Skip to main content

สมสีเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของพ่อเผย ชาวบ้านต่างกล่าวขานกันว่า เป็นผู้หญิงที่สวยเพียบพร้อมด้วยสมบัติบารมี ตรงตามตำราโบราณ รูปร่างสมส่วน ผิวขาวเหมือนไข่ปอก เข้ากับภาษิตที่ว่า ‘ตีนมือสวยลงน้ำหมานปลา ตีนมือหว้าลงนาหมานข้าว ไผได้เอาฮ่วมซ้อนคำไร้แม่นบ่มี’ เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันดีของชาวบ้านห้วยจิก


วันนี้จ่อยกลับจากไปสู่ขวัญบ้านใต้ มองเห็นพ่อเผยกำลังนั่งเหลาตอกอยู่เพียงลำพัง จึงร้องทักอย่างคนคุ้นเคย

พ่อเผยเอ้ย! ข้อยขอเป็นลูกเขยได้บ่” จ่อยทั้งร้องทักทั้งส่งเสียงหัวเราะแหะๆ

บักจ่อย! มึงกล้าแต่ฮ้องใส่กูนี้แล้ว ถ้ามึงกล้าเว้ากับอี่สี แล้วมันตกลงแต่งงานกับมึง กูจะบ่ขัดทั้งสิยกให้มึงโลด”

พูดจบ พ่อเผยดึงบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อยัดใส่ปากแล้วจุดไฟดูดควันเข้าปอดเต็มแรงแล้วพูดขึ้นอีกว่า

มึงมาแต่ทางใดจึงมาฮ้องใส่กู?” พ่อเผยพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

ข้อยมาแต่บ้านใต้ ไปมัดแขนหลานน้อยเฮือนป้าจัน”


จ่อยผ่อนแรงเดินให้เฉื่อยลงแล้วเดินเข้าไปหาพ่อเผยช้าๆ เพื่อแสดงความรักนับถือที่มีต่อกัน ไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินแม้แต่น้อย ถึงแม้นว่าไม่ได้คิดเกินเลยไปจากความรักนับถือกัน บางครั้งจ่อยก็คิดว่า หากได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับพ่อเฒ่าคงมีความสุข

นอกจากจ่อยแล้ว ยังมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่บ้านใกล้บ้านไกล ต่างก็พากันสุมหัวซุบซิบยื่นหน้าลอยตาอย่างออกรสชาติ เพราะปรารถนาตำแหน่งลูกเขย ดูไปแล้วก็คงเป็นวาสนาของพ่อเผยแท้ๆ เพราะหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่มาตามตื้อสมสีไม่มีใครขี้เหร่แม้แต่คนเดียวรวมทั้งจ่อย ถึงแม้ว่าจะมีรูปร่างไม่ต่างกับชื่อก็ตาม


วันนี้จ่อยมีโอกาสดีที่ได้มานั่งใกล้พ่อเผย เขาอยากพูดอะไรบางอย่างที่หัวใจตัวเองต้องการ แต่มันเหนือความสามารถของเขา จึงได้แต่เฉไฉพูดเรื่องราวทั่วไปเสียมากกว่า


บางครั้งที่เขามีโอกาสอยู่กับสมสี กรรมซ้ำมาค้างต่อมทำงานของขากรรไกรไม่ทำงาน ปากไม่ยอมขยับ ทั้งที่ใจอยากพูดออกมาให้สมใจนึก จ่อยเหนื่อยใจ จนบางครั้งอยากเอาเหล็กชะแลงมางัดปากให้พูดออกมา... แต่ไม่มีแม้เพียงถ้อยคำเดียวที่หลุดออกมา บางครั้งกลับหนาวๆ ร้อนๆ เสียด้วยซ้ำ เพียงครั้งเดียวที่จ่อยได้โอกาสอยู่ใกล้ชิดสมสี เมื่อเดือนที่แล้ว ในงานแต่งงานของเสี่ยวเหยเกยฮักบ้านใต้ เขาพูดไม่ออก ได้เพียงแต่ยกมือทั้งสองข้างถูกันไปมาจนมือร้อน นานกว่าจะมีคำพูดบางคำหลุดออกมา


