Skip to main content
ฐาปนา
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ลมหนาวคลายความยะเยือกลง เหลือเพียงลมเย็นโชยเฉื่อย เจือกลิ่นหอมของไม้เมืองหนาวหลายชนิดที่ยังคงผลิดอกแม้ฤดูหนาวสิ้นสุด แล้วเมืองเชียงใหม่ก็เข้าสู่ช่วงเวลาพิเศษของคนหนุ่มสาวอีกครั้ง“วันแห่งความรัก” (Valentines Day) ที่ใครหลายคนรอคอยอันที่จริง แม้จะเรียกกันว่า วัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริบทของสังคมเปลี่ยนไป ด้วยอานุภาพแห่งความรักและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความรัก จึงไม่อาจจำกัดให้วันแห่งความรักอยู่แค่เพียง วันที่ 14 ของเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น วันแห่งความรักได้ขยายช่วงเวลาเป็น สัปดาห์แห่งความรัก จนกระทั่งเป็น เดือนแห่งความรัก ในที่สุด นอกจากบรรยากาศแห่งความรัก ดูเหมือนจะล่องลอยอยู่ในอากาศในทุกๆ ที่ ที่มีคู่หนุ่มสาวอิงแอบกันแล้ว คนที่รอคอยเดือนนี้ไม่น้อยกว่ากันเลย เห็นจะได้แก่พ่อค้า-แม่ค้า “ดอกไม้” ทุกคนเพราะ “กุหลาบ” ดอกไม้ที่มีตำนานเล่าว่าเกิดจากโลหิตของ Saint Valentine นักบุญผู้ให้กำเนิดวันวาเลนไทน์ คือสัญลักษณ์แห่งความรัก จึงทำให้กุหลาบคือดอกไม้ที่สวยที่สุด แพงที่สุด เป็นที่ต้องการที่สุด รวมทั้งขายดีที่สุดในช่วงเวลานี้ของปี กุหลาบไม่ใช่ไม้พื้นเมืองของไทย แม้จะมีการพบพันธุ์กุหลาบป่าที่ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี แต่พันธุ์กุหลาบส่วนใหญ่ในปัจจุบันนำเข้าจากต่างประเทศ มีข้อสันนิษฐานว่า ผู้ที่นำกุหลาบเข้ามาปลูกแรกสุดในไทย น่าจะเป็นพวกมิชชันนารี หรือพวกเจ้านายชั้นสูงในสมัยรัชกาลที่ 5ที่เชียงใหม่ มีกุหลาบชื่อดังอยู่ 2 สายพันธุ์ หนึ่งนั้นคือ “ควีนสิริกิติ์” กุหลาบพระนามในองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ใครมาเที่ยวพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์แล้ว ต้องมาชมให้ได้ กับอีกหนึ่งนั้นคือ “จุฬาลงกรณ์” กุหลาบพันธุ์ที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี สั่งจากอังกฤษเพื่อมาปลูกที่เชียงใหม่ และทรงตั้งชื่อพันธุ์ ตามพระนามของผู้เป็นที่รักยิ่งของท่านจากพื้นที่ปลูกกุหลาบประมาณ 7,000 ไร่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน เชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกกุหลาบมากถึง 658 ไร่ ในพื้นที่ 67 หมู่บ้านในเกือบทุกอำเภอของเชียงใหม่  ในแต่ละปี ช่วงวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์นี้ จะมีดอกกุหลาบจากเชียงใหม่กระจายออกสู่ตลาดทั่วประเทศวันละกว่าสามแสนดอกสำหรับราคาขายปลีกของกุหลาบในช่วงเวลาแห่งความรักเช่นนี้ มีตั้งแต่ดอกละ 20-30 บาทไปจนถึงดอกละ 200-300 บาท ขึ้นอยู่กับสี ขนาดดอก ความยาวของก้าน และที่มา ซึ่งมีทั้งที่ปลูกในเชียงใหม่ นำเข้าจากฮอลแลนด์ หรือนำเข้าจากจีน และหากนำไปจัดเข้าช่อตามร้านขายและรับจัดช่อดอกไม้หลายแห่ง ก็อาจมีราคาสูงถึง ดอกละ 500-2,000 บาท เลยทีเดียวแม้ว่าในช่วงเดือนแห่งความรัก