Skip to main content

“ฉันรู้ว่าคุณต่อต้านอะไร แต่คุณสนับสนุนอะไรกันแน่” นี่คือคำถามที่นักสังคมนิยมได้ยินอยู่เสมอ ในมุมมองของริชาร์ด โวล์ฟ นักเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ ทุนนิยมเป็นระบบที่มีลักษณะเด่นอยู่ที่ “การเป็นวงจรที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ การอุ้มสถาบันการเงินด้วยต้นทุนมหาศาล และในปัจจุบันคือมาตรการรัดเข็มขัดสำหรับคนส่วนใหญ่” ทั้งยังมี “แนวโน้มที่เกิดขึ้นซ้ำๆ อันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากและรุนแรงถึงขีดสุดในด้านรายได้ ความมั่งคั่ง อำนาจทางการเมือง และอำนาจทางวัฒนธรรม” ระบบเช่นนี้ย่อมจำเป็นต้องถูกแทนที่ แต่คำถามคือ ทางเลือกอื่นคืออะไร

ในบทความแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์ The Guardian[1] ของอังกฤษ โวล์ฟเสนอว่า ทางเลือกใหม่ประสบความสำเร็จในการแทนที่ทุนนิยมมีอยู่แล้ว เขาเล่าถึงการเดินทางไปเยือนบริษัทมอนดราก้อน (Mondragón Corporation) ในแคว้นบาสก์ ประเทศสเปน ซึ่งเป็นสหกรณ์คนทำงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลายปีที่ผ่านมา โวล์ฟน่าจะเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่โดดเด่นที่สุดที่พยายามอธิบายให้คนธรรมดาๆ เข้าใจว่าต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ก็คือตัวระบบทุนนิยมนั่นเอง[2] เขายังปฏิเสธไว้อย่างถูกต้องด้วยว่าการวางแผนแบบรวมศูนย์ภายใต้ระบบราชการแบบโซเวียตนั้นไม่ใช่คำตอบ โดยอธิบายว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบทุนนิยมโดยรัฐมากกว่าจะเป็นระบบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์[3] ด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้ โมเดลต่อต้านทุนนิยมที่เขาเสนอจึงควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

มอนดราก้อนก่อตั้งในปี 1956 โดยเริ่มจากการผลิตเครื่องทำความร้อนด้วยน้ำมันพาราฟินด้วยแรงงานแค่ไม่กี่คน แต่ในอีกครึ่งศตวรรษต่อมา บริษัทแห่งนี้เติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ ทุกวันนี้มอนดราก้อนเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 7 ของสเปน มีคนทำงานกว่า 80,000 คน ครอบคลุมธุรกิจการเงิน อุตสาหกรรม ค้าปลีก และองค์ความรู้ มียอดขายในปี 2012 กว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีกิจการย่อย 86 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก

ในความเห็นของโวล์ฟ “สมาชิกสหกรณ์...ร่วมกันเป็นเจ้าของและกำหนดทิศทางของแต่ละกิจการ คนทำงานเป็นผู้เลือกและว่าจ้างกรรมการผู้จัดการและยังคงรักษาอำนาจในการตัดสินใจขั้นพื้นฐานทั้งหมดของกิจการผ่านที่ประชุมสามัญประจำปี” จากนั้นเขาก็วาดภาพการดำเนินการของมอนดราก้อนในแง่บวกอย่างยิ่ง โดยสรุปว่า “มอนดราก้อนดูเหมือนโอเอซิสที่คอยต้อนรับผู้คนท่ามกลางทะเลทรายทุนนิยม”

โวล์ฟพูดถูกอย่างยิ่งที่ว่าการที่คนทำงานเป็นผู้ควบคุมการผลิตต้องเป็นองค์ประกอบหลักของทางเลือกแบบสังคมนิยมที่แท้จริงแทนที่ระบบทุนนิยม แต่เขามีแนวโน้มที่จะมองสหกรณ์มอนดราก้อนด้วยเลนส์ที่งดงามจนเกินไป อีกสักครู่ผมจะกลับมาพูดถึงสภาพความเป็นจริงในแง่ลบบางประการที่โวล์ฟมองข้ามไป แต่ควรต้องเน้นย้ำไว้ตรงนี้ก่อนว่าในขวบปีแรกๆ มอนดราก้อนแสดงให้เห็นจริงๆ ว่าคนทำงานมีความสามารถมากเกินพอที่จะบริหารจัดการสถานที่ทำงานของตนให้ประสบความสำเร็จได้ และหากจำเป็นต้องมีผู้จัดการ พวกเขาก็สามารถได้รับเลือกจากคนทำงานด้วยกันเอง และยังต้องขึ้นตรงต่อการตัดสินใจของคนทำงานอีกด้วย[4]

