ฟุตบอลเพื่อสันติภาพและความเท่าเทียม ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นของ Buku Football Club

ฟุตบอลเพื่อสันติภาพและความเท่าเทียม (1)

จุดเริ่มต้นของ Buku Football Club

 

โดย ดาราณี ทองศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู  (ฺBuku Classroom)

 

คำถามแรกที่มักถูกถามเวลาบอกใครต่อใครว่าเราทำทีมฟุตบอล Buku FC ในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือ ผู้หญิงมุสลิมเล่นฟุตบอลได้หรือ? และกีฬาฟุตบอลน่าจะเป็นกีฬาของผู้ชาย เหตุใดจึงเลือกกีฬาชนิดนี้?

 

หกเดือนนับตั้งแต่วันเปิดตัวทีมในวันที่ 13 สิงหาคม 2559 จนถึงวันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นเวลาอันเหมาะสมที่จะเขียนถึงการทำทีมฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ว่าทำไมพวกเราจึงเลือกฟุตบอล และกีฬาชนิดนี้เกี่ยวข้องกับสันติภาพและความเท่าเทียมอย่างไร

 

บทความนี้จะแบ่งออกเป็นสามตอน ตอนที่หนึ่งว่าด้วยความเป็นมาของทีม ตอนที่สองจะพาไปทำความรู้จักกับการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมในประเด็นต่าง ๆ ด้วยฟุตบอลที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก และตอนสุดท้ายจะบอกเล่าประสบการณ์และวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากกิจกรรม Buku FC ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา และตอบคำถามว่าฟุตบอลจะช่วยสร้างสันติภาพและความเท่าเทียมในพื้นที่ความขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างไร

 

Buku FC เป็นหนึ่งในโครงการขององค์กรเล็ก ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ในชื่อ Buku's Gender, Sexuality and Human Rights Classroom (ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู) เรียกสั้นๆว่า Buku Classroom ซึ่งทำงานเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สิทธิและความเท่าเทียมทางเพศ โดยเปิดพื้นที่เรียนรู้และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเพศ เพศวิถี และเพศภาวะ ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งในพื้นที่นี้หัวข้อหลักที่มักจะถูกพูดถึงก่อนเรื่องอื่นคือสันติภาพ การเมืองและความขัดแย้ง ขณะที่เรื่องเพศมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญและไม่ใช่ปัญหาหลักในการทำงานของนักกิจกรรมชายแดนใต้

Buku Classroom จึงใช้พื้นที่ในร้านหนังสือบูคู เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้เรื่องเพศภายใต้กรอบคิดสิทธิมนุษยชน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การฉายภาพยนตร์ การเสวนา การร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะบำบัด ห้องเรียนภาษาอังกฤษสำหรับนักกิจกรรมรุ่นใหม่ ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความหลากหลาย ทั้งเพศ วัย สถานะ อาชีพ ศาสนา ถิ่นกำเนิด นอกจากนี้ Buku Classroom ยังทำงานหนุนเสริมประเด็นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางการเมือง สิทธิมนุษยชน การอ่าน และความเป็นพหุวัฒนธรรมในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น ไทย จีน มลายู ก็ตาม

 

ย้อนกลับไปปลายปี 2558 Buku Classroom ได้จัดกิจกรรมเล็ก ๆขึ้น เนื่องในเดือนแห่งการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สสส. โดยทั่วประเทศจะมีการจัดกิจกรรมในช่วงเวลาเดียวกัน ภายใต้แนวคิด “เคลื่อน เพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง”  โดย Buku Classroom ได้เป็นหนึ่งในองค์กรเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับทางแผนงาน ในครั้งนั้นเรามีความคิดว่าอยากให้มีการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในรูปแบบใหม่ ๆ บ้าง จึงเลือกกีฬาฟุตบอลมาใช้ในการรณรงค์ครั้งนี้ เป้าหมายคือเพื่อให้ผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้ได้มาออกกำลังกายและเห็นความสำคัญของดูแลสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้น พร้อมกับสร้างความมั่นใจและเสริมสร้างพลังภายในให้กับผู้หญิงที่ต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งและรุนแรงมาอย่างยาวนาน เราเลือกกีฬาฟุตบอลด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า เพราะสมาชิกของ Buku Classroom ชอบเล่นฟุตบอล ขณะที่ไม่ใช่เรื่องง่ายหากผู้หญิงอยากเล่นฟุตบอล เนื่องจากพื้นที่ของผู้หญิงสำหรับกีฬาชนิดนี้แทบไม่มีอยู่เลย

 