ราคาของกุหลาบอาจจะสูงกว่าปกติถึง 10 เท่า แต่นั่นก็ใช่ว่า จะใช้ตรรกะของราคากุหลาบไปเทียบกับราคาของความรักได้ กุหลาบราคาแพงใช่จะหมายถึงความรักสูงค่า ขณะเดียวกัน กุหลาบราคาถูก ก็ใช่จะหมายถึงความรักต่ำต้อยด้อยค่ากุหลาบ คือดอกไม้ที่งามและโดดเด่นด้วยตัวของมันเองไม่ว่าจะพันธุ์ไหนหรือเฉดสีใด เฉกเช่น ความรัก ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความรักของใคร ในรูปแบบไหน หรือในขอบเขตใดกลางเดือนกุมภาพันธ์เมืองเชียงใหม่ เต็มไปด้วยดอกไม้ และ อวลกลิ่นความรักใต้แสงแดดอุ่น หรือใต้แสงไฟสลัวยามราตรี ความรักถูกมอบให้กันผ่านสัญลักษณ์ของมันกุหลาบดอกนั้น สวยที่สุด เมื่ออยู่ในมือคนรักของคุณข้อมูลจาก : wikipedia,สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงใหม่,ศูนย์วิจัยกสิกร,นิตยสาร compass** หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ ผมเขียนเก็บไว้นานแล้ว คิดว่าน่าจะเข้ากับบรรยากาศช่วงนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขในวันแห่งความรัก และขอให้ทุกวันเป็นวันแห่งความรักของคุณ
การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์
ราศีเมษ Aries (13 เมย.-13 พค.)                ไพ่ใบแรกของคุณสัปดาห์นี้  6 คทาค่ะ งานการใดๆ ที่ทำมานาน จะถึงจุดหมายแล้วนะคะ แต่ถ้างานไหนเพิ่งเริ่มตอนนี้ เส้นทางความสำเร็จยังอีกยาวไกล แต่ก็หวังได้ถึงสิ่งดีๆ ค่ะธุรกิจ การงาน  1 เหรียญ จะมีโอกาสดีๆ ทางการเงินเข้ามา หรือได้งานใหม่ งานที่มีลู่ทางด้านการเงินสดใส บางคนได้เพื่อนร่วมหุ้นลงทุนใหม่ๆ โครงการใหม่ผ่านฉลุย สมองแจ่มใสเห็นลู่ทางใหม่ๆ เป็นพิเศษค่ะสถานการณ์การเงิน  5 ถ้วย มีเรื่องไม่ได้ดั่งใจค่ะ ไม่ว่าจะได้อะไรมาก็ดูเหมือนจะไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ต้องจำใจยอมรับความผิดหวัง แต่ก็ไม่ถือว่าร้ายแรงนะคะความรัก ความสัมพันธ์   9 คทา ก่อนจะไปสู่ความสุขสมบูรณ์ของชีวิตรัก ชีวิตคู่ ก็คงต้องผ่านด่านทดสอบมากมาย ในอาทิตย์นี้ในเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ คุณจึงต้องการการปรับตัวเป็นอย่างมาก จะมีความรู้สึกไม่สะดวกใจ มีปัญหา มีเรื่องอยากถอย หรือตัดสินใจยากว่าจะก้าวเข้าไป หรือจะก้าวออกมา ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ จะเป็นสิ่งที่บอกว่าคุณยัง “มีใจ” กับใครบางคนนั่นเองคำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 3 เหรียญ ปัญหาที่งอกเงยขึ้นมาโดยไม่คาดฝัน แต่ดูเหมือนเริ่มต้นจะมีแต่สิ่งดีๆ หากนานไป อะไรที่คุณชื่นชมยินดี กลับนำเรื่องไม่คาดฝันมาให้คำแนะนำจากไพ่  1 ถ้วย คุณจะมีโชคดี ในเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย หรืออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ไพ่ใบนี้ยังบ่งบอกถึงความสุขในบ้าน ความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ครองคนรัก หรือใครทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเครื่องดื่ม อาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค เป็นจังหวะที่ดีของคุณค่ะ
