่านมันคือของแสลง ดอกไม้ ธูปเทียน และสาวโคโยตี้ ที่ได้ไปประเคนให้รถถังและทหารในช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยโดนย่ำยีนั้น มันยิ่งทำให้พวกเราเห็นธาตุแท้ของพวกท่าน ว่าประชาธิปไตยอันดีเลิศที่พวกท่านต้องการนั้นมันเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยที่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางต้องการคือ การลงประชามติการลงคะแนน หรืออาจจะไม่ต้องมีการลงอะไรก็ตามแต่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น ถ้าเราสมมติว่ามันคือคะแนน คะแนนเสียงของเราคนไทยจะต้องไม่เท่ากัน คนจนได้ไปแค่หนึ่งคนต่อหนึ่งคะแนนหรือน้อยกว่านั้น แต่พวกท่านชนชั้นนำและชนชั้นกลาง หนึ่งคนของพวกท่านอาจจะมีร้อยคะแนนบ้าง มีพันคะแนนบ้าง หมื่นคะแนนบ้าง บางคนไม่ต้องไปเลือกตั้งก็อาจจะมีเป็นร้อยล้านคะแนนก็เป็นได้ - นี่แหละประชาธิปไตยแบบสุดพิเศษที่พวกท่านใฝ่ถึง ทั้งนี้ใช่ว่าเราคนจนหัวจะไม่ก้าวหน้าเกินกว่าต้องเลือกมนุษย์ที่ชื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่ในเมื่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา (ตอนทักษิณขึ้นมา) และเป็นอยู่นี้ ตัวเลือกเดียวที่มีคือมหาเศรษฐีทักษิณ (คราวนี้ลุงหมักเมถุนโตเป็นร่างทรง) แต่มันไม่มีตัวเลือกแบบที่ว่า จะนำชนชั้นนำที่ครองปัจจัยส่วนใหญ่มากๆ มากุดหัวให้หมด แล้วเอาปัจจัยมาแบ่งกันให้เท่าเทียม ให้คนหายจนให้หมด ซึ่งสิ่งนี้ที่แล้วมาและตอนนี้ยังไม่มีใครเสนอ แล้วพวกผมจะมีปัญญาทำอะไรมากกว่าเลือกทักษิณและลุงหมัก ถ้ามีการเสนอการทำให้เศรษฐกิจเท่าเทียมแบบที่กล่าวไป ดูสิว่าพวกเราเหล่าคนจนจะเลือกไหม? มันเป็นสิ่งที่พวกเราอยากให้มันเกิดในชาติภพนี้มากที่สุด ให้ตายสิพับผ่า! คนจนจะได้หายจน เพราะผมมั่นใจว่าปัจจัยที่กลุ่มคนชั้นนำถือครองอยู่นั้น เมื่อนำมันมาแบ่งเฉลี่ยกัน พวกเราจะหายหิวกันทั่วหน้า ทำให้พอจะมีกำลังกาย มีแรงสมองช่วยกันพัฒนาประเทศชาติรวมถึงโลกให้มันดีกว่าโลกเส็งเคร็งที่เป็นอยู่นี้ วันนี้ทักษิณกลับมาแล้ว .. มามะ มาช่วยกันทำให้เขาเป็นผู้วิเศษกันเถิด ในสังคมเส็งเคร็งนี้มันจะเพิ่มผู้วิเศษอีกซักคนมันจะเป็นไรไป.. ฤๅษี หลวงพ่อ เกจิอาจารย์ ผู้วิเศษในอดีต ล้วนมีเกลื่อนเกร่อตามแผงพระเครื่อง หนำซ้ำผู้วิเศษในตำนานคนอื่นๆ ต่างเคยเข่นฆ่า ขูดรีดประชาชน บังคับให้เราเชิดชู และไม่เคยผ่านความเห็นมติส่วนใหญ่ของประชาชนด้วยวิธีประชาธิปไตยเลย ใช้แต่หอก ดาบ ปืน และช้างมาไล่เหยียบไพร่ๆ อย่างเราอย่างน้อยทักษิณเป็นผู้วิเศษได้ด้วยการถูกเลือกเข้ามาตามระบอบประชาธิปไตย และได้เชื้อเชิญให้คนจนเข้าไปเป็นฐานกำลังทางการเมืองด้วยการแลกเปลี่ยนกับนโยบายประชานิยมและมันจะเป็นแบบอย่างให้ผู้วิเศษที่จะมีขึ้นอีกในอนาคตว่า มันคือยุคสมัยที่คุณต้องเห็นหัวคนจนให้มากๆ และต้องเคารพระบอบประชาธิปไตย รู้จักแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคนส่วนใหญ่เราก้าวไปอีกขั้น หมดยุคของการบังคับขืนใจคนด้วยวิธีดึกดำบรรพ์แล้ว! เอาหล่ะ! เพ้อฝันจนหลุดประเด็น ประเด็นที่แท้จริงผมคือแค่อยากมากราบตีนขอโทษชนชั้นนำและชนชั้นกลางทั้งหลาย ที่ผมเคยเลือกทักษิณเป็นนายก ผมขอก้มกราบตีนงามๆ กราบขอโทษที่ผมมันโง่งี่เง่า บัดซบ สมควรตาย ขอกราบตีนขออภัยทุกท่านที่ผมมันทำให้ไม่สบอารมณ์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย .................* สาบานได้ ว่าจะเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็นครั้งสุดท้าย ...ถ้าผมเปลี่ยนชื่อกลุ่มอีกคราวหน้าให้เรียกผมหมาได้เลย!
