Skip to main content

รุ่งเช้าวันที่ 10 กันยาฯ ทีมทั้งหมดเริ่มซ้อมเพื่อทบทวนกระบวนท่าฟ้อน ท่ารำ ท่วงท่าทำนอง จังหวะจะโคน ก่อนตระเวนออกศึก การซ้อมเริ่มต้นด้วยเพลงในอัลบั้มหิมพานต์ 2nd World ของพี่ทอด์ด ทองดี ต่อด้วยเพลงของ ซอ สมาชิกวง the sis ตามด้วยเพลงของลานนา คัมมินส์ รวมทั้งเพลงของมือระนาดและมือโปงลาง หมอแคน จนมาปิดท้ายที่เพลงของผม

\\/--break--\>

 

ผมเลือกเอาเพลง “แบแล” มาแจมกับวงเพื่อความสนุกสนาน โดยมีการส่งซีดีเพลงให้นักดนตรีได้ฟังก่อนหน้านั้น เมื่อถึงเวลาซ้อมวงปรากฏว่าไม่มีใครไปแกะเพลงผมเลย ผมเซ็งนิดหน่อยเพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีการใส่ใจเพลงผมที่ส่งไปให้เท่าที่ควร ผมไม่แน่ใจว่ามีการเอาไปฟังบ้างหรือเปล่า อย่างไรก็แล้วแต่ต้องนั่งวาดโครงเพลงให้นักดนตรีในวง ณ บัดนั้น

 

เริ่มต้นจากกลอง เพราะในเพลงมีท่อนย้ำมากแต่คอร์ดมีไม่กี่คอร์ด กว่าจะเข้าใจและเล่นกันได้จบเพลงเล่นเอาเหงื่อตกเหมือนกัน เพราะนักดนตรีต้องทำงานหนัก พวกเขามิได้มีเพียงเพลงผมอย่างเดียว แต่มีเพลงอื่นๆอีกเกือบยี่สิบเพลง เพลงของผมจึงถูกลืมแกะไป แต่สุดท้ายก็สามารถเล่นจนจบเพลงได้

 

ขอบคุณพี่ๆนักดนตรีทุกคนครับ ที่ร่วมเล่นเพลงและให้เกียรติเพลงปกาเกอะญอของผม” ผมยกมือไหว้ขอบคุณสมาชิกวงทุกคนที่ร่วมบรรเลง

 

ขบวนรถตู้สามคันได้พาคณะเดินทางออกจากสแครนตันมุ่งสู่นิวยอร์ก ระหว่างทางฝนตกหนัก กระทั่งข้ามสะพานแม่น้ำก่อนเข้าเมือง ฟ้าปิดมืดจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงไฟ รถค่อยๆเลื่อนล้อไปหาเป้าหมาย กว่าจะหาเจอต้องวนหากันหลายรอบ

 

Dorm ร้านแนว World music วันนี้มีการจัดงานรำลึก 8 ปีเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดฯ กับตึกเพนทากอนที่นิวยอร์ก ซึ่งตามกำหนด คณะเรามีนัดลองเครื่องเสียงในเวลา 5 โมงเย็น แต่เรามาช้าไปห้าสิบนาที มีอีกวงที่มีคิวลองเสียง 6 โมงเย็น เขามาตั้งแต่ 5 โมงครึ่งแต่เขาไม่ลองเครื่อง เขารอจนกว่าจะถึงเวลา เขาจึงขึ้นลองเสียง จังหวะที่ถึงเวลาของเขา ทางคณะเรายังตั้งเครื่องไม่เสร็จ

 

ขอโทษครับ ได้เวลาวงของผมลองเครื่องแล้วครับ” มือกีตาร์เข้ามาบอกทางคณะเรา

เรากำลังตั้งเครื่องอยู่ และขอเวลาลองซักสองเพลงได้มั้ยครับ?” พี่ทอด์ดบอกมือกีตาร์ฝรั่ง

ผมไม่รู้ แต่นี่เป็นเวลาของผม ผมมารอก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง ผมไม่แตะต้องเวลาคุณเลย เอาเป็นว่าผมให้เวลาคุณตั้งเครื่องให้เสร็จ แล้วผมจะเอาเวลาผมคืน” เขาบอกพร้อมเดินเข้าไปนั่งและหยิบเครื่องไม้เครื่องมือของเขาเพื่อเตรียมพร้อมในการลองเสียง