สมสี! อ้ายอยากหยับสวนม่อน มาซอนสวนมี่ อ้ายอยากหยับสวนหมากหมี่มาซอนป่ามาเยาได้บ่น่อ”

แล้วเสียงหัวเราะอยู่ทางด้านหลังก็ดังขึ้นทำให้เขาหน้าแดงด้วยความอาย ตั้งแต่วันนั้นมา เวลาจ่อยพบกับพ่อเผยก็รู้สึกเคอะเขินบางครั้งบางคราว ยิ่งเวลานี้ท่าทีของจ่อยก็บอกให้รู้ว่า มีความเอียงอาย และเกรงพ่อเผย จ่อยพยายามขยับก้นเข้าไปใกล้ๆ แล้วจึงเอ่ยปากพูดปนเสียงหัวเราะ


ข้อยได้ยินว่า สิมีคนจะมาขอสมสีแม่นหวะ?”

มึงเอาเรื่องนี้มาแต่ไส?”

พ่อเผยพูดเหมือนโกรธกริ้ว แต่ก็ยังอมยิ้ม เพราะคิดว่าจ่อยก็เหมือนลูกหลานว่านเครือคนใกล้เคียง จ่อยสรวลเสเฮฮาต่อแล้วพูดขึ้นมาว่า

เรื่องนี้ เขาฮู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แม้แต่แม่อยู่เฮือนเพิ่นก็ยังรู้”

มันบ่ทันแม่นความจริงดอก จ่อยเอ๋ย! อันหนึ่ง อี่สีมันก็บ่มีความฮู้ความหลักหยัง”

แท้ของแนวยากได้แต่คนอยู่ต่างประเทศ!” จ่อยเห็นได้ทีรีบตีลูกซี้ปะเหลาะทีเล่นทีจริง


ไม่นานนักข่าวคราวเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปถึงหูหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้งใกล้-ไกล สร้างความตกอกตกใจให้
กับหนุ่มๆ ที่หมายปองสมสี สำหรับจ่อยแล้ว แม้จะพูดออกมาได้ แต่ลึกๆ แล้วก็รู้สึกหวาดหวั่น...


พ่อเผยดึงมวนบุหรี่ออกจากปากแล้วเหลือบมองหน้าจ่อยพูดจริงจังขึ้นในทันที

ถ้ามันเป็นไปได้ มันก็ดี!” แล้วพ่อเผยก็มองหน้าจ่อย เหมือนกำลังเดาใจ จ่อยได้แต่ยิ้มแห้งๆ แต่ถึงอย่างไร จ่อยก็อดน้อยใจไม่ได้ เพราะเรื่องทั้งหมดเขาได้ยินมากับหูตัวเอง...


บนเรือนพ่อเผย มีผู้เฒ่าผู้แก่หลายคน เสียงพูดคุยกันเป็นไปอย่างสนุกสนาน มองอยู่ไกลๆ เห็นผู้คนวิ่งเข้าวิ่งออก จ่อยจึงหยุดเดินแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ เพ่งสายตามองผ่านหน้าต่างเข้าไปข้างในเห็นผู้เฒ่าผู้แก่นั่งเรียงกันเป็นแถว หนึ่งนั้นก็มีลุงทิดหลอด ถัดมาเป็นคนหนุ่มศีรษะล้านอายุประมาณ 30 กว่าปี เมื่อมองจนแน่ใจก็พอเดาออกได้ว่าเป็นคนฐานะดี เขาเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า