new media watch
เท่าที่สังเกตโดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัวและคนรอบข้าง ดูเหมือนว่า ‘นักจัดรายการวิทยุ' หรือ DJ ในยุคมิลเลนเนียม จะต้องมีคุณสมบัติคล้ายๆ กัน คือ พูดเก่ง ยิงมุขฮากระจาย ชวนคนฟังเล่นเกม และท่องจำรายชื่อสปอนเซอร์ได้อย่างชัดเจนไม่มีตกหล่น หรือกรณีที่คนฟังวิทยุไม่นิยมดีเจพูดมาก ก็จะมีรายการอีกประเภทไว้คอยท่า คือรายการวิทยุที่ ‘ไม่มีดีเจ' แต่จะมีเพลงเปิดให้ฟังสลับกับโฆษณา และรายการทั้ง 2 ประเภทที่ว่ามาก็ได้รับความนิยมสูงเสียด้วย ส่วนเรื่องที่ว่า-ดีเจแต่ละคนมีภูมิรู้เรื่องดนตรีแน่นแค่ไหน หรือมีวิธีพูดคุยถึงเรื่องในสังคมและชีวิตประจำวันให้คนฟังได้คิดตามหรือรู้สึกเพลินๆ ได้หรือเปล่า กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงสักเท่าไหร่ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยเหมือนกันว่ามาตรฐานนักจัดรายการวิทยุแบบหลังเริ่มหายหน้าหายตาไปตอนไหน? แล้ววันหนึ่งรายการวิทยุ The Radio คลื่น 99.5 FM ซึ่งเป็นแหล่งรวมของดีเจรุ่นใหญ่ (อาทิ มาโนช พุุฒตาล, วาสนา วีระชาติพลี หรือ วิโรจน์ ควันธรรม ฯลฯ) ไม่ค่อยเปิดเพลงตาม ‘รีเควสท์' ของคนฟัง แถมยังไม่มีค่ายเพลงค่ายไหนสนับสนุนเป็นพิเศษ (แต่ ‘รู้ลึกรู้จริง' เรื่องดนตรีกันทุกคน)-ก็หลุดจากผังไปเมื่อปลายปี 2550 ด้วยเหตุผลว่า ‘เรตติ้งไม่ดีพอ' ที่สปอนเซอร์จะให้การสนับสนุน ฟังดูเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะวัฏจักรของธุรกิจดนตรีในโลกทุนนิยมก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่ครั้งนี้คนฟังที่เคยเป็น ‘พลังเงียบ' มาตลอด กลับลุกขึ้นมาทักท้วงและเรียกร้องให้รายการ The Radio ได้กลับมาออกอากาศอีกครั้ง เพราะนี่คือรายการวิทยุที่พวกเขาเห็นว่า ‘มีคุณค่า' และ ‘มีสาระหลากหลายมากกว่าการเปิดเพลงตามคำขอ' ที่มีอยู่เกลื่อนแผงหน้าปัดวิทยุบล็อกจำนวนหนึ่งจึงเกิดขึ้นเพื่อรายการวิทยุแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Save the Radio หรือ The Radio Live และ Radio Star ที่เคยเป็นบล็อกดั้งเดิมของเดอะเรดิโอ บล็อกเหล่านี้เป็นศูนย์กลางสำหรับคนฟังที่ต้องการให้เดอะเรดิโอกลับมาออกอากาศ ลงชื่อเรียกร้องกับทางสปอนเซอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ‘นานๆ ที' จะเกิดขึ้นสักครั้งใครสนใจลองเข้าไปเข้าไปดูได้ตามอัธยาศัย เผื่อบางทีปรากฎการณ์ที่ ‘คนชั้นกลาง' ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเพื่อรายการวิทยุเล็กๆ รายการหนึ่ง อาจต่อยอดไปสู่การเคลื่อนไหวในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประเด็นโครงสร้างมากขึ้นก็ได้...ใครจะรู้...เพราะอย่างน้อยครั้งนี้ ทุนนิยมก็ไม่ได้ชนะขาดลอยเหมือนที่แล้วๆ มา
เมธัส บัวชุม