โอ ไม้จัตวา
“เมื่อไรลื้อจะมา ลื้อบอกว่าจะมาหกโมง นี่จะสามทุ่มแล้ว”  เสียงโหวกเหวกโวยวายดังอยู่ตรงหน้าราวกับทะเลาะกันทางโทรศัพท์  รีเซฟชั่นยืนนิ่งมองชายคนหนึ่งยืนคุยโทรศัพท์หน้าดำคร่ำเครียด ฉันมองนิดหนึ่งเห็นว่าไม่มีอะไรก็หันมาอ่านหนังสือตรงหน้าต่อวันนี้วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักที่คนรอบข้างล้วนไม่มีใครสนใจใคร แม้แต่ฉันซึ่งหมกตัวเองอยู่กับงาน จนพบว่าลืมอาบน้ำเป็นวัน ๆ พบตัวเองที่หน้าคอมฯ อีกทีก็หน้ามันแผล่บ ป้า ๆ แถวนี้มาเห็นคงเหล่ตามองเย้ยหยัน ว่าทำตัวแบบนี้ไงเล่า! บอกน้องสาวไปทางเอ็มว่า วาเลนไทน์ของพี่ตายไปแล้ว ตั้งแต่เช้ามานี้ยังไม่ได้หายใจโล่ง ๆ เลย ดอกกุหลาบเหรอ...แพง! ความรักเหรอ...เหมือนเสาวิหารของยิบรานไง อยู่ห่างกันโน่นเลย แต่อนาคตมันคงเป็นวิหารเก่า ๆ ที่ถ้าใครโยกเสาสักข้างก็คงพัง โรแมนติกเหรอ...โอ..มันคือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์  เดี๋ยวนี้ชีวิตมีแต่เรียลลิสติค ความเป็นจริงตรงหน้ามันช่างน่าปวดหัวอะไรเช่นนี้ ว่าแล้วน้ำย่อยก็ซึมผนังกระเพาะออกมาทักทายร่างกายให้จี๊ด ๆ เล่นน้องสาวส่งตัวเหวอกลับมา ว่าพี่อายุสี่สิบนี้ช่างน่ากลัวจริง ๆ ********
ช้องนาง วิพุธานุพงษ์
TANSTAAFL- There ain't no such thing as a free lunch.Milton Friedmanเคยได้ยินใช่ไหมคะที่เขาว่ากันว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ประโยคนี้มีที่มาจากไหนใครเป็นคนริเริ่มไม่ปรากฏแน่ชัด ว่ากันว่ามีที่มาจากร้านอาหารอเมริกันในศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการดึงดูดผู้มีรายได้น้อยด้วยการประกาศเลี้ยงอาหารกลางวันฟรี แต่มีข้อแม้อยู่ว่าใครจะกินต้องจ่ายค่าเครื่องดื่มอีกต่างหากอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อมาจึงเป็นที่มาของแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ส่งผลให้ประโยคที่ว่านี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางภายใต้ชื่อของศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก Milton Friedmanแนวคิดที่ว่านี้คือ การได้มาซึ่งสิ่งใดก็ตามในโลก ย่อมต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างเสมอ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน”ในทางกฎหมาย เวลาที่ “บุคคลสองฝ่าย” ตกลงแลกเปลี่ยนสิ่งใดก็ตามระหว่างกัน หากทั้งสองฝ่ายมีคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน เราเรียกว่าคำเสนอและคำสนองนั้นก่อให้เกิด “สัญญา” ค่ะในกรณีเช่นนี้ หากการแลกเปลี่ยนนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของกับสิ่งของ สัญญานั้นเรียกว่า “สัญญาแลกเปลี่ยน” แต่หากเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของและเงิน สัญญานั้นเรียกว่า “สัญญาซื้อขาย” โดยหลักแล้ว แม้ว่า “สัญญาแลกเปลี่ยน” และ “สัญญาซื้อขาย” จะมีลักษณะเฉพาะต่างกันดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดให้นำบทบัญญัติในเรื่องซื้อขายมาใช้บังคับกับการแลกเปลี่ยนด้วย