Skip to main content
ชนกลุ่มน้อย
หน่อกล้วยกับมะพร้าวงอกหน่อ  ราวกับเพิ่มจำนวนมากขึ้นชั่วข้ามคืน  ผมสงสัยว่าพะเลอโดะจะเอาขึ้นรถอีกทำไม  มิหนำซ้ำยังเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว  พะเลอโดะพูดทีเล่นทีจริงว่า  เราต้องอยู่รอดด้วยวิธีของเรา  ผมไม่เข้าใจ  แต่ไม่ได้ถามต่อ   พอรถจอดแล้วดับเครื่องยนต์  ปิดไฟ  ผมถึงรู้ความจริงใต้หน่อกล้วยกับมะพร้าวงอกหน่อ  มันเป็นเกราะกำบังที่สามารถคุ้มครองเราได้   ผมไม่นึกว่ากะฌอกับซอมีญอจะมารอกลับขึ้นรถกลับไปกับเราด้วยพะเลอโดะก็ไม่รู้ว่า เขาสองคนจะเอาอย่างไรกับชีวิต เหมือนเขาถูกปล่อยเข้าป่า  เขาจะหนีเข้าป่า  หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตามทุ่งนาทุ่งไร่  หรืออาศัยหลับนอนไปตามบ้าน รับจ้างเป็นแรงงานไปวันๆ ก็ตาม  พวกเขาคงรู้กลิ่น มีที่ไหนปลอดภัยบ้างลุงเวยซาอยู่ในอารมณ์ครุ่นคิด ลุงเงียบผิดปกติ มองแม่น้ำอีกครั้ง  มองไล่ไปตามบ้านเรือนที่ตั้งวางเรียงราย  พะเลอโดะกำลังง่วนอยู่กับการจัดของภายในรถ     เรากำลังจะขึ้นรถอยู่แล้ว  จู่ๆ ชายเตี้ยม่อต้อก็วิ่งตาตื่นมาพูดกับพะเลอโดะ  ว่าเมื่อคืนมีคนหายไปจากหมู่บ้านหลายคน  สองคนในจำนวนนั้นน่าจะเป็นกะฌอกับซอมีญอ  มีคนได้ยินแต่เสียงเดินย่ำพื้นดินอย่างรีบเร่ง  ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่  พะเลอโดะมีสีหน้าเคร่งเครียด  ก่อนจะบอกผมกับลุงเวยซาว่าเรายังกลับไม่ได้  เราต้องอยู่ต่ออีกคืน  แต่ชั่วข้ามคืนของพะเลอโดะ  ผมรู้ดีว่า  อาจหมายถึงครึ่งคืน  หรือไม่ก็อาจสองสามวัน  ขึ้นอยู่กับสัญชาติญาณครั้งสุดท้ายอันที่จริงใครจะอยู่ใครจะไป  ก็เป็นเรื่องปกติของชีวิตแถบนี้  คนหายดูเป็นเรื่องให้พูดถึงอย่างธรรมดาเหลือเกิน  แม้ไม่อาจคาดเดาในชะตากรรมก็ตาม   เพราะคนหายไป  ก็อาจหมายถึงการย้ายที่ไปอยู่ที่อื่น  ไปทำอะไรก็ได้ที่ใครไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างน่าจะขึ้นอยู่กับการรอคอย   ผมไม่รู้จะคอยอะไร  คอยใคร  หรือต้องห่วงใครบ้าง  ลุงเวยซายังอยู่กับเรา  กะฌอกับซอมีญอนั้นหรือ  ที่นี่ก็เป็นแผ่นดินพวกเขา  เขาไม่ใช่บุคคลสำคัญขนาดเป็นสิ่งจำเป็นของกองทัพ   หรือกองทัพขาดเขาไปสองคน  อาจจะลดทอนกำลังใจของหมู่ทหารเปล่า ..ถึงอย่างไร  ผมไม่รู้อยู่ดี   ผมเดินไปนั่งมองแม่น้ำ  ลุงเวยซาตามไปนั่งข้างๆ  พะเลอโดะเดินหายไปกับชายเตี้ยม่อต้อบ่ายฝนตกพรำๆ  เหมือนแม่น้ำใหญ่ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ  มันยังคงไหลไปอย่างเย็นเยียบ  ไหลเนื่องไปข้างหน้าอยู่อย่างนั้น  ผมหลบมาอยู่ในศาลาริมน้ำ   มีคนนั่งอยู่หลายคน  ท่าทางแต่ละคนแทบไม่ต่างกัน  นั่งรอคอยอะไรสักอย่าง  ซึ่งไม่แน่ว่าจะมาถึงใกล้ไกลเพียงใดตกค่ำ  ยังไม่มีทีท่าว่ากะฌอกับซอมีญอจะกลับมา  แมวดำตัวใหญ่วิ่งฝ่าฝนเปียกปอน  เดินหายเข้าไปในบ้านไม้   สัตว์ยังมีที่หลบภัย  แต่คนคงมองไม่เห็นทางได้ง่ายๆผมไม่พบกะฌอกับซอมีญออีกเลย  นับจากวันนั้น   เรารออีกวันเต็มๆ  เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสองคนไม่กลับมาจริงๆ   เราช่วยกันหยิบหน่อกล้วยลงมาจากรถ  มันไม่มีความจำเป็นใดๆอีกแล้ว ภายในรถดูโล่ง  ผมกับลุงเวยซานอนเหยียดตัวบนพื้นรถ  เสียงเครื่องรถครางหึ่งๆๆ  พะเลอโดะไม่พูดอะไร  นิ่งเงียบไปบนความเร็วของเต่าคลานต้วมเตี้ยมไปตามถนนดิน
แพร จารุ
ป้าของฉันเป็นผู้หญิงธรรมดามาก ไม่เป็นที่รู้จักของใคร  ฉันคิดว่าคนที่ป้ารู้จักมีแต่หลาน ๆ กับคนข้างบ้านเท่านั้น และคนที่รู้จักป้าก็เช่นกัน ป้าเป็นผู้หญิงธรรมดาจริง ๆ แต่ฉันอยากเขียนถึงป้า เพราะน่าจะมีแต่ฉันที่จะเขียนถึงป้า และฉันก็น่าจะเป็นหลานคนเดียวที่ไม่เคยได้ทำอะไรให้ป้าเลยนอกจากเขียนถึงป้า ใจหายเหมือนกันเมื่อคิดว่า นี่คือสิ่งแรกที่ฉันจะทำให้ป้า ป้าฉันไม่มีอะไรพิเศษเลยนอกจากเป็นคนดี มีจิตใจที่ดีงาม ตั้งแต่ฉันรู้จักเป็นป้าหลานมา ฉันไม่เคยเห็นป้าทำอะไรไม่ดีเลย ไม่ใช่แกเป็นป้าที่ดีของพวกหลาน ๆ แกเท่านั้น แต่เป็นเพื่อนบ้านที่ดีของเพื่อนบ้าน ชีวิตป้ามีความสุขมาก ฉันคิดว่าป้ามีความสุขทุกวัน  ป้ายิ้มทุกวันและแกก็ไม่มีเรื่องตำหนิใคร ๆ ไม่มีเรื่องร้าย