Skip to main content
ไม่เคยมีใครถามถึงความยินยอมพร้อมใจของทั้งคู่เลยว่าอยากจะย้ายจากบ้านเกิดเมืองนอนที่หนาวเย็นและเต็มไปด้วยพวกพ้อง มาอยู่ในเมืองร้อนที่ห่างไกลหลายพันกิโลเมตร หรือไม่


ถึงจะมีคนถาม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถตอบได้ หรือแม้พวกเขาจะตอบว่า "ไม่อยากไป" แต่พวกเขามีสิทธิ์ปฏิเสธละหรือ ? ...

\\/--break--\>
สุดท้ายด้วยสถานภาพที่ถูกยัดเยียดให้ว่าเป็นผู้เชื่อมสัมพันธไมตรี ทั้งคู่ก็จำต้องก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมแต่โดยดี

 

หลังการเดินทางไกล

ที่อยู่ใหม่ของทั้งคู่อยู่ในตู้กระจก แม้จะกว้างขวางและถูกจัดให้เหมาะสมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แต่มันก็ยังไม่ใช่บ้าน


มาอยู่ได้ยังไม่ทันจะชินกับสภาพแวดล้อม ผู้คนก็แห่แหนกันมาดู ราวกับทั้งคู่เป็นตัวประหลาด ...ไม่ใช่สิ พวกเขามาดูด้วยความชื่นชมต่างหาก ลูกเด็กเล็กแดงก็ล้วนแต่ยินดีปรีดาที่ได้มาเห็นตัวเป็นๆ ในตู้กระจก


มันคงเป็นหน้าที่หลักของทั้งคู่ ในการให้ความบันเทิงแก่ผู้เข้าชม เพียงแค่นั่งกินอาหารหรือเดินไปเดินมา ผู้คนก็ยิ้มแย้มตื่นเต้น ...ช่างน่ารักเสียจริงๆ


เมื่อทั้งคู่มาอยู่ได้ไม่นาน สินค้าต่างๆ เกี่ยวกับตัวทั้งคู่ก็ถูกผลิตออกขาย และแน่นอนว่าต้องขายดี แม้จะไม่ถึงขนาดเทน้ำเทท่า แต่ก็มากพอที่จะทำให้ผู้ผลิตยิ้มได้

 

ไม่เคยมีใครถามว่า ทั้งคู่พอใจกับสภาพแวดล้อมใหม่แค่ไหน แต่ก็เดาเอาเองว่าคงจะพอใจ เพราะทั้งคู่กินได้ นอนหลับ ไม่แสดงอาการหงุดหงิดหรือปรับตัวไม่ได้ เมื่อเห็นดังนั้น พวกเขาจึงดำเนินการแผนการต่อไป


ไม่มีใครถาม(ตามเคย)ว่าทั้งคู่ รักกัน ชอบกัน หรือเปล่า แต่พวกเขาต้องการให้ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน


พวกเขาพยายามสารพัดวิธี แต่ไม่อาจเปิดเผยให้สังคมรับรู้ได้ เนื่องจากเกรงคำครหา ข่าวที่รั่วออกมาก็มีอยู่หลายกระแส เช่น ให้ดูหนังโป๊ ให้กินไวอากร้า พวกเขาใช้วิธีคิดแบบคนไปใช้กับสัตว์


หรือว่า...นี่คือความบ้าชนิดหนึ่งของคน ?

