ชะตาลิขิต : วรรณกรรมประจักษ์พยาน

28 December, 2008 - 00:00 -- nalaka

ความโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่ทำให้มียอดคนตายถึง 6 ล้านคนนั้นมีประเด็นและเรื่องราวให้พูดถึงได้ไม่รู้จบกระทั่งปัจจุบัน ศิลปะภาพยนตร์และวรรณกรรมเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่นำเอาการฆาตกรรมหฤโหดมาเสนอในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ถึงความไร้เหตุผลของมนุษย์ที่นำไปสู่การทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งมนุษย์ด้วยกันเอง


ชะตาลิขิต” วรรณกรรมแปลจากสำนักพิมพ์นานมีบุ๊ค เป็นอีกเล่มหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้โดยตรงและพรรณนาสภาพเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นในตอนนั้นไว้อย่างละเอียดลออทั้งนี้เพราะตัวผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มี ประสบการณ์ตรงจากการถูกกวาดต้อนเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันตั้งแต่เด็ก และทุกข์ทรมานอยู่ในค่ายนรกนั้นหลายปีกระทั่งสงครามสงบ เขาเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตไม่กี่คนที่กลับมาบอกเล่าให้คนรุ่นหลังได้ยินและ ได้อ่านกัน

ทองแท้” แปลงานชิ้นนี้มาจากผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบล “คาลติช อิมเร่” เขาเป็นนักเขียนชาวฮังการีเชื้อสายยิว เกิดที่กรุงบูดาเปสต์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน แม้ว่าตอนนั้นเขาอายุเพียง 14 ปีแต่ก็เป็นเช่นเดียวกับยิวคนอื่น ๆ ในยุโรปคือถูกส่งเข้าค่ายกักกันเมื่อนาซีเยอรมันแผ่ขยายอำนาจในมหาสงคราม


เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความเป็นยิวของตนเองที่ทำให้เขาต้องประสบเคราะห์กรรม หลังรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ค.. 2002 ว่า

ผมไม่ใช่ยิวที่เคร่งครัดนักแต่เพราะผมเป็นยิว ผมจึงถูกส่งไปเอาส์ชวิตส์ เพราะผมเป็นยิว ผมถึงต้องอยู่ในค่ายมรณะนั้นและเพราะผมเป็นยิว ผมจึงต้องทนอยู่ในสังคมที่เกลียดยิว สังคมที่มีอคติต่อคนยิวสูงมาก ผมมีความรู้สึกว่า ผมถูกบีบบังคับให้ยอมรับความเป็นยิว ใช่ ผมเป็นยิว ผมยอมนับแต่มันหนักหนาเกินไปกับการที่จะลงโทษผม แค่เพราะผมเป็นยิว” (คำนำสำนักพิมพ์)


ชะตาลิขิต” เป็นวรรณกรรมที่เรียกได้ว่า “หนัก” อย่างแท้จริง อัดแน่นไว้ด้วยรายละเอียดของสภาพภายในค่ายกักกัน และให้ความสำคัญกับการบรรยายสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันชนิดที่อ่านแล้วรู้สึกเบื่อ เป็นสัจนิยมแท้ ๆ ที่ตั้งอกตั้งใจบรรยายฉากและสิ่งที่ปรากฎรอบตัวเหมือนกับว่าต้องการให้ผู้อ่านเข้าไปสัมผัสเรื่องราวให้มากที่สุด นี่เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของวรรณกรรมในแนวนี้ที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมโดยตรง


อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดของคนอื่นนั้นเป็นสิ่งไม่มีใครอยากรับรู้ ไม่มีใครต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับความทุกข์ของคนอื่น การนำผู้อ่านเข้าไปสู่โลกแห่งการกักกันอันทรมานแบบที่ชาวยิวได้รับจะทำให้ผู้อ่านพลอยเหน็ดเหนื่อยไปด้วย

ผู้เขียนเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเด็กหนุ่ม ที่เฝ้ามองอย่างงุนงงกับการจากไปของพ่อสู่ค่ายกักกัน ถัดจากพ่อไม่นานนักก็ถึงคราวของเขาเอง ในเวลาต่อมาเมื่อเข้าไปในค่ายแล้ว เขาก็ได้พบกับสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เจอ


ผมกลายเป็นคนแก่เฒ่าเหี่ยวเฉาภายในเวลาอันสั้น ถ้าอยู่บ้าน กว่าจะแก่ชราขนาดนี้ต้องใช้เวลาห้าสิบถึงหกสิบปีแน่ ๆ แต่อยู่ที่นี่เพียงสามเดือนก็นานพอทำให้ร่างกายผมทรุดโทรมลงพอกันได้แล้ว ผมว่าไม่มีสิ่งใดน่าเศร้าไปกว่าการคอยนับวันแต่ละวันที่ร่างกายของเราค่อย ๆ ตายลงไป ปกติร่างกายผมแข็งแรงดีและผมชื่นชมร่างกายตัวเองเสมอ ผมยังจำตอนบ่ายในฤดูร้อนวันหนึ่งได้ ผมอ่านนวนิยายที่ตื่นเต้นเร้าใจอยู่ในห้องที่เย็นสบาย ระหว่างนั้นผมลูบน่องเล่นอย่างมีความสุข ผิวของผมเนียน มีขนสีทอง ที่น่องมีสีคล้ำเพราะโดนแดดและแข็งเกร็งด้วยกล้ามเนื้อ แต่ตอนนี้ผิวหนังเดียวกันนี้หย่อนคล้อย ผิวแห้งมีริ้วรอยและเป็นสีเหลือง แถมยังเป็นแผล มีหนอง มีรอยด่างสีน้ำตาลและรอยแผลฉีกตกสะเก็ดปุปะไปหมด ผมเริ่มรำคาญนิ้วมือที่คันคะเยอ ผู้เชี่ยวชาญอย่างซีตรอม บันดิ ผงกหัวและลงความเห็นว่าเป็นโรคเรื้อน ผมงงไปหมด รู้สึกสิ้นเรี่ยวสิ้นแรง เนื้อที่ห่อหุ้มกระดูกละลายหายไปทุกวัน มีสิ่งแปลกประหลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามร่างกายที่เมื่อก่อนเคยเป็นเพื่อนที่ดีของผม ผมไม่สามารถมองดูร่างกายโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดและเกลียดชังได้ ดังนั้นผมจึงไม่ถอดเสื้ออาบน้ำอีก” (หน้า 111)


