สนามหลวงไม่เหมือนเก่า

1 March, 2010 - 00:00 -- nalaka

-1-

ฉันเดินตัดผ่านสนามหลวงเพื่อไปขึ้นรถเมล์กลับหอพักเกือบทุกวัน เรื่องราวที่แทบจะเป็นแบบฉบับและเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ที่ได้พบเห็นจากผู้คนแห่งสนามหลวงวันแล้ววันเล่า ทำให้เกิดภาพประทับในใจโดยไม่รู้ตัว


เมื่อฉันได้รู้จักกับสนามหลวงมากขึ้น ฉันก็ได้พบว่าสถานที่แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยสีสันและชีวิตชีวาอย่างแท้จริง ที่แห่งนี้มีเรื่องราวชีวิตของคนระดับล่างมากมาย แต่ละคน แต่ละชีวิตนั้นน่าจะปรากฏอยู่ในนิยายมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง คนเหล่านี้ไม่ควรจะมีอยู่จริง!

ฉันคิดว่าผู้ที่เป็นนักเขียน คงจะมองเห็นวัตถุดิบชั้นดีเหลือเฟือสำหรับรังสรรค์วรรณกรรมชิ้นเยี่ยมออกมาสักชิ้นหรือหลาย ๆ ชิ้น ฉันรู้ทีเดียวว่าสภาพเช่นนี้แหละที่จะฟูมฟักให้กำเนิดนักเขียนที่มีคุณภาพและงานเขียนที่มีน้ำเนื้อเปี่ยมสาระออกมา เพียงแต่อย่าเขียนออกมาให้มันเชย นักเขียนควรสรรหาวิธีการใหม่ ๆ ในการบอกเล่า


ชีวิตของคนสนามหลวงคือถ้อยคำที่มีเนื้อหาหนักแน่น น่าสนใจแต่สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง ศิลปะจะช่วยยกระดับของถ้อยคำเหล่านี้ให้กลายเป็นวรรณกรรมได้


สายตาแบบคนชั้นกลางคงจะมองเห็นว่าท้องสนามหลวงเป็นสถานที่อันอุดมด้วยความคับแค้น มีชีวิตสีเทากระทั่งหมิ่นเหม่ต่อการทำผิดกฎหมายและครรลองคลองธรรมนานาชนิด ดูเหมือนว่าภาพร่างแห่งความล้มเหลวของชนบทและส่วนที่เลวร้ายด้านต่าง ๆ ของสังคมเมืองได้มาบรรจบกันและถูกนำมากองรวมไว้ในที่แห่งนี้


บางทีเมื่อมีโอกาส ฉันก็พูดคุยทำความรู้จักกับผู้คนสนามหลวง ซึ่งการเป็นเรื่องของอัตวิสัยล้วน ๆ ฉันสังเกตทุกอย่างอย่างละเอียดลออไม่ว่าจะเป็น เด็กขายอาหารนกพิราบ, วณิพก, คนไร้บ้าน, เด็กที่ครอบครัวแตกแยก, โสเภณีหลากหลายแบบ, คนพลัดถิ่นผู้ซึ่งเสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในมหานครกรุงเทพ ฯลฯ เกือบทุกครั้งที่ได้แลกเปลี่ยนพูดคุย ฉันมักได้แรงดลใจหลายอย่างรวมทั้งความปรารถนาที่จะเรียงร้อยภาพเหล่านั้นออกมาเป็นตัวอักษร แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือชีวิตคนสนามหลวงทำให้ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง


อย่างไรก็ตาม การทำความรู้จักกับคนสนามหลวงนั้นต้องใช้ความอดทนและพยายามอยู่พอสมควร หลายคนพูดจาหยาบคายแทบทนไม่ได้ทั้งที่ยังเป็นเด็กอยู่ด้วยซ้ำ หนูน้อยใช้คำว่า “เหี้ย” “สัตว์” “ค-ย” อย่างเป็นปกติธรรมชาติ ผู้หญิงบางคนชวนฉันไปนอนด้วย ในขณะที่บางคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนพูดถึงความจริงง่าย ๆ ทว่าลึกซึ้งซึ่งฉันไม่คิดว่าจะไม่ได้ยินจากที่ไหนนอกจากที่นี่ที่เดียว