ผลปรากฏว่ากิจกรรมครั้งนั้นมีผู้หญิง เด็กผู้หญิง และเพศอื่นๆ หลากวัย หลายศาสนา จำนวนไม่ต่ำกว่า 50 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเล่นฟุตบอลด้วยกันทุกเย็นวันจันทร์ ที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จ.ปัตตานี โดยไม่มีอุปกรณ์อะไรนอกจากลูกฟุตบอล กรวยฝึกซ้อม และรองเท้าที่เอาไว้กั้นเป็นประตู ผู้หญิงหลายคนได้มีโอกาสเตะลูกฟุตบอลเป็นครั้งแรกในชีวิต ในขณะที่บางคนเคยเป็นอดีตนักฟุตบอลหญิงประจำจังหวัดปัตตานีมาก่อน กิจกรรมดำเนินไปทั้งหมดสามเดือน ก่อนที่โครงการจะจบลง และต่างคนต่างแยกย้ายไปทำกิจกรรมอื่นๆของตัวเอง หลังจบโครงการเราได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ที่มาร่วมกิจกรรม

 

กลางปี 2559 Buku Classroom จึงเริ่มต้นทำโครงการฟุตบอลอีกครั้ง ทั้งนี้จากเสียงเรียกร้องของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่มาถามไถ่ว่าไม่เล่นฟุตบอลแล้วหรือ หลายคนบอกว่าชอบเล่นฟุตบอลมากอยากให้จัดกิจกรรมแบบนี้อีก ความคิดที่จะทำทีมฟุตบอล Buku FC จึงเกิดขึ้น และมีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น มีการออกแบบโลโก้ของทีม มีเสื้อทีม นอกจากนี้ ทีมงานยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและเรียนรู้จากทีมฟุตบอลหญิง The Mighty Girl ขององค์กร Salt Academy[1] ในประเทศกัมพูชา และเปลี่ยนจากการใช้สนามหญ้าในสวนสาธารณะไปใช้สนามหญ้าเทียมแทน ด้วยเหตุผลเรื่องสภาพอากาศและความสะดวกของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งในครั้งแรกผู้จัดไม่ได้คิดว่าจะฝึกซ้อมกันเป็นประจำในสนามหญ้าเทียม แต่ผู้เข้าร่วมและสมาชิกทีมได้ลงความเห็นว่าการฝึกซ้อมในสนามหญ้าเทียมให้ความรู้สึกที่ดีกว่าในสวนสาธารณะ รู้สึกมีพลังเหมือนได้แข่งฟุตบอลในสนามจริง ๆ เป็นกิจจะลักษณะมากกว่า และไม่ถูกผู้คนจับจ้องด้วยความประหลาดใจที่เห็นผู้หญิงมุสลิมใส่ฮิญาบมาเตะฟุตบอลด้วยกัน อย่างที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อใช้สนามในสวนสาธารณะ

 

Buku FC ฝึกซ้อมกันเป็นประจำทุกค่ำวันเสาร์และอาทิตย์ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 เป็นต้นมา มีการฝึกซ้อม 32 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมฝึกซ้อมระหว่าง 7-20 คน และมีจำนวนผู้เข้าร่วมที่แวะเวียนมาร่วมกิจกรรมราวหนึ่งร้อยคน (ข้อมูลในเดือนมกราคม 2560) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมและสมาชิกในทีมไม่ได้มีเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น แต่มีทุกเพศ และที่อายุน้อยที่สุดคือเด็กผู้ชายวัย 7ขวบและมากที่สุดคือผู้หญิงมุสลิมวัย 60 ปี

 

ดังนั้น Buku FC จึงไม่ใช่ทีมฟุตบอลที่เปิดพื้นที่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นทีมฟุตบอลสำหรับทุกคน และสโลแกนของทีมคือ Football for Peace and Equality หรือ “ฟุตบอลเพื่อสันติภาพและความเท่าเทียม”

 

ในช่วงแรกหลายคนเข้าใจว่าถ้าผู้หญิงมาเล่นฟุตบอล ผู้ชายก็คงไม่อยากมาเล่นด้วย และผู้หญิงอาจจะไม่สะดวกใจที่จะเล่นฟุตบอลกับผู้ชาย แต่หลังจากการสื่อสารถึงแนวทางของทีมที่เป็นไปเพื่อสร้างความเท่าเทียมและเปิดพื้นที่ให้ผู้คนที่หลากหลาย เรากลับพบว่ามีผู้ชายหลายคนสนใจเข้าร่วมกิจกรรม มาเรียนรู้การเล่นกีฬาด้วยกัน และบางคนสมัครเป็นสมาชิกทีม ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย นักกิจกรรม หรือเด็กผู้ชายวัยประถม นอกจากเพศและวัยแล้ว Buku FC ยังมีส่วนผสมที่หลากหลายของศาสนาและสถานะทางสังคม โดยเราจะออกแบบวิธีการฝึกซ้อมที่มีการปรับให้เหมาะสมกับผู้เข้าร่วมที่หลากหลาย ในบางสัปดาห์ผู้ร่วมกิจกรรมเป็นผู้หญิงทั้งหมด ขณะที่บางสัปดาห์มีผู้ชายมาฝึกซ้อมด้วยเกินครึ่งทีม เป้าหมายหลักคือการออกแบบวิธีการฝึกซ้อมที่เรียบง่ายและเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเล่นฟุตบอลด้วยกันในสนามได้อย่างเท่าเทียมกัน