ๆ ออกมาจากป้าให้ได้ยินเลย“ไปกินข้าวกินปลา” ป้าจะพูดคำนี้เสมอเมื่อมีหลาน ๆ มาถึงบ้าน  กินข้าวกินปลาจริง ๆ เพราะอาหารหลัก ๆ คือข้าวกับปลา ที่เด็ดสุดของคือแกงส้มปลา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีฉันก็ยังรู้สึกว่า ไม่มีแกงส้มที่ไหนอร่อยเท่าบ้านป้า แกงส้มป้าจะเปรี้ยวจัด  ป้าใช้มะนาวแกงส้ม  น้ำแกงส้มของป้าเป็นน้ำใส  หลายปีที่ฉันพยายามจะแกงส้มให้เหมือนของป้าแต่ไม่เคยทำได้  ไม่เปรี้ยวเผ็ดแบบพอดีเหมือนของป้าบ้านหลังแรกของป้าอยู่ในสวน บ้านป้ามีของกินมากมาย แต่ที่ฉันชอบที่สุดคือละมุดลูกเล็ก ๆ  ป้าปลูกละมุดไว้หลายต้น นอกจากละมุดก็จะมีฝรั่ง และของกินอีกมากมายไว้ให้หลาน ๆ กิน พวกเราจะสุขสบายและอิ่ม เรียกว่าไม่เคยเลยสักวันที่ไปแล้วหิวกลับมา  ป้าไม่มีลูกสักคน แต่ถึงแม้จะไม่มีลูกแต่ป้าได้เป็นแม่  เพราะป้าเลี้ยงหลานเป็นลูกอยู่สองสามคน ฉันคิดว่าป้ามีความเป็นแม่ครบถ้วน หลาน ๆ วิ่งไปหาป้าได้เสมอเรื่องราวของป้าในวัยเยาว์ ฉันรู้จากแม่เพียงเล็กน้อย แม่เล่าว่า ป้าเป็นพี่สาวคนโตแต่เป็นคนละพ่อกับแม่ เพราะพ่อของป้าซึ่งเป็นคนมีชื่อเสียงในสมัยนั้นเทียบเท่ากับผู้พิพากษาในสมัยนี้ ได้เสียชีวิตไปทิ้งลูกสาวเล็ก ๆ กับแม่เอาไว้ ต่อมาแม่ของป้ามีสามีใหม่และมีลูกสาวอีกสามคน หนึ่งในสามนั้นคือแม่ของฉันคนหนึ่งป้าเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผอมบาง ฉันไม่ได้เห็นตอนที่ป้าเป็นสาว แต่คิดว่าคงจะสวย เพราะลูกสาวบ้านนั้นสวย ๆ ทั้งสี่คน แต่ที่สวยที่สุดคือแม่ของฉันสิ่งที่ฉันเห็นตั้งแต่เด็กคือ พวกเขารักกันมากจริง ๆ และเขาก็บอกให้เรารักและนับถือกัน ใครเป็นลูกผู้พี่ก็จะต้องนับถือลูกผู้น้อง ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมาก เช่นลูกของน้าที่โตเป็นหนุ่มจะต้องเรียกฉันว่าพี่  ฉันจึงมีน้องเป็นครูสอนฉันในช่วงที่เรียนชั้นประถม พวกแม่ทั้งสี่มีที่นาอยู่แปลงหนึ่ง เป็นมรดกตกทอดมา ที่นาแปลงนั้นสำหรับปลูกข้าวเป็นของส่วนรวม ข้าวจะถูกเอามาเก็บไว้ที่บ้านเราและพี่น้องทั้งสี่รวมทั้งลูกหลานก็มาเอาข้าวไปกิน ฉันไม่เคยเห็นทั้งสี่พี่น้องมีปัญหาทะเลาะกันเลย พวกเขาจะพูดกันดีมาก ป้าซึ่งเป็นพี่สาวคนโตจะเรียกน้อง ๆ ของแกว่าน้องทุกคำ พวกน้อง ๆ ก็เรียกแกว่า สาว (หมายถึงพี่)แม่จึงไม่ต้องบอกให้พวกเราพี่น้องรักกันป้าเลี้ยงน้อง ๆ ของแก และเลี้ยงหลานต่อ หลานๆ ที่มาอยู่กับป้าเรียกแกว่าแม่ หลานบางคนมีลูกก็ให้ลูกมาอยู่กับป้าต่ออีก ป้าเป็นผู้หญิงที่น่ากอดมาก น้องสาวของฉันชอบกอดป้า แต่ฉันชอบจับมือป้าเล่นดึงหนังเหี่ยว ๆ ที่หลังมือ ป้าจะหัวเราะและว่าหนังเหี่ยวหมดแล้วฉันชอบแกล้งอำป้าเล่น ฉันรู้ว่าป้าชอบให้ของน้องสาวคนเล็ก เพราะแกรักเป็นพิเศษในบรรดาลูก ๆ ของแม่  วันหนึ่งฉันแกล้งพูดว่า วันนี้ป้าให้ทองน้องสาวด้วยนี่แกรีบพูดว่า บอกมันแล้วว่าอย่าบอกใคร ไปบอกคนอื่นทำไม พวกเราก็หัวเราะฮากันเพราะน้องสาวไม่ได้บอกใครเลย แกโดนหลอกวันหนึ่งป้านั่งหัวสั่นอยู่คนเดียวที่ร้านนั่งประจำของแก ช่วงนี้แกไปไหนไม่ไหวแล้ว ได้แต่นั่ง ๆ อยู่ที่บ้าน ธรรมดาป้าจะไปวัดทุกวันพระฉันถามแกว่า ป้านั่งสั่นทำไมแกตอบว่า “มันโกรธ” คือแกโกรธอะไรสักอย่างหนึ่ง คงนาน ๆ ถึงจะโกรธครั้ง ฉันไม่ได้ถามแกว่าโกรธอะไรโกรธใคร แต่ถามว่านั่งสั่นทำไมแกว่ามันโกรธแล้วหัวสั่น“อ้าว โกรธแล้วนั่งสั่นอยู่คนเดียว ไม่มีใครเขาสั่นด้วย”ป้าหัวเราะแล้วว่าเอ้อ...แล้วก็หยุดสั่น    ชีวิตช่วงสุดท้ายของป้า ในช่วงชีวิตใกล้จะครบร้อย แม่ซึ่งเป็นน้องสาวที่เหลืออยู่คนเดียวและสูงวัยแล้วเช่นกัน ได้ดูแลป้าอย่างดี จนทำให้ฉันรู้สึกมีกำลังใจว่า ฉันมีน้องสาวและเธอคงจะดูแลฉันดีด้วยยามแก่เฒ่า นั้นหมายถึงว่าถ้าฉันจำเป็นจะต้องมีชีวิตยืนยาวเช่นป้าเพราะฉันไม่มีลูกเหมือนป้า ช่วงหนึ่งแม่ไปรับป้ามาอยู่ด้วย อยู่บ้านเดียวกัน จะได้ไม่ต้องไปรับไปส่ง แต่ป้าก็อยู่ไม่ได้คิดถึงบ้านตัวเอง แม่จึงต้องไปนอนเป็นเพื่อนป้าอยู่เรื่อย ๆ แกไปแบบไม่กลัวเหนื่อย ไปทำอาหารที่ป้าชอบ ไปป้อนข้าว ป้อนนมวันหนึ่งฉันได้ยินแกพูดว่า คิดถึงน้อง ฉันเห็นคนแก่สองคนพี่น้องกอดกันแม่กับป้าเริ่มรู้จักโทรศัพท์ไม่นาน