โดยให้ถือว่าผู้เป็นคู่สัญญาแลกเปลี่ยนเป็นผู้ขายในส่วนทรัพย์สินซึ่งตนได้ส่งมอบ และเป็นผู้ซื้อในส่วนทรัพย์สินซึ่งตนได้รับในการแลกเปลี่ยนนั้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 519) ขอแถมนิดหนึ่งว่า ในกรณีที่กล่าวถึงการเข้าทำสัญญาไม่ว่ากรณีใด ทางกฎหมายจะไม่ใช้คำว่า “คนสองคน” นะคะ เนื่องจากในการทำสัญญาแต่ละครั้ง คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งอาจประกอบด้วยบุคคลมากกว่าหนึ่งคนก็ได้ คำว่า “คนสองคน” จึงขออนุญาตเก็บไว้ใช้ในโอกาสอื่นๆ ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับกฎหมายจะดีกว่ากลับมาที่สัญญาซื้อขายและสัญญาแลกเปลี่ยนกันอีกครั้งค่ะ  เมื่อปรากฏว่าสัญญาแลกเปลี่ยน คือการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของกับสิ่งของ และสัญญาซื้อขาย คือการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของกับเงินแล้วทราบไหมคะว่า สิ่งของอะไรในโลกนี้ที่สามารถใช้แลกกับเงินได้บ้าง?ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 ระบุประเภทของทรัพย์ที่สามารถทำสัญญาซื้อขาย ได้แก่ “อสังหาริมทรัพย์” และ “สังหาริมทรัพย์”อสังหาริมทรัพย์ (มาตรา 139) หมายถึง ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น ไม้ยืนต้น โรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน แร่ธาตุ กรวด หิน ดิน ทรายขณะยังอยู่ในที่ดิน (ไม่ใช่ขุดออกมาแล้ว) ส่วนทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน เช่น กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีโฉนด สิทธิครอบครอง ภาระจำยอม สิทธิอาศัย ส่วนไม้ล้มลุก หรือทรัพย์อื่นๆซึ่งติดกับที่ดินเพียงชั่วคราวไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรานี้ทรัพย์ที่อาจทำการซื้อขายได้อีกประเภทหนึ่งคือ สังหาริมทรัพย์ (มาตรา 140) หมายถึงทรัพย์สิน “อื่น” นอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย ส่วนทรัพย์ที่ไม่สามารถทำสัญญาซื้อขาย ได้แก่ “ทรัพย์นอกพาณิชย์” (มาตรา 143)  ซึ่ง หมายถึงทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือทรัพย์สินอื่นซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนตามมาตรา 1700 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในการทำสัญญาซื้อขาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 458 กำหนดว่า กรรมสิทธิในทรัพย์สินที่ขายนั้นย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันพูดแบบนี้อาจทำให้เข้าใจไปได้ว่า เพียงแค่เอ่ยปากเจรจาตกลงทำสัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิในทรัพย์ที่ขายนั้นก็จะตกเป็นของผู้ซื้อทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นอีก  เกือบจะใช่ แต่ก็ยังไม่ใช่เสียทีเดียวค่ะที่จริงแล้ว ในการทำสัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิในทรัพย์นั้นจะโอนไปยังผู้ซื้อโดยสมบูรณ์หรือไม่  