 

ในที่สุด เมื่อกระตุ้นอย่างไรก็ไม่ได้ผลแล้ว พวกเขาจึงหันมาใช้วิธีลัดด้วยการจับผสมเทียม ฉีดน้ำเชื้อเข้ามดลูกโดยตรงเสียเลย


ในฐานะที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ตัวเธอจึงไม่มีสิทธิ์อุทธรว่าถูกบังคับขืนใจ ทั้งไม่มีสิทธิ์ถามในฐานะสัตว์ว่า เธอถูกกระทำเช่นนี้ด้วยเหตุผลใด


พวกเขาย่อมอ้างว่า ทำไปเพื่อดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ของเธอซึ่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิดให้สืบต่อไป แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงกลับมีมากกว่านั้น

 

เอาเป็นว่า...ในที่สุด เธอก็ตั้งท้องทั้งๆ ที่เธอไม่อยากจะตั้งท้อง และไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากมีลูก วันหนึ่ง เธอก็ได้คลอดลูกออกมา สร้างความตื่นตะลึง ตื่นเต้น ตระหนก ยินดีให้กับพวกเขาเป็นล้นพ้น


แล้วเธอก็ค่อยๆ เข้าใจ เหตุผลที่แท้จริงที่เธอต้องเดินทางมาสู่ดินแดนแห่งนี้ พร้อมกับเพศตรงข้ามที่เธอไม่ได้รัก เพราะทันทีที่เธอคลอดลูก ลูกของเธอก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ ของอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ตามแต่ใครจะให้คุณค่า

 

  • สัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

  • สัญลักษณ์ของความก้าวหน้า และความสำเร็จของเทคโนโลยีผสมเทียม

  • สัญลักษณ์ของความรุ่งโรจน์ โชติช่วง ของธุรกิจการท่องเที่ยว

  • สัญลักษณ์ของความคลั่งไคล้ในสิ่งมีชีวิตที่ดูน่ารักน่าทะนุถนอม ฯลฯ

 

ข่าวโทรทัศน์ ข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ ต่างรายงานเรื่องของเจ้าตัวน้อย-ลูกของเธออย่างใกล้ชิดทุกวัน วันละหลายครั้ง แล้วก็ตามเคย-ตามประเพณีที่สืบทอดกันมาของสังคมนี้ องค์กรที่ดูแลเธอแม่-ลูก ประกาศให้มีการประกวดตั้งชื่อลูกของเธอ และ- - ไม่น่าเชื่อเลย ราวกับว่าสิ่งนี้คือวาระแห่งชาติ ไปรษณียบัตรนับแสนนับล้านใบถูกขายออกไป เพื่อให้ผู้คนได้ช่วยกันตั้งชื่อ-เลือกชื่อ ซึ่งมีเป้าหมายแห่งการสร้างสรรค์นี้คือเงินรางวัลจำนวนล้านบาท


ผู้คนจากทั่วประเทศทยอยเดินทางมาเยี่ยมชมเธอและลูกน้อยราวกับว่า นี่คือสิ่งมีชีวิตที่พิเศษที่สุดในโลก นี่คือของขวัญจากสรวงสวรรค์ที่ประทานให้แก่ชาวเราในประเทศเล็กๆ แห่งนี้


ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อลูกน้อยของเธอเติบโตจนเห็นสีสันบนเรือนร่างชัดเจน และพบว่า ลูกน้อยของเธอมีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ไม่พบในพวกพ้อง พวกเขาก็ยิ่งตื่นเต้นจนเพ้อคลั่ง

"...นี่คือความพิเศษเพียงหนึ่งเดียว นี่คือความเป็น unique ที่ไม่มีอีกแล้วในโลก..."

 

อา...สำหรับประชาชนในประเทศโลกที่สามที่คลั่งไคล้ในความเป็น "ที่สุดในโลก" สิ่งนี้ช่างมีความหมายมากมายเหลือเกิน

 

เมื่อลูกเธอเริ่มแข็งแรง พวกเขาก็จัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โตให้ เชิญคนใหญ่คนโตมาร่วมงาน และดูเหมือนว่า... การเฉลิมฉลองครั้งนี้ คงจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ เพราะ เธอกับลูกน้อย กำลังจะกลายสภาพเป็น สัญลักษณ์ใหม่ และความหวังใหม่ของธุรกิจการท่องเที่ยวที่จะดึงดูดเงินให้เข้ามาสู่พื้นที่อีกครั้งหนึ่ง