สองคนพี่น้องจำเบอร์โทรของกันได้ โทรหากันทุกวันพวกเราหลาน ๆ ใกล้ชิดกับป้า เพราะหน้าที่หนึ่งของพวกเรา ไม่ว่าจะอยู่ไกลถึงไหน ทุกครั้งที่กลับบ้านสิ่งที่ต้องทำคือไปหาป้า แม่จะเตือนให้ไปหาป้าก่อนเสมอ หรือไม่ก็ต้องไปหาป้าก่อนกลับ     ป้าเป็นคนน่ารักจนวันสุดท้าย ฉันไปเยี่ยมป้าครั้งสุดท้าย ป้านอนอย่างเดียวแล้ว และป้าก็จำใครไม่ค่อยได้แล้ว โดยเฉพาะฉันซึ่งอยู่ไกลจากป้ามาก แต่สิ่งที่ป้าไม่ลืมคือ เรียกให้หลานกินข้าว ป้าบอกให้ฉันไปหาข้าวกิน ไปกินข้าวกินปลา ขนมมีก็หากินเหลนของป้าที่อยู่กับป้าบอกว่า ใครมาแกก็เรียกให้กินข้าวฉันแกล้งบอกป้าว่า ไม่มีข้าวกิน ดูเถอะหลานอย่างฉัน ถึงขั้นนี้แล้วยังแกล้งป้าได้ป้าทำเสียงดังขึ้นมานิดหนึ่ง และว่าให้ไปซื้อมาสักบาท ฉันคิดว่าบาทของป้าตอนนั้น คงเป็นค่าของเงินสมัยที่ป้าเป็นสาว เหลนบอกว่าช่วงหลัง ๆ ป้าจะพูดถึงคนที่มีแต่ชื่อแล้วทั้งนั้น และเรียกหาพ่อหาแม่ด้วย บางช่วงแกคืนสู่วัยเยาว์ ชีวิตคืนสู่วัยเยาว์จริง ๆ ยามเช้าเหลนที่อยู่ด้วยจะอุ้มไปเข้าห้องน้ำ แล้วอุ้มกลับมานอน ป้อนข้าว อาบน้ำ เช็ดตัว ทาแป้ง  แกนอนอย่างสงบ นอนนิ่ง ๆ ไม่โวยวายเสียงดัง พูดจาดีฉันคิดว่าคนแก่ที่หลงลืมอย่างป้า แต่ยังพูดจาดี เป็นห่วงคนอื่น กลัวว่ายังไม่ได้กินข้าว ป้าคงมีหัวใจที่ดีมาก นี่แหละที่ว่างามอยู่ข้างในจริง ๆ  ป้ามีบุญหรือเรียกว่าบุญที่แกทำเอาไว้  หรืออยู่เพื่อให้คนอื่นได้ทำความดี หลาน ๆ ที่ป้าเลี้ยงดูเหมือนลูก ยังมาดูแลป้าอยู่เสมอ  แกไม่เคยถูกทอดทิ้ง แม้ว่าพวกเขาจะไปทำงานไกล บางคนให้เงินเดือนป้าด้วย และยังมีรุ่นเหลน ช่วงหลังป้าอยู่กับเหลนและเหลนของแกก็มีลูกเล็ก ๆ วันน่ารักอยู่กับแกด้วย นับว่าชีวิตแกไม่เคยขาดเด็ก แกจึงไม่โดดเดี่ยวเลยป้านอนอยู่ยาวนาน แล้วยามเช้าวันหนึ่งก็ถึงเวลาที่ป้าจะเดินทางอีกครั้ง แกหลับสนิทในยามเช้า เหลนคนหนึ่งของป้าส่งข่าวมาบอกแม้ว่าจะรู้สึกว่า ควรจะถึงเวลาของป้าแล้ว หรือป้านอนนานเกินไปแล้ว ไปเถอะป้า แต่หัวใจโหวงเหวงเหลือเกิน เมื่อคิดถึงมือเหี่ยว ๆ ที่ยอมให้หลานอย่างฉันดึงหลังมือเล่นฉันไม่ได้ทำอะไรให้ป้าเลย ฉันเป็นนักเขียน อาชีพที่ป้าไม่รู้จัก ครั้งหนึ่งป้าถามฉันว่าทำงานอะไร ฉันบอกป้าว่าเขียนหนังสือ  ป้าถามอย่างงง ๆ ว่า ยังเรียนหนังสืออยู่หรือ ฉันไม่ได้อธิบายให้ป้าฟังและคิดว่า ป้าเข้าใจไม่ผิดหรอกเพราะฉันยังเรียนอยู่จริง ๆ การอ่านการเขียนก็คือการเรียน“เขียนหนังสือ” ป้ามีหลานเป็นคนเขียนหนังสือ และนี่เป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ คือเขียนถึงป้า เขียนถึงผู้หญิงธรรมดาของหลานที่ดียิ่ง   
เงาศิลป์
“ต้นไม้ไม่ต้องการคำภาวนา มันต้องการน้ำ” อาการห่อเหี่ยวของเรียวใบยังคงอยู่ บางต้นปลิดใบสีน้ำตาลร่วงพราวเกลื่อนพื้น........แม้แต่ความรัก ก็ยากจะเยียวยา.....ไม่ว่าฉันจะพูดปลอบประโลมอย่างไร มันก็ไม่อาจฟื้นคืนมาสู่ความสดใสได้อีกแล้วฉันสิ ที่ต้องคร่ำครวญและพาลโมโหตัวเองที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกชาวสวน แต่ไม่เคยมีวิชาทำสวนติดตัวสักกระผีกริ้น สิ้นลมหายใจพ่อ เหมือนสิ้นคู่มือชีวิต เรื่องของต้นไม้และเม็ดดินกลายเป็นความลี้ลับ ที่ต้องใช้เวลา และสติปัญญา มาถอดรัสลับ ซึ่งไม่รู้ว่าชาตินี้ฉันจะทำสำเร็จหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องดินฟ้าอากาศ ที่สัมพันธ์กับอารมณ์ของต้นไม้แต่ละชนิดแม้เวลานี้ ยังได้ชื่อว่าเป็น “ฤดูหนาว” แต่ยามหลังเที่ยงวันไปแล้ว บรรยากาศร้อนอบอ้าวราวกับอยู่ในเตาอบ  มหึมา ต้นไม้ของฉันจึงต้องการน้ำ  น้ำ และน้ำเท่านั้นสายลมหนาวแผ่วผ่านมาแล้ว ในยามเย็น คล้ายปลอบประโลมเรียวใบที่หรุบหรู่ให้อดทน“แน่จริงก็ปล่อยให้แผ่นดินเลือกสรรพันธุ์ไม้ แล้วปล่อยให้โลกนี้ฟูมฟักหน่ออ่อนด้วยวิถีทางของมันเองสิ”  เสียงหนึ่งตะโกนก้องท้าทาย ล่องลอยมากับสายลมเอื่อย“แล้วฉันจะได้อะไร จากการเป็นผู้เฝ้าดู”  ใจที่กระด้างโต้ตอบ“ก็ได้ชีวิต ได้ความสุขตามที่อยากได้ไงเล่า” เสียงนั้นยังท้าทายฉันนิ่งเงียบ ครุ่นคิด จริงหรือ การที่ไม่จัดการสิ่งใดๆ คือการเข้าถึงชีวิตและความสุข  ก็ฉันต้องการปลูกต้นไม้เพื่อโลกนี้“อะฮ้า อะฮ้า อาจหาญจริงนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ เสียงนั้นหัวเราะเยาะ จนฉันรู้สึกตัวลีบเล็กลงฉับพลัน รู้สึกคล้ายมีบางอย่างจ้องมองมาจากเบื้องไกล ด้วยความเวทนาสงสาร จึงเหลียวหลัง เงยหน้ามองหาที่มาแห่งดวงตาลึกลับนั่น  ฉันเห็นพระจันทร์ค่อนดวง ลอยเด่นเหนือแนวไม้ป่าทางทิศตะวันออก ทั้งที่พระอาทิตย์ยังคงระบายริ้วสีส้มเหนือฟากฟ้า ยังส่องแสงเจิดจ้าอาบแนวไพร และยังส่งประกายอันอบอุ่นอ่อนโยนมาถึงฉันด้วย ยามนั้นฉันรู้สึกว่าความสุข มันช่างเป็นเสี้ยวเวลาที่สั้นแสนสั้น จากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนผ่านไปสู่ค่ำคืนที่เหน็บหนาวอ้างว้าง  เพราะโลกนี้ถูกจับจองแล้วด้วยจันทราที่มีแสงกระด้างชืดชา เป็นนัยยะที่ถากถางหยามหยันชีวิตคนอย่างฉัน“ฉันไม่ชอบพระจันทร์” ฉันพึมพำอยู่ข้างใน ตั้งใจให้อีกเสียงหนึ่งนั้นรับรู้   สูดลมหายใจเข้าอย่างล้ำลึก แล้วค่อยๆผ่อนออกช้าๆ จนเห็นความร้าวรวดที่ดิ้นรนอยู่ภายใน และยอมจำนนต่อความเยือกเย็นที่ส่งผ่านมา  ยอมรับว่าแสงจันทร์ คล้ายสายตาของครูบาอาจารย์ที่เคารพรักยิ่งที่คอยติดตาม ทวงถามว่า “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ ”คำตอบจึงไม่เคยส่งผ่านไปที่ใด นอกจากย้อนคืนสู่หัวใจตัวเอง“ฉันเพียงต้องการมีชีวิตอยู่ ในท่ามกลางสรรพสิ่งที่ควรมีอยู่” เป็นคำตอบที่มีแรงปรารถนาหนุนเนื่องอยู่เต็มเปี่ยมดังนั้น เพื่อการมีชีวิตอยู่ ต้นไม้จึงจำเป็นต้องมีน้ำ และฉันจำเป็นต้อง “ภาวนา”
กวีประชาไท
* " ศิลปินสร้างงานศิลปะ" คารวะศิลปินจิตไพศาลล้ำลึก- กว้างใหญ่เป็นจิตจักรวาลเป็นสีสัน- บทเพลงขับขานความเป็นไท!!! ใครมิรู้จักศิลปะ- ศิลปินจิตสิ้นปัญญาญาณอย่าสงสัยคับแคบแล้วโถยังอ้างเป็นพระสงฆ์ไทยสิ้นไร้คุณค่ามีแต่อวิชชาโชว์ลุ่มหลงแต่ลาภยศสรรเสริญเพลิดเพลินกับชีวาคิดว่าโก้ทำลายโบสถ์วิหารเก่าแก่เพื่อพัดยศ- จิตพองโตพุทโธธัมโมสังโฆ... เหี๋ยเต๊อะทั่นดำรงชีวีไหนว่าเป็นศิษย์พระตถาคตมิเคยลดละเลิกกิเลศไร้ศักดิ์ศรีเป็นพระสงฆ์ศักดินาชั่วนาตาปียึดมั่นถือมั่นในทุกที่มิปล่อยวางท่านน่าจะชมเชยเห็นด้วยกับศิลปินที่มีจิตวิญญาณพุทธะกันซะบ้างเขาวิพากษ์สงฆืที่มิเฉิดรางชางเพื่อให้พุทธะงามพราวพร่างกลางใจคนคารวะพระสงฆ์ที่งดงามเราเลื่อมใสท่ายพุทธทาสท่านโพธิรักษ์เราค้อมคารวะไว้แสงดาว ศรัทธามั่น** ภาพประกอบจากกวีศิลปินโดย พันธุ์ปกรณ์ พงศารม  
ภู เชียงดาว
 ภาพประกอบโดย : ขวัญข้าวจากตาน้ำน้อยน้อยค่อยหยาดหยดผ่านขุนห้วยเคี้ยวคดรดรินไหลสู่ลุ่มน้ำสาขา -  -เดินทางไกลไปเลี้ยงชีพหล่อเลี้ยงในหัวใจคนกว่าจะเป็นแม่น้ำอันกว้างใหญ่ต้องผสานสายใยอันใหญ่ล้นดินอุ้มน้ำ  ป่าอุ้มฝน  คนอุ้มคนกว่าจะเป็นผลิตผลของแผ่นดินนั่นแสงแดด สายลมคอยห่มป่าโน่นเม็ดฝนหล่นโปรยมามิรู้สิ้น…ฟังสิเพลงนกป่า หญ้าผลิบานให้ได้ยินว่าชีวินนั้นสอดคล้องกันและกันลองหันมองจ้องดูสรรพสิ่ง…เราจะเห็นความจริงมิแปรผันคน ดิน น้ำ ป่า ฯ พึ่งพาอาศัยกันหากสิ่งหนึ่งผกผัน  สิ่งนั้นตาย !มาเถิด,  มาร่วมกันปกป้องป่ามารักษาสายน้ำ อย่าให้สูญหายมาฟื้นฟูธรรมชาติก่อนวอดวายมาค้นหาความหมายของชีวิต.๑๕ มี.ค.๒๕๕๐
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เมื่อคนสองคนหรือผู้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง ที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ได้เกิดความขัดแย้งกัน  ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็แล้วแต่ แล้วต่อมา ความขัดแย้งนี้ได้ลุกลามถึงขั้น โกรธ เกลียด และแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย แล้วต่างฝ่ายต่างก็ตั้งหน้าตั้งตา ดุด่า ใส่ร้ายป้ายสี ทะเลาะวิวาทกัน  เพื่อเอาชนะคะคานกัน เพื่อทำลายกันให้พินาศไปข้างหนึ่งเมื่อปรากฏการณ์ที่เลวร้ายนี้ได้เกิดขึ้น แทนการยุยงส่งเสริม หรือเข้าไปร่วมถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างที่พวกเรามักจะเป็นกันเพราะมีอคติ รักหรือว่าชอบ-คนนั้นพวกนั้น  ผิด ถูก ชั่ว ดี อย่างไร ก็ขอเข้าข้างกันเอาไว้ก่อนแต่เรื่องนี้ ท่านอาจารย์ รวี ภาวิไล กลับแสดงความเห็นเอาไว้ในบทความชิ้นหนึ่ง ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า “ความสงัด” เอาไว้ว่า ในฐานะชาวพุทธ เราไม่ควรจะทำอย่างนั้น แต่ควรพยายามช่วยกันระงับการทะเลาะวิวาทกัน ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทกันระหว่างปัจเจกชนกับปัจเจกชน หรือระหว่างสังคมกับสังคม ถ้าเราสามารถทำได้