ขึ้นอยู่กับว่า ทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้นเป็นทรัพย์ชนิดใด และต้องดูด้วยว่าผู้ซื้อผู้ขายได้ทำสัญญากันถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่กล่าวคือ ถ้าเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะ ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การซื้อขายนั้นตกเป็นโมฆะ คือสิ้นผลไปทั้งหมด กรรมสิทธิไม่โอนไปยังผู้ซื้อส่วนการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบไว้ โดยปกติเพียงแค่ตกปากรับคำซื้อขาย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายย่อมโอนไปเป็นของผู้ซื้อทันที เว้นแต่คู่กรณีจะได้ระบุเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ตัวอย่างเช่น  คำพิพากษาฎีกาที่ 60/2524 รถยนต์ไม่ใช่ทรัพย์ที่อยู่ในบังคับตามมาตรา 456 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อแต่ขณะทำสัญญาซื้อขายกันโดยมิต้องไปโอนทะเบียน ส่วนการโอนทะเบียนรถยนต์ตามกฎหมาย เกี่ยวกับทะเบียนรถยนต์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่จะควบคุมยานพาหนะและภาษีรถยนต์ มิใช่แบบของนิติกรรมแต่อย่างใดคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2546 จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยชำระราคาด้วยเช็คหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ชำระราคาครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 แล้ว แม้เช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระราคารถยนต์พิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์โอนไปยังจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อตั้งแต่ขณะที่เมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 ส่วนการชำระราคาไม่ใช่เงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6289/2549 ข้อความในหนังสือสัญญาซื้อขาย แม้จะระบุว่าผู้ขายได้รับชำระค่ามัดจำเป็นเงินจำนวนหนึ่งและยอมให้ผู้ซื้อชำระราคาที่เหลือภายใน 1 ปี พร้อมกับการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าหากผู้ซื้อชำระราคาครบถ้วนแล้ว ผู้ซื้อและผู้ขายจะไปทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลังต่อไป หนังสือสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจนำหนังสือสัญญาซื้อขายมาฟ้องบังคับให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทได้
รวิวาร
 ที่มาภาพ : http://www.geocities.com/thaishow2004/image/khonhead01.jpg หากเราจะรู้จักกัน  ฉันขอรู้จักเธอในฐานะมนุษย์ได้ไหม?  