แฮดดอนผู้บุกเบิกการวิจัยภาคสนามเรียกนักมานุษยวิทยาก่อนหน้าว่าเป็น armchair anthropologists ส่วนมาลินอฟสกีผู้ทำให้การวิจัยภาคสนามเป็นแบรนด์ของมานุษยวิทยา บอกให้ค้นหา native’s point of view แต่ข้อเขียนสั้นๆ ของผมเป็นได้เพียง armchair’s point of view

<p>
<div class="im" style="color: rgb(80, 0, 80); font-family: arial, sans-serif; font-size: 14px; ">
<div style="margin: 0px; font-size: 12px; font-family: Helvetica; ">เดิมทีนักมานุษยวิทยาไม่จำเป็<wbr></wbr>นต้องเก็บข้อมูลเอง แต่อาศัยข้อมูลจากนักชาติพันธ์ุ<wbr></wbr>นิพนธ์ ที่ส่งข้อมูลจากสังคมห่างไกลทุ<wbr></wbr>กมุมโลก มาให้นักมานุษยวิทยา ณ ศูนย์กลางอำนาจของโลกวิเคราะห์ สร้างทฤษฎี</div>
<div>&nbsp;</div>
<div>แต่ในปลายศตวรรษที่ 19 นักมานุษยวิทยาเริ่มไม่ไว้ใจข้<wbr></wbr>อมูลจากคนที่ไม่ได้รับการศึ<wbr></wbr>กษาทางทฤษฎีมาก่อน จึงเริ่มพัฒนาการวิจัยภาคสนาม จนเกิดขนบการศึกษาทางมานุษยวิ<wbr></wbr>ทยาแบบใหม่ขึ้นมา นั่นคือนักมานุษยวิทยาจะต้องเป็<wbr></wbr>นทั้งผู้วิเคราะห์ทางทฤษฎีและผู<wbr></wbr>้เก็บข้อมูลภาคสนามไปพร้อมๆ กัน</div>
<div>&nbsp;</div>
<div>แต่ผู้บุกเบิกการวิจั<wbr></wbr>ยภาคสนามไม่ใช่นักมานุษยวิทยา กลับเป็นนักสัตววิทยาชื่ออั<wbr></wbr>ลเฟรด แฮดดอน (Alfred C Haddon, 1855-1940) เขานำเอาหลักการศึกษาสัตว์อย่<wbr></wbr>างมีส่วนร่วมในสนามมาเสนอให้นั<wbr></wbr>กมานุษยวิทยาใช้ แฮดดอนเปรียบนักมานุษยวิทยารุ่<wbr></wbr>นก่อนหน้าเขาว่าเป็น armchair anthropologists &quot;นักมานุษยวิทยาเก้าอี้นั่งเล่<wbr></wbr>น&quot; เนื่องจากพวกนั้นไม่<wbr></wbr>เคยทำงานภาคสนามเลย&nbsp;</div>
<div>&nbsp;</div>
<div>ต่อมาบรอนิสลอว์ มาลินอฟสกี (Bronislaw Malinowski, 1884-1942) ผู้ทำให้การศึกษาภาคสนามกลายเป็<wbr></wbr>นแบรนด์ของมานุษยวิทยา บอกว่า เราต้องค้นหา native&rsquo;s point of view &quot;มุมมองของชนพื้นเมือง&quot;</div>
<div>&nbsp;</div>
<div>แต่ข้อเขียนสั้นๆ ของผม มันก็เป็นแค่ armchair&rsquo;s point of view &quot;มุมมองจาก (นักมานุษยวิทยา) เก้าอี้นั่งเล่น&quot;</div>
</div>
<div>&nbsp;</div>
</p>
<p>&nbsp;</p>

บล็อกของ yukti mukdawijitra

ยุกติ มุกดาวิจิตร: เยี่ยมผู้ถูกคุมขังทางความคิด

"ฟ้าข้างในนี้กว้างกว่าข้างนอก ฟ้าในนี้กว้างจนแทบจะเห็นขอบฟ้า"

ยุกติ มุกดาวิจิตร: การประกอบสร้างงานวิชาการ

ช่วงนี้คงเป็นช่วงเขียนรายงาน เขียนวิทยานิพนธ์ของหลายๆ คน ผมเองช่วงนี้เป็นช่วงต้องอ่านงานนักศึกษามากมาย ที่สาหัสที่สุดคืองานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทและเอก 