จะอย่างไรก็ตาม ลูกก็จะไม่ทิ้งไม่ขว้างดอก! ขอให้พ่อแม่ และสมสีไว้วางใจ!” เขาพูดแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวา จากนั้นจึงพูดต่อ “แต่หมั้นหมายกันแล้ว ลูกก็ต้องไปอเมริกา เพื่อเฮ็ดเอกสารหนังสือเดินทางต่างๆ ถ้าแล้วจะมาแต่งเอาไปนำ”


คำพูดนั้นมันเหมือนกับว่า มีเข็มเป็นหมื่นเล่มเสียบแทงหัวใจหนุ่มบ้านนาอย่างจ่อยให้เจ็บปวด หัวใจเต้นผิดจังหวะ แกว่งไปแกว่งมา... แต่เขาต้องทนกล้ำกลืนฝืนฟังให้จบเรื่องสิ้นราวเพื่อความแน่ใจ


เดี๋ยวนี้ถือว่าตกลงมอบสินสอดของหมั้นตามประเพณีที่ตกลงกันไว้ 10,000 ดอลลาร์” ลุงทิดดอกสรุปพร้อมทั้งวางเงินลงต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เสียงสักขีพยานยกยอชื่นชมดังขึ้น


มื้อนี้ถือว่าเป็นดองน้อย หลานคอนมีกับหลานสมสีเป็นผัวเมียกันแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อหลานคอนมีกลับมาแต่อเมริกาในเดือน 12 จั่งแต่งดองใหญ่อีกบาดหนึ่ง”


หลายคนสนุกสนานกับความสมหวังของคนทั้งสองคนในบ้าน แต่คงไม่มีใครนึกออกหรอกว่า การตกลงมอบสินสอด และงานแต่งงานเล็กๆ นี้ มันเหมือนกับเอามีดมาแหวกดวงใจของใครคนหนึ่งที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ในขณะนี้


งานหมั้นหมายเพื่อเป็นสักขีพยานให้แก่หนุ่มสาวครั้งนี้สำเร็จลง แม้จะมีบางอย่างค้างคาในใจ แต่พ่อเผยก็โล่งใจ หลังจากงานเสร็จสิ้นลงได้ 3 วันคอนมีก็กลับอเมริกา แล้วคนที่คอยวันคอยคืนก็คงเป็นสมสี


การรอคอยเหมือนกับว่า เข็มนาฬิกาขี้เกียจไม่เต็มใจเดิน เวลาช่างไม่เป็นใจมันไม่หมุนให้เร็วขึ้นอย่างที่ใจสมสีอย่างให้เป็น บางครั้งก็ทำให้สมสีหวาดหวั่นในการที่จะนั่งเครื่องบินไปอเมริกา เพราะคิดถึงแผ่นดินที่ฝังสายรกของตนเองเอาไว้


แล้ววันเวลาที่นัดหมายก็มาถึง และมันก็ผ่านไป แต่ข่าวการกลับมาของคอนมีก็ยังเงียบหาย กาลเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ


สมสีนั่งล้างจานปล่อยความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ สันดานน้ำตาของคนผิดหวังก็ไหลผ่านพวงแก้มออกมาเมื่อได้ยินเสียงแห่เจ้าบ่าวเข้าสู่พิธีแต่งงาน เธอพึมพำกับตัวเอง ‘โอย! ออดเสี่ยวฮักโตสั่งมาเป็นคนโชคดีแท้ๆ !...’


งานแต่งงานของออดเป็นงานใหญ่สำหรับคนบ้านห้วยจิก กล่าวขานกันว่า สาวออดผิวเกรียมแดดได้แต่งงานกับฝรั่งผิวขาวราวหยวกกล้วย แถมพูดภาษาลาวได้ดียังกับเป็นคนลาว งานแต่งก็ทำพิธีแบบลาว งานแต่งงานของออดจึงเป็นที่ถูกอกถูกใจคนบ้านห้วยจิก


เสียงเรียกดังมาจากทางด้านหลังทำให้สมสีรีบเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบสองเนียนแก้ม

ตาย สีเอ๋ย! แม่นหยังมาล้างถ้วยอยู่คนเดียว ไปหากินข้าวก่อนไปเสี่ยว” เจ้าสาวงานแต่งร้องทัก

ตาย เจ้าสาวคือมางามแท้!”