ด้วยความที่ฉันผ่านสนามหลวงอยู่ทุกวี่วัน ฉันจึงสามารถสร้างความคุ้นเคยกับคนสนามหลวงได้โดยไม่ยากเย็นนัก มิตรภาพที่ไม่เรียกร้องอะไรสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพียงเปิดใจรับฟังผู้อื่นบ้าง แล้วความรู้สึกดี ๆ ก็จะตอบกลับมา


-2-


ยามเย็นที่แสงเศร้าแห่งอาทิตย์ทอทาบยอดหญ้า ฉันเดินตัดผ่านสนามหลวงอีกครั้ง แต่บัดนี้สนามหลวงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว สนามหลวงร้างไร้ผู้คน ไม่มีเด็กมอมแมมเร่งเร้าให้ซื้ออาหารนกพิราบ แทบไม่เหลือร่องรอยฝูงนกพิราบที่ก่อความรำคาญ ไม่มีหมอนวดไร้สังกัด คนเก็บของเก่าขาย คนชินตาเหล่านี้หายไปแล้ว พวกเขาหายไปเพื่อมีชีวิตที่ดีกว่า ?


ผู้มีอำนาจเห็นตรงกันมานานแล้วว่า ผู้คนที่หากินหลับนอนอยู่ที่ท้องสนามหลวงคือความอัปลักษณ์และด้านมืดของเมือง มีความพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะขจัดภาพลักษณ์ด้านลบของเมืองออกไปแต่ไม่เคยทำได้สำเร็จอย่างแท้จริง เพราะคงไม่มีที่ไหนในประเทศไทยจะเหมือนที่แห่งนี้


สนามหลวงซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเป็นดั่งแม่เหล็กดึงดูดผู้คนชายขอบจากส่วนต่าง ๆ ของประเทศเข้ามารุ่นแล้วรุ่นเล่า มันสะท้อนให้เห็นถึงความพิกลพิการและความล้มเหลวของประเทศ ความล้มเหลวของผู้มีอำนาจ


ครั้งหนึ่งฉันได้ยินบทสนทนาของคนสนามหลวงซึ่งทำให้ฉันฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ พ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งยึดสนามหลวงเป็นที่พักอาศัย ขณะที่ฉันเดินเข้าไปใกล้นั้น ฉันได้ยินหนูน้อยร้องขออนุญาตพ่อออกไปวิ่งเล่น ผู้เป็นพ่อตอบว่า

เล่นเสร็จแล้วให้รีบกลับบ้านนะ”


ฉันฉงนใจที่เขาเรียกกองสัมภาระซึ่งมีกระเป๋าเพียงสองใบกับเสื่อปูนอนว่า “บ้าน” ในตอนนั้นฉันมีคำถามในใจว่าลักษณะที่ว่าจะเป็น “บ้าน” ได้อย่างไร อย่างไรก็ตามฉันทำความเข้าใจเรื่องนี้อยู่นาน ฉันคิดว่าคนชั้นกลางไม่อาจเข้าใจนิยาม “บ้าน” ของคนสนามหลวงได้เช่นเดียวกับฉัน


คนชั้นกลางอาจรู้สึกละอายใจกับคนสนามหลวง บางทีมันอาจทำให้พวกคนที่อ่อนไหวรู้สึกแย่กับตนเอง เพราะได้เห็นเด็กเล็ก ๆ ยืนดมกาวในถุงพลาสติก คนกำลังคุ้ยถังขยะเพื่อหาขวดสักใบ หญิงนั่งฉี่กลางสนามโดยไม่สนใจอะไร ผู้ชายเสียสตินอนแก้ผ้า เรื่องแบบนี้เป็นความจริงเกินไป ไม่แปลกอะไรที่ผู้ว่า ฯ กทม. ต้องการกวาดล้างหรือเรียกให้ไพเราะว่าปรับปรุงพื้นที่สนามหลวง


วันนี้ก็เหมือนวันอื่น ๆ ที่ฉันต้องเดินผ่านสนามหลวงเพื่อไปขึ้นรถเมล์กลับหอพัก แต่ฉันสัมผัสได้ว่าสนามหลวงไม่เหมือนเก่า เมื่อไม่มีคนสนามหลวงมันก็เป็นแค่ทุ่งโล่งไร้ชีวิตชีวาที่มีไว้สำหรับจัดงานประจำปีเท่านั้น.

