Skip to main content

หากมองคลื่นความขัดแย้งทางการเมืองไทยในอดีตจะเห็นว่า คลื่นชุดแรกๆ คือการรัฐประหาร 2490 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย ผ่าน 16 กันยายน 2500 และยาวนานถึงปี 2516

 

สรุปคลื่นระลอกนั้นยาวนาน 26 ปี และผ่านเผด็จการคนสำคัญหรือผู้นำทหารตั้งแต่จอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ ถึงจอมพลถนอม และจบลงด้วยความรุนแรงทางการเมือง เป็นสันติสุขในชั่วยามสั้นๆ และจบลงด้วยแรงต้านที่รุนแรงที่สุดด้วยน้ำมือของพลเรือนที่ถูกจัดตั้งและปลุกเร้าในระยะเวลาสามปี

 

สงครามกลางเมืองปะทุในทุกภูมิภาคและจบลงด้วยการประนีประนอม ในปี 2521 จนฉีกกติกาอีกรอบ 2534 เป็นช่วงสั้นๆและจบลงด้วยความรุนแรงในปี 2535 

 

จากนั้นเป็นช่วงการต่อรองเจรจาจนนำมาซึ่งกติกาใหม่ใน 2540

 

แต่พันธสัญญา 2540 จบลงอย่างไม่น่าเชื่อด้วยกลุ่มคนที่มีส่วนสร้างพันธสัญญานั้น

 

ส่วนคลื่นระลอกนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2548 ผ่านรัฐประหาร 2549 จนถึงปัจจุบัน เข้าทศวรรษที่สองแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปถึงไหน จบที่ใด

 

 

 

อนุสนธ์ิจากการฟังการอภิปรายเรื่องประชาธิปไตย 99.9% กับประชารัฐวันนี้ อาจารย์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ยกเอาห้วงเวลาที่คณะรัฐประหารครองอำนาจมาเทียบให้เห็น ที่ยาวนานที่สุดก็คือในยุคสฤษดิ์-ถนอม ซึ่งเริ่มจากการรัฐประหาร 16 กันยายน 2500 จอมพล ป. พิบูลสงครามต้องลี้ภัยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ส่วนจอมพลสฤษดิ์ไม่กล้านั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในตอนแรก แต่ให้คนมาแทรก แล้วจึงเป็นนายกฯ ภายหลังการปฏิวัติ 20 ตุลาคม 2506 จวบจนเสียชีวิตเมื่อ8 ธันวาคม 2506 จากนั้นจอมพลถนอมได้ครองอำนาจต่อจนร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเมื่อปี 2511 จึงได้ประกาศใช้และมีการเลือกตั้งทั่วไป เฉพาะช่วงนี้เองที่เป็นเวลากว่า 10 ปี

 

การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 กลายมาเป็นช่วงเวลาที่คณะรัฐประหารอยู่ในอำนาจยาวนานเป็นอันดับสอง และเพิ่มเวลามากขึ้น ด้วยยังเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ!

 

 

ส่วนข้อคิดเห็นของอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นั้น ก็น่ารับฟังยิ่ง เพราะอาจารย์คลุกคลีกับทหารตั้งแต่ถูกจองจำหลัง 6 ตุลาคม 2519 และมองไปรอบโลกในเวลาเดียวกัน อาจารย์สุรชาติบอกว่าตอนนี้รอฟังสัญญาณจากการเลือกตั้งเยอรมันนีเท่านั้นที่ฝ่ายเสรีนิยม หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะชนะ

 

อาจารย์สุรชาติให้กำลังใจว่า หากไม่รับรู้ถึงฤดูหนาวที่ยาวนาน ไฉนเลยจะรับรู้ถึงความหอมหวนของวสันตฤดู

 

บังเอิญห้วงเวลาที่เราอยู่เป็นเหมันต์ที่ยาวนาน มืดมน กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นอกเสียจากยุคสฤษดิ์-ถนอม

 

 

 

 

 

 

 

บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
23 กุมภาพันธ์ 2534 มีรัฐประหารล้มรัฐบาลที่ขึ้นชื่อว่ามีการคอร์รัปชั่นที่เรียกว่า บุฟเฟ่ต์คาบิเน็ท ฝูงชนดีใจ เอาดอกไม้ ซุปไก่สกัด ช่อดอกไม้ไปให้ทหาร เฉลิมฉลอง ดีใจยกใหญ่ ในปีถัดมา เราออกไปบนท้องถนนเพราะเดิมทหาร รสช.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เหมือนคนบ้า คลั่งพล่าน ไปทั้งคาม
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
สมการทางคณิตศาสตร์ง่ายๆ น่าจะให้สติคนที่ออกไปเสี่ยงชีวิตและก่อความเดือดร้อนให่้คนที่เขาต้องการสันติสุขกลับคืนมา
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
            ในการเขียนรัฐธรรมนูญในชั้นหลังๆ มีการบันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจน เพื่อป้องกัน "ศรีธนญชัย" และ "เนติบริกร" ผู้ "ใช้" รัฐธรรมนูญสนองความต้องการตามอำเภอใจของพวกตนฝ่ายตน
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
         ผมเขียนบทบรรณาธิการ วิภาษา ฉบับที่ 34 (1 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2554) เพื่อเป็นเกียรติแก่ครูผู้ไม่รู้จั
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
มรณกรรมของคุณ ไม้หนึ่ง ก. กุนที ทำให้ผมอดนึกถึงมรณกรรมของเสธ. แดง ไม่ได้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
มรณกรรมของกวีนาม ไม้หนึ่ง ก.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อครั้งยังเด็ก ความบันเทิงหนึ่งของเด็กต่างจังหวัดที่อยู่ในตลาดจะได้ชมก็คือการมาเยือนของนักเล่นกล ที่ผมเรียกอย่างนี้นอกจากจะเพราะชินกับภาษาตลาดแล้ว คำว่านักมายากลดูจะรุ่มร่ามไปไม่น้อย สำหรับผมนักเล่นกลดูจะตรงไปตรงมามากกว่า 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ดำนอก ขาวใน ไม่ว่าดำใน ขาวนอก อวดอ่าดำใน ดำนอก ดำดีคนดี ดีออก ออกดี ถุยส์ 
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เหตุการณ์เสียชีวิตบาดเจ็บข้อเรียกร้อง/ปมขัดแย้ง14 ตุลาคม
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