sumart's picture

<p>เขาเป็นคนจากดินแดนอีสาน แต่เดินทาง ทำงานและใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำ ชีวิต ผู้คนชายขอบชายแดนภาคเหนือมานานหลายปี และเขาเป็นคนหนุ่มอีกคนหนึ่งที่น่าจับตามองในงานเขียนสารคดี เรื่องสั้น บทกวีที่ปรากฏอยู่ตามจังหวะก้าวแต่ละก้าวของเขา </p> <p>แน่นอน งานทุกชิ้นล้วนเกิดจากการเดินทาง เคี่ยวกรำ คลุกลงไปในวิถีความจริง ฉายภาพออกมาให้เห็นทั้งความแปลกแยกแปลกใหม่ หรือทุกข์สุขในบางห้วงของชีวิต...</p>

บล็อกของ sumart

ในยามเช้าที่พ่อเฒ่าพาลงบุ่ง

19 May, 2008 - 01:20 -- sumart

“มื้ออื่นไปแต่เช้าเด้อ เดี๋ยวพ่อสิไปเอิ้นดอก”
ถ้อยคำสุดท้ายของชายวัย ๖๐ กว่าที่นั่งอยู่ในบ้านดังแว่วออกมา ขณะเรากำลังเดินจากกระท่อมของพ่อเฒ่ามา หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปไม่นาน หมู่บ้านจมอยู่ในความมืด ถ้าเป็นเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนในตอนเย็นเช่นนี้หมู่บ้านจะเงียบกว่าที่เป็นอยู่ เพราะคนในหมู่บ้านยังไม่ได้เดินทางกลับมาจากไร่

20080519 1

ทิ้งหินไว้เอาน้ำใช้ยามกันดาร

หลังมุ่งแก้ปัญหาการขาดน้ำใช้ในฤดูแล้งมาตลอดระยะเวลา ๒ ปี ชาวบ้านหลวงบางส่วนจึงมุ่งหน้าเดินทางขึ้นสู่ภูเขา เพื่อไปสู่ขุนห้วย ผู้ชายบางคนถือมีด บางคนถือจอบ ผู้หญิงหาบเครื่องครัวทั้งพริก ถ้วย ชาม เดินตามทางเดินเล็กๆ มุ่งหน้าสู่จุดหมายเดียวกัน เสียงดังมาจากเบื้องหน้าให้เร่งฝีเท้าในการเดินทางขึ้นอีก เพราะเป้าหมายใกล้ถึงแล้ว

ชาวบ้านเหล่านี้เดินทางเพื่อไปสู่เป้าหมายใดกัน

เมื่อขบวนเดินทางพ้นจากที่ราบอันเป็นไร่ข้าวโพดไปแล้วก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ขุนห้วยอันเป็นต้นกำเนิดของห้วยหลวง ที่ขุนห้วยมีชาวบ้านบางส่วนเดินล่วงหน้าไปรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อขบวนใหญ่เดินมาสมทบในภายหลัง พิธีการบูชาเทพแถนผีป่าผีน้ำก็เริ่มขึ้น

ในพิธีมีพระสงฆ์จากวัดประจำหมู่บ้านได้เดินทางมาร่วมกับชาวบ้านด้วย เพื่อความเป็นศิริมงคลให้กับชาวบ้าน ถัดจากตรงที่ชาวบ้านกลุ่มใหญ่นั่งอยู่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ ตรงใต้ร่มไม้นั้นชายชราคนหนึ่งกำลังจุดเทียนบูชาเทพแถนอารักษ์เทวดา แสงเทียมวอมแวมไหวตามแรงลมร้อน

หลังพิธีกรรมทุกอย่างเสร็จสิ้น เสียงหินหล่นลงกระทบกับน้ำดังก้องขึ้น น้ำที่มีอยู่ไม่มากในลำห้วยแตกกระจาย ต้นไม้ริมฝั่งถูกตัดถางลง เพื่อใช้เป็นคันแกนกลางรองรับหินจำนวนมากที่จะถูกทิ้งลงไปในน้ำ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าการทิ้งหินลงแม่น้ำเพื่อสร้างฝายแบบชาวบ้านที่ไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังใช้ได้จริงมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และใครเริ่มทำเป็นคนแรก ถึงแม้ไม่รู้ แต่ชาวบ้านก็เรียกการทำฝายแบบนี้ว่า ‘การทำฝายหินทิ้ง-ฝายแม้ว’ ส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกเช่นนี้คงเพราะสิ่งที่ชาวบ้านทำ และสิ่งที่ชาวบ้านเห็นนั่นเอง

20080508 (1)

ลำเซียงทา

ลำเซียงทา

ล่องไหลมาเนิ่นนาน.....
ทานทน ฝน-ร้อน-หนาว
ปล่อยไอหมอกขาวลอยล่องสู่ท้องฟ้า
เมฆมหึมาก่อฝน....เหนือโป่งขุนเพชร
ในหุบห้วยล้วนร่องธารที่ผ่านมา
เวลานาฑีไม่มีใครรู้
เพียงกระพริบไหวของสายตาแห่งหมู่เมฆ
ลมโยกเยกฝนใหญ่โปรยปราย
ลำเซียงทามาจากหุบห้วยใหญ่
ไหลล่องผ่านปี-เดือน
ไผ่ไหวเหนือสายน้ำลำเซียงทายามลมผ่านผิว
ปลิดปลิวเคว้งคว้างพลิ้วไหวอ่อนโยน
ลำเซียงทาโอบอุ้ม-อุ่นเอื้อ

โป่งขุนเพชร,เทพสถิตย์, ชัยภูมิ ,๒๕๔๗

พวกเขาล้วนเดินทางมาเพื่อตามหาอิสรภาพแห่งสายน้ำ

23 April, 2008 - 11:06 -- sumart

แม่น้ำเกิดมาจากสายฝน-สายฝนเกิดจากแม่น้ำ นานมาแล้วต้นกำเนิดของแม่น้ำ และสายฝนมาจากที่เดียวกัน ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยง เช่นเดียวกับแม่น้ำสายใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในแถบอีสานใต้ แม่น้ำสายนี้ชื่อว่า ‘แม่น้ำมูน’ มีต้นกำเนิดจากสายน้ำเล็กๆ บริเวณเขาแผงม้า จังหวัดนครราชสีมา หลังจากนั้นก็ไหลเรื่อยผ่านสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ก่อนไหลลงบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บริเวณแม่น้ำสองสีในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี


ลำน้ำสายยาวได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่หลายปีตลอดการไหลของแม่น้ำมีเรื่องราวหลายเรื่องเกิดขึ้น แต่เรื่องราวที่ทำให้แม่น้ำสายนี้เป็นที่สนใจของผู้คนทั่วไปคงหนีไม่พ้นเรื่องของการสร้างเขื่อน

เดินทางไกล ๑,๐๕๐ กิโลเมตรเพื่อไปหาความจริงของแม่น้ำ

7 April, 2008 - 01:03 -- sumart

ฉันเคยสงสัยอยู่ว่า คนเราเมื่อเดินทางไกลข้ามคืนข้ามวัน เราล้วนได้รับความเหนื่อยล้า แต่เมื่อไปถึงปลายทาง เราจะสลัดทิ้งความเหนื่อยล้าได้ยังไง คำถามเช่นนี้ไม่เคยเป็นคำตอบเลยสำหรับฉัน เพราะบ่อยครั้งที่เริ่มต้นเดินทางไกล–อันหมายถึงระยะทาง ทุกครั้งเมื่อถึงจุดหมาย ฉันหวังเพียงได้เอนตัวลงพักพอหายเหนื่อยแล้วค่อยคลี่คลายชีวิตไปสู่ทิศทางอย่างอื่น แต่นั้นก็เป็นเพียงความคิดที่วูบเข้ามา ความจริงการจะทำเช่นนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย โดยเฉพาะกับการเดินทางครั้งนี้

หลังรถโดยสารปรับอากาศสายเชียงใหม่-อุบลราชธานี พาผู้โดยสารออกเดินทางยาวนานถึง ๑๗ ชั่วโมงจอดสงบนิ่งลงที่ท่ารถห่างออกมาจากตัวเมือง ยามเช้าแสงแรกแห่งวันยังไม่เยี่ยมกรายมาเยือน แต่สรรพชีวิตก็ถูกปลุกให้ตื่น หลังจากรถจอดสงบนิ่งแล้ว ผู้โดยสารทยอยลงจากรถ เสียงถามไถ่จากคนขับรถรับจ้างดังมาไม่ขาดสาย บางคนลงจากรถแล้วแต่จุดหมายปลายทางของเขายังอีกไกล แต่บางคนก็ได้กลับบ้านไปพักผ่อน เพราะเหนื่อยล้ากับการเดินทางมาทั้งคืน หากนับรวมผู้โดยสารที่ต้องเดินทางต่อไป ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น  

ปลายทางของฉันอยู่ที่หมู่บ้านใกล้แม่น้ำมูน ว่ากันว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไกลออกไปจนถึงเส้นขอบแดนประเทศ และปลายทางที่ฉันจะไป ที่นั่นเราจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในประเทศ

20080407 1

คนหาปลาผู้มีชีวิตอยู่ด้วยการลอยเรือไปบนคลื่นความเปลี่ยนแปลง

27 March, 2008 - 02:04 -- sumart

20080327 ภาพประกอบ 1

พ่อเฒ่าฟาน ดิน กัน แห่งหมู่บ้านทรีอาน (หมู่บ้านแห่งสันติ) หมู่บ้านริมแม่น้ำซมฮอง (แม่น้ำแดง) เส้นเลือดใหญ่ของชาวฮานอยยืนตระหง่านบนหัวเรือ หากไม่มีการถามไถ่คงยากที่จะคาดเดาอายุของพ่อเฒ่าได้ ปีนี้พ่อเฒ่าอายุ ๖๔ แล้ว ขณะพ่อเฒ่ายืนตระหง่านตรงหัวเรือ สายลมหนาวของเดือนมกราคมยังคงพัดมาเย็นเยือก ในสายลมหนาวนั้นมีฝนปนมาเล็กน้อย พ่อเฒ่าบอกว่า ฝนตกช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคมที่ฮานอยเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือความหนาว เพราะปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปี ๕๑ ความหนาวเย็นที่พัดมาขนาดหนักเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว ๓ ครั้ง ว่ากันว่าอากาศที่เปลี่ยนแปลง คงเป็นเพราะโลกเรามันร้อนขึ้น

ในเรือมีผม และเพื่อนร่วมทางอีก ๒ คน ทั้ง ๒ คนเป็นล่ามแปลภาษาของกันและกัน ถัดจากพวกเราไปเป็นหญิงชราวัย ๖๓ หญิงชรามีหน้าที่พายเรือ การพายเรือของหญิงชราแปลกแปร่งไปจากที่เคยเห็น เพราะแกใช้ตีนทั้งสองข้างในการถีบไม้พายที่ผูกติดเอาไว้กับกราบเรือ คงไม่ผิดแปลกอันใดที่จะกล่าวว่า เรือมุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงเฉื่อยของตีนคน

ผมเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่จึงตัดสินใจถามผ่านล่ามว่าด้วยเหตุผลกลใด หญิงชราจึงใช้ตีนทั้งสองข้างพายเรือ คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ ตีนมีแรงมากกว่ามือ และมือก็ต้องเอาไว้ใช้เก็บกู้กุบ (เครื่องมือหาปลาชนิดหนึ่ง) ที่จมอยู่ในน้ำ

ขณะเราลอยเรืออยู่เหนือสายน้ำ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบบ่าย ๒ แต่บนฟ้าเฆมยังคงมืดครึ้ม และฝนก็ยังโปรยสายลงมาบางเบา ในม่านฝน เรือบรรทุกทรายลำใหญ่หลายลำกำลังเร่งเครื่องเพื่อทวนน้ำขึ้นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำ ในเรือลำใหญ่บรรทุกทรายจนปริ่มกราบเรือ ทรายจากริมฝั่งแม่น้ำถูกนำไปใช้ในกิจการก่อสร้าง เมื่อเรือลำใหญ่วิ่งผ่าน ชายชราก็จะโยนก้อนหินลงน้ำ นัยว่าเพื่อถ่วงเรือเอาไว้

แว่วว่าเขาจะผันน้ำโขงเพื่อคนอีสานจริงหรือ?

18 March, 2008 - 00:45 -- sumart

หลังการเดินทางอันเหนื่อยล้าด้วยการล่องเรือข้ามวันข้ามคืนในแม่น้ำโขงสิ้นสุดลง ผมพบว่าตัวเองกลายเป็นคนติดการฟังเป็นชีวิตจิตใจ บางครั้งในยามเย็นที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ (ขออภัยที่ไม่ใช้จักรยาน เพื่อการประหยัดพลังงาน) ไปซื้อกับข้าว ผมพบว่า รถเข็นขายอาหารสำเร็จรูปจำพวกแกงถุงของลุงรัญเจ้าเก่าในซอยวัดโป่งน้อยมีเรื่องเล่าหลายเรื่องให้ผมต้องนิ่งฟัง

เรื่องเล่าหลายเรื่องที่ผู้ซื้อนำมาเล่าให้พ่อค้าฟัง และหลายเรื่องเช่นกันที่พ่อค้าได้นำมาเล่าให้ลูกค้าฟัง บางเรื่องที่ผมได้ยิน ผมก็เลยผ่านเลยไป แบบว่าฟังพอผ่านๆ แต่บางเรื่องต้องนำกลับมาคิดต่อ และคิดเอาเองเป็นวรรคเป็นเวรเสียด้วยอย่างเช่นเรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้

ลุงรัญเล่าให้ฟังว่า “หลังจากประเทศเราได้รัฐบาลใหม่ คนที่ถูกขนานนามว่า รากหญ้ามีความยินดีปรีดาเป็นอย่างมาก เพราะนโยบายเก่าๆ ที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้เคยทำไว้จะถูกนำมาสานต่ออีกครั้ง อย่างโครงการเงินล้านก็จะกลับมาอีกครั้ง และนโยบายหลายส่วนคนทั้งประเทศก็จะได้รับผลประโยชน์ อย่างโครงการผันน้ำโขงให้คนในภาคอีสานที่รัฐบาลโดยท่านผู้นำที่หน้าตาไม่ค่อยหล่อแถมพูดไม่เพราะในบางครั้งกำลังตัดสินใจที่จะทำ คนอีสานก็ได้ประโยชน์ เพราะจะได้ทำนากันตลอดปี ที่สำคัญแผ่นดินอีสานที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นดินแดนแห่งความแห้งแล้งก็จะได้ไม่แล้งอีกต่อไป”

ต่อลมหายใจให้แม่น้ำตามความเชื่อของมนุษย์

11 March, 2008 - 01:00 -- sumart

แม่น้ำโขงถือว่าเป็นแม่น้ำแห่งพรมแดนสายสำคัญที่ไหลเป็นเส้นแบ่งของหลายประเทศมีผู้คนจำนวนไม่น้อยได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสายนี้  ในจำนวนของคนริมสองฝั่งแม่น้ำโขงมีคนจำนวนไม่น้อยรับรู้ได้ว่า วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับแม่น้ำสายที่พวกเขาคุ้นเคย

ฤดูหนาวแม่น้ำสีคล้ายน้ำโอวันติลไหลเอื่อยๆ เหมือนคนหายใจรวยรินใกล้สิ้นลมหายใจเต็มที แม่น้ำไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อนที่เคยเป็นมา เมื่อรับรู้ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ชาวบ้านห้วยลึก หมู่ ๔ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายที่ได้อาศัยประโยชน์จากแม่น้ำมาหลายชั่วอายุคนจึงได้รวมตัวกันทำพิธีสืบชะตาให้กับแม่น้ำ สิ่งที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ทำแม้ว่าอาจไม่ช่วยให้แม่น้ำที่พวกเขารู้จักกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม แต่ทุกคนก็ยินดีจะทำ เพราะสิ่งที่ชาวบ้านกระทำคือการสืบทอดความเชื่ออันมีมาแต่บรรพบุรุษ

ตามคติความเชื่อแล้ว ชาวบ้านเชื่อว่าการสืบชะตาหมายถึง การต่ออายุให้ยืนยาวออกไป ในกรณีของทางภาคเหนือนั้น การต่อชะตามีหลายอย่าง และนิยมทำในหลายกรณี ชาวบ้านบางกลุ่มที่มีวิถีชีวิตผูกพันธ์กับแม่น้ำ ในยามที่เห็นว่า แม่น้ำกำลังเปลี่ยนแปลงไป เช่น น้ำแห้ง น้ำแล้ง หรือแม้แต่ปลาลดลง ชาวบ้านก็จะจัดพิธีสืบชะตาให้กับแม่น้ำ แต่สำหรับบางชุมชน แม่น้ำก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ชาวบ้านก็นิยมจัดพิธีสืบชะตาให้กับแม่น้ำ เพื่อต่ออายุ และความเป็นสิริมงคลจะได้เกิดขึ้นกับแม่น้ำรวมทั้งผู้คนในชุมชนไปด้วย

ยาแอะ โคโละโก: งานวิจัยของคนไทยแห่งชายแดน

21 February, 2008 - 01:57 -- sumart

“สาละวินไม่มีคน” คือคำพูดของบรรดานักพัฒนาผู้แสวงหากำไรบนหนทางของการพัฒนาลุ่มน้ำแห่งนี้ได้ยกขึ้นมาบอกกล่าวจนชินหู แต่หากได้ลงมาล่องเรือเลียบเลาะสายน้ำชายแดนแห่งนี้ จะพบว่าแม่น้ำนานาชาติสายที่ยาวที่สุดในภูมิภาคอุษาคเนย์ที่ยังคงไหลอย่างอิสระแห่งนี้เป็นบ้าน เป็นชีวิตของผู้คนมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในผืนป่าตลอดสองฝั่งน้ำ

งานวิจัยปกากญอ “วิถีแม่น้ำและผืนป่าของปกากญอสาละวิน” ได้จัดทำโดยนักวิจัยชาวบ้าน ปกากญอ หรือชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงจาก ๕๐ หย่อมบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินบนพรมแดนไทย-พม่า เขต อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าในลุ่มน้ำแห่งนี้มีคนเล็กๆ อาศัยอยู่ และรักษาทรัพยากรดุจดังชีวิตของตนเอง

การศึกษาครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินตลอดแนวพรมแดนไทย-พม่า โดยศึกษาข้อมูลฐานในประเด็นพันธุ์ปลา เครื่องมือหาปลาพื้นบ้าน การเกษตร พรรณพืชในป่า และสังคมวัฒนธรรมของชาวปกากญอ เพื่อนำมาอธิบายความสลับซับซ้อนของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำสาละวิน และวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมของชุมชนที่ตั้งอยู่บนฐานของระบบนิเวศน์ดังกล่าว ตลอดจนพิธีกรรมและความเชื่อของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

งานวิจัยปกากญอสาละวินได้นำเอาวิธีการวิจัยไทบ้านที่ดำเนินการที่ปากมูนมาปรับใช้ แต่ยังคงตั้งบนฐานงานวิจัยไทบ้าน นั่นก็คือ ชาวบ้านเป็นนักวิจัยโดยใช้ความรู้พื้นบ้านในการอธิบายข้อมูลด้านต่างๆ ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยประสานงานและช่วยจัดทำเอกสารในฐานะผู้ช่วยนักวิจัย

งานวิจัยปกากญอสาละวินได้ใช้วิธีการวิจัยผสมผสานกัน ทั้งการประชุมกลุ่มนักวิจัย การสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม โดยดำเนินการรวมระยะเวลาทั้งสิ้น ๒ ปี ๗ เดือน โดยใช้ภาษาถิ่น คือภาษาปกากญอสะกอ เป็นภาษาหลักในการศึกษา

ผลการศึกษาพบว่า แม่น้ำสาละวินตลอดเส้นพรมแดน มีระบบนิเวศที่สลับซับซ้อน อาทิ แก่ง วังน้ำ หาดทราย และระบบนิเวศย่อยตามลำห้วยสาขาอีกมากมาย ความหลากหลายซับซ้อนทั้งหมดนี้ เป็นทั้งบ้านของปลานานาชนิด และแหล่งหาอยู่หากินของชาวบ้าน

"สายน้ำตะวันตก"

13 February, 2008 - 00:49 -- sumart

ลมหนาวพัดข้ามมาจากขุนเขา บางคนบอกว่าลมหนาวพัดมาจากไซบีเรีย ซึ่งสังเกตได้จากการดูนกอพยพหนีหนาวมา บางคนก็บอกว่าลมหนาวพัดมาจากเทือกเขาสูงของประเทศจีน เมื่อลมหนาวมาเยือน เพียงต้นฤดูหนาวเช่นนี้ก็สามารถสัมผัสได้ทางผิวกายที่เริ่มแห้งลงเรื่อยๆ และป่าเริ่มเปลี่ยนสีพร้อมผลัดใบไปกับลมแล้ง

ในความหนาวเย็นนั้น เขาเดินทางรอนแรมฝ่าสายน้ำอันเชี่ยวกรากของหน้าแล้งไปตามลำน้ำสายหนึ่งที่อยู่สุดเขตแดนประเทศไทยด้านตะวันตก เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมเขาต้องมายังที่แห่งนี้ เพราะในส่วนลึกของหัวใจของเขามันไม่ได้เรียกร้องให้เขาเดินทางมายังที่แห่งนี้เลย ในห้วงแห่งกาลเวลาอย่างนี้ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

‘สบเมย’ หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำเมยและแม่น้ำคงเป็นหมู่บ้านที่อยู่ไกลปืนเที่ยงและยังอยู่ในวงล้อมของสงครามแห่งความแตกต่างทางชาติพันธุ์ของเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม 
 
สบเมยในที่นี้หมายถึงบริเวณปากน้ำเมยบรรจบกับแม่น้ำคง หมู่บ้านริมน้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพี่น้องชนเผ่าพื้นถิ่นที่เขาและใครอีกหลายคนรู้จักกันในนามของ ‘กระเหรี่ยง’ คนกลุ่มนี้อาศัยอยู่บนดินแดนผืนนี้มาหลายชั่วอายุคน ดินแดนบริเวณนี้ในอดีตมันไม่เคยสงบเงียบ และในปัจจุบันก็ดูเหมือนว่ายังคุกรุ่นอยู่เช่นเดิม หลายปีมาแล้วที่ตรงนี้เคยเป็นทั้งสนามรบ และเป็นที่หลบภัยของผู้คนเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่แตกแตกต่างกันทางความเชื่อซึ่งถูกผลักดันเข้าสู่สนามรบ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

เขาคนแปลกถิ่นได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่ ในบ่ายวันหนึ่งซึ่งแสงแดดของเวลากลางวันยังคงร้อนแรง เรือหางยาวลำที่เขาเดินทางมาด้วยนั้นเป็นเรือลำบรรทุกสัมภาระและผู้คนกว่า ๓๐ ชีวิตเรือจะเริ่มออกเดินทางจากท่าเรือบ้านแม่สามแลบตอนบ่ายโมงกว่าๆ แล้วก็ล่องลงมาตามลำน้ำคงเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที การเดินทางในแม่น้ำนี้แทบจะไม่ได้ใช้การวัดระยะทางด้วยหลักกิโลแต่จะใช้เวลาเป็นตัวชี้ว่า ระยะทางใกล้ไกลประมาณกี่ชั่วโมง

เรือออกเดินทางโดยมีคนขับเรือที่คุ้นชินกับแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดีเป็นผู้พาเขาและคนบนเรือออกสู่แม่น้ำ ในใจของเขานั้นหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแม้จะเป็นคนที่คุ้นชินกับแม่น้ำหลายสายอยู่ก็ตาม แต่กับแม่น้ำสายนี้ทำไมเขาจึงเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาในใจก็ไม่รู้    เสียงเครื่องยนต์เริ่มดังขึ้นพร้อมๆ กับเรือก็ค่อยๆ เลี้ยวโค้งออกจากท่าเรือแล่นเรื่อยๆ มาตามลำน้ำคงซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากดินแดนอันไกลโพ้น ลำน้ำสายนี้มีความยาวตลอดลำน้ำ ๒,๘๐๐ กิโลเมตร ไหลจากที่ราบสูงในธิเบต ผ่านประเทศจีนเข้าสู่ประเทศพม่าที่รัฐฉาน ไหลผ่านพรมแดนไทย-พม่า ก่อนที่จะเข้าเขตพม่าอีกครั้งที่บริเวณบ้านสบเมย

แล้วสิ่งที่เชิญชวนให้เขาสัมผัสเป็นครั้งแรกก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างเลือนๆ ก่อนที่จะแจ่มชัดขึ้นมาอย่างเต็มที่ สองฝั่งของลำน้ำประติมากรรมที่ธรรมชาติสร้างขึ้นตั้งโดดเด่นท้าทายสายตาตลอดข้างทางงดงามยิ่งนัก แก่งหินรูปทรงแปลกตาโผล่พ้นน้ำขึ้นมาทักทายผู้คนที่มาเยือน เพราะหน้าแล้งอย่างนี้สายน้ำที่เคยเต็มปริ่มเมื่อหน้าฝนลดระดับลงมามาก 

เขาผู้ไปเยือนพยายามทำตัวเป็นนักสำรวจสิ่งที่พบเห็นต่างผ่านดวงตาทั้งสองข้าง เขาซึ่งเป็นคนแปลกหน้าสำหรับผู้คนที่นี้ เพราะมีความจำเป็นบางอย่างเขาจึงจำเป็นต้องปกปิดสิ่งที่เขาพกพาไปด้วยให้มิดชิดที่สุด ผู้คนริมฝั่งน้ำยามบ่ายคล้อยบางคนก็กำลังต้อนควายลงกินน้ำ บางคนกำลังเพาะปลูกพืชผักบนหาดทรายริมน้ำ บางคนกำลังหาปลา 

เขาบันทึกภาพๆ หนึ่งที่ผ่านสายตาของเขาได้โดยบังเอิญในระหว่างการเดินทางในวันนั้น ภาพนั้นเป็นภาพที่อยู่บนริมฝั่งน้ำในประเทศพม่า มันเป็นภาพของคนหาปลากำลังปล่อยตาข่ายดักปลาลงในน้ำ โดยมีคนอีกคนหนึ่งยืนอยู่บนฝั่งแบกปืนคาร์บิ้นคุมอยู่ใกล้ๆ เพื่อนร่วมเดินทางที่นั่งเรือไปด้วยกันซึ่งคุ้นชินกับพื้นที่บอกว่า ทหารพม่ากำลังบังคับลูกหาบให้หาปลา เขาต้องถือปืนก็เพราะกลัวลูกหาบจะหนีไปได้ คนเป็นลูกหาบนั้นก็มาจากชนกลุ่มน้อยซึ่งโดนบังคับมา บ้างก็เป็นทหารซึ่งรบพ่ายแพ้แล้วโดนทหารพม่าจับมาเป็นเชลย ลูกหาบเหล่านี้มีหน้าที่แบกเสบียงอาหารบ้าง แบกลูกปืนบ้างสุดแล้วแต่ทหารพม่าจะให้ทำ

เขาซึ่งนั่งอยู่บนเรือครุ่นคิดอย่างเงียบงันถึงคนสองคนบนฝั่ง “ไม่มีความปลอดภัยที่แท้จริงในที่ซึ่งมีสงคราม”

เรือผ่านโค้งสุดท้ายจุดหมายปลายทางจึงปรากฏอยู่เบื้องหน้า เมื่อเรือจอดเทียบท่าเป็นครั้งแรกที่ฐานทหารพรานซึ่งทำหน้าที่ดูแลความสงบและคอยตรวจตราเรือล่องขึ้น-ลงตามลำน้ำคง คนขับเรือขึ้นไปบนฝั่งเพื่อลงรายชื่อกับทหารพรานคนนั้น เขามารู้ภายหลังว่าทหารคนนั้นเป็นคนจากภูมิภาคเดียวกัน เมื่อมาเจอคนบ้านใกล้เรือนเคียงห้วงคำนึงคิดถึงบ้านจึงปรากฏขึ้นในใจของเขาอย่างเงียบๆ 

มันนานเท่าใดแล้วที่เขาเดินทางออกจากสายน้ำแห่งบ้านเกิด เขาต้องซัดเซพเนจรไปตามยอดดอยๆ แล้วดอยเล่าเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจเปิดเผยกับใครได้ถึงภารกิจของเขา ไม่มีใครอยากจะเดินบนเส้นทางสายนี้เท่าใดนัก แต่คนอย่างเขาจะมีสิทธิเลือกหรือ  เมื่ออยู่บ้านก็ไม่รู้ว่าความตายจะมาเยือนวันไหน  
 
แล้วภาพของพ่อที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งทุบตาย และภาพของหญิงสาวคนรักที่ถูกฉุดคร่าไปข่มขืนเพื่อทำลายเผ่าพันธุ์ของเขาก็ผุดขึ้นมาในห้วงแห่งความคิด

น้ำตาของลูกผู้ชายที่มันไหลออกมาบ่อยครั้งมันก็ไหลออกมาอีกครั้ง

เขาตั้งใจว่าเมื่อหมดงานนี้แล้ว เขาคงจะสบายมากขึ้นไม่ต้องเร่ร่อนอีกต่อไป แต่ก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมที่กำหนดชีวิตของเขาจะปล่อยให้เขาได้ทำอย่างนั้นอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้

เขานั่งเหม่อมองสองฝั่งริมน้ำอย่างเงียบๆ บางครั้งเขาก็แอบเช็ดน้ำตาที่มันไหลออกมาด้วยผ้าสีเขียวกระดำกระด่างผืนเดียวที่ติดตัวมาหลายปีแล้ว      
เสียงเครื่องยนต์เรือดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเรือค่อยๆ วิ่งออกจากท่า ก่อนที่หัวเรือจะถูกเบนเข้าหาแม่น้ำเมยตรงปากน้ำ สายน้ำสายนี้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนของรัฐไทยกับรัฐกระเหรี่ยง เมื่อเรือวิ่งทวนน้ำขึ้นไปสักพักแล้วเรือก็จอดสงบนิ่งลง การเดินทางในวันนั้นของเขาสิ้นสุดลงแล้วพร้อมกับแสงแดดเริ่มผ่อนความร้อนแรงลง

หาดทรายขาวยาวเรื่อยไปตามลำน้ำสะท้อนกับแสงแดดสีขาวอยู่เบื้องหน้าของเขา มันคือความงดงามที่เขาไม่พบเจอมันมานานแล้ว หาดทรายแห่งนี้ในยามสงบเงียบไม่มีสงครามมันเคยเป็นที่ทำมาค้าขายของผู้คนสองฝั่ง แต่ในปัจจุบันมันกลายเป็นหาดทรายร้างไม่มีการค้าขายอีกแล้ว นี่คือผลพวงหนึ่งจากการทำสงครามอันไม่สิ้นสุดของผู้คน

‘กี่ชีวิตแล้วหนอที่พลีร่างลงบนสายน้ำทั้งสองสายนี้’

หลังจากพักเหนื่อยจากการเดินทางและการขนของแล้ว เขาเดินลงสู่ท่าน้ำก่อนจะนั่งเฝ้ามองคนหาปลาเอาเรือลำเล็กออกไปหาปลา เรือพายขนาดเล็กหลายลำลอยลำอยู่ตามตลิ่งริมน้ำ คนหาปลากำลังใจแน่งที่ใส่ไว้ เรือบางลำและคนหาปลาบางคนกำลังกลับคืนสู่ฝั่งพร้อมปลาที่หาได้เพื่อเป็นอาหารของครอบครัว    

แสงแดดแสงสุดท้ายลับเหลี่ยมเขาลงไปแล้ว นกกระยางขาวโผบินกลับรวงรังเพื่อพักผ่อน คนหาปลากลับคืนสู่บ้าน สายน้ำไหลเอื่อยเงียบสงบ แต่แผ่นดินที่ฝั่งตรงข้ามใยเต็มไปด้วยกับดักแห่งการเข่นฆ่า บนยอดดอยฝั่งโน้นครั้งหนึ่งเคยมีคนอาศัยอยู่ แต่ด้วยผลพวงแห่งสงคราม ดอยแห่งนี้จึงกลายเป็นดอยร้างและเต็มไปด้วยกับระเบิดมากมาย ซากเจดีย์เก่าสีขาวยังคงปรากฏให้เห็นในความมืดยามพลบค่ำ เหมือนเตือนย้ำให้ผู้คนคิดถึงความหลัง

ค่ำคืนเงียบสงบลมหนาวมาเยือน ดาวบนท้องฟ้ารายระยิบมากมาย สัญญาณแห่งวันใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ขุนเขาทะมึนดำที่วันนี้เงียบสงบจากเสียงปืน สงครามแห่งเผ่าพันธุ์ยังไม่เริ่มต้นขึ้นเพราะกองกำลังของชนกลุ่มน้อยผ่ายแพ้แล้ว ฐานทัพใหญ่ในอดีตถูกตีแตกย่อยยับมานานแล้ว สบเมยยามนี้จึงไม่มีเสียงปืนและไม่มีสงคราม แต่ใครจะรู้ได้ว่า เมื่อฤดูแล้งมาถึงเสียงปืนจะดังขึ้นอีกครั้งหรือไม่ เพราะที่ใดมีการกดขี่ ย่อมมีการต่อต้าน

แม่น้ำคงวันนี้ไม่มีศพของนักรบลอยมาตามน้ำ และไม่มีเสียงปืน
จะมีก็เพียงแต่คนหาปลาที่ดำรงชีวิตอยู่กับลำน้ำที่เงียบสงบสายนี้เท่านั้นเอง แต่มันจะเป็นอย่างนี้อีกนานไหมก็คงไม่มีใครตอบได้  

“เมื่อไหร่หนอแนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ต่างๆ จะเปลี่ยนแปลง” มันเป็นคำถามที่เขาถามตัวเอง ก่อนจะเอนหลังลงกับพื้นดิน เพื่อนอนพักเอาแรง หลังจากที่ต้องกรำศึกหนักกับการเดินทางทั้งทางน้ำและทางบกมาทั้งวัน

เขาแอบหวังว่าเขาคงผ่านคืนวันแห่งฝันร้ายคืนนี้ไปได้ด้วยดี…

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ sumart