นี่เป็นวรรณกรรมที่ไม่เหมาะสำหรับคนที่มองหารสชาติกลมกล่อมจากการอ่าน แต่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการศึกษาวิธีการเขียนเชิงสัจนิยมที่ให้ความสำคัญกับการคบรรยายสถานการณ์ ฉาก ลักษณะทางกายภาพ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร เป็นวรรณกรรมประจักษ์พยานที่ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะนำเสนอความบันเทิงแต่อย่างใด แต่มุ่งเสนอเรื่องราวความโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นจริงในลักษณะที่เหมือนกับเอามาวางแผ่ลงต่อหน้า (จึงเป็นธรรมดาที่วรรณกรรมเล่มนี้จะไม่เป็นที่รู้จักกันแม้เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วก็ตาม)


คาลติช อิมเร่” ฝังใจกับประสบการณ์จากค่ายกักกันมาก มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาที่ปฏิเสธไม่ได้ ลืมไม่ลง นอกจากจะเป็นความทรงจำเจ็บปวดส่วนตัวแล้ว เขายังเรียกว่าเป็นหายนะแห่งมนุษยชาติ


แต่เป็นหายนะที่มีคุณค่ายิ่งนัก เพราะได้สร้างความตระหนักรู้อย่างยิ่งใหญ่ที่ไม่สามารถจะเอามาตรวัดใด ๆ มาวัดได้เพราะการตระหนักรู้นั้นมาจากความระทมทุกข์ที่หาที่เปรียบมิได้และสิ่งนี้เป็นบ่อเกิดแห่งการระลึกในคุณธรรมที่ประมาณมิได้

หลานที่จากไป

26 March, 2010 - 00:00 -- nalaka

-1-

หลานเกิดปีเดียวกับที่ผมเดินทางออกจากบ้าน มุ่งหาประสบการณ์และไล่คว้าหาความหมายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต  คืนวันของหลานที่เติบโตขึ้นด้วยความเอาใจใส่ของพ่อแม่คือจำนวนเวลาที่ผมจากบ้านเกิดเมืองนอน

เล็กน้อยอย่างที่เห็นแต่เป็นโลกทั้งใบ

14 March, 2010 - 00:00 -- nalaka

 

 
คงเป็นเพราะรูปเล่มงามตาน่าหยิบจับและเครดิตก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องที่บอกว่า
เล็กน้อยมากจนสามารถนั่งอ่านข้าง ๆ เตียง ยิ่งใหญ่มากจนสามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตเร้าความสนใจให้เปิดพลิกและลงมืออ่าน

สนามหลวงไม่เหมือนเก่า

1 March, 2010 - 00:00 -- nalaka

-1-

ฉันเดินตัดผ่านสนามหลวงเพื่อไปขึ้นรถเมล์กลับหอพักเกือบทุกวัน เรื่องราวที่แทบจะเป็นแบบฉบับและเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ที่ได้พบเห็นจากผู้คนแห่งสนามหลวงวันแล้ววันเล่า ทำให้เกิดภาพประทับในใจโดยไม่รู้ตัว


เมื่อฉันได้รู้จักกับสนามหลวงมากขึ้น ฉันก็ได้พบว่าสถานที่แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยสีสันและชีวิตชีวาอย่างแท้จริง ที่แห่งนี้มีเรื่องราวชีวิตของคนระดับล่างมากมาย แต่ละคน แต่ละชีวิตนั้นน่าจะปรากฏอยู่ในนิยายมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง คนเหล่านี้ไม่ควรจะมีอยู่จริง!

ลูกผู้ชายหัวใจมีรัก : หัวใจที่ไม่เคยอิ่มเต็ม

21 October, 2009 - 00:00 -- nalaka

ลูกผู้ชายหัวใจมีรัก(Man and Wife)” คือนิยายอันละเมียดบรรจงของ Tony Parsons เป็นผลงานภาคต่อจาก “ลูก(ผู้)ชายหัวใจคุณพ่อ (Man and Boy)” ซึ่งเคยสร้างความเกรียวกราวในแวดวงนักอ่านได้มากพอสมควร(ผมเคยวิจารณ์ไว้แล้วที่ http://blogazine.prachatai.com/user/nalaka/post/1562 ) ฝีมือแปลโดย ภัสรี สิงหเดช

 

พ่อผมไม่เคยฆ่าใคร : เรื่องเล่าของเด็ก ตลกร้ายของผู้ใหญ่

16 September, 2009 - 00:00 -- nalaka

โดยทั่วไปแล้ว หนังสือของสำนักพิมพ์ “ผีเสื้อ” สามารถการันตีคุณภาพ(แต่ไม่การันตียอดขาย) ได้ในระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าไม่มีคำว่าผิดหวังในแทบทุกเล่มเพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นวรรณกรรมแปล! “พ่อผมไม่เคยฆ่าใคร” ซึ่งเขียนโดย ฌ็อง-หลุยส์ ฟูร์นิเย่ร์ และแปลโดย วัลยา วิวัฒน์ศร ก็เช่นเดียวกัน