แล้วโตเด้! มื้อใด๋สิแต่งสาให้มันแล้ว” เจ้าสาวถาม

ม้าออกเขาพู้นละ!” สมสีตอบด้วยอาการน้อยใจ


สมสีไม่ได้พูดอะไรเยอะ นอกจากสังเกตออด และโทนี่ หนุ่มอเมริกาหน้าตาใส รูปร่างหน้าตาของทั้งสองคนไม่มีวี่แววว่าจะเข้ากันได้ แต่หัวใจที่ไม่สามารถมองเห็นได้นั้น เขาทั้งสองคงเข้ากันได้ดีจึงทำให้งานแต่งงานครั้งนี้จึงเกิดขึ้น และอีกไม่นานเท่าไหร่ทั้งสองก็จะบินไปอเมริกา สมสีได้ขอร้องให้ออด และโทนี่สืบหาคอนมีตามที่อยู่ที่เขาให้ไว้


งานแต่งงานของออด และโทนี่หนุ่มอเมริกาหน้าใสผ่านพ้นไปยิ่งทำให้สมสีคิดหนัก และรอคอยการกลับมาของคอนมีเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เวลาล่วงเลยไปนานเทาไหร่ยิ่งทำให้หัวใจของสมสีเจ็บปวด และเป็นแผลบาดลึกกว้างขึ้นทุกที การรอคอยด้วยความเศร้าของสมสีได้ทำให้ความงามที่เคยมีติดปีกโบยบินหนีไป


แล้วเรื่องราวต่างๆ ก็กระจ่างแจ้งขึ้นเมื่อลูกชายของลุงทิดมีเดินทางมาเยี่ยมพ่อแม่และบอกให้รู้ว่า คอนมีมีเมียและลูกสามคนแล้ว ข่าวนี้ทำให้สมสีร่ำไห้จนเกือบสิ้นใจ ความอ้างว้างและสิ้นหวังเดินทางมาแทนที่ทุกอย่าง ความหวังที่เคยหวังไว้บัดนี้มันหายไปจนหมด คงมีแต่คราบน้ำตาที่หลั่งจนล้นเบ้าตาเท่านั้นที่คอยเป็นเพื่อน


จ่อยหนุ่มนาผู้ไร้ความหวังเฝ้ามองเหตุการณ์มาตลอด เขาเห็นสมสีเจ็บปวดหนักหนาสาหัสเกินกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างสมสีจะรับได้ ทั้งหมดนั้นมันก็สร้างความเจ็บปวดให้กับจ่อยเช่นกัน ความเจ็บปวดที่จ่อยมีอาจไม่เท่ากับสิ่งที่สมสีได้รับในขณะนี้ จ่อยเดินเข้าไปหาสมสีในขณะที่สมสีกำลังนั่งร้องไห้อยู่ที่บันได แล้วก็พูดปลอบใจ


สมสี! ข้อยฮู้ และเข้าใจเหตุการณ์นี้ดี ข้อยขอแสดงความเสียใจ”

เจ้าสิมาซ้ำเติมข้อยหรือว่ามาแนวใด” สมสีรีบเช็ดน้ำตาแล้วเพ่งสายตาไปหาจ่อย

บ่แม่นดอกสมสี! ข้อยฮู้ดีว่า เจ้าเจ็บปวดที่สูด...แต่เจ้าฮู้บ่ว่า ผู้ที่เจ็บปวดบ่แม่นแต่เจ้า ข้อยกะคือกันนั้นแหละ” จ่อยทั้งพูดทั้งกระพริบตาคล้ายจะร้องไห้