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ระลึกถึงจิตร ภูมิศักดิ์

ผมอ่านงานจิตรครั้งแรกๆ ก็ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรี ตอนนั้นเมื่อออกจากโลกโรงเรียนก็รู้สึกว่า โลกหนังสือของห้องสมุดธรรมศาสตร์ช่างกว้างใหญ่มาก กว้างใหญ่กว่าห้องสมุดแห่งชาติที่สมัยเรียนมัธยมผมชอบไปสิงอยู่มากนัก นี่กล่าวเฉพาะหนังสือที่น่าอ่านเกี่ยวกับสังคม วัฒนธรรม ปรัชญา และศาสนา

ยุกติ มุกดาวิจิตร: อย่าเพิกเฉยที่จะวิพากษ์ตนเอง

วันนี้ (3 พค. 60) ผมไปวิจารณ์งานนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยซึ่งคณะราษฎรมีส่วนก่อตั้งเช่นกัน แต่สำคัญผิดกันไปว่าผู้อื่นมีบุญคุณมากกว่า

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ครูฉลบในฐานะแม่ของผู้ประสบภัยการเมือง

บางทีนามสกุลกับบทบาทความเป็นครูของครูฉลบชลัยย์ พลางกูร คงไม่ทำให้คนสนใจครูฉลบเกินบทบาทไปกว่าการเป็นภรรยาของนายจำกัด พลางกูร และเป็นผู้ให้กำเนิดโรงเรียนดรุโณทยาน 

ยุกติ มุกดาวิจิตร: วัฒนธรรมรถกระบะ

รถกระบะพัฒนาจากการเป็นปัจจัยการผลิตจนกลายเป็นปัจจัยทางวัตถุเชิงวัฒนธรรมในระยะ 20 ปีมานี้เอง การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมรถกระบะไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลนั่นแหละที่มีส่วนสำคัญทำให้เกิดพัฒนาการนี้ขึ้นมา

ยุกติ มุกดาวิจิตร: โตรอนโตใน 2-3 วัน

ไปโตรอนโตได้สัก 5 วัน แต่เวลาส่วนใหญ่ก็อยู่ในห้องประชุม กับนั่งเตรียมเสนองาน จะมีบ้างก็สองวันสุดท้าย ที่จะมีชีวิตเป็นของตนเอง ได้เดินไปเดินมา เที่ยวขึ้นรถเมล์ รถราง กิน ดื่ม ละเลียดรายละเอียดของเมืองบางมุมได้บ้าง ก็ได้ความประทับใจบางอย่างที่อยากบันทึกเก็บไว้ ผิดถูกอย่างไรชาวโตรอนโตคงไม่ถือสานัก

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ทัวร์โรงเบียร์

อีกสถานที่หนึ่งที่ตั้งใจไปเยือนคือโรงเบียร์ใจกลางเมืองชื่อ Steam Whistle ทำให้ได้เห็นทั้งวิธีคิดของเมือง วิธีการทำเบียร์ ความเอาจริงเอาจังของคนรุ่นใหม่ในแคนาดา รวมทั้งเข้าใจอะไรๆ เกี่ยวกับเบียร์มากขึ้น

ยุกติ มุกดาวิจิตร: พิพิธภัณฑ์รองเท้า

แรกทีเดียวก่อนไปชม ก็ไม่คิดว่าจะได้อะไรมาก คิดว่าคงแค่ไปดูความเป็นมาของบาทาเป็นหลัก แล้วก็คงมีรองเท้าดีไซน์แปลกๆ ให้ดูบ้าง กับคงจะได้เห็นรองเท้าจากที่ต่างๆ ทั่วโลกเอามาเปรียบเทียบกันด้วยความฉงนฉงายในสายตาฝรั่งบ้าง

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ห้องภาพแห่งออนทาริโอ (AGO)

ผมมาประชุมวิชาการ AAS ประจำปี 2017 ที่โตรอนโต แคนาดา เมื่อเสนองานไปแล้วเมื่อวาน (18 มีค. 60) เมื่อเช้าก็เลยหาโอกาสไปทำความรู้จักกับเมืองและผู้คนบ้าง เริ่มต้นจากการไปแกลลอรีแห่งออนทาริโอ แกลลอรีสำคัญของรัฐนี้ ตามคำแนะนำของใครต่อใคร ไปถึงแล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะแกลลอรีนี้น่าสนใจในหลายๆ ลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดในการจัดแสดงงาน การเล่าเรื่องราว และการแสดงความเป็นแคนาดา

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ yukti mukdawijitra