 

มองในแง่การรักษาเวลา การเคารพสิทธิผู้อื่น การรักษาสิทธิของตนเอง ยกมือไหว้ได้เลย แต่หากมองในแง่ความเห็นอกเห็นใจ การเสียสละ การยึดหยุ่น อาจต้องคุยกันใหม่ ยังไงก็แล้วแต่ทางคณะเราไม่ได้ลองเสียง ได้แต่ตั้งเครื่องแล้วรอเล่นอย่างเดียว

 

หนึ่งทุ่มตรง วงดนตรีที่ลองเสียงต่อจากเรา ได้ขึ้นเวทีพร้อมกับฉายภาพโปรเจ็คเตอร์ ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นเพลงประกอบภาพ เพราะมีมือกีตาร์ มือกลอง มือคีย์บอร์ดและมีคนจับไมค์ ตนตรีเริ่มต้นอย่างโหยหวนจากมือกีตาร์ ต่อด้วยคีย์บอร์ดและตามด้วยกลอง แต่ปราศจากเสียงร้อง

 

ภาพบนจอเริ่มปรากฏ คนจับไมค์เริ่มส่งเสียง แต่เป็นเสียงพากย์บรรยายตามภาพเป็นระยะๆ ดนตรีเริ่มเป็น Movie score bar เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ภาพเหตุการณ์และเรื่องราว 11 กันยาวิปโยค 2001 ในเมืองนิวยอร์ก เมืองเทพีสันติภาพ ไม่อาจลบเลือนจากความทรงจำของคนทั้งหมดในเมืองนี้ ในอเมริกา และคนทั้งโลกได้ เพียง 600 เมตรเท่านั้นจากร้านที่เราเล่นกับตึกเวิลด์เทรดฯ

 

ประมาณ 40 นาที เรื่องราวการรำลึกเหตุการณ์ 11/09/09 ที่ถูกเล่าได้จบลง ในร้านมีทั้งฝรั่งและคนไทยในอเมริกามาร่วมงาน ผู้ดำเนินรายการประกาศแนะนำการแสดงดนตรีที่เดินทางมาพร้อมสีสันจากตะวันออกของโลก

 

หิมพานต์ 2nd world from Thailand” จบประโยคนี้ ทอด์ด ทองดี หรือทอด์ด ลาเวลล์ ได้ขึ้นเวที
คอนเซ็ปของ หิมพานต์ 2nd world คือการอยู่ร่วมกันของสัตว์ต่างๆ นานาในที่เดียวกันมีทั้งสิงห์ เสือ นก ปลา และอื่นๆ ผมคิดว่าคนก็เช่นเดียวกัน เรามีโลกที่หนึ่ง เรามีโลกที่สาม โลกใหม่ของเราน่าจะเป็นโลกที่สองที่มนุษย์ทุกสีมาอยู่ร่วมกันได้ พ่อผมเคยสอนผมว่าสีทุกสีมีคุณค่า มีความหมาย มีประโยชน์ ต้องรู้จักหยิบมาใช้ แล้วมันจะปรากฏเป็นพลังในตัวของมันเอง

 

วันนี้เรานำสีสันจากชาติพันธุ์บนดอยทางภาคเหนือของประเทศไทย มาพร้อมปรัชญาชีวิต บทเพลงและเครื่องดนตรีที่คนที่นี่ไม่เคยได้ยินได้เห็นมาก่อน คนไทยเรียกเขาว่า กะเหรี่ยง ฝรั่งเรียกคาเรน แต่เขาเรียกตัวเองว่าคนปกาเกอะญอ ขอเชิญพบกับเตหน่ากูและคนปกาเกอะญอ” หลังทอด์ดประกาศ เตหน่ากูได้ปรากฏโฉมบนเวทีเป็นการนำร่องของการแสดงในอเมริกา

 

สามเพลงที่เตหน่ากู ได้บอกเล่าเรื่องราวของเผ่าพันธุ์ และชุมนตนเองจบลง เตหน่ากูยังไม่เสร็จงานเพียงเท่านั้นมีการแจมกับดนตรีจากภาคอื่นๆ  หลังจบงานคนไทยในนิวยอร์กต่างแห่กันมาถ่ายรูปกับดาราไทย ทั้งลานนา ซอ The sis และพี่ทอด์ด ทำให้เกิดบรรยากาศร้านชุลมุนนิดหน่อย

 

เตหน่ากูถอยฉากออกมา เก็บเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ดนตรีต่างๆ กระทั่งมีนักดนตรีฝรั่งสองสามคนเดินเข้ามาหา

This is the lute, you play lute oh! Beautiful, you are the man!” เขาพูดพร้อมชี้มือมาที่เตหน่ากูและมาจับมือผม

Yes I’m the man not woman.” ผมตอบเขา และเขาหัวเราะดังลั่น จนพี่ทอด์ดหันมามองที่ผมกับเขา

เวลาฝรั่งเขาพูดกับคุณว่า you are the man มันหมายถึงคุณสุดยอด หรือคุณทำได้ดีมากอะไรทำนองนั้น ไม่ใช่คุณเป็นผู้ชาย และที่คุณตอบเขาคุณกำลังบอกว่า ใช่ผมเป็นผู้ชาย ผมไม่ได้เป็นผู้หญิง เขาจึงขำมากเลย” พี่ทอด์ด อธิบายให้ฟัง

จริงๆ ผมรู้ แต่ผมพูดเพื่อเล่นมุกกับเขาเฉยๆ” ผมบอกพี่ทอด์ด

เอ้า เหรอ มุกคุณนี่ร้ายกาจนะ” พี่ทอด์ดหัวเราะ

แน่นอน” ผมบอกเขาพร้อมแลบลิ้นนิดหน่อย เพื่อให้เขารู้ว่าสิ่งที่ผมพูดจริงหรือไม่จริง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อนักดนตรีฝรั่งเห็นเตหน่ากู เขาไม่ได้เรียกว่า “Harp” หรือพิณ แต่เรียกว่า "Lute” เป็นสิ่งที่ต้องค้นหาต่อว่า Lute มันคืออะไรมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร? และมันเกี่ยวข้องกับเตหน่ากูอย่างไร?

 


วงที่เล่นและเล่าเรื่องเหตุการณ์
11/09/01

 


ข้อความบนจอโปรเจ็คเตอร์ 1

 


ข้อความบนจอโปรเจ็คเตอร์
2

 


เรื่องดำเนินไปพร้อมภาพและเสียง

 


เวทีแรกของเตหน่ากู ใน
USA. กลางเมืองนิวยอร์ก

 

 

บล็อกของ ชิ สุวิชาน

ชิ สุวิชาน
สิบกว่าปีผ่านไป ภายในบ้านของครูดอยผู้ช้ำใจจากการนำดนตรีปกาเกอะญอไปเล่นในโบสถ์ เขารู้สึกดีใจมากที่ลูกชายของเขามาขอเรียนดนตรีพื้นบ้านของคนปกาเกอะญอ ทั้งๆที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันต่างมุ่งหน้าเดินตามดนตรีตามกระแสนิยมกันหมดแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เขาเฝ้าคอยและหวังมาโดยตลอดที่จะมีคนมาสืบทอดลายเพลงของชนเผ่า ไม่ว่าจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเขาหรือคนอื่นที่เป็นคนชนเผ่าเดียวกันก็ตาม ทำให้ฝันของเขาเริ่มเป็นจริงว่าทางเพลงแห่งวัฒนธรรมปกาเกอะญอจะไม่สิ้นสุดในยุคของเขา แต่เขารู้สึกตกใจ เมื่อลูกชายบอกเขาว่า จะนำเตหน่ากู ไปเล่นในคืนคริสตมาสปีนี้ที่โบสถ์ในชุมชน “ลูกแน่ใจนะ ว่าจะเล่นในโบสถ์”…
ชิ สุวิชาน
ในขณะที่อีกฝากหนึ่งของชุมชนปกาเกอะญอที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แล้ว บทเพลง ธา ทุกหมวด กลายเป็นบทเพลงที่ถูกลืมเลือน ถูกทิ้งร้างจนเหมือนกลายเป็นบทเพลงแห่งอดีตที่ไม่มีค่าแก่คนยุคปัจจุบัน โมะโชะหมดความหมาย เมื่อคนปกาเกอะญอเริ่มเรียนรู้การคอนดัก (Conduct) เพลงแบบในโบสถ์แบบฝรั่ง เพลงธา ไร้คุณค่า เมื่อมีเพลงนมัสการที่เอาทำนองจากโบสถ์ฝรั่งมา เครื่องดนตรีปกาเกอะญอถูกมองข้ามเมื่อมีคนดนตรีจากตะวันตก เช่น กีตาร์ กลองชุด แอคคอร์เดียน เมาท์ออร์แกน ฯลฯ เข้ามา “โด โซ โซ มี โด มี โซ ready… sing ซะหวิ” ประโยคนี้มักจะเป็นประโยคเริ่มต้นของคนที่เป็นผู้นำวงร้องประสานเสียงพูดนำก่อนร้องเพลง…
ชิ สุวิชาน
หลัง ธาหมวด แป่โป่ แปซวย แล้ว ก็จะต่อด้วย ธาหมวดโข่เส่ คะมอ ตามด้วย หมวดโดยมีเด็กชายนำการเดินวนอยู่เหมือนวันแรก  และหมวด ธาปลือลอ ได้เริ่มถูกขับขานต่อจาก หมวดโข่ เส่ คะมอ ต่อด้วย หมวด เชอเกปลือ  หมวดฉ่อลอ หมวดแกวะเก  หมวดธาชอเต่อแล จากนั้น หมวดธาเดาะธ่อ จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการกลับมาอย่างแน่นขนัดของหนุ่มสาวเช่นเดิม เมื่อธาเดาะธ่อหรือเริ่มต้นมาแล้ว ก็จะมีหมวดธา เดาะแฮ, หมวด ธาเดาะเหน่,หมวด ธาลอบะ ,หมวด ธา ลอกล่อ ซึ่งล้วนแต่เป็น ธา หน่อ เดอ จ๊อหรือธา หนุ่มสาว ซึ่งตั้งแต่ ธา หมวด เดาะธ่อ เป็นต้นไป ถือว่าเป็น เพลงธา ที่สามารถขับขานเป็นปกติได้ทุกโอกาส ทุกสถานที่…
ชิ สุวิชาน
เมื่อได้ยินหมวด ธา ธาชอเต่อแล หนุ่มสาวต่างขยับเข้ามาในวงเพลงธามากขึ้น เพื่อเริ่มงานของหนุ่มสาว ธาชอเต่อแลจึงเปรียบเสมือน หมวดที่เชื้อเชิญหนุ่มสาวเข้าสู่การขับขานเพื่อต่อเพลงธากัน โดยมีโมะโชะฝ่ายหญิงแลโมะโชะฝ่ายชายเป็นหัวหน้าทีมของแต่ละฝ่าย เวทีการดวลภูมิรู้เรื่องธาที่ขุนเพลงธาโปรดปรานได้เกิดขึ้นอีกครั้งในคืนงานศพ หมวดแห่งการดวลเพลงธา เริ่มที่หมวดธาเดาะธ่อ ซึ่งแปลว่า ธาเริ่มต้น ส่วนใหญ่เป็นธาที่ว่าด้วยความรัก ความสามัคคี ความร่วมไม้ร่วมมือ เพื่อให้คนที่มาร่วมงานตระหนักและสำนึกเสมอว่า เป็นคนในชุมชนเดียวกัน ชนเผ่าเดียวกัน สังคมเดียวกัน และโลกใบเดียวกัน ดังตัวอย่างธาที่ว่า   เก่อ…