 

น่าสงสัยว่า หากวันหนึ่งที่เธอและลูกน้อยต้องกลับบ้านเกิดเมืองนอน พวกเขาเหล่านี้จะร่ำไห้อาลัยอาวรณ์หรือเปล่านะ ? และถ้าพวกเขาร่ำไห้ จะเป็นเพราะอาลัยเธอกับลูกน้อย

 

หรืออาลัย การลงทุนที่ทุ่มเทไป กับรายได้จากการท่องเที่ยวที่ต้องสูญเสียไป เพราะไม่มีสองแม่ลูกอีกแล้ว ?

 

* (ป.ล.นับจากเธอคลอด เพศผู้ ผู้มีสถานะเป็นพ่อของลูกของเธอ หมดบทบาทในละครฉากนี้ และถูกลืมเลือนจากสังคมไปทันที ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของสังคมนี้ด้วยเช่นกัน)

 

 

บล็อกของ ฐาปนา

ฐาปนา
แกชื่อยายอิ่ม ผู้เคยเฉิดฉายในวงสังคม เพราะคัดสรรเฉพาะสามีรวย หนีออกจากบ้านไปมีผัวตั้งแต่อายุสิบสอง ผ่านมาสี่สิบกว่าปี มีผัวมากี่คน คงนับได้ยากเสียแล้ว พอยายอิ่มแก่ตัวลูกก็หนีหาย ต่างคนต่างไป ไม่มีใครเลี้ยง สุดท้าย แกคว้าตาหงอก ผู้(อ้างว่า)เป็นผู้ดีเก่ามาไว้หาเลี้ยงจนได้ สมัยสาวๆ ยายอิ่มได้มรดกจากพ่อแม่ไปเยอะ แต่ขายกินจนหมด แกมีชื่อเสียงมากด้านความคด ในข้องอในกระดูก ถึงขนาดที่ แม้แต่พี่น้องด้วยกันก็ยังโดน จนต้องตัดพี่ตัดน้องกันนั่นแหละ ในที่สุด พอแก่ตัวไม่มีที่จะอยู่ ต้องมาบีบน้ำตาขอที่จากแม่เฒ่า ซึ่งแม่เฒ่าแกก็ค่อยอยากจะให้ เพราะให้ไปมากแล้ว (แต่เอาไปขายกินหมด)…
ฐาปนา
นี่คือตลาดนัดประจำตำบล ที่เปิดมายาวนานหลายสิบปี ในละแวกใกล้เคียง 3-4 ตำบล เป็นที่รู้กันว่า ถ้า “นัดวันอาทิตย์” ก็ต้องมาที่นี่ ในระดับอำเภอ ตลาดนัดวันอาทิตย์ตอนเช้าของที่นี่ น่าจะใหญ่ที่สุด คึกคักที่สุด ลานกว้างพื้นที่หลายไร่ข้างวัด มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งสินค้ากันตั้งแต่ตีสี่ตีห้า พอเริ่มสว่าง คนก็เริ่มมา หกโมงถึงเจ็ดโมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่คนกำลังเยอะ เพราะมีของให้เลือกมาก และแดดยังไม่ร้อน ก่อนที่ตลาดจะเริ่มวายประมาณแปดโมง จอดรถที่ข้างตลาด หรือ ถ้าไม่อยากเบียดเสียดก็ไปจอดในวัด บรรยากาศคึกคักของตลาดเห็นได้แต่ไกล ซอยอาหารทะเลตรงกับทางเข้าด้านที่ตรงมาจากวัด มีคนพลุกพล่านที่สุด…
ฐาปนา