ไม่ใช่อะไรที่แวดล้อมเธอ  ภาพลักษณ์ บทบาท  ตำแหน่ง สถานะ  ไม่ว่าเธอจะเป็นดารา นักร้อง นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม ครู ผู้มีอำนาจ  ผู้ทรงความรู้  ที่ฉันอยากรู้จักจริง  ๆ คือมนุษย์คนหนึ่ง  ก็เมื่อเราปอกเปลือกหุ้มออกจนหมดสิ้นแล้ว เธอ ฉัน เราทุกคนจะเหลือสิ่งใดเล่า  นอกจากความเป็นมนุษย์ เปล่าเปลือยล่อนจ้อน  เธอย่อมรู้สึกหิวเหมือนที่ฉันหิว ทุกข์สุขโศกเศร้าเหมือนที่ฉันรู้สึก  เธอมีความรักเหมือนเช่นที่ฉันรัก  เคยผิดพลาดเหมือนฉันก้าวพลาด  และมีความหวังตั้งใจอยากมีชีวิตที่ดีกว่าในทุก ๆ ทาง  ทั้งรูปร่าง หน้าตา ชีวิตความเป็นอยู่ อุปนิสัยใจคอ พฤติกรรมเช่นเดียวกับฉันหากเธอเป็นหญิง เป็นผู้หญิงโบราณ เมื่อสมัยสี่สิบห้าสิบปีที่แล้วหรือกว่านั้น  ในยุคที่สตรีแทบทั้งโลกปราศจากสิทธิเสียง  หากเธอสนใจวรรณคดีปรัชญา และศึกษามันอย่างลึกซึ้ง ฉันย่อมชื่นชมเธอในฐานะมนุษย์-สตรีผู้ทรงปัญญา   หากเธอมีความสามารถถึงขั้นขับเครื่องบิน ประดิษฐกรรมใหม่ที่น่าตื่นใจแห่งยุคสมัย  ฉันย่อมจินตนาการไปว่า เธอเก่งกล้าสามารถยิ่ง   เธอเป็นหญิงก้าวหน้ากว่าเพื่อนสตรีในยุคเดียวกัน   เธอเป็นหญิง เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับฉัน  ทว่ามีชีวิตน่าค้นหาน่าเรียนรู้ยิ่งนัก  แต่ฉันกลับได้รับข้อมูลให้รู้จัก เพียงที่ถูกกำหนดไว้ว่าสมควรรู้จักสถานะ บทบาท หน้าที่ ตำแหน่ง อำนาจ หรือเงินตรา ไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นสิ่งนั้น  หัวโขนที่เราสวมใส่  ภาพลักษณ์ หรือบทบาทที่เราเล่นเป็นของชั่วครู่  ถูกกำหนดไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง   แต่แล้ว ต่อมาภายหลังกลับครอบงำเรา  ทำให้เราเชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง   เราคิดว่าเราเป็นสิ่งนั้น  เราคือความมั่งคั่ง  คือความรู้  คืออำนาจ  หาใช่มนุษย์ธรรมดาสามัญอันที่จริงเราเองแตกต่างกันโดยกำเนิด  ทว่าเป็นความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์แต่ละคนที่งดงามตามธรรมชาติดุจเดียวกับพืชพรรณส่ำสัตว์  อันหลากหลายรูปลักษณ์เผ่าพันธุ์บนโลกใบเดียว   เราบางคนอาจมีนิสัยคล้ายสุนัข เชื่องเชื่อและจงรักต่อผู้ที่เราถวายใจ  บางคนคล้ายแมว หรือกระต่ายป่า หวาดระแวง ตื่นกลัว  เราแตกต่างกันไป  เป็นดอกไม้  เป็นต้นหญ้า ไม้ผล ไม้ประดับ  หรือไม้ป่า   ในสายตาของพระเจ้า- พระธรรมชาติ  ไม่มีสิ่งไหนดีเลิศ หรือสูงส่งกว่ากัน  ทุกชีวิตเสมอหน้า มีสิทธิเต็มที่ที่จะมีชีวิต หายใจและเริงร่าอยู่บนโลกอย่างเท่าเทียมกันสิ่งที่เรียกว่าจรรยามารยาทสังคม  ถึงที่สุดแล้วกลายเป็นการดัดจริตอย่างหนึ่ง  เราจำต้องปรับหรือดัดจริตกิริยาทั้งหลายทั้งปวง  ทั้งท่วงทำนองการพูด  การเลือกสรรถ้อยคำ  ท่าทีกิริยา ให้เป็นไปตามข้อกำหนด  หากแม้นใครสักคนแสดงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ   พูดจาสบาย ๆ  ยืนสงบ สง่า  มั่นใจ  ไม่ค้อมหลัง  ไม่กุมมือไว้   สุภาพนุ่มนวลแต่พูดไม่มีหางเสียง  เขากลายเป็นคนเถื่อน  ขาดมารยาทมนุษย์จะเรียกร้องความเคารพจากกันไปไย  ในเมื่อเราทุกคนล้วนน่าเคารพอยู่แล้ว เราคือมนุษย์ คือชีวิตศักดิ์สิทธิ์ ดุจเดียวกับดวงอาทิตย์ พืชและสัตว์  หรือว่าบางที เราอาจเคารพตัวเองไม่มากพอ  ยามมีเงินน้อย  เรารู้สึกยากจนต่ำต้อย   เมื่อปราศจากตำแหน่งหน้าที่ ไม่มีองค์กรสังกัด  เราขาดความมั่นใจ  เรากลับรู้สึกดี  