ในแง่นี้ สหกรณ์คนทำงานอย่างมอนดราก้อนและที่อื่นๆ จึงเป็นตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้จริงนอกจากการจัดการการผลิตแบบทุนนิยม ใน “คำปราศรัยเปิดของสมาคมกรรมกรสากล” (Inaugural Address to the International Working Men’s Association) ปี 1864[5] คาร์ล มาร์กซ์ยกย่อง “ขบวนการสหกรณ์ โดยเฉพาะโรงงานของสหกรณ์ที่ก่อตั้งด้วยเพียงแรงกำลังของ ‘ผู้ลงแรง’ [hands] ที่กล้าหาญเพียงไม่กี่คน” มาร์กซ์มองว่า

เราไม่อาจประเมินคุณค่าของการทดลองทางสังคมอันยิ่งใหญ่เหล่านี้สูงเกินจริงได้เลย พวกเขาแสดงให้เห็นด้วยการลงมือทำ ไม่ใช่ด้วยการโต้เถียง ว่าเราสามารถดำเนินการผลิตขนาดใหญ่ตามข้อกำหนดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีชนชั้นเจ้านายที่ว่าจ้างชนชั้นผู้ลงแรง ว่าการผลิตดังกล่าวอาจเกิดผลโดยไม่จำเป็นต้องผูกขาดปัจจัยแห่งแรงงาน (means of labor) ไว้ให้เป็นเพียงเครื่องมือในการครอบงำและขูดรีดมนุษย์ผู้ใช้แรงงาน ว่าแรงงานทาส เช่น แรงงานทาสติดที่ดินและแรงงานรับจ้าง เป็นเพียงรูปแบบ[ของแรงงาน]อันชั่วคราวและด้อยกว่า ซึ่งถูกกำหนดให้ต้องเลือนหายไปต่อหน้าแรงงานผู้ลงแรงร่วมกันด้วยใจสมัคร ผู้ที่มีจิตพร้อมพรัก และมีใจที่เป็นสุข...

แต่ในขณะที่มาร์กซ์คิดถูกว่า “การทดลองทางสังคมอันยิ่งใหญ่” เหล่านี้มีความสำคัญยิ่งในแง่ของการพิสูจน์ให้เห็นจริง แต่เขาก็ยืนกรานปฏิเสธแนวคิดที่ว่าสังคมนิยมจะสามารถสถาปนาขึ้นได้ด้วยกระบวนการจัดตั้งสหกรณ์ใหม่ขึ้นทีละแห่ง โวล์ฟกำลังเสนอยุทธศาสตร์ดังกล่าวอยู่หรือไม่ ข้อนี้ยังไม่ชัดเจนนัก (แม้เขาจะสรุปหนังสือว่าด้วยทางเลือกนอกเหนือจากทุนนิยมด้วยการพูดถึง “วิธีการในการเพิ่มตัวอย่างเชิงประจักษ์และผลกระทบของ [กิจการที่คนทำงานเป็นผู้บริหารด้วยตนเอง] ในสังคมสมัยใหม่ก็ตาม)[6] แต่ดูเหมือนนี่จะเป็นทัศนะของการ์ อัลเพอโรวิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองผู้มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งที่สนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน[7]

§ § §

แนวคิดที่ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ด้วยการสร้างสหกรณ์ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เคยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างสันติที่เสนอไว้โดยเอดูอารด์ เบิร์นชไตน์ นักสังคมนิยมชาวเยอรมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทว่าโรซา ลุคเซิมบวร์กวิจารณ์แนวคิดของเบิร์นชไตน์ไว้อย่างเผ็ดร้อนในงานเขียนเรื่อง ปฏิรูปหรือปฏิวัติ (Reform or Revolution)[8] และข้อวิจารณ์ยังคงมีน้ำหนักมาจนถึงทุกวันนี้