ทุกเช้า ประมาณตีสี่ครึ่ง หอกระจายข่าวกลางหมู่บ้านจะเปิดข่าวเช้า(มืด)จากสถานีวิทยุของจังหวัด เป็นสัญญาณให้ทุกบ้านตื่นนอน เตรียมตัวมาปฏิบัติภารกิจประจำวัน หุงข้าว ทำกับข้าว เตรียมใส่บาตร เตรียมตัวรอขึ้นรถไปโรงเรียน เตรียมตัวรอขึ้นรถไปทำงาน ใครไม่ตื่นก็ต้องตื่น เพราะเสียงดังจนตามเข้าไปถึงในฝัน รายการเช้ามืด เริ่มต้นด้วยเพลงปลุกใจให้ยึดมั่นในสถาบัน แล้วตามด้วยธรรมเสวนา จากเจ้าอาวาสวัดที่เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัด ตามด้วยสาระน่ารู้เกี่ยวกับเรื่องการเกษตร การทำมาหากิน โครงการต่างๆ จากรัฐบาล และ การปฏิบัติงานของหน่วยงานในจังหวัด
ฐาปนา
เช้าตรู่ของวันอากาศดีเสียงตามสายประกาศให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตร เข้าประชุมโดยพร้อมเพรียงกันตอนบ่ายโมงตรง ณ ศาลาของหมู่บ้านพอบ่ายโมงครึ่ง สมาชิกสหกรณ์ฯ ก็มากันพร้อมหน้าเจ้าหน้าที่สหกรณ์มากันสามคน คนที่ดูอาวุโสกว่าใคร พูดมากกว่าใคร และเรียกเสียงหัวเราะได้มากกว่าใคร เป็นหัวหน้าชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุมได้รับกระดาษคนละหนึ่งแผ่น ปากกาคนละหนึ่งด้าม อ่านดู ก็เห็นว่าเป็นแบบฟอร์มสำรวจเรื่อง “ความพอเพียงในครัวเรือน”
ฐาปนา
ที่นี่อยู่ไม่ห่างจากทะเล ป่าและเขาก็อยู่ไม่ไกล มีคลองส่งน้ำจากเขื่อนผ่านพื้นที่อย่างทั่วถึง ทำนาได้ปีละสองครั้ง ด้านป่าบนติดเขื่อน เขาปลูกทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ได้ผลที่มีรสชาติไม่น้อยไปกว่าทางภาคใต้หรือทางภาคตะวันออก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ ถนัดปลูกผัก เพราะเก็บขายได้ตลอดทั้งปี แต่ละวันจะมีรถสิบล้อขนผักผลไม้ วันละหลายสิบคันวิ่งจากตำบลต่างๆ ในอำเภอ มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ พระประแดง สมุทรปราการ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ฯลฯ พร้อมด้วยผลิตผลทางการเกษตรสารพัดอย่าง ตั้งแต่ของจำเป็นในครัวอย่าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว พริก หอม กระเทียม ไปจนถึงผักเจ้าประจำบนแผงผักทั้ง กะเพราะ โหระพา สะระแหน่ บวบ…
ฐาปนา
ดั้งเดิม ก่อนที่แต่ละบ้านจะมีเอกสารกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินของตัวเอง บ้านส่วนใหญ่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “รั้ว” อย่างเป็นทางการ เพราะแต่ละบ้านในละแวกก็ล้วนพี่น้อง หรือนับไปนับมาก็ญาติกันทั้งนั้น อาจปลูกต้นไม้เป็นแนวให้บอกได้ว่าเป็นแดนใคร แต่จะถึงขั้นปักเสาขึงลวดหนาม หรือก่อกำแพงล้อมนั้นน้อยราย เพราะถือเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเงิน เขตบ้านใครก็บ้านมัน ถึงไม่มีเอกสารสิทธิ์ ถึงไม่มีรั้วรอบขอบชิด ก็ไม่ก้าวก่ายกันอยู่แล้ว เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ใครคนหนึ่งเกิดอยากทำเอกสารสิทธิ์ที่ดินของตน จากที่เคยชี้นิ้วบอกว่านี่เขตใคร การออกเอกสารสิทธิ์…