แน่นอนว่าในช่วงต้นเราประสบปัญหาและข้อท้าทายหลายประการ ทั้งจากผู้ที่ไม่คุ้นชินกับการมีผู้หญิงเข้ามาใช้พื้นที่ในสนามฟุตบอลเอกชน หรือการที่ผู้ชายบางคนในสนามข้างเคียง ไม่ให้ความเคารพกับผู้หญิงที่เล่นฟุตบอล ด้วยการพูดจาล้อเลียนหรือตะโกนแซวมาจากอีกฟากสนามในระหว่างที่ฝึกซ้อม อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปภาพของผู้หญิงเล่นฟุตบอลเริ่มเป็นที่คุ้นเคยของผู้ใช้บริการของสนามฟุตบอลมากขึ้น รวมถึงรูปแบบและทักษะในการฝึกซ้อมก็เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งจะเขียนถึงเรื่องนี้ในบทความตอนที่สามต่อไปค่ะ

 

การเปิดตัวทีมในเดือนสิงหาคม 2559 และกิจกรรมของทีมเป็นที่สนใจในระดับหนึ่ง เนื่องจากได้ถูกนำเสนอทางสื่อต่าง ๆ อาทิ เว็บไซต์ประชาไททั้งภาคภาษาไทย[2]และภาษาอังกฤษ[3] หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์[4] รายการวิทยุเสียงของผู้หญิงชายแดนใต้ รวมถึงสื่อต่างประเทศอื่น ๆ ได้นำไปเผยแพร่ต่อ[5] และต่อมาเนื้อหาข่าวยังถูกแปลเป็นภาษาอินโดนีเซีย[6] สำหรับข่าวในภาคภาษาอังกฤษนั้นเป็นที่สนใจขององค์กรในประเทศอังกฤษที่มีชื่อว่า  Fare Network[7] ซึ่งทำงานเกี่ยวกับฟุตบอลเพื่อสนับสนุนสิทธิมนุษยชน  Buku FC ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมแคมเปญ Football People Action Weeks 2016[8] ซึ่งจัดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุก ๆ ปี ในภูมิภาคยุโรปและบางส่วนในภูมิภาคเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมและขจัดความเกลียดชังอันเนื่องมาจากเพศ เชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ความพิการ และเพื่อสนับสนุนสิทธิของผู้ลี้ภัย  โดย Buku FC และ Play On Side[9] องค์กรจากประเทศฝรั่งเศสซึ่งทำทีมฟุตบอลเพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทย กะเหรี่ยง และพม่าที่อาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดนไทยในจังหวัดตากได้มีพื้นที่ในการเล่นฟุตบอลด้วยกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ข้ามชาติพันธุ์ระหว่างเด็กเหล่านี้  Buku FC และ Play on Side เป็นสองทีมที่ทำงานในพื้นที่ประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมการรณรงค์ในครั้งนี้[10] ร่วมกับอีก 55 ประเทศ จาก ภูมิภาคยุโรป,อเมริกา,เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