เงาศิลป์
ดนตรีแห่งฤดูกาล กำลังเปลี่ยนผ่านจังหวะไปสู่ความรุนแรงร้อนรน แต่กระนั้นก็ยังหลอกล่อหัวใจผู้คนด้วยจังหวะผ่อนแผ่วของไอหนาว เมื่อคืน ฉันเผลอเรอลืมห่อห่มร่างกายให้อบอุ่น จึงถูกไข้หวัดจู่โจม จะเรียกว่าเป็นความอ่อนแอของร่างกายหรือว่าเป็นความแข็งแรงอันร้ายกาจของไวรัสก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะรอบทิศทางของไร่ มีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ทุกคืน การเผาซากอ้อยจึงกลายเป็นฤดูกาลเผาไร่...ฤดูกาลใหม่ของที่นี่ถ้าบินขึ้นไปบนท้องฟ้าไกลลิบนั่น คงเห็นรอยไฟลามเลียเป็นหย่อมๆ แผ่กระจายไปทั่ว คล้ายสัตว์ประหลาดสีแดงเพลิงเคลื่อนไหวเพยิบกลืนกินผิวโลกจนไหม้เกรียม และทุกหัวค่ำ ยังมีของแถมเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง คือกลิ่นเหม็นเน่าของน้ำทิ้งจากโรงงานน้ำตาล ที่ลอยมาไกล มองไม่เห็นต้นทางแหล่งที่มาฉันทำใจกับโลกใบนี้แล้วล่ะ..หันไปทางไหนก็ล้วนแต่มีปัญหาจากน้ำมือคน
ภู เชียงดาว
อยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งส่งเรียงความ เรื่องวันเด็ก ของ ด.ช.ภูภู่ มาให้ แถมยังย้ำบอกอีกว่าต้องอ่าน อืมม...ใช่ พออ่านแล้วฮาเลยนะครับ ผมว่าอารมณ์ขัน แสบ มัน ฮา อย่างนี้ น่าจะเขียนส่ง ต่วยตูน นะเนี่ยไม่รู้ว่าใครได้อ่านกันหรือยัง ขออนุญาตนำมาแปะให้อ่านกันตรงนี้แล้วกันครับ...ขอย้ำ- -โปรดเขย่าอารมณ์ขันก่อนอ่าน...
แสงดาว ศรัทธามั่น
คืออาจารย์ ..”อานันท์  กาญจนพันธุ์”งามรังสรรค์จิตวิญญาณมิเคยหลอกลวงลื่นไหลสู้เพื่อโลกชีวิตเพื่อความเป็นไทสู้ด้วยหัวใจเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน แห่งชีวี...เป็นนักคิดนักเขียน นักวิชาการกล้า แกร่ง หาญ นั้นเหลือที่พร้อมรำฟ้อนสู้เพื่อพี่น้องชนเผ่า ณ ปฐพีแล สู้ เพื่อ ผู้ถูกกดขี่... นิรันดร์ไป“ของหน้าหมู่” คือวิถีชีวิตของส่วนรวมโลกบวมบิดเบี้ยวก็ด้วยเพราะจิตวิญญาณมิเคยหยิบยื่นให้มี อวิชชาบ้าบอดในหัวใจ จึ่งทำลายโลกชีวิตธรรมชาติ พินาศพลัน...อาจารย์”อานันท์”และผองเพื่อนนักวิชาการจึงเหิญหาญ มิดูดายร่วมสร้างสรรค์ร่วมคิด – ร่วมรบ – ร่วมสู้ – ร่วมผูกพันโอ.. โลกเอกภพจักรวาล พร้อมใจกัน...อวยพรชัยให้วิถีชีวันแกร่งชีพงาม!ด้วยคารวะ + พลังใจอ้ายแสงดาว  ศรัทธามั่น ประพันธ์ในนาม  เพื่อนพ้อง น้อง พี่  คราจัดงานวิชาการ  มุทิตาจิตแด่..อาจารย์อานันท์ฯต้นฤดูหนาว 5 มกราคม 2551 ล้านนาอิสระ  เจียงใหม่“ของหน้าหมู่” เป็นคำศัพท์ของอาจารย์อานันท์ฯ หมายถึงสถานที่ส่วนรวม ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ดิน น้ำ ป่า ห้วย หนอง คลอง บึง ฯลฯ 
ที่ว่างและเวลา
‘ลีนาร์’ “ยามเมื่อเราต่างพูดถึงความสุข จะเกิดพลังขึ้นและสร้างคุณค่าขึ้นมาได้”คำกล่าวจากใบหน้ายิ้มแย้มของ ลิซ่า คาเมน เจ้าของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง H-FACTOR: where is your heart? ที่เธอและลูกสาวสำรวจธรรมชาติของความสุขของผู้คนข้ามทวีปผ่านคำถามง่าย ๆ ‘ความสุขของคุณคืออะไร’ย้อนไปในวันหนึ่ง ขณะที่ลิซ่าปั่นจักรยานผ่านตอนเหนือของประเทศอินเดีย เธอฉุกคิดขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรให้ชาวอินเดียจะแสดงออกถึงความสนุกและความสุขอย่างแท้จริงท่ามกลางความอัตคัดขัดสนที่ยังคงดำเนินอยู่ในเวลานั้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหัวข้อหลักของสารคดีซึ่งเธอและเคย์ล่า ลูกสาววัย 9 ขวบของเธอ ร่วมกันแบกกล้องค้นหารูปแบบความสุขของผู้คนหลากหลายเพศ วัย อาชีพ และสถานะ จากทั่วอินเดียจนถึงสหรัฐอเมริกา โดยมีเวลาให้แต่ละคนเพียง 60 วินาทีที่จะตอบคำถามนี้ออกมาอย่างอิสระ ซึ่งหลายคนยอมรับว่าไม่เคยปล่อยให้คำถามนี้เข้ามาในความคิดตัวเองเลยแม้ครั้งเดียว และคำถามหนึ่งคำถามนั้นก็นำมาซึ่งหลายคำตอบ ด้วยอิสระทางความคิดของผู้คนทำให้เราสามารถมองเห็นความสุขในหลาย ๆ แง่มุม มีคนจำนวนมากที่สามารถหาความสุขได้จากรอบ ๆ กาย โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ๆ เพียงแต่ปล่อยให้อะไรต่าง ๆ คงอยู่ในแบบนั้น มีหลายคนที่ตอบว่ามีความสุขเพราะได้ทำให้คนอื่นยิ้มหรือหัวเราะ การได้พูดคุย ท่องเที่ยว สร้างสัมพันธไมตรีกับผู้อื่นหรือได้อยู่ใกล้คนที่รัก ทั้งพ่อ แม่ พี่ น้อง และคนรัก ก็เช่นเดียวกัน มีจำนวนมากที่ชี้ไปหาคนใกล้ตัวและบอกว่านี่คือความสุขที่สุดในชีวิต ทั้งนี้ รวมถึงการได้ทำสิ่งที่รักด้วยเช่นกันศาสนาก็เป็นอีกหนึ่งหนทางของผู้คนที่นิยามความสุขเป็นความสงบที่ได้จากการพูดคุยกับพระเจ้า รวมถึงการเข้าใจหลักธรรมและปฏิบัติตาม เพื่อเป้าหมายทั้งความสงบในจิตใจและเป้าหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตามมีจำนวนไม่น้อย ที่ตอบว่าความสุขคือการมีเงินมาก ๆ เพื่อนำไปปลดเปลื้องทุกข์จากความยากจน ความลำบากต่าง ๆ ซึ่งคงทำให้ความสุขแท้จริงเกิดขึ้นได้ในชีวิตของพวกเขานักจิตวิทยาคนหนึ่งบอกว่า เงินซื้อความสุขได้ หลายคนคงเถียงคำพูดนี้ เพราะเราต่างเคยได้ยินว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่นักจิตวิทยาก็บอกเพิ่มว่า นั่นเป็นเพียงความสุขระยะสั้น ความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ในสภาพสังคมทุกวันนี้ที่การดำรงชีวิตอยู่มีเงินมาเป็นส่วนหนึ่ง และก็เป็นส่วนสำคัญในชีวิตใครหลายคนจริง ๆ นอกจากความสุขที่หาได้จากรอบ ๆ ตัวแล้ว ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ความสุขเกิดจากข้างใน ความสุขที่ไม่ต้องสร้างแรงบันดาลใจจากที่ไหน แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปและอยู่ร่วมกับทุกสิ่งได้ ความสุขก็จะบังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหลายครั้ง ที่เราอาจคิดว่าหากมีหรือไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้เราก็จะมีความสุข เช่น “ถ้าเรามีบ้าน มีลูก มีครอบครัว ได้ท่องเที่ยวรอบโลก ก็คงจะมีความสุขนะ”   สิ่งเหล่านี้ ทั้งนักจิตวิทยาและพระที่ ลิซ่าสัมภาษณ์กล่าวว่า การคิดในรูปแบบนี้จะสร้างความคาดหวังให้กับตัวเอง และยามเมื่อยังไม่บรรลุผลตามที่ต้องการ ความสุขก็ยังไม่อาจเกิดขึ้น แม้จะเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่แน่นอนว่าจะทำให้เกิดความสุขได้ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ความคิดว่า “ถ้าเรามี” หรือ “ถ้าเราไม่มี” จึงเป็นการสร้างทุกข์ให้ตัวเองมากกว่าเดิมพูดง่าย ๆ ก็คือ หากเราพยายามมีความสุข เราก็ไม่อาจมีได้อย่างแท้จริง เพราะการคาดหวังนี้ หากเราผิดหวัง หรือยังไม่ได้ตามที่ต้องการ เราก็ยังไม่มีความสุขเสียที และไม่แน่ว่าเมื่อเราได้อย่างนั้นแล้ว ความสุขจะเกิดขึ้นกับเราและคงอยู่ตลอดไปดังนั้น เราควรปล่อยให้อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น และมีชีวิตร่วมกับสิ่งเหล่านั้น หรือที่ภาษาอังกฤษบอกว่า “Let it be” นั่นเองนอกจากภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ลิซ่ายังเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้ถ่ายทอดและแบ่งปันความสุขกันผ่านเว็บไซต์ www.whatisyourhappiness.com เพราะเธอถือว่ายังคงมีความสุขมากมายหลงเหลืออยู่ในโลกนี้ เพียงแต่เราต่างมองไม่เห็นเท่านั้นเอง 
เงาศิลป์
 ริ้วสีชมพูอมส้ม กระจ่างจ้าที่ริมขอบฟ้า ดุจแก้มใสปลั่งของสาวน้อย ไรแสงสาดจับจ้าบนท้องฟ้าเหนือศรีษะ งดงามตระการ ฉันยืนมองแสงสีตรงหน้า ที่แปรเปลี่ยนไปทีละนิดๆ อย่างโปร่งโล่งในอารมณ์ สูดลมหายใจยาว นำเอาความสดชื่นไปกักเก็บไว้เต็มปอด สัมผัสความเย็นชุ่มที่ล่วงลึกลงภายใน ผิดกับผิวกายที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อกันหนาวสีทึมเนื้อหนานุ่ม เพียงผิวหน้าเท่านั้นที่ได้สัมผัสกับละไอหมอกหนาลอยเรี่ยพื้น ความหนาวเย็น ไม่ใช่มิตรที่ดีนัก ไม่ควรใกล้ชิดจนเกินไป ร่างกายมันบอกให้ฉันอย่างนั้น เช้านี้เป็นอีกวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วสดชื่นทั้งกายใจ งานหนักในไร่กลายเป็นคุณแก่ชีวิต หยาดเหงื่อที่ไหลหลั่งช่วยชะล้างความหมักหมมแห่งการงาน