ลุคเซิมบวร์กเขียนไว้ว่า “สหกรณ์ โดยเฉพาะสหกรณ์การผลิต เป็นลูกผสมท่ามกลางระบบทุนนิยม อาจกล่าวได้ว่าสหกรณ์เหล่านี้เป็นหน่วยเล็กๆ ของการผลิตแบบสังคมนิยมภายใต้การแลกเปลี่ยนแบบทุนนิยม” ปัญหาก็คือสหกรณ์ที่ก่อตั้งในบริบทของตลาดแบบทุนนิยมย่อมต้องแข่งขันกันเพื่อเอาตัวรอด และหากอัตราการขูดรีดในหมู่คู่แข่งขันอยู่ในระดับที่สูง คุณก็ย่อมต้องขูดรีดให้สูงไม่แพ้กัน

ลุคเซิมบวร์กกล่าวว่า “ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การแลกเปลี่ยนย่อมครอบงำการผลิต และการแข่งขันนี่เองที่ส่งผลให้การที่ผลประโยชน์ของทุนขึ้นมาครอบงำกระบวนการผลิตโดยสมบูรณ์ด้วยการขูดรีดอย่างไร้ความปรานี กลายเป็นเงื่อนไขในการอยู่รอดของกิจการเหล่านั้น” เธอกล่าวต่อไปว่า

การครอบงำของทุนเหนือกระบวนการผลิตแสดงตัวออกมาในรูปแบบต่อไปนี้ แรงงานต้องทำงานให้เข้มข้นขึ้น วันทำงานถูกยืดออกหรือหดสั้นลงตามสภาพของตลาด และแรงงานจะถูกจ้างงานหรือถูกผลักกลับออกไปสู่ท้องถนนตามความต้องการของตลาด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมีการใช้ทุกวิธีการที่ทำให้กิจการหนึ่งๆ สามารถยืนหยัดแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้

สหกรณ์บางแห่งอาจพบตลาดเฉพาะกลุ่มขนาดเล็กที่ทำให้พออยู่รอดได้ แต่สหกรณ์ส่วนใหญ่จะถูกบีบให้ออกจากธุรกิจ หรือไม่ก็จำต้องลอกเลียนแนวปฏิบัติที่นายจ้างรายอื่นใช้ ดังที่ลุคเซิมบวร์กว่าไว้

แรงงานที่รวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ในภาคการผลิตจึงเผชิญกับความจำเป็นอันย้อนแย้งในตัวเอง นั่นคือการต้องปกครองตนเองด้วยระบบอำนาจนิยมอย่างถึงที่สุด (utmost absolutism) พวกเขาจำต้องปฏิบัติต่อตัวเองในฐานะผู้ประกอบการแบบทุนนิยม ความย้อนแย้งนี้เองที่อธิบายความล้มเหลวโดยทั่วไปของสหกรณ์การผลิต ซึ่งท้ายที่สุดมักกลายเป็นกิจการทุนนิยมอย่างเต็มตัว หรือหากผลประโยชน์ของแรงงานยังคงสำคัญเหนือสิ่งอื่น สหกรณ์เหล่านั้นก็จะลงเอยด้วยการปิดตัวลง

§ § §

ประวัติศาสตร์ของสหกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างบริษัทสหกรณ์มอนดราก้อนในสเปน คือตัวอย่างที่สะท้อนข้อโต้แย้งของลุคเซิมบวร์กได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอนดราก้อนก่อตั้งขึ้นด้วยอุดมคติเรื่องการมีส่วนร่วมของแรงงาน การร่วมทุกข์ร่วมสุข และความเท่าเทียมกัน แต่เมื่อธุรกิจขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ และผนวกเข้ากับระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น หลักการแรกตั้งเหล่านี้ก็ปรับใช้ได้กับกำลังแรงงานในสัดส่วนที่หดแคบลงเท่านั้น

ในปี 1993 หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษรายงานว่า มอนดราก้อนปรับโครงสร้างใหม่ให้พร้อมกับการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป รายงานระบุว่า “ช่องว่างค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น การลงโฆษณาในนิตยสาร Fortune และการสร้างพันธมิตรสหกรณ์กับบริษัทของ Hotpoint ทำให้คนทำงานสหกรณ์จำนวนไม่น้อยสงสัยว่า ในบริษัทสหกรณ์มอนดราก้อนโฉมใหม่ สมาชิกบางคนจะเท่าเทียมกันมากกว่าคนอื่นๆ”[9]