ความเห็น

Submitted by แพรจารุ on

เมื่อสองเดือนที่แล้วไปกรุงเทพฯ ผ่านสนามหลวงยามค่ำคืน รู้สึกตื่นตามากที่สนามหลวงเป็นตลาดนัดยามกลางคน แค่นั่งรถผ่านไม่ได้แวะลงไปดู

ครั้งที่เข้ากรุงเทพฯใหม่ ๆ สนามหลวงเป็นตลาดนัดกลางวันในวันเสาร์อาทิตย์ที่จำได้จริง ๆ ก็คือ ร้านขายหนังสือเก่าที่สนามหลวง

Submitted by แพรจารุ on

ลืมบอกว่า คุณเขียนดี ได้อารมณ์มากเลย

สนามหลวง เขาเรียกทุ่งพระสุเมรุ เขาจึงพยายามที่จะให้มีไว้สำหรับทำพิธีกรรมที่สำคัญ

ประเทศนี้ที่สำหรับคนยากไร้ไม่ค่อยมีหรอก

หลานที่จากไป

26 March, 2010 - 00:00 -- nalaka

-1-

หลานเกิดปีเดียวกับที่ผมเดินทางออกจากบ้าน มุ่งหาประสบการณ์และไล่คว้าหาความหมายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต  คืนวันของหลานที่เติบโตขึ้นด้วยความเอาใจใส่ของพ่อแม่คือจำนวนเวลาที่ผมจากบ้านเกิดเมืองนอน

เล็กน้อยอย่างที่เห็นแต่เป็นโลกทั้งใบ

14 March, 2010 - 00:00 -- nalaka

 

 
คงเป็นเพราะรูปเล่มงามตาน่าหยิบจับและเครดิตก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องที่บอกว่า
เล็กน้อยมากจนสามารถนั่งอ่านข้าง ๆ เตียง ยิ่งใหญ่มากจนสามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตเร้าความสนใจให้เปิดพลิกและลงมืออ่าน

สนามหลวงไม่เหมือนเก่า

1 March, 2010 - 00:00 -- nalaka

-1-

ฉันเดินตัดผ่านสนามหลวงเพื่อไปขึ้นรถเมล์กลับหอพักเกือบทุกวัน เรื่องราวที่แทบจะเป็นแบบฉบับและเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ที่ได้พบเห็นจากผู้คนแห่งสนามหลวงวันแล้ววันเล่า ทำให้เกิดภาพประทับในใจโดยไม่รู้ตัว


เมื่อฉันได้รู้จักกับสนามหลวงมากขึ้น ฉันก็ได้พบว่าสถานที่แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยสีสันและชีวิตชีวาอย่างแท้จริง ที่แห่งนี้มีเรื่องราวชีวิตของคนระดับล่างมากมาย แต่ละคน แต่ละชีวิตนั้นน่าจะปรากฏอยู่ในนิยายมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง คนเหล่านี้ไม่ควรจะมีอยู่จริง!

ลูกผู้ชายหัวใจมีรัก : หัวใจที่ไม่เคยอิ่มเต็ม

21 October, 2009 - 00:00 -- nalaka

ลูกผู้ชายหัวใจมีรัก(Man and Wife)” คือนิยายอันละเมียดบรรจงของ Tony Parsons เป็นผลงานภาคต่อจาก “ลูก(ผู้)ชายหัวใจคุณพ่อ (Man and Boy)” ซึ่งเคยสร้างความเกรียวกราวในแวดวงนักอ่านได้มากพอสมควร(ผมเคยวิจารณ์ไว้แล้วที่ http://blogazine.prachatai.com/user/nalaka/post/1562 ) ฝีมือแปลโดย ภัสรี สิงหเดช

 

พ่อผมไม่เคยฆ่าใคร : เรื่องเล่าของเด็ก ตลกร้ายของผู้ใหญ่

16 September, 2009 - 00:00 -- nalaka

โดยทั่วไปแล้ว หนังสือของสำนักพิมพ์ “ผีเสื้อ” สามารถการันตีคุณภาพ(แต่ไม่การันตียอดขาย) ได้ในระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าไม่มีคำว่าผิดหวังในแทบทุกเล่มเพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นวรรณกรรมแปล! “พ่อผมไม่เคยฆ่าใคร” ซึ่งเขียนโดย ฌ็อง-หลุยส์ ฟูร์นิเย่ร์ และแปลโดย วัลยา วิวัฒน์ศร ก็เช่นเดียวกัน