และแผ่นหลังล้าหนัก ยามจ่อมจมอยู่กับโต๊ะเก้าอี้ในห้องแคบนานๆ อีกทั้งได้นอนหลับสนิทอย่างล้ำลึก แม้อากาศจะหนาวเหน็บในยามดึก แต่กองไฟที่คุกรุ่น เป็นเครื่องคลายหนาวได้อย่างดียิ่ง เช้านี้ มันกลายเป็นกองถ่านแดงๆ  เสียงรถยนต์แว่วมา เหลียวไปดู เป็นรถกระบะสีแดงเลือดหมูสภาพกลางเก่ากลางใหม่ โยกเยกเชื่องช้ามาบนถนนสายฝุ่น ที่คั่นระหว่างไร่ แล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งตรงเข้ามาในพื้นที่ของฉัน ไม่ถึงห้านาทีมันมาจอดนิ่งสนิทใกล้ๆที่ฉันยืนอยู่ เป็นผู้ชายคนเดียว และฉันไม่เคยรู้จัก  ฉันมีโลกส่วนตัวสูงกว่าคนปกติ แต่ในยามปรับตัวเข้ากับผู้คน ฉันก็สามารถทำได้ ขอแต่ให้ฉันได้เป็นฝ่ายเลือกที่จะกระทำ ยามใดที่ถูกกระทำ เช่นวันนี้ ฉันจึงรู้สึกอึดอัดจนยิ้มไม่ออก เขามาเช้าเกินไป..ทั้งๆที่ฉันยังไม่ทันล้างหน้าล้างตา ไม่ทันได้จิบกาแฟกระตุ้นประสาท ไม่ทันทำอะไรสักอย่างให้กับตัวเองนอกจากสูดลมหายใจยาวๆ และเหวี่ยงแขนเหวี่ยงขาสะบัดกายไล่ความหนาว “ไปไหนคะ” อันที่จริงฉันไม่น่าจะถามโง่ๆอย่างนี้ เพราะนี่ก็สุดทางแล้ว และเขาก็น่าจะไม่ใช่คนหลงทาง แต่เพราะฉันไม่รู้ว่าจะทักเขาอย่างไรให้ดีกว่านี้”ผมตั้งใจมาที่นี่แหละ เจอลุงลีเมื่อวานนี้ รู้ว่าเจ๊ มาซื้อที่ทำสวนที่นี่ จึงอยากจะมาบอกขายที่ดิน” เขาไม่อ้อมค้อม แต่ฉันสิ ฝืดเหลือทน ด้วยใจจริงไม่ชอบให้ใครเรียกเจ๊ ยกเว้นคนที่มาทำงานในไร่ แบบรายวัน (นานๆมาที) เมื่อเขาเรียกเจ๊ ฉันก็ปล่อยให้เขาเรียกไปตามสบาย แต่คนใกล้ชิดที่ต้องคบหากันนานๆ ฉันขอร้องว่าช่วยนับญาติกับฉันหน่อย ซึ่งก็ได้ผล อย่างป้าแดงจะเรียกฉันว่า “น้อง....” เขาเดินลงมาจากรถ ด้วยเครื่องแต่งกายที่ทันสมัยในกางเกงยีนส์ใหม่เอี่ยม เสื้อยืดคอโปโลสีเหลืองสวย ท่าทางคล่องแคล่วจนฉันระแวง ว่าอาจจะมาสอดส่องเรื่องอื่นมากกว่าจะมาบอกขายที่ดิน แต่เมื่อเขายืนยันเรื่องตำแหน่งแห่งหนของพื้นที่ ฉันจึงค่อยวางใจ มันเป็นที่ดินที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ในอีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ภูเขามากกว่าที่นี่เขาบอกว่า เขาเป็นเขยที่หมู่บ้านนั้น แต่เกิดในหมู่บ้านนี้ มิน่า จึงรู้เส้นทางแถวนี้ดี ฉันปฏิเสธไปว่าไม่มีเงินจะซื้อที่ดิน หรืออะไรที่แพงๆอีกแล้ว ที่ทำอยู่นี่ก็แทบจะไม่มีทุนทำต่อ ต้องใช้แรงงานตัวเองเป็นหลัก เขาคงไม่ค่อยจะเชื่อ หรือว่าเขาไม่เข้าใจชีวิตก็ไม่รู้ได้ ยังคงอ้อนวอนให้ฉันช่วย ราวกับมันมีราคาแค่ไม่กี่สิบบาท จนฉันรู้สึกหงุดหงิด..บอกเขาว่า เงินเป็นล้าน ฉันไม่มีปัญญาซื้อหาหรอกนะ อย่าคิดว่าฉันรวย พรรคพวกญาติพี่น้องของฉันก็ไม่ได้ร่ำรวย แค่นี้ก็หมดตัวแล้ว เชื่อสิ...คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายอ้อนวอนให้เขาเชื่อฉันบ้าง ขณะที่เขาสอดส่ายสายตามองไปรอบๆกระท่อมของฉัน คงจะเห็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ฉันวางไว้ใต้เพิงหมาแหงนหลังบ้าน มันเป็นทรัพย์สินที่คนละแวกนี้รู้ว่าฉันใช้มัน เพราะเสียงอันดังสนั่นยามหัวค่ำไม่กี่ชั่วโมง ลุงจ่อย ช่างสร้างบ้านหลังน้อยให้ฉันเคยล้อว่า บ้านนี้นักเลงพอตัว เอาของมีราคาทิ้งไว้นอกบ้าน ฉันได้แต่ยิ้ม ไม่สามารถตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ก็บอกแกไปว่า “ว่างๆ ช่วยแวะมาทำกระท่อมหลังน้อยๆ ที่มีประตูล็อคกุญแจได้ ให้หน่อยนะลุง” ลุงจ่อยพยักหน้า แต่ไม่เคยแวะมาอีกเลย ฉันรู้ว่าแกไม่ว่าง จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตของตัวเองเสร็จแล้วนั่นล่ะ ฉันจึงต้องทำใจใหญ่ เชื่อว่าแถวนี้ไม่มีขโมย โดยเฉพาะขโมยที่ย่องมาในตอนที่ฉันหลับสนิท  พอฉันยืนยันว่าฉันจน ไม่มีเงิน ไม่มีทุน ไม่คิดจะเป็นนายหน้าค้าที่ดินด้วย เขายังอิดออด บอกว่าช่วยซื้อเฉพาะที่ดินของเขาก็ได้ แค่ 30 ไร่ จะให้ราคาพิเศษ หรือถ้าจะหาเพื่อนมาช่วยซื้อเพิ่ม ก็มีของญาติพี่น้องเมียที่อยากจะขาย รวมๆแล้วที่ดินที่อยู่ติดกัน ราวๆร้อยไร่นั่นล่ะ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงอยากจะขายที่ดินทำกินกันนัก หากเป็นเพราะมีหนี้สิน ต้องการปลดหนี้ ก็เท่ากับว่าสภาพชีวิตพี่น้องชาวอีสาน