จากการเข้าร่วมการรณรงค์ดังกล่าว กลางเดือนตุลาคม 2559 Buku FC จึงจัด Buku Football Week ซึ่งมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องฟุตบอลเพื่อสันติภาพและความเท่าเทียมสำหรับกลุ่มทีมงานและอาสาสมัคร มีการเรียนรู้การใช้กีฬาฟุตบอลเพื่อสร้างสันติภาพรวมถึงการรณรงค์ในประเด็นต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก มีการออกแบบกิจกรรมสำหรับผู้เล่นที่ความหลากหลายทั้งในแง่เพศ วัย อัตลักษณ์ ศาสนา และสภาพร่างกาย ทีมงานที่ผ่านการอบรมได้เป็นผู้จัดกิจกรรม “Football Therapy” ซึ่งเชิญชวนให้นักกิจกรรม นักเรียน นักศึกษาผู้หญิง ในสามจังหวัดชายแดนใต้มาเล่นฟุตบอลเพื่อเยียวยาจิตใจและเสริมสร้างพลังด้วยกัน การทำงานร่วมกับ Fare Network นับเป็นกิจกรรมรณรงค์สาธารณะครั้งแรกของ Buku FC ที่ว่าด้วยการเล่นฟุตบอลเพื่อความเท่าเทียมทางเพศและเสริมพลังให้กับกลุ่มผู้หญิงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยกิจกรรมรณรงค์ครั้งนั้น ถูกนำเสนอในรูปของภาพเคลื่อนไหวในเฟสบุคของสำนักข่าว BBC Thai[11] และส่งผลให้ให้ Buku FC ถูกกล่าวถึงในวงกว้างมากขึ้น การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ทำให้ทีมงานของ Buku FC ได้เรียนรู้ว่า ทั่วโลกนั้นใช้ฟุตบอลเพื่อสร้างสันติภาพและความเท่าเทียมกันได้อย่างไร และมีองค์กรอีกมากมายที่นำกีฬาฟุตบอลมาสนับสนุนการสร้างสันติภาพและขจัดความเกลียดชังระหว่างมนุษย์

 

แต่การถกเถียงอย่างจริงจังเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้หญิงกับกีฬาฟุตบอล รวมถึงกิจกรรมของ Buku Classroom เกิดขึ้นหลังจากการออกอากาศของรายการสารคดีก(ล)เมือง ตอน ห้องเรียนเพศวิถี[12] ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานและแนวคิดของ Buku Classroom และส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และเกิดข้อถกเถียงในวงกว้างทั้งในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้  ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

 

และเป็นที่มาของบทความขนาดยาวสามตอนนี้ ที่จะพยายามนำเสนอว่าเหตุใด “ฟุตบอล” จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างสันติภาพและความเท่าเทียมจากหลากหลายพื้นที่ในโลกนี้ มีประเทศใดในโลกนี้บ้างที่ใช้ฟุตบอลเพื่อยุติความรุนแรง ต่อต้านความเกลียดชัง การเลือกปฏิบัติ ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ การเหยียดเพศ ความเกลียดกลัวที่มีต่อมุสลิม ต่อคนรักเพศเดียวกัน ต่อคนข้ามเพศ และการใช้ฟุตบอลเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่สู้รบอย่างซีเรีย เมืองอเล็ปโป หรือ ในตะเข็บชายแดนไทยพม่า หรือพื้นที่ทางจารีตวัฒนธรรมที่เข้มข้นในอินเดีย พวกเขาใช้ฟุตบอลเป็นสื่อกลางสร้างสันติภาพและความเท่าเทียมกันได้อย่างไร บทความชุดนี้เขียนขึ้นเพื่อสื่อสารถึงความเป็นมาและความตั้งใจที่จะใช้กิจกรรมฟุตบอลในการทำงานเพื่อความเท่าเทียมและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และเราเห็นว่ามัน “ใช้ได้” เพราะอะไร

 

ในตอนที่ 2 ผู้เขียนจะนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับฟุตบอลกับการทำงานสันติภาพและความเท่าเทียมมาให้ได้อ่านกัน โปรดติดตาม

 

 

 

 

เรียน Gender ที่อินเดีย ตอนที่ 3

ไม่ได้มาเขียนบล็อกที่นี่เกี่ยวกับการเรียนเจนเดอร์ที่อินเดียน่าจะเกินหนึ่งปี เนื่องจากผู้เขียนใกล้จะเรียนจบแล้ว

เลยอยากเล่าประสบการณ์การเรียนที่ผ่านมา เผื่อเป็นประโยชน์กับคนที่สนใจมาเรียนต่อด้านเพศสถานะศึกษาที่นี่

 

เรียน Gender ที่อินเดีย ตอนที่ 1

โดย ดาราณี ทองศิริ ผู้ร่วมก่อตั้ง ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน (Buku Classroom) 
นศ.ปริญญาโท สาขาเพศภาวะ วัฒนธรรม และการพัฒนาศึกษา มหาวิทยาลัยปูเน่ อินเดีย

 

ขัดกันฉันมิตร : คล้ายกันแต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ต่างกันแต่ไม่จำเป็นต้องเกลียดกัน

 

บทรีวิวภาพยนตร์สั้นโครงการทักษะวัฒนธรรม

โดย ดาราณี ทองศิริ ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู Buku Classroom

*มีการเปิดเผยบางส่วนของเนื้อหาในภาพยนตร์

 

จากยะลาวาเลนไทน์สู่บายเฟรชชี่ที่ปัตตานี เราเรียนรู้อะไรจากกิจกรรมแจกถุงยาง?

ดาราณี ทองศิริ

ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู

ข้อพิพาทกรณีการแจกถุงยางอนามัยในสามจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี