Skip to main content

ผมอ่านข้อเสนอที่นายกแพทยสภาและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขแถลงล่าสุดแล้ว http://www.posttoday.com/สังคม/สาธารณสุข/277289/นายกแพทยสภาแถลงจี้ยิ่งลักษณ์ลาออก มีความเห็นว่ามัน "ไม่เป็นกลาง" ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:

 

๑) ผู้ไปออกเสียงเลือกตั้งทั้ง ๒๐.๔ ล้านคน ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกพรรคใด เลือกส.ส.เขตคนไหน, หรือ vote no, หรือทำบัตรเสีย การที่พวกเขาอุตส่าห์ออกจากบ้านไปคูหาเลือกตั้ง แสดงบัตรประจำตัวเป็นหลักฐาน ลงนาม และกาบัตร/ทำบัตรเสีย ทั้ง ๆ ที่ถูกห้ามปราม ด่าประณาม ข่มขู่ คุกคาม กระทั่งยิงทำร้ายด้วยอาวุธสงครามจากม็อบกปปส. มันแสดงว่าพวกเขาเลือกเอา, เข้าข้าง, สนับสนุน, เข้าร่วม "การเลือกตั้ง" อันเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่ขาดเสียมิได้ในวิถีทางและกระบวนการประชาธิปไตย

การที่ท่านนายกแพทยสภาตีความว่าเฉพาะผู้ที่ลงคะแนนเสียงเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง ๑๔ ล้านคนในการเลือกตั้งเท่านั้นที่สนับสนุนการเลือกตั้งในกระบวนการประชาธิปไตย เป็นการตีความที่ผิดเพี้ยนเบี่ยงเบนจากข้อเท็จจริงอย่างไม่น่าเชื่อและไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการตีความเอนเอียงเข้าข้างการโฆษณาชวนเชื่อของกปปส.และพรรคประชาธิปัตย์ผู้บอยคอตการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นกลางโจ๋งครึ่มยิ่ง

 

๒) การที่นายกแพทยสภามาเรียกร้องหานายกฯ "คนกลาง" นอกและเหนือรัฐธรรมนูญและวิถีทางประชาธิปไตย แสดงว่าท่านปฏิเสธวิธีการได้มาซึ่งผู้กุมอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญและวิถีทางประชาธิปไตยปกติ แสดงว่าท่านไม่เป็นกลางต่อรัฐธรรมนูญและวิถีทางประชาธิปไตย และเลือกข้างตรงกันข้ามกับรัฐธรรมนูญและวิถีทางประชาธิปไตย โดยไม่ตระหนักว่าอำนาจอันไม่ชอบธรรม ไม่ได้มาจากวิถีทางประชาธิปไตยและฉันทมติของเสียงส่วนใหญ่ ย่อมไม่สามารถปฏิรูปอันใดได้ยั่งยืน สุดท้ายก็จะถูกฝ่ายตรงข้ามปฏิเสธ นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในบ้านเมืองไม่สิ้นสุด ดังการปฏิรูปที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยรัฐบาลจากการรัฐประหารของคณะปฏิรุปฯ (คปค.) และรัฐบาลจากการแทรกแซงหนุนหลังของทหารนับแต่ปี ๒๕๔๙ มาเป็นตัวอย่าง

 

๓) รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์จักต้องรับผิดชอบทั้งทางการเมืองและกฎหมายกับผลลัพธ์ของนโยบายจำนำข้าวอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ประเทศของเรามีขื่อมีแป ไม่ใช่ระบบศาลเตี้ย ที่รวมม็อบมาลงโทษคนที่ถือว่าผิดอย่างอนาธิปไตย การกระทำเช่นนั้้นสะท้อนว่าท่านไม่เคารพความเป็นกลางของระบบยุติธรรมและดุลพินิจของผู้เลือกตั้ง ไม่เชื่อว่าพวกเขาคิดเองเป็น ตัดสินเองเป็น ลงโทษรัฐบาลคอร์รัปชั่นด้วยกฎหมายและโหวตทางการเมืองของตัวเองเป็น ในบรรดาวิธีการได้มาซึ่งความยุติธรรมทั้งหลายแหล่นั้น ศาลเตี้ยและม็อบอนาธิปไตยไม่เคยยังความยุติธรรมให้แก่ใครได้สำเร็จเลย มีแต่ถมทับความอยุติธรรมลงไปบนความอยุติธรรม พอกพูนปํญหาซ้ำซ้อนไม่สิ้นสุด

 

๔) การจำแนกหลักกฎหมายออกจากหลักจริยธรรมหรือศีลธรรมอย่างตื้น ๆ และตายตัวสะท้อนความไม่เข้าใจเนื้อแท้ของความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกฎหมาย, ศีลธรรม, และการเมืองอันเป็นประเด็นพื้นฐานของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่แบบประชาธิปไตย ขณะที่กฎหมายเป็นหลักร่วมยึดถือกันของสังคมที่สังคมจัดร่างสร้างขึ้นด้วยกระบวนการการเมืองสาธารณะ ศีลธรรมนั้นเป็นหลักยึดถือของกลุ่มฝ่ายศาสนิกต่าง ๆ ที่นับวันหลากหลายแตกต่างออกไปเป็นพหูพจน์อย่างไม่มีทางบังคับย่นย่อให้เหลือเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวได้ เพราะเหตุนี้ สังคมสมัยใหม่ที่เป็นพหุสังคม ยอมรับความหลากหลายทางแนวคิดศีลธรรม จึงใช้กฎหมายเป็นหลักเกณฑ์แก้ไขความแตกต่างขัดแย้างทางแนวคิดและผลประโยชน์ ด้วยความเข้าใจว่า "การเมืองคือการใช้กฎหมายไปบรรลุเป้าหมายทางศีลธรรม" (politics as the legal realization of moral ends) การตัดกฎหมายออกไป แล้วอ้างศีลธรรมมาแทนที่ ก็คือการเอาศีลธรรมของฝ่ายตนเป็นใหญ่ ถือว่าตนเองถูก เป็นศูนย์กลางโลก แล้วบังคับยัดเยียดด้วย "อำนาจเป็นธรรม" ให้ฝ่ายอื่นต้องยอมรับ อันรังแต่จะนำไปสู่การกดขี่ ความขัดแย้งและรุนแรงต่อไปข้างหน้า (เช่นที่เกิดขึ้นในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ของนปช.เมื่อปี ๒๕๕๒, ๒๕๕๓ เป็นต้น)

 

หว้งว่าผู้รักความเป็นกลางอย่างท่านนายกแพทยสภาและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกท่านจะใช้ดุลพินิจใคร่ครวญไตร่ตรองข้อเรียกร้องเหล่านี้ใหม่ว่ามัน "เป็นกลาง" ในทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์จริงหรือไม่?

 

ด้วยความนับถือ

เกษียร เตชะพีระ

ศาสตราจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กีรตยาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๕๕

 

หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก Kasian Tejapira เมื่อวันที่ 11 ก.พ.57 

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ
ด้วยความระลึกถึงจาก "พวกดอกเตอร์สมองบวมบนหอคอยงาช้างทั้งหลาย" ต้องสู้กับทักษิณด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ทำลายระบอบประชาธิปไตย ต้องเอาชนะทักษิณด้วยการชนะใจเสียงข้างมาก ไม่ใช่ต่อต้านเสียงข้างมาก
เกษียร เตชะพีระ
คำปราศรัยของคุณสุเทพ ณ กปปส.บ่ายวันนี้ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ  คือคำประกาศของขบวนการการเมืองแบบสู้รบของเสียงข้างน้อยที่ปฏิเสธความเสมอภาคทางการเมืองและการปกครองโดยเสียงข้างมาก
เกษียร เตชะพีระ
ว่าด้วย "ระบอบทักษิณ" ในสถานการณ์ปฏิวัติโค่นล้ม "ระบอบทักษิณ" ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.)
เกษียร เตชะพีระ
ด้วยเงื่อนไขเวลา สถานที่ แกนนำและประเด็นชนวนที่ต่างออกไปบ้าง ม็อบเทพเทือกปัจจุบันกับม็อบพันธมิตรฯเมื่อปี 2549 + 2551 ละม้ายเหมือนกันเป็นพิมพ์เดียวทั้งในแง่....
เกษียร เตชะพีระ
 "เสียงข้างน้อย" ที่ศาลรัฐธรรมนูญพูดถึงว่าต้องปกป้องไว้จากอำนาจเสียงข้างมากนั้น ไม่ใช่เสียงข้างน้อยธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย แต่คืออภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่ได้อำนาจอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นและเหนือเสียงข้างมากมาจากการรัฐประหารและรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยอำนาจรัฐประหารนั้น
เกษียร เตชะพีระ
กลุ่มอาการม็อบไทย ๆ ในปัจจุบัน: Thai Mob SyndromeOverpoliticization --> Political Fanaticism & Instant Political Awakening --> Lack of Political Experience and Patience
เกษียร เตชะพีระ
บทความ “A Sea of Dissent: nonviolent waves in China” ของ Michael Caster นักวิจัยและเคลื่อนไหวอิสระผู้เน้นศึกษาเรื่องความขัดแย้งและสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในเอเชีย ได้ประมวลข้อมูลและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวมวลชนระยะใกล้ในจีนไว้อย่างน่าสนใจ ผมขอนำมาเล่าต่อบางส่วนดังนี้
เกษียร เตชะพีระ
สิ่งที่พึงปรารถนาไม่ใช่ "ให้คนเราเหมือนกันหมด จะได้เท่ากัน" (เอาเข้าจริง ถึงเหมือนกันก็ไม่เท่ากันได้) แต่คือ "แตกต่างแต่เท่ากัน" (เพราะมันคนละเรื่อง) หรือ "แตกต่างกันได้โดยไม่ต้องกลัว" ต่างหาก (Different but equal or To be different without fear.)
เกษียร เตชะพีระ
บทสัมภาษณ์ ควินติน สกินเนอร์ นักวิชาการด้านประวัติความคิดการเมืองชาวอังกฤษสำคัญที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบันต่อประเด็นเกี่ยวกับงานค้นคว้าประวัติความคิดเรื่องเสรีภาพและ เสรีนิยมของตะวันตกตลอดชีวิตของเขาโดยภาพรวม แนวคิดมหาชนรัฐ, มาเคียเวลลี, ฮ๊อบส์, การปฏิรูปศาสนา, เชคสเปียร์, มิลตัน, คาร์ล มาร์กซ จนถึงเอ็ดเวิร์ด สโนว์เด็น เป็นต้น
เกษียร เตชะพีระ
 ว่าด้วย "เจ็ดไม่พูด"(ชีปู้เจียง) แคมเปนอุดมการณ์ล่าสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คุณค่าสากล, เสรีภาพการพูดและพิมพ์โฆษณา, สิทธิพลเมือง, ประชาสังคม, ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน, กระฎุมพีข้าราชการ และความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