ไม่เคยดีขึ้นมาเลย เพราะฉันถูกเสนอขายที่ดินบ่อยมาก จนสงสัยว่า นี่เขากำลังขายที่ดินราคาเป็นแสนเป็นล้าน หรือว่ากำลังขายปลาทูราคาห้าบาทสิบบาทกันแน่ สำหรับฉันในเวลานี้ แค่จะซื้อน้ำมันเบนซินมาเติมเครื่องตัดหญ้า ฉันยังต้องคิดแล้วคิดอีก ว่าจะซื้อดีไหมหนอ หรือว่าจะหวดหญ้าด้วยสองแขนกับพร้าทื่อๆ ที่ฉันไม่มีปัญญาจะลับให้คมกริบได้ด้วยตัวเอง ส่วนเครื่องปั่นไฟ ฉันตัดสินใจจะใช้มันอาทิตย์ละหนก็พอ ในเวลาที่แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือเรียกร้องขอพลังเพิ่มเติม มันคือสิ่งจำเป็นที่ฉันต้องมี ในยามฉุกเฉิน และป้องกันคนที่อยู่ไกลๆ โดยเฉพาะแม่ ไม่ให้กังวลว่าฉันอาจจะกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ควรเป็นไป ก่อนที่เขาคนนั้นจะจากไป ได้ขอร้องให้ฉันเก็บเบอร์โทรศัพท์มือถือของเขาเอาไว้ เผื่อฉันจะเปลี่ยนใจ ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ บนกระดาษสีขาวแผ่นเล็กๆ ฉันกำไว้ในมือโดยไม่ได้อ่านดู หวนคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยที่รัฐบาลน้าชาติครองเมือง คราวนั้นที่ดินในภาคอีสานถูกกว้านซื้อขนานใหญ่ จนราคาที่ดินพุ่งพรวด นายหน้าค้าที่ดินเดินสวนกันเป็นขบวนพาเหรด การเงินสะพัดสุดๆ และแล้วไม่นาน ฟองสบู่ก็แตกโผล๊ะ ทุกอย่างละลายหายวับไปกับตา มันคือคลื่นแห่งหายนะลูกใหญ่ที่โถมซัดเข้ามา แม้วันนี้ คลื่นลูกเล็กๆยังทยอยตามมาไม่ขาดสาย กระดาษแผ่นน้อยร่วงลงสู่กองไฟอย่างตั้งใจ สีขาวค่อยๆกลายเป็นน้ำตาล และไม่ถึงอึดใจเปลไฟก็ลุกโชน ท้องไส้ฉันเริ่มส่งเสียงบอกว่าหิว
ชนกลุ่มน้อย
นกปีกขาวบินมาจากทิศไหน ผมไม่ทันได้สังเกต มันบินวนอยู่เหนือโขดหิน ฉวัดเฉวียนไปเหนือหลังคาบ้านริมฝั่งแม่น้ำ ดูมันคุ้นเคยกับอากาศอึมครึมรอบตัว ไม่มีใครใส่ใจว่ามันจะบินมาอีกหรือไม่ บินไปทางไหน สิ้นสุดลงที่ใด ผมมองตามปีกไหวๆ สลับไปมากับมองแม่น้ำ มองลุงเวยซาที่ยืนเป็นหินไปแล้ว ชั่วขณะหนึ่งนั่นเอง มันตีปีกทะยานบินข้ามแม่น้ำเต็มฝั่ง หายเข้าไปอีกฟากแม่น้ำ แล้วชั่วอึดใจต่อมาก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด เสียงปืนดังเป็นคลื่นสะท้อนกังวานข้ามแม่น้ำ ผ่านไปในร้านก๋วยเตี๋ยว ขนมจีนน้ำเงี้ยว ร้านกาแฟ ป้อมค่ายทหาร ร้านค้าขายสิ่งของจิปาถะ แล้วสะท้อนกลับไปมาอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะดังลับหายไปยังฝั่งพม่าอีกครั้ง เสียงปืนหนึ่งนัด ไม่ต่างกับเสียงใบไม้หนึ่งใบร่วงตกพื้นกลางป่า ผมไม่ห่วงว่านกตัวนั้นจะโดนลูกหลงหรือไม่ มันคงไม่โชคร้ายขนาดบินไปชนกระสุนปืนที่ดังอย่างไม่มีเหตุผล เสียงดังโหวกเหวกขึ้นบนฝั่งต่างหาก ทำให้ลุงเวยซาถอนตัวจากก้อนหินริมแม่น้ำ ขึ้นไปยืนบนที่สูงๆ ให้เห็นบางอย่างที่ลอยมากับน้ำ ผมวิ่งตามไปดูด้วย เป็นท่อนซุงลอยตามน้ำมาก่อน สีน้ำดินขุ่นๆขับให้ซุงดูเข้มชัดขึ้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มคนยืนมองสนใจ แต่เป็นสิ่งที่ลอยตามซุงมาต่างหาก “ตายแล้วยัง” เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงพ่อค้าจากเมืองใหญ่ แต่เสียงอื่นฟังไม่รู้เรื่องส่งเสียงโต้ตอบกันอย่างกับฝูงนก ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เสื้อผ้าเท่าตัวคนรัดแน่นตึงลอยหมุนวนมากลางแม่น้ำ แล้วเบี่ยงหน้ามาหาฝั่ง แต่เหมือนมีมือกำกับอยู่เบื้องล่าง คอยผลักหนุนส่งให้หมุนลอยไปกลางแม่น้ำอีกครั้ง สีดำๆเก่าๆผุดๆโผล่ๆหมุนวนอยู่อย่างนั้น ราวกับจัดฉากแสดง ก่อนจะไหลตามน้ำไกลออกไป ไกลออกไปจนลิบลับหายไปจากสายตาทุกคน “ศพลอยน้ำ” .. ผมผะอืดพะอมกับภาพผ่านหน้า เศษสวะ กิ่งไม้ใบไม้ที่ลอยตามกันมา แม้ไม่ได้รับความสนใจจากสายตามองดู แต่ความหมายของมันช่างไม่ต่างจากศพลอยน้ำ ลุงเวยซายืนสงบนิ่ง นิ้วมือแตะหน้าอก พึมพำถ้อยคำอยู่ในลำคอ สิ่งที่พอทำได้มอบให้หนึ่งชีวิตนิรนามลอยไปกับน้ำ พะเลอโดะบอกว่า คนบนฝั่งแม่น้ำเห็นศพไม่มีชื่อลอยตามน้ำมาตลอด แต่ไม่เคยมีใครพิสูจน์ความจริงศพหนึ่งศพใดได้เลย บัญชีคนตายยาวเป็นหางว่าวอยู่แต่ในความทรงจำเท่านั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่า ที่สุดของคนโชคร้ายเหล่านั้นไปหยุดลงที่ใด