มองตรงไปข้างหน้า ก้าวเดินอย่างสง่า  หากบอกได้ว่าเราเป็นใคร  เราไปไหนโดยรถยนต์ส่วนตัว มีเงินมากมายในบัญชีธนาคาร  (ถึงไม่มีงานทำ ไม่มีองค์กรสังกัดก็ไม่เป็นไร  เราเป็นคนรวย  มีเงินตราให้สังกัด)  หรือเป็นพนักงานบริษัท  เจ้าหน้าที่ราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ  (เรามีสถาบันสังกัด  ไม่ใช่แค่นายนางบ้าน ๆ  ธรรมดา)  ... ฉันเองบางครั้งก็รู้สึกว่าเคารพตัวเองไม่มากพอ   แล้วเมื่อรู้สึกด้อยก็พลอยไม่เคารพคนอื่น   ไม่เคารพหมา ไม่เคารพเด็ก  หรือคนที่อ่อนแอ  คนที่ดูโง่กว่า  รวมทั้งใครที่คิดต่าง  แล้วยังรู้สึกถูกดูถูก  เมื่อแต่งตัวปอน ๆ  แล้วได้รับการปฏิบัติทางสายตาที่ไม่น่าสบายใจตามที่ทำการต่าง ๆ เช่นสถานีขนส่ง ที่ทำการไปรษณีย์  ที่ว่าการอำเภอ  ธนาคารหรือโรงพยาบาล   ถ้าฉันเคารพตัวเองมากพอ  มั่นใจในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของฉันแล้ว  คงไม่รู้สึกหวั่นไหวผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้น่าเคารพยิ่งไปกว่าชาวไร่ธรรมดาคนหนึ่ง  ครูบาอาจารย์ผู้ทรงความรู้  ซึ่งร่ำเรียนมาจากเมืองนอกเมืองนาก็ใช่ว่าจะมีความเป็นมนุษย์น้อยไปกว่าคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเรา  บางทีสิ่งที่เรากำหนดไว้แต่ไรมา  จะเพื่อหวังผลเพียงความเป็นระเบียบเรียบร้อยในฉากหน้า  แต่เพื่อควบคุมทุกอย่างไว้ในมือในเบื้องลึกก็ตาม  อาจเป็นสิ่งที่เราต้องรื้อฟื้นและทบทวนใหม่   ด้วยว่าวันนี้ มนต์คาถาของมันได้เสื่อมลงไปแล้ว  อำนาจที่กำกับด้วยความรู้ ความสามารถ เงินตรา  หรือว่าประเภทใดก็ตามล้วนสั่นคลอน  อันที่จริงมันสั่นคลอนมาตั้งแต่เริ่มแรก  ด้วยขัดขวางกับธาตุฐานตามธรรมชาติของมนุษย์เด็กไม่เคารพครูบาอาจารย์ พ่อแม่ ผู้ใหญ่  ประชาชนไม่นับถือพระเจ้า  ผู้ถูกปกครองไม่ยอมรับผู้ปกครอง  สัญญาณเหล่านี้เข้มข้นขึ้นทุกวัน  ในซีกโลกตะวันตก มันกลายเป็นความรุนแรงถึงชีวิต   โลกเก่ากำหนดคุณค่าให้คนโลกใหม่  เป็นคุณค่าที่สั่นคลอนง่อนแง่น  ไม่ทนทานต่อการตรวจสอบ  เมื่อเด็กที่กำลังเติบใหญ่ทั้งหลายไม่อาจยอมรับด้วยใจ  การขบถจึงเกิดขึ้น  ปราศจากความเข้าใจ  และไร้ทิศทาง             ...................................................................................................“เธอ” แม้ฉันไม่มีโอกาสพบ แต่ก็ปรารถนาที่จะรู้จัก เสียดายที่สิ่งต่าง ๆ ซึ่งพวกเขานำเสนอ หรือที่ตัวเธอเผยตามที่คิดว่าตัวเองเป็นนั้นไม่ใช่เนื้อใน  ไม่ใช่เธอเรามารู้จักกันเถอะนะ ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร จะอายุมากน้อยแค่ไหน  หรืออยู่ในชนชั้นใด (ทุกอย่างเป็นแค่สิ่งสมมติเท่านั้น มันเปลื้องออกได้) เธอที่เป็นเธอ  ซึ่งร้องไห้ได้ เสียใจเป็น โกรธ ขี้เกียจ อิจฉาริษยา   แล้วจากนั้น เราค่อยมาเรียนรู้กันต่อไปว่า เธอรู้สึกคิดนึกกับสิ่งต่าง ๆ อย่างไร  ผ่านชีวิตมาอย่างไรบ้าง  เพื่อเราจะได้แลกเปลี่ยน แบ่งปันชีวิตต่อกัน  เราจึงจะเคารพ ซาบซึ้ง    ถูกแล้ว  เราพึงได้รู้จักกันในฐานะเพื่อนมนุษย์...    