ณ เวลานี้ ชีวิตประจำวันของคนทำงานของมอนดราก้อนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากคนที่ทำงานให้กับนายจ้างทุนนิยมทั่วๆ ไป ถึงแม้ฝ่ายแรกจะมีความมั่นคงทางอาชีพมากกว่าก็ตาม การตัดสินใจภายในองค์กรรวมศูนย์ขึ้นมาก สมาชิกสหกรณ์ส่วนมากไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในการดำเนินงานรายวันของบริษัท ในแง่นี้จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ผลสำรวจเปรียบเทียบความพึงพอใจในการทำงานของคนทำงานในมอนดราก้อนกับคนทำงานในบริษัทเอกชนขนาดพอๆ กัน พบว่าความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองกลุ่มอยู่มีอยู่เพียงเล็กน้อย โดยเป็นคนทำงานมอนดราก้อนที่พึงพอใจน้อยกว่า[10]

ไม่กี่ปีให้หลัง The Guardian รายงานว่า “สมาชิกของมอนดราก้อนเรียนรู้ที่จะคิดเหมือนผู้ถือหุ้นของธุรกิจระดับโลกอื่นๆ เพื่อปกป้องงานของตัวเองไว้ท่ามกลางอุปสงค์ที่ผันผวน กำลังแรงงานราวร้อยละ 20 จึงเป็นแรงงานพาร์ทไทม์หรือทำงานภายใต้สัญญาระยะสั้นซึ่งปลดออกได้ง่าย” อันโตนิโอ กันเซโล ประธานบริษัทอธิบายว่า “ลูกค้าของเราไม่สามารถรับประกันปริมาณงานที่สม่ำเสมอให้เราได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายใต้สัญญาจ้างแบบชั่วคราว เราอยู่ในเศรษฐกิจแบบตลาด เราเปลี่ยนสิ่งนั้นไม่ได้”[11]

ขณะเดียวกัน คนทำงานส่วนใหญ่ที่มอนดราก้อนว่าจ้างแต่อาศัยอยู่นอกแคว้นบาสก์ยังไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 มอนดราก้อนได้ก่อตั้งบริษัทร่วมลงทุนกับบริษัททุนนิยมในภูมิภาคอื่นของสเปน และดำเนินกิจการโรงงานที่จ้างแรงงานค่าแรงต่ำในประเทศอย่างโมร็อกโก อียิปต์ ไทย และจีน

บริษัทสหกรณ์มอนดราก้อนได้รับรองหลักจรรยาบรรณสำหรับพนักงานในต่างประเทศและสัญญาว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติตามแนวทางที่สอดคล้องกับ “คุณค่าหลัก” ของสหกรณ์ แต่ในช่วงต้นปี 2011 มอนดราก้อนถูกกล่าวหาว่าบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งที่ตนเป็นเจ้าของในโปแลนด์ใช้งานแรงงานเหมือนอยู่ในโรงงานนรก แรงงานค่าแรงต่ำที่นั่นจึงเริ่มประท้วงด้วยการทำงานตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด (work-to-rule) นักวิจารณ์คนหนึ่งที่เห็นอกเห็นใจมอนดราก้อนตั้งข้อสังเกตว่า

การต่อสู้ของคนทำงานในโปแลนด์สะท้อนด้านดำมืดของความร่วมมือแบบสหกรณ์คนทำงาน ขบวนการของเราไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการขูดรีดแรงงานได้ ไม่ว่าจะทำไปเพื่อปกป้องสมาชิกสหกรณ์คนอื่น หรือที่แย่กว่านั้นคือเพื่อปกป้องมรดกตกทอดจากอดีตอันน่าถวิลหา ผมไม่คิดว่านี่หมายความว่ามอนดราก้อนควรยอมรับข้อเรียกร้องของคนทำงานโดยไม่มีเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ลุกลามไปถึงขั้นชะลอการทำงาน ประท้วงด้วยการทำงานตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หรือหยุดงานประท้วงเต็มรูปแบบ สำหรับผมแล้ว ดูเหมือนว่าสหกรณ์แรงงานเช่นนี้ไม่ได้ดำเนินการตามหลักการของสหกรณ์หรือสิทธิแรงงานอีกต่อไป[12]

เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ภาพลักษณ์ของมอนดราก้อนเลวร้ายลงกว่าเดิมเมื่อหนึ่งในหน่วยธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัท คือ Fagor Electrodomésticos ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ถูกบีบให้ต้องประกาศล้มละลาย Fagor ก่อหนี้ไว้มากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ในช่วงที่สเปนประสบวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงและยังคงดำเนินสืบเนื่องเรื่อยมา สภาทั่วไปของกลุ่มมอนดราก้อนตัดสินใจว่าไม่อาจเสี่ยงปล่อยกู้ให้กับบริษัท Fagor เพิ่มได้อีก ความพยายามของฝ่ายบริหาร Fagor ที่จะโน้มน้าวให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในสหกรณ์ก็ล้มเหลวเช่นกัน

คนทำงานเกือบ 2,000 คนในแคว้นบาสก์ต้องตกงาน อีกกว่า 3,500 คนที่ทำงานในโรงงานของ Fagor ในฝรั่งเศส จีน โปแลนด์ และโมร็อกโกถูกเลิกจ้าง สำนักงานจัดหางานของมอนดราก้อนเสนอความช่วยเหลือแก่คนทำงานในแคว้นบาสก์ด้วยการช่วยหางานใหม่ แต่คนทำงานหลายร้อยคนเข้ายึดโรงงานแห่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบในเมืองเอเดซา และต่อมาได้รวมตัวกันเป็นโซ่มนุษย์หน้าสำนักงานใหญ่ของบริษัทมอนดราก้อนในเมืองมอนดราก้อน[13]

§ § §

แต่ปัญหาไม่ใช่แค่มอนดราก้อนปรับตัวให้เข้ากับแนวปฏิบัติของตลาดทุนนิยมเพื่อความอยู่รอดของตัวเองเมื่อเวลาผ่านไปดังที่ลุคเซิมบวร์กทำนายไว้เท่านั้น ทว่าแรกเริ่มเดิมที สหกรณ์แห่งนี้มองว่าตัวเองเป็นทางเลือกแทนที่การต่อสู้กับระบบ[ทุนนิยม]

แรกที่สุดแนวคิดการตั้งสหกรณ์มอนดราก้อนเป็นของนักบวชคาทอลิกนามว่า โฆเซ่ มาเรีย อาริซเมนดิอาร์ริเอตา ซึ่งมองว่าการต่อสู้ทางชนชั้นมีแต่จะนำไปสู่การทำลายล้าง เขาหวังใจว่าจะก้าวข้ามมันไปได้ด้วยการสร้างพื้นที่เล็กๆ ที่ไร้ซึ่งความแตกต่างทางชนชั้น ไม่ใช่ด้วยการท้าทายอำนาจของชนชั้นนายทุนผู้ขูดรีดโดยตรง

นานมาแล้ว มาร์กซ์, เองเกลส์, เลนิน และทรอตสกีต่างเคยเสนอว่า สังคมนิยมในประเทศประเทศเดียวเป็นไปไม่ได้ เพราะการปฏิวัติสังคมนิยมที่ไม่ได้แพร่กระจายออกไปย่อมถูกบดขยี้จากภายนอก ไม่ก็อยู่รอดได้ด้วยการถูกเปลี่ยนแปลงจากภายใน สังคมนิยมในสถานที่ทำงานเพียงแห่งเดียวยิ่งอยู่รอดได้ยากกว่า เพราะอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของชนชั้นปกครองเดิมยังคงอยู่เหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว

นี่เองเป็นประเด็นที่มาร์กซ์พูดไว้เช่นกันใน “คำปราศรัยเปิดของสมาคมกรรมกรสากล”

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากปี 1848 ถึง 1864 พิสูจน์ให้เห็นอย่างปราศจากข้อกังขาว่า แม้แรงงานแบบสหกรณ์จะยอดเยี่ยมเพียงใดในหลักการและมีประโยชน์เพียงใดในทางปฏิบัติ แต่หากยังคงถูกจำกัดอยู่ภายในวงแคบๆ ของความพยายามเฉพาะกิจของบรรดาคนทำงานแบบเอกชน พวกเขาย่อมไม่มีวันหยุดยั้งการเติบโตของการผูกขาดที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ไม่มีวันปลดปล่อยมวลชนให้เป็นอิสระ และไม่อาจกระทั่งบรรเทาภาระหนักอึ้งจากความทุกข์ยากทั้งหลายให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

