Skip to main content

ข้อเสนอที่ว่านายทุนมีความจำเป็นในฐานะผู้จัดหาปัจจัยการผลิตให้แก่แรงงาน และกำไรคือรางวัลตอบแทนสำหรับบทบาทดังกล่าวนั้น ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

สิ่งที่นายทุนครอบครองอยู่จริงๆ มีเพียงสิทธิ์เรียกร้องในรูปแบบกระดาษหรือข้อมูลดิจิทัล (paper or digital claims on the right) อันเป็นสิทธิ์ในการจัดสรรปัจจัยการผลิตและทรัพยากรวัตถุดิบเท่านั้น ส่วนทรัพยากรจริงๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ ล้วนเป็นผลผลิตจากแรงงานของมนุษย์ที่ลงมือจัดการกับสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ทั้งสิ้น

ประเด็นที่แท้จริงที่ต้องตั้งคำถามคือความชอบธรรมของกระบวนการที่ทำให้นายทุนได้มาซึ่งสิทธิ์เรียกร้องในรูปกระดาษหรือดิจิทัลเหล่านี้ และกระบวนการที่ทำให้แรงงานตกอยู่ในสภาวะพึ่งพิงสิทธิ์ดังกล่าว เหตุใดแรงงานจึงไม่สามารถรวมกลุ่มกันลงมือจัดการกับทรัพยากรที่ธรรมชาติมอบให้ แลกเปลี่ยนกระแสทรัพยากรระหว่างกัน และใช้หน่วยทางบัญชีอย่างง่ายๆ เพื่อติดตามยอดคงค้างและภาระหนี้สินระหว่างกันได้เอง เหตุใดพวกเขาจึงต้องง้อผู้ที่กุมอำนาจเหนือสิทธิ์เรียกร้องในจินตนาการเหล่านี้อยู่

เหตุใดนายทุนจึงสามารถแทรกตัวเข้ามาขวางกั้นระหว่างกลุ่มแรงงานด้วยกัน และสร้างภาพลวงตาว่าตนกำลัง  “มอบ” บางสิ่งให้ ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขาเพียงแต่นั่งเฝ้าด่านเก็บค่าผ่านทาง

ปัญหาอยู่ที่ความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเงินคือ “สิ่งของ” (thing) ชนิดหนึ่ง เสมือนสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีตัวตนและมูลค่าในตัวเองอย่างเป็นอิสระ ทั้งที่แท้จริงแล้วเงินเป็นเพียงหน่วยวัดอย่างหนึ่งไม่ต่างจากนิ้วหรือปอนด์ ระบบเงินและสินเชื่อที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นบนมายาคติที่ว่า คนบางชนชั้นจำเป็นต้องสะสมสิทธิ์เรียกร้องในรูปกระดาษให้ได้มากพอ แล้วจึง “ปล่อยกู้” (lend) สินเชื่อ “โดยอิงกับ” (against) สิทธิ์เหล่านั้น ซึ่งถือเป็น “บริการ” ที่พวกเขาอ้างสิทธิ์เรียกเก็บค่าตอบแทนได้

ความเชื่อนี้ไร้สาระไม่ต่างจากการที่ช่างไม้ต้องออกไปหาคนที่ครอบครองกองนิ้ว (pile of inches) สักคนให้ได้ก่อน เพื่อขอยืมหน่วยวัดมาใช้ตัดไม้และสร้างสิ่งของ ลองนึกดูว่าทรัพยากรจะสูญเปล่าเพียงใด การผลิตจะสะดุดหยุดลงเพียงใด หากสภาพอันพิลึกพิลั่นเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ลองคิดดูว่าบ้านเรือนจะถูกทิ้งให้สร้างไม่เสร็จไปกี่หลัง อาหารจะถูกทิ้งให้เน่าเสียไปเท่าไร หากก่อนที่ช่างไม้จะแล่ไม้ได้สักแผ่น หรือก่อนที่คนขายเนื้อจะชั่งน้ำหนักเนื้อได้สักชิ้น พวกเขาต้องไปกราบง้อเจ้าของคลังนิ้วหรือคลังปอนด์ (supply of inches or pounds) และยอมจ่ายส่วยจ่ายบรรณาการเสียก่อน

ระบบเช่นนี้จะก่อให้เกิดชนชั้นหนึ่งซึ่งมีรายได้จากส่วยที่เรียกเก็บ อันเป็นรางวัลตอบแทนสำหรับ “บริการทางการผลิต” (productive service) อันเกิดจากการยอมเปิดทางให้การผลิตดำเนินไปได้ มูลค่าการใช้สอยมหาศาลจะไม่ถูกสร้างขึ้น ทั้งที่ผู้ผลิตมีทั้งแรงงานและวัตถุดิบพร้อมอยู่ในมือ เพียงเพราะพวกเขาไม่มีเงินพอจะจ่ายค่านิ้วและค่าปอนด์ ส่วนเจ้าของนิ้วและปอนด์ก็จะนำรายได้ที่ได้มาไปกว้านซื้อนิ้วและปอนด์เพิ่มขึ้นอีก ทำให้ความเป็นเจ้าของหน่วยวัดทั้งสองกระจุกตัวเข้าไปอีก เพื่อจะได้ขึ้นราคาค่าส่วยให้สูงขึ้นและสูงขึ้น จะมีกองสะสมนิ้วและปอนด์มหึมาเกินกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ขณะที่แรงงานและทรัพยากรวัตถุดิบจำนวนพอๆ กันต้องนอนเกลือกกลิ้งอยู่เปล่าๆ เพราะผู้ผลิตไม่มีกำลังซื้อนิ้วและปอนด์มาพอกับที่จำเป็นต้องใช้งาน

นี่คือโลกที่เราอาศัยอยู่.

แปลจาก Capitalism in Inches and Pounds: A Parable | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/61124

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
บทที่ 15 ประชาธิปไตยในความสัมพันธ์กับสังคมนิยม (Democracy as It Relates to Socialism)
Apolitical
บทที่ 14 เสรีนิยมกับประชาธิปไตยในอิตาลี (Liberalism and Democracy in Italy)
Apolitical
บทที่ 13 ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy)
Apolitical
บทที่ 12 เสรีนิยมและอรรถประโยชน์นิยม (Liberalism and Utilitarianism)
Apolitical
บทที่ 11 ทรราชเสียงข้างมาก (the Tyranny of the Majority)
Apolitical
บทที่ 10 นักเสรีนิยมกับนักประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 19 (Liberals a
Apolitical
บทที่ 9 ปัจเจกชนนิยมกับอินทรียภาพนิยม (Individualism and Organi
Apolitical
บทที่ 8 เสรีนิยมเผชิญหน้าประชาธิปไตย (Liberalism's Encounter with Democracy)
Apolitical
บทที่ 7 ประชาธิปไตยกับความเท่าเทียม
Apolitical
บทที่ 6 แนวคิดประชาธิปไตยสมัยโบราณและสมัยใหม่