ฐาปนา
วัยเยาว์ของเธอ ขณะที่หัวใจครึ่งหนึ่งเปี่ยมด้วยความฝันและความหวัง ทะเยอทะยานปรารถนา แต่หัวใจอีกครึ่งกลับอ่อนไหว บอบช้ำง่าย ทั้งยังอ่อนด้อยต่อโลกแห่งเหตุผล อนาคตเลือนลางอยู่ในความฝันยามหลับ และวนเวียนอยู่ในความคิดยามตื่น เธอร่ำร้องหาบางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่อาจบอกได้ มองไม่เห็น ไม่รู้จุดเริ่มต้น ไม่รู้จุดสิ้นสุด พลังสร้างสรรค์ของเธอฟุ้งกระจาย ไร้ทิศทาง เมื่อคำว่า ความพร้อม อยู่ห่างจากความเข้าใจ เธอจึงได้แต่ก่นโทษตนเองอยู่เป็นนิจ เธอร่อนเร่ไปในเมืองของผู้อื่น จากเมืองสู่เมือง แลกความเพียรกับเงินเลี้ยงชีพ ยิ้มแย้มให้คำดูหมิ่นเพื่อจะได้เห็นเกียรติของตนเสื่อมค่าลง
ฐาปนา
(มะพร้าวกะทิ)ตอนอายุสิบขวบ ผมค้นพบว่าโลกนี้มีผลไม้ประหลาดที่เรียกว่า “มะพร้าวกะทิ” เมื่อพ่อซื้อมันมาจากตลาดฟังดูน่าหัวเราะ เหมือนชาวเมืองมาคอนโดค้นพบว่าโลกนี้มีน้ำแข็ง ในนวนิยายมหัศจรรย์เรื่องหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวแต่นี่คือเรื่องจริงในวัยเด็กของผมอาจเป็นเพราะมันไม่ใช่ของที่หาได้ง่ายๆ ในท้องถิ่นที่ผมอยู่ ไม่ใช่ของที่หากินได้ทั่วไป จึงได้มีราคาสูงถึงลูกละ 50 บาท ซึ่งแน่ละ สำหรับยี่สิบปีก่อน ถือว่า แพงมาก แล้วเมื่อแพงขนาดนี้ ก็ย่อมไม่ใช่ของที่จะซื้อกันบ่อยๆผมจำความตื่นเต้นในการเจอหน้าครั้งแรกได้ดี มะพร้าวอะไรกัน มีเนื้อเต็มลูก ไม่แข็งแต่นิ่มๆ หยุ่นๆ รสชาติก็ลื่นๆ มันๆ…
ฐาปนา
แกชื่อยายหอม เป็นคนอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีแม่ของแกมีเชื้อลาวพวน พ่อของแกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้าน แต่เดิมแกอยู่ตำบลอื่น แล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ แกเป็นคนรุ่นแรกที่มาหักร้างถางพงทำไร่ทำนาหมู่บ้านยุคบุกเบิก มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า สัตว์ป่าชุกชุม เข้าป่าเจอเสือ หรือเสือแอบเข้ามากินวัวในหมู่บ้าน เป็นเหตุการณ์ประจำวัน คอกวัวสมัยนั้น ต้องกั้นเป็นฝาจึงพอกันเสือได้ ชาวบ้านกินเนื้อเก้ง เนื้อกวาง เนื้อไก่ป่า บ่อยกว่าเนื้อหมู หนองน้ำเต็มไปด้วยปลาตัวโตๆ ตะพาบตัวเท่ากระด้ง เรื่องผีสางนางไม้อยู่แนบชิดชุมชนมากกว่าเรื่องวัดเรื่องพระแกเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นแกยังเป็นสาว…