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ ชัย ราชวัตร แสดงความหยาบของตัวเองผ่านการ์ตูนชุด “ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน” ที่เขียนให้กับหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐ ชัดเจนอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงวิกฤติการเมืองสมัยทักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ชัย ราชวัตร เอาการเอางานอย่างมากในการใช้ตัวการ์ตูนโจมตีฝ่ายที่ตนเองไม่ชอบ บางครั้งเขาออกอาการก้าวร้าวผิดปกติเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองแหลมคม เป็นผลให้การ์ตูนของเขาแตกต่างจากการ์ตูนของคนอื่น ๆ คือเป็นการ์ตูนที่เด็ก ๆ อ่านไม่รู้เรื่องเพราะอ้างอิงกับข้อมูลและความเป็นไปในสถานการณ์ปัจจุบัน อันที่จริงความน่าสนใจของหนังสือการ์ตูนโดยทั่วไปนั้นอยู่ที่การใช้ “ภาพ” เป็นตัวเล่าเรื่อง สีหน้าท่าทางของตัวการ์ตูนสื่อความหมายได้อย่างดีหรืออาจโจ่งแจ้งเกินจริงด้วยซ้ำ ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวได้โดยแทบไม่ต้องอ่านคำพูดหรือบทสนทนาของตัวการ์ตูนเลยก็ได้ ดังนั้นหนังสือการ์ตูนจึงสามารถเปิดดูผ่าน ๆ ได้อย่างรวดเร็ว สามารถยืนอ่านที่ร้านหนังสือรวดเดียวจบโดยไม่ต้องซื้อให้เปลืองเงิน แต่การ์ตูนของชัย ราชวัตร ต่างออกไปตรงที่เน้นการใช้ “คำพูด” ในการเล่าเรื่องและเรื่องที่เล่าก็มักเป็นแง่มุมเกี่ยวกับการเมือง หรือข่าวสังคมที่กำลังเป็นกระแสความสนใจบวกกับทัศนคติล้าหลังของตัวเขาเอง ชัย ราชวัตร ง้างปากตัวการ์ตูนให้พูดในสิ่งที่เขาต้องการซึ่งยอมรับว่าหลายครั้งการ์ตูนของเขาจบลงด้วยการใช้คำพูดหักมุมให้ทึ่งและประหลาดใจจนน่าติดตาม บางครั้งก่อให้เกิดอารมณ์ขันกับความสะใจระคนกัน ท่านทูตสหรัฐคนที่แล้วก็ยอมรับว่าเขาชอบอ่านการ์ตูนของชัย ราชวัตร เพราะช่วยให้เห็นแง่คิดและทัศนคติทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การ์ตูนของชัย ราชวัตร ในคอลัมน์ “ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน” ที่ผมยกมาเป็นตัวอย่าง เป็นตอนที่อ่านแล้วหัวเราะไม่ออกเพราะคาดไม่ถึงว่า ชัย ราชวัตร จะสามารถ “หยาบ” ได้ถึงเพียงนี้ แต่อย่างที่กล่าวตั้งแต่ต้นก็คือ ชัย ราชวัตร แสดงความ “หยาบ” ผ่านตัวการ์ตูนหลายครั้งหลายหนแล้ว ในการ์ตูน ลูกสาวตัวน้อยอยู่ในชุดนักเรียนท่าทางไร้เดียงสา ถามแม่ที่กำลังตากผ้าอยู่ด้วยถ้อยคำที่ดูเหมือนไร้เดียงสาว่า “แม่จ๋า ถ้าหนูเรียนพยาบาล หนูจะได้เป็นรัฐมนตรีคลังไหมคะ” แม่ตอบว่า “ถ้าแกเรียนพยาบาล แกจะเป็นอะไรก็ได้ แต่แกต้องหาผัวเป็นนักการเมืองให้ได้ก่อน” (ไทยรัฐ, 14 กุมภาพันธ์, 51) รู้โดยไม่ต้องวิเคราะห์ว่าบทสนทนาข้างต้นเชื่อมโยงกับการจัดคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช คนที่มีข้อมูลอยู่บ้างก็จะรู้ได้ว่าหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้คือคุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี มีอาชีพเป็นพยาบาลและเป็นภรรยาของคุณไพโรจน์ สุวรรณฉวี ซึ่งเป็นนักการเมือง คุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังท่ามกลางคำครหาว่า “ขี้เหร่” แต่ด้วยความที่สามีเป็นนักการเมืองในพรรคเพื่อแผ่นดินและมีอิทธิพลไม่น้อย คุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี จึงขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้ คุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ให้ทัศนะในเรื่องนี้ไว้ว่า “เรื่องนี้ถือเป็นมุมมองของแต่ละคน เพราะต่างคนก็ต่างมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างในต่างประเทศแถบยุโรปถ้าเป็นตำแหน่ง ส.ว. ก็จะเป็นกันทั้งตระกูล เป็นมรดกตกทอด ดิฉันคิดว่าการที่เรามาอาสาทำงานทางการเมืองโดยที่เรามีความพร้อม ไม่ทราบว่าเป็นที่น่ารังเกียจหรือมันผิดตรงไหน ในเมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกเราเข้ามาทำงานในตรงนี้แล้วจะทำงานให้ดีที่สุดให้สมกับที่ชาวบ้านเลือกเข้ามา การที่ใครจะมองดิฉันไปในทิศทางใดก็ไม่เป็นไร ขอน้อมรับทั้งหมด” ไม่ว่าคุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี จะ “ขี้เหร่” จริงหรือไม่ก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ของ ชัย ราชวัตร ในครั้งนี้ถือว่า “ไม่เข้าท่า” อย่างแรง ที่เห็นชัดเจนอย่างมากเป็นอันดับแรกก็คือการดูถูกผู้หญิง อันดับต่อมาก็คือการดูถูกอาชีพพยาบาล แฝงด้วยความเหยียดหยันนักการเมืองตามสไตล์ของเขา ตามเนื้อหาในการ์ตูนของเขา ผู้หญิงที่เป็นพยาบาลจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ก็ด้วยความสามารถในการหาสามีที่เป็นนักการเมือง ไม่ใช่เพราะความขยันขันแข็งในอาชีพพยาบาลของตนเอง! คุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี พูดถึงอาชีพพยาบาลของตนเองว่า “อาชีพพยาบาลไม่ใช่อาชีพที่น่ารังเกียจ เป็นอาชีพที่สังคมยอมรับ ความจริงแล้วตอนที่เริ่มต้นเรียนพยาบาล คุณแม่ไม่ค่อยสบายและอยากจะให้เรียน จึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนพยาบาล เริ่มจากวิทยาลัยพยาบาลกอง ทัพบก รุ่นที่ 10 หลังจากนั้นไปเรียนต่อพยาบาลศาสตร์ มหิดล และเรียนต่อปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต ที่มหา วิทยาลัยเกริก เริ่มต้นทำงานพยาบาลจริงๆเพียง 3 ปี จากนั้นจะทำงานด้านวิชาการและด้านการบริหารเสียส่วนใหญ่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าอาชีพพยาบาลไม่ดีตรงไหน” ชัย ราชวัตร อาจไม่ตั้งใจ แต่ความไม่ตั้งใจนี่แหละที่สะท้อนให้เห็น “สันดาน” ของเขา สันดานในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นอย่างขาดความรับผิดชอบ ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมในฐานะที่เป็นสื่อสารมวลชน หากมองในแง่ศิลปะ การ์ตูนของ ชัย ราชวัตรก็ล้มเหลว หลายครั้งที่ตัวละครการ์ตูนของเขารู้มากเกินไป บุคลิกลักษณะของตัวละครกับสิ่งที่ตัวละครพูด ไปด้วยกันไม่ได้เลย บางทีอ่านการ์ตูนของเขาแล้วก็นึกถึงการโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล อย่าปล่อยให้นักเขียนการ์ตูนแบบนี้ลอยนวล ช่วยกันประณาม เพราะหน้าหนังสือพิมพ์ไม่ใช่เวทีสำหรับแสดงสันดานหยาบ
สวนหนังสือ
‘นายยืนยง’ชื่อหนังสือ : เถ้าถ่านแห่งวารวัน The Remains of the Day ประเภท : วรรณกรรมแปลจัดพิมพ์โดย : แพรวสำนักพิมพ์พิมพ์ครั้งที่ ๑ : กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ผู้เขียน : คาสึโอะ อิชิงุโระ ผู้แปล : นาลันทา คุปต์