ชิ สุวิชาน
หมวด ธาปลือลอ ได้เริ่มถูกขับขาน ซึ่งเป็นหมวดที่ว่าด้วย การจากไปสู่ปรโลก ซึ่งปกติแล้วก่อนที่คนจะตายมักมีลางสังหรณ์ปรากฎแก่คนใกล้ชิดหรือคนรอบข้างเสมอ นั่นหมายความว่าถึงเวลาของผู้ตายแล้ว เวลาแห่งความตายนั้นย่อมมาถึงทุกคน เพราะฉะนั้นก่อนตายควรทำความดีหรือทำคุณประโยชน์ให้เกิดแก่แผ่นดินถิ่นเกิดที่เราอาศัยอยู่ตอนมีชีวิตให้มากที่สุด เมื่อลางสังหรณ์มาถึงเราจะได้จากอย่างหมดทุกข์หมดห่วง ตัวอย่าง ธา หมวดนี้เริ่มต้นดังนี้ มี หม่อ เคลอ ฮะ เหน่ อะ เด                 มีหม่อ คอ ฮะ เหน่ อะ เด เต่อ เหม่ เคลอ ฮะ เหน่ อะเด      …
ชิ สุวิชาน
“โมะโชะมาแล้ว” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น เมื่อเห็นร่างชายวัยปลายกลางคนเดินเข้ามา สายตาทุกดวงจึงมองไปที่ โมะโชะ เขาคือผู้นำในการขับขานเพลงธา เขาต้องเรียนรู้และพิสูจน์ตัวเองมาหลายปีกว่าเขาจะได้รับตำแหน่งนี้ หน้าที่รับผิดชอบสำหรับตำแหน่งนี้คือการเป็นผู้นำในการขับขานธาในพิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนเช่น งานแต่ง หรืองานตาย บางชุมชนทั้งหมู่บ้านไม่มีโมะโชะเลย เวลามีงานต้องไปยืมหรือเชื้อเชิญโมะโชะจากชุมชนอื่นที่อยู่ใกล้ ว่ากันว่าชุมชนที่สมบูรณ์นอกจากต้องมีผู้นำชุมชนตามประเพณีที่เรียกว่า ฮี่โข่ ต้องมีจำนวนหลังคาในชุมชนมากกว่า 30 หลังคาเรือนแล้ว…
ชิ สุวิชาน
ช่วงเย็นหลังจากที่ทำงานในไร่ และกำลังจะนั่งกินข้าวร่วมครอบครัว “ลุงเร็ว ปู่ วาโข่ หายใจขึ้นอย่างเดียว ไม่ได้หายใจลงแล้ว” หลานชายมาวงข่าวเกี่ยวกับพือวาโข่ซึ่งเป็นพ่อของเขา เขาละจากวงทานข้าวของครอบครัว แล้ววิ่งไปหาพ่อทันที พือวาโข่ เป็นฉายาที่เด็กๆ ในหมู่บ้านและหลานๆเ รียกชื่อผู้เฒ่าผู้ชายที่อาวุโส จนผมหงอกทั้งหัว พือหมายถึงพ่อเฒ่า วาโข่หมายถึง ผมขาว หากเป็นผู้หญิงจะเรียกว่า พีวาโข่ พีแปลว่าแม่เฒ่า นั่นเอง คนรุ่นนี้จะเป็นที่รักใคร่ของลูกหลานทั้งในครอบครัวและในชุมชน เพราะถือเป็นทรัพยากรบุคคลของชุมชนทีมีค่า หากมีปัญหาเกิดขึ้นในชุมชนที่คนรุ่นใหม่ไม่สามารถหาทางออกได้…
ชิ สุวิชาน
  บรรยากาศในบ้านเริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีเสียงเตหน่าบรรเลงในบ้านไม่เว้นแต่ละคืน  บางคืนเป็นเสียงเตหน่า ลายเดิมที่ผู้เป็นพ่อเป็นคนถ่ายทอด  แต่บางคืนมีเสียงเตหน่าลายแปลกออกมาจนผู้เป็นพ่ออดไม่ได้จนต้องเงี่ยหูฟัง  นานแล้วที่เจ้าของเสียงเตหน่ากูห่างหายไปจากการร่ำเรียนวิชาจากพ่อ  แต่วันนี้เขากลับมาหาครูผู้สอนเตหน่ากูของเขาอีกครั้ง แน่นอนมันต้องมีอะไรบางอย่างสงสัยจึงต้องมา"พ่อผมจะไปล้มไม้มาทำเตหน่ากู ควรจะหาไม้อย่างไรดี" ประโยคแรกที่เขามาถามพ่อ"จริงๆ แล้วไม้อะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอให้เป็นไม้ที่โค้งงอ แต่คนสมัยก่อนเขานิยมใช้ไม้เก่อมา หรือภาษาไทยเรียกว่าไม้ซ้อ…