ฐาปนา
ในวัยหนุ่มสาว ขณะที่จิตใจยังถูกครอบงำด้วยความโรแมนติกเช่นเดียวกับหลายคน ผมฝันถึงบ้านที่มองเห็นภูเขา ฟ้ากว้าง ได้เฝ้ามองหมู่เมฆเคลื่อนคล้อย อาบกายด้วยแสงอัสดงทุกวัน หรือ บ้านที่อยู่ริมทะเล เห็นเส้นขอบฟ้าไร้จุดสิ้นสุด ไกวเปลตามลมเห่ ต้นมะพร้าวโยกเอน นอนฟังเสียงคลื่นกล่อมชั่วกาลทว่าในบริบทของชีวิต ผู้ที่สามารถมีบ้านอย่างที่ฝันมีไม่มากเลย ทั้งเมื่อมีแล้วก็ยังต้องใช้เวลาอีกนับสิบปี กว่าจะแต่งเติมภาพฝันจนเสร็จจริง คนที่ให้ค่ากับความฝันสูงยิ่งทั้งไม่ยอมให้ความยากลำบากในชีวิตจริงมาบั่นทอนเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ได้รับที่พำนักของหัวใจชั่วชีวิตเงื่อนไขของแต่ละคนไม่เท่ากัน…
ฐาปนา
เสียงจักจั่นกรีดปีกจากป่าเชิงดอย ฝ่าไอแดดร้อนมาถึงเคหะสถานเงียบงัน รถกระบะบรรทุกหนุ่มสาวร่างเปียกปอนยืนล้อมถังน้ำใบใหญ่แล่นผ่านไปหญิงชราถือสายยางเดินออกมาหน้าบ้าน ฉีดน้ำใส่พื้นถนน ไอน้ำระเหยขึ้นเด็กๆ หิ้วถังพลาสติก ขัน ปืนฉีดน้ำ มองสองข้างทางอย่างมีความหวังร้านขายน้ำปั่น น้ำแข็งไส ขายดีจนต้องสั่งน้ำแข็งเพิ่มในช่วงบ่ายเจ้าของโรงทำน้ำแข็ง หน้าบาน แต่ลูกจ้างหน้าเหี่ยว เพราะข้าวสารขึ้นราคาลิตรละหลายบาทแต่ค่าแรงเท่าเดิม    ดวงอาทิตย์กลับมาอยู่ใกล้ชิดโลก เหมือนคนรักที่ได้เจอกันแค่ปีละครั้งมวลอากาศอบอ้าวเข้าเกาะกุมผิว ยึดทุกรูขุมขน เหงื่อเค็มถูกขับซึมเสื้อ เหนอะหนะ…
ฐาปนา
“...ทว่าการเคลื่อนย้ายกระบวนทัศน์ครั้งนี้ต้องอาศัยปัญญามหาศาล ความกล้าหาญมหึมา และความมุ่งมั่นเหลือคณา เพราะความกลัวจะจู่โจมถึงแกนกลางของแนวคิดนี้ และป่าวร้องว่าผิดพลาด ความกลัวจะกัดกินเข้าไปยังแก่นแห่งสัจธรรมล้ำเลิศและแปลงให้เป็นเรื่องเท็จเทียม ความกลัวจะบิดเบือน และทำลาย ฉะนั้นความกลัวจะเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุด ทว่าเธอไม่อาจมีและไม่อาจสร้างสังคมที่ปรารถนาและใฝ่ฝันมาช้านานจนกว่าจะเห็นปัญญาและกระจ่างชัดถึงปรมัตถ์สัจจ์ที่ว่า สิ่งที่เธอทำแก่ผู้อื่นเธอก็ได้ทำแก่ตัวเอง สิ่งที่ไม่ได้ทำให้ผู้อื่น เธอก็ไม่ได้ทำให้ตัวเอง ว่าความเจ็บปวดของผู้อื่น ก็คือความเจ็บปวดของตัวเธอ…