มาร์กซ์ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้คนหลากหลายกลุ่มในหมู่ผู้ที่ค้ำจุนระเบียบเดิมหันมาเป็นผู้สนับสนุนแนวทางแบบสหกรณ์ เพราะตัวสหกรณ์เองไม่ได้ท้าทายระบบและอาจหันเหพลังงานออกจากการท้าทายระบบด้วย

บางทีอาจด้วยเหตุนี้เอง บรรดาขุนนางผู้วางท่าน่าเชื่อถือ นักบุญลมปากชนชั้นกลาง และกระทั่งนักเศรษฐศาสตร์การเมืองบริกรทั้งหลายจึงหันมายกย่องระบบแรงงานแบบสหกรณ์อย่างพร้อมเพรียงกันจนชวนคลื่นไส้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคนเหล่านี้ต่างเคยพยายามอย่างไร้ผลที่จะตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการเย้ยหยันว่า[สหกรณ์]เป็นเพียงยูโทเปียของนักฝัน หรือตีตราว่ามันเป็นเพียงการลบหลู่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกสังคมนิยม

แม้แต่พวกฟาสซิสต์ยังเคยกล่าวชมสหกรณ์ไว้เช่นกัน ในทศวรรษ 1960 รัฐมนตรีแรงงานของสเปนภายใต้ระบอบฟาสซิสต์ของนายพลฟรังโก เคยมอบเหรียญทองเชิดชูเกียรติด้านการทำงานให้กับอาริซเมนดิอาร์ริเอตาแห่งมอนดราก้อน[14] ไม่กี่ทศวรรษก่อนหน้านั้น ในระบอบฟาสซิสต์ของอิตาลี เบนิโต มุสโสลินีเคยจัดตั้งองค์การสหกรณ์ฟาสซิสต์แห่งชาติและส่งเสริมการขยายตัวของสหกรณ์ในภาคเกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร เพื่อเป็นหนทางในการลดทอนความสำคัญของความแตกต่างทางชนชั้น[15]

ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้เอง สหกรณ์แต่ละแห่งไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อระบบ มีแนวโน้มจะเสื่อมสลาย ทั้งยังดูดซับเวลาและทรัพยากรที่อาจใช้เพื่อการจัดตั้งในรูปแบบอื่นๆ ไปเสียอีก กระนั้นก็ตาม ดังที่มาร์กซ์กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ “เพื่อปกป้องมวลชนผู้ขยันขันแข็ง แรงงานแบบสหกรณ์ควรได้รับการพัฒนาให้มีขนาดในระดับชาติ และด้วยเหตุนี้จึงควรได้รับการฟูมฟักด้วยแนวทางในระดับชาติ”

สิ่งที่ขาดหายไปจากยุทธศาสตร์การก่อตั้งสหกรณ์ก็คือหนทางใดๆ ก็ตามในการบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่า เพราะ “เจ้าแห่งที่ดินและนายแห่งทุนจะคอยใช้อภิสิทธิ์ทางการเมืองของตนในการปกป้องและสืบสานการผูกขาดทางเศรษฐกิจของพวกเขาให้ยืนยาวต่อไป ดังนั้น แทนที่จะส่งเสริม[แรงงาน] พวกเขาจะยังคงวางอุปสรรคทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้เพื่อขัดขวางเส้นทางแห่งการปลดปล่อยแรงงาน”

ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและการจัดการตัวเองของคนทำงานคือหัวใจสำคัญอย่างถึงที่สุดของสังคมแบบสังคมนิยมที่แท้จริง แต่สิ่งเหล่านี้จะสถาปนาให้มั่นคงถาวรได้ก็ต่อเมื่อรับเอายุทธศาสตร์ที่มุ่งรื้อถอนอำนาจของรัฐทุนนิยมและยึดสิ่งที่ถูกแย่งชิงไปกลับคืนมา พูดอีกแบบก็คือ เมื่อรับเอายุทธศาสตร์ทางการเมือง ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นเป็นหลักไปที่การพยายามสร้างแบบจำลองทางเศรษฐกิจทางเลือกภายในสังคมทุนนิยมที่ดำรงอยู่เดิม

แปลจาก Phil Gasper. “Are workers’ cooperatives the alternative to capitalism?” International Socialist Review (https://isreview.org/issue/93/are-workers-cooperatives-alternative-capitalism/index.html).


[1] “Yes, there is an alternative to capitalism: Mondragon shows the way,” The Guardian, Sunday, 24 June 2012 (https://www.theguardian.com/commentisfree/2012/jun/24/alternative-capitalism-mondragon).

[2] Capitalism Hits the Fan: The Global Economic Meltdown and What to Do About It, 2nd ed. (Northampton, MA: Interlink Books, 2013).

[3] Democracy at Work: A Cure for Capitalism (Chicago: Haymarket Books, 2012), chapters 3 and 5. Also Satya Gabriel, Stephen A. Resnick, and Richard D. Wolff, “State Capitalism versus Communism: What Happened in the USSR and the PRC?” Critical Sociology 34:4 (2008), pp. 539–556. ผมเห็นด้วยกับการเรียกมันว่าทุนนิยมโดยรัฐ แต่ไม่เห็นด้วยกับรายละเอียดบางอย่างในบทวิเคราะห์ของโวล์ฟ

[4] โวล์ฟเรียกกิจการที่ควบคุมโดยคนทำงานเองว่าเป็น “กิจการที่คนทำงานเป็นผู้บริหารด้วยตนเอง” (Workers’ Self-Directed Enterprises - WSDEs) ดู Democracy at Work: A Cure for Capitalism, Part III.

[5] https://www.marxists.org/archive/marx/works/1864/10/27.htm

[6] Democracy at Work, p.169.

[7] ดู America Beyond Capitalism: Reclaiming Our Wealth, Our Liberty, and Our Democracy, 2nd Edition (Takoma Park, MD: Democracy Collaborative Press & Boston, MA: Dollars & Sense, 2011).

[8] https://www.marxists.org/archive/luxemburg/1900/reform-revolution/index.htm

[9] Andy Robinson, “Co–ops face an unequal fight,” January 2, 1993.

[10] Sharryn Kasmir, The Myth of Mondragón: Cooperatives, Politics, and Working Class Life in a Basque Town (Albany, NY: SUNY Press, 1996), chapters 5 and 6. โดยเฉพาะหน้า 162–4

[11] Giles Tremlett, “Basque co-op protects itself with buffer of foreign workers,” October 23, 2001 (https://www.theguardian.com/business/2001/oct/23/globalrecession.internationalnews)

[12] John McNamara, “Contradictions in Paradise: When the Workers Become Bosses,” January 31, 2011.

[13] “Trouble in workers’ paradise,” The Economist, November 9, 2013 (https://www.economist.com/business/2013/11/09/trouble-in-workers-paradise); Andrew Bibby, “Workers occupy plant as Spanish co-operative goes under,” The Guardian, November 15, 2013 (http://www.theguardian.com/social-enterprise-network/2013/nov/15/spanish-co-op-workers-occupy-plant); Christopher Bjork, “Recession Frays Ties at Spain’s Co-ops,” Wall Street Journal, December 26, 2013 (https://www.wsj.com/articles/SB10001424052702303290904579276551484127412).

[14] Kasmir, The Myth of Mondragón, p. 86.

[15] Vera Zamagn, “Italy’s cooperatives from marginality to success,” paper presented at XIV International Economic History Congress, Helsinki, Finland, August 2006 (https://www.helsinki.fi/iehc2006/papers2/Zamagni.pdf).

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
บทที่ 16 เสรีนิยมรูปแบบใหม่ (New Liberalism)
Apolitical
บทที่ 15 ประชาธิปไตยในความสัมพันธ์กับสังคมนิยม (Democracy as It Relates to Socialism)
Apolitical
บทที่ 14 เสรีนิยมกับประชาธิปไตยในอิตาลี (Liberalism and Democracy in Italy)
Apolitical
บทที่ 13 ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy)
Apolitical
บทที่ 12 เสรีนิยมและอรรถประโยชน์นิยม (Liberalism and Utilitarianism)
Apolitical
บทที่ 11 ทรราชเสียงข้างมาก (the Tyranny of the Majority)
Apolitical
บทที่ 10 นักเสรีนิยมกับนักประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 19 (Liberals a
Apolitical
บทที่ 9 ปัจเจกชนนิยมกับอินทรียภาพนิยม (Individualism and Organi
Apolitical
บทที่ 8 เสรีนิยมเผชิญหน้าประชาธิปไตย (Liberalism's Encounter with Democracy)
Apolitical
บทที่ 7 ประชาธิปไตยกับความเท่าเทียม