เจ้าอย่าเว้าแนวนั้น ข้อยบ่แม่นคนวิเศษหยัง และเจ้าก็บ่ได้ฮักข้อย”

ข้อยฮักเจ้ามาแต่โดนแล้ว! เจ้ายังมีค่าสำหรับข้อย บ่แม่นเจ้าบ่ดี ข้อยเข้าใจ”

มื้อนี้เจ้าเว้าแปลกหนอ ปานนี้เจ้าจั่งมาเว้าแนวนี้ เจ้าจะให้ข้อยเชื่อว่าเจ้าฮักข้อยในมื้อหนึ่งวันเดียว มันเป็นไปบ่ได้ หัวใจข้อยบ่สมควรเลยที่เจ้าจะฮัก”

สี! อย่าโทษตัวเองเลย! เจ้ายังมีสิทธิเลือกหนทางเดินบ่แม่นหวะ”


จ่อยทั้งพูดทั้งขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับสมสี แล้วเล่าความในใจทุกอย่างให้สมสีฟัง โอกาสดีๆ แบบนี้สำหรับจ่อยไม่ได้มีมากนัก ถ้าหากเขาปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปอย่างไร้ค่าก็หมายความว่า จ่อยไม่ได้มีความพยายามที่จะทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ เพื่อให้สมสีได้เข้าใจ และมีความเชื่อมั่น...


แล้วในที่สุด ฟ้าก็บันดาลให้จ่อยสมประสงค์ด้วยการทำให้หัวใจของคนทั้งสองเชื่อมต่อกัน รอยด่างราคีได้ถูกชำระล้างจนหมด สมสีจึงกลับมามีชีวิตชีวาเช่นเดิม ในที่สุดหัวใจสองดวงก็ถักทอวิมานที่แปรเปลี่ยนจากความฝันมาเป็นความจริง ก่อนจ่อยจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ งานแต่งงานที่ฆ่าควาย 2-3 ตัว เป็นงานแต่งงานที่ใหญ่สมควรสำหรับคนบ้านห้วยจิกจึงเริ่มขึ้น ท่ามกลางความยินดีของญาติพี่น้องทั้งใกล้-ไกล เพื่อเป็นสักขีพยานให้แก่สองหัวใจได้ครองรักปักแน่นเป็นทองแผ่นเดียวกัน ห้องหอที่อบอุ่นใต้แสงเดือนที่ฉายแสงรอดเข้ามาพอเป็นเงาประสมกับสามลมเย็นที่พัดโชยมาแผ่วเบาแต่ทางทิศตะวันออกทำให้ทั้งสองเกาะแขนกันเดินเข้าเรือนหอด้วยหัวใจที่ตื้นตัน และมีความสุข


บล็อกของ แสงพูไช อินทะวีคำ

แสงพูไช อินทะวีคำ
เศษขี้ตะกอนจากแสงพระอาทิตย์เป็นสีสนิมเหล็ก เรี่มหยอดเป็นจุดเล็กจุดใหญ่ตามหุบเขาด้านทิศตะวันตก มองดูไกลๆโน้นเหมือนกับนางระบำในเทพนิยายของชาวตะวันตก เสียงสะอื้น และเสียงก่นด่าราวกับโกรธเกลียดตัวเองมานับพันปีของผู้หญิงคนหนึ่งดังลอดออกมาจากพุ่มไม้ท้ายวัดด้านทิศตะวันออกให้ได้ยิน “เอื้อยขอโทษ เอื้อยบ่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแนวนั้น! บ่แม่นเอื้อยบ่อยากให้น้องเป็นแนวนั้น! เอื้อยบ่ได้ต้องการให้น้องมาตายจากเอื้อยไป น้องฮู้บ่?” ฟังจากเสียงร้องไห้แบบนี้ก็คงพอเดาได้ว่าผู้ตายต้องเป็นญาติใกล้ชิดกับเจ้าของเสียงร้องไห้นั้น เธอร้องไห้โหยหวนเหมือนกับว่าเธอได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดพลาดอย่างร้ายแรงไว้กับผู้ตาย…
แสงพูไช อินทะวีคำ
  มองฟากฟ้า นพาแจ่ม กระจ่าง ทางเบื้องบนเหมือนดั่งคน พ้นเคราะช้ำ ในกรรมเก่าพ้นจากทุกข์ พ้นจากเวร พ้นจากความเหงาทำให้เรา และท่าน เบีกบานใจ วันนี้แจ่ม วันหน้าหมอง ครองคู่กันผ่านคืนวัน ที่เศร้าหมอง แล้วสุขใจสลับเปรียน หมูนเวียน เช่นนี้ไปพอทนได้ เพราะคู่กัน ดังฉันและเธอ แต่ฟ้าแจ่ม เพียงหน้อยนิด ซิคิดมากทนลำบาก เพราะฟ้าครื้ม กระหื่มฝนขู่คำราม แผดเสียง อยู่เบื้องบนทำเอาคน ใต้ล้า หน้าเศร้าหมอง หลายคนแล ดูฟ้า นพาสลับนอนนั่งนับ เดือนปี ให้เปรียนผลเปรียนจากฟ้า คะนองกระหื่ม อยู่เบื้องบนให้เป็นผล งอกงาม ตามกฎเกณท์ วันใดหนอ ฟากฟ้า จะสดใสพอให้มวล พืชไม้ ได้เกีดผลเกีดไปตาม…
แสงพูไช อินทะวีคำ
ตะวันรอน ย่อนแสงริมฝั่งของ (โขง)สายตาเธอเหม่อมองอยู่รำไรมองฟากฟ้าที่ไกลแสนไกลเธอร้องไห้โทมนัสโศกระทมมีใครรู้ บ้างหรือเปล่า กันมั้ยหนอ?ใครผู้ก่อ สร้างกรรม ทำเธอหมองเสียงร้องไห้ เธอนั้น น่าขนพองดุดดังเธอ ร่ำร้อง โศกาดูรสายตาเธอ เอ๋ยกล่าว เมื่อเราพบว่าก่อนนี้ เธอคบ กับคนพาลเขาสัญญา กับเธอ ไม่ระรานไม่มีวัน ทำให้เธอ กล้ำกลืนทนความเป็นจริง กับสัญญา ที่มีนั้นไม่สัมพันธ์ มันต่างมุม ต่างภาษาต่างความคิด ต่างกระทำ ต่างเวลาเพราะสัญญา ภาษาคน บนใจมารเธอมายืน ร่ำร้อง บนริมฝั่งเผื่อความหวัง ให้นาคา ได้รับรู้บ่นเจ้ากรรม นายเวร ให้ช่วยกู้ให้รับรู้ สิทธิเธอ ถูกรุกรานใครจะให้ ความเป็นธรรม เธอบ้างหนอพอช่วยก่อ…
แสงพูไช อินทะวีคำ
ให้สัญญาว่าจะทำทุกอย่างที่ดีให้สัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีให้สัญญาว่าจะไม่บิดเบี้ยวความจริงแต่แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่ใจเขาอยากทำแล้วจะทำอย่างไร?บอกกับประชาชนว่าเพื่อประชาชีบอกกับประชาชนว่าเพื่อความอยู่ดีกินดีบอกประชาชนว่าเพื่อชาติย่อมต้องพลีชีพแล้วในที่สุดก็กดขี่ประชาชีและประชาชนดั่งสำนวนกวีลาว             กล่าวอ้างแปลกใจคือเพี่นเว้า         เฒ่าแก่โบรานจาเป็นสัตว์สาคือควาย        บ่ก้มหัวกินหญ้าเป็นปลาบ่อลอยลื่น        …
แสงพูไช อินทะวีคำ
รักเผ่าพันธุ์ รักเพื่อนผอง ต้องรักป่ารักอาป้า พนาไพรเหมือนหัวใจตนรักพี่น้องทุกแห่งหน บนด่านด้าวประคองเอาพนาไพร ไม่ทำลายรักแม่น้ำ แมกไม้และเขาเขียวยามท่องเที่ยว บนภูเขาอย่าละเลยที้งของเสียให้รกร้างดั่งที่เคยความสวยงามก่อนนี้เอ๋ย ให้เสื่อมโทรมให้รักป่าเท่าชีวิต คิดให้ใกลบ่อนเรไรร่ำร้อง พงพนาถิ่นภูเขาเลากา และสัตว์ป่าบนผืนแผนสนธยา น่าอยู่กินหน้าที่เราทุกเผ่าพันธุ์ขันอาสาป้องผืนป่าให้พ้นภัยอันตรายทุกผืนที่ในแดนลาวมิวอดวายคนและป่าอยู่ร่วมกันไป นานเท่านานหากคนเรารักป่าอย่างจริงจังแม้กระทั้งพลีชีพชีวาวายเพื่อผืนดินและผืนป่าคู่คนไปแม้ตัวตาย ขอผืนป่าและสายน้ำค้ำจุนโลกดงดานบ่อนเรไรร่ำร้อง…
แสงพูไช อินทะวีคำ
เรื่องสั้นเรื่องนี้ ผมเขียนขื้นเมื่อปี คศ. ๑๙๙๕ ในขณะที่ผมเดินทางไปรอบๆ เมืองปากเช แขวงจำปาสัก เป็นระยะแห่งการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ลงพิมพ์ที่วารสารวัณนศิล เมื่อปี คศ. ๑๙๙๕ และลงพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เวียงจันท์ใหม่เมื่อปี คศ. ๒๐๐๐ แปลโดย ทองคร้าม ทองขาว เรื่องสั้นเรื่องนี้จะรวมเล่มเรื่องสั้นที่มีภาษาไทย ลาว และภาษาอังกฤษด้วย โดย Mekong Post
แสงพูไช อินทะวีคำ
แรกๆ ผมว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่อง ICT camp ต่อ แต่เมื่อตอนค่ำของวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง เป็นตอนจบของเรื่อง “เพลงดินกลิ่นดาว” ละครโทรทัศน์ช่อง ๗ ทำให้ผมเปลี่ยนใจ หันมาเขียนเรื่องนี้จนได้ กรณีที่ผมนำเรื่องนี้ขื้นมาพูดไม่ใช่เป็นทัศนะของวิชาการ แต่เป็นทัศนะส่วนตัวมากกว่า
แสงพูไช อินทะวีคำ
ขณะที่เดินทางไปพัทยา ผมมองดูกระเป๋าเดินทางของตัวเองด้วยความกังวลใจอยู่ลึกๆ “ขออย่าได้เป็นอะไรเลย ประเดี๋ยวจะขายขี้หน้าหมด” “อ้ายกลัวกระเป๋าเดินทางแตกใช่มั้ย?” น้องคนหนึ่งถาม“ก็....กลัวนะ....”“แต่ดูแล้วน่าจะไม่เป็นไรนี่”“ใช่.....”
แสงพูไช อินทะวีคำ
ถือว่าผมเป็นคนหนึ่งที่มีเพื่อนพ้องน้องพี่มากพอสมควร แต่ละคนชอบส่งข่าวให้กันและกันบ่อยๆ เวลาที่มีเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจ เรื่องไอชีที ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เพื่อนส่งข่าวให้รู้ว่า “....คนจากลุ่มน้ำโขงจะมารวมตัวกันที่ ICT Camp มากมาย...เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้พบกับผู้คนมากหน้าหลายตาจากประเทศพม่า กัมพูชา เวียดนาม ไทย ลาว .....” ทุกคนดูตื่นเต้นเอามากๆ เมื่อมีคำบอกเช่นนั้นจากเพื่อนๆ ผมจึงตกลงใจว่า “ไป” อีกประการหนึ่งก็คือ มีน้องๆ จากองค์กรเดียวกันไปร่วมด้วยเช่นกัน เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน ะในโปรแกรมบอกว่ามีทั้งเรื่อง ไอที ข้อมูลข่าวสาร และเรื่อง Advocacy งานนี้จัดขื้นที่ Learning Resort…
แสงพูไช อินทะวีคำ
ข่าวการสั่งห้ามชาวบ้านที่หลวงพระบางทำกิจการให้ชาวต่างประเทศหรือนักท่องเที่ยวเช่าจักรยานและจักรยานยนต์ ได้ส่งผลลบมาสู่การท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง หนังสือพิมพ์บางฉบับในไทยได้ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากกลัวว่าอาจทำให้ความน่าสนใจ น่าเชื่อถือที่จะมาเยือนหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกลดลงไป การสั่งห้ามไม่ให้ชาวบ้านทำเช่นนั้น เป็นเพราะอะไร หลายคนเข้าใจว่า จากการหยุดไม่ให้ชาวบ้านทำ แต่มอบให้บริษัทเป็นคนทำ อาจทำให้ชาวบ้านสูญเสียรายได้ แล้วกลายเป็นการส่งเสริมนายทุนเพียงฝ่ายเดียว ชื่งไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน ผู้นำเที่ยวท่านหนึ่งบอกผมว่า “การห้ามชาวบ้านทำ เพราะไม่มีประกันความปลอดภัย…
แสงพูไช อินทะวีคำ
วันที่ผมรู้สึกอบอุ่นมาก ก็คงหนีไม่พ้นงานพบปะของคอลัมนิสต์ประชาไท.....ที่เชียงใหม่เพราะผมไม่ได้นึกว่าจะมีโอกาสมาเจอเพื่อนสหาย นักเขียนไทยมากหลายเอาขนาดนี้ ส่วนมากก็คงเป็นคนเชียงใหม่....รอยยี้ม...เสียงหัวเราะ....ไม่ได้ต่างกันแม๋นิดเดียว....อาจจะต่างภาษา...แต่เรื่องนี้ก็ไม่แปลก เพราะเผ่าพันธุ์ต่างๆ ล้วนมีภาษาที่เป็นตัวของตัวเอง....สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจที่มีต่อกัน และเป็นสิ่งนี้เองที่บ่งบอกถึง “มิตรภาพ”  ซึ่งสื่อออกมาได้จากภาพที่ผมเก็บไว้
แสงพูไช อินทะวีคำ
   โอน้อ เจ้าผู้พ้วดอกอ้ม ผมพี่ดำนิน เฮียมเอยผมดำงามพอดูช่างตื่มสีแดงเข้มดำแดงคนเขาเอี้นสองสีแตกต่างสังมาอยู่ฮ่วมเค้าเกสาเจ้าผู้เดียวน้องบ่ออยากเว้าเลี้ยวเว้าล่ายความจริงมีบ่อนอีงจริงมาจา ว่ากันตามเรื่องย่อนมันเคืองคาข้อง หม้องใจน้องอุ่นความคิดเป็นว่าวุ้น นำอ้ายบ่าวพี่ชายน้องนี้หมายอยู่ซ้อนเฮียงฮ่วมชายเดียว อ้ายเอยคนอื่นนางบ่อเหลียวม่ายตานางซ้ำกรรมหยังนางบ่อฮู้ มาเห็นชายจริงหวังฮ่วมหวังอยากมาฮ่วมซ้อน นำอ้ายแต่ผู้เดียวแต่ว่าอ้ายพัดเบี้ยว แปล เปรียนสัญญาว่าสิแปลงผมยอย ย่อนลงทางหน้าชายสิเอามันถี้ม ให้เป็นสีดำธรรมชาติบาดมาเห็นเทื่อนี้…