ชิ สุวิชาน
มีบทธา ซึ่งเป็นบทกวีหรือสุภาษิตสองลูกสอนหลานของคนปกาเกอะญอมากมาย ที่กล่าวถึงเตหน่ากูเครื่องดนตรีดั้งเดิมของคนปกาเกอะญอ แต่ในตรงนี้จะยกมาเพียงส่วนหนึ่งเพื่อเป็นตัวอย่างเบื้องต้นของ ธา ที่กล่าวถึงเตหน่ากู 1. เตหน่า อะ ปลี เลอ จอ ชึ             เด เต่อ มึ เด ซึ เด ซึ2.เตหน่า เลอ จอ แว พอ ฮือ            เต่อ บะ จอ จึ แซ เต่อ มึ3.เตหน่า ปวา แกวะ ออ เลอ เฌอ      เด บะ เก อะ หล่อ เลอ เปลอ4.เตหน่า ปวา เจาะ เลอ เก่อ มา     …
ชิ สุวิชาน
ลูกชายหายหน้าไปจากการเรียนรู้การเล่นเตหน่ากูกับพ่อเป็นหลายสิบ จนผู้เป็นแม่ที่คอยหุงอาหารให้หมูในตอนหัวค่ำเกิดคำถามต่อผู้เป็นพ่อ “ไอ้ตัวเล็กมันเล่นเป็นแล้วเหรอ? มันถึงไม่มาฝึกเพิ่ม” แม่ถามพ่อซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกะบะไฟดินในบ้าน “มันบอก มันจะฝึกเอง มันคงไปฝึกที่บ้านผู้สาวมั้ง?” พ่อตอบแม่พร้อมกับสันนิษฐานพฤติกรรมของลูกชาย “มันก็ธรรมดาแหละ วัวตัวผู้พอมันเริ่มเป็นหนุ่ม มันก็เริ่มแตกฝูงไปหาตัวเมียในฝูงอื่น ก็เหมือนพ่อตอนเป็นหนุ่มนั่นแหละ อยู่บ้านอยู่ช่องซะที่ไหน กลางค่ำกลางคืนดึกแล้วไล่กลับบ้านก็ไม่ยอมกลับ ค่ำไหนค่ำนั้น มาหาทุกคืน” แม่เปรียบเทียบให้พ่อฟัง
ชิ สุวิชาน
“วิธีการเล่นล่ะ? แตกต่างกันมั้ย?” ลูกชายถามพ่อ “ถ้าเล่นอย่างไดอย่างหนึ่งได้นะ ก็เล่นอีกอย่างได้เองแหละ ขอให้เข้าใจวิธีการตั้งสายเถอะ อย่าตั้งสายเพี้ยนละกัน” พ่อบอกและย้ำกับลูกชาย “งั้นพ่อสอนเพลงอีกซักเพลงที่เล่นแบบเมเจอร์สเกลนะ” ลูกขอวิชาจากพ่อ “เอาซิ! เดี๋ยวพ่อจะสอนเพลงพื้นบ้านง่ายๆที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชอบร้อง ชอบเล่นกับเตหน่ากูบ่อยๆ อีกเพลง ร้องตามนะ” พ่อเริ่มร้องนำ ลูกจึงเริ่มร้องตาม
ชิ สุวิชาน
สองสามคืนผ่านไป ลูกชายไม่ได้มายุ่งกับพ่อ แต่คืนนี้ภายในบ้านไม้ไผ่ หลังคาตองตึงทรงปวาเก่อญอหลังเดิม ลูกชายถือเตหน่ากูมาอยู่ข้างพ่ออีกครั้ง “ลองฟังดูนะ ใช้ได้หรือยัง?” ลูกชายพูดจบเริ่มดีดเตหน่าและเปล่งเสียงร้องเพลงแบบไมเนอร์สเกลให้พ่อฟัง แต่ด้วยความตั้งใจมากไปหน่อยทำให้การเล่นบางครั้งมีสะดุดเป็นช่วงๆ แต่ลูกชายไม่ยอมแพ้และไม่ยอมหยุด เล่นและร้องให้พ่อซึ่งเป็นครูสอนเตหน่ากูให้เขาจนจบเพลง “ฮึ ฮึ ก็ดี เริ่มต้นได้ขนาดนี้ก็ไช้ได้” พ่อตอบเขาแบบยิ้มๆ “แล้วพ่อจะสอนอีกแบบหนึ่งได้หรือยัง?” เขามองหน้าพ่อ “อ๋อ ที่มาเล่นให้ฟังนี้ก็เพื่อให้รู้ว่าเล่นไมเนอร์ได้แล้ว จะขอเรียนแบบเมเจอร์ต่อว่างั้นเถอะ”…