แสงพูไช อินทะวีคำ
ข่าวการสั่งห้ามชาวบ้านที่หลวงพระบางทำกิจการให้ชาวต่างประเทศหรือนักท่องเที่ยวเช่าจักรยานและจักรยานยนต์ ได้ส่งผลลบมาสู่การท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง หนังสือพิมพ์บางฉบับในไทยได้ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากกลัวว่าอาจทำให้ความน่าสนใจ น่าเชื่อถือที่จะมาเยือนหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกลดลงไป การสั่งห้ามไม่ให้ชาวบ้านทำเช่นนั้น เป็นเพราะอะไร หลายคนเข้าใจว่า จากการหยุดไม่ให้ชาวบ้านทำ แต่มอบให้บริษัทเป็นคนทำ อาจทำให้ชาวบ้านสูญเสียรายได้ แล้วกลายเป็นการส่งเสริมนายทุนเพียงฝ่ายเดียว ชื่งไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน ผู้นำเที่ยวท่านหนึ่งบอกผมว่า “การห้ามชาวบ้านทำ เพราะไม่มีประกันความปลอดภัย เมื่อนักท่องเที่ยวไปใช้การบริการ ที่ผ่านมามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวขี่จักรยานหรือจักรยานยนต์ โดยไม่รู้หรือไม่ได้สนใจการจราจร ไม่สนใจทางขื้น หรือทางล่อง จึงเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุขื้นมาก็สร้างความเสียหายทั้งกับนักท่องเที่ยว ข้าวของเสียหาย บ้านเมืองก็ไม่มีระบบระเบียบ และหากนักท่องเที่ยวเกิดตายขื้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้? ใครจะเป็นคนจ่ายค่าหัว? ชาวบ้านธรรมดาจะมีเงินขนาดนั้นไหมล่ะ?”ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวให้ผมฟังว่า “การให้บริการการเช่าจักรยาน หรือจักรยานยนต์ ไม่เกียวข้องกับเรื่องวัฒนธรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องวัตถุนิยมเท่านั้นเอง หรือถ้าเป็นก็เป็นวัฒนธรรมแบบใหม่แล้ว การจัดการเพื่อความเป็นระเบียบก็ควรจัดการ ในเวลาเดียวกันก็ให้มีหลักประกันให้กับชาวบ้าน เพื่อการดำเนินการที่ถูกต้อง”การมาเที่ยวหลวงพระบางของนักท่องเที่ยว ไม่ได้หมายความว่า นักท่องเที่ยวต้องการเห็นความทันสมัยของเมืองหลวงพระบาง แต่เป็นความต้องการอยากเห็นสีสันทางวัฒนธรรมของคนหลวงพระบาง  ผู้นำเที่ยวท่านหนึ่งกล่าวว่า “ชาวต่างประเทศเข้ามาหลวงพระบางเพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ฉะนั้นชาวหลวงพระบางต้องเข้าใจในเรื่องการบริการด้านนี้ให้ดี การทำบุญตักบาตร ต้องทำตามประเพณีที่เคยทำมา แต่บางครั้งชาวบ้านก็ทำเกินความเป็นจริงที่มี เช่น การนำเอาเครื่องต่างๆ ไปขายให้นักท่องเที่ยว จนทำให้นักท่องเที่ยวไม่พอใจ การทำเช่นนี้เหมือนกับว่า เรามองเห็นแต่ไอ้เรื่องเงินๆ ทองๆ แต่ไม่ได้มองตรงที่วัฒนธรรมที่เราเคยทำกันมา” ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวว่า “บ้านเรือนที่อยู่ในเมืองหลวงพระบางจำนวนมากถูกชาวต่างประเทศเช่า ซึ่งส่งผลทำให้ไม่มีใครมาใส่บาตรกันเลย แล้วทีนี้ประเพณีของคนหลวงพระบางก็จะหายไป เรื่องการเช่าจักรยาน หรือจักรยานยนต์เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการดำเนินทางธุรกิจเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนหลวงพระบาง”หมายเหตุ: ภาพจาก http://www.terragalleria.com/asia/laos/luang-prabang-monasteries/luang-prabang-monasteries.html
ที่ว่างและเวลา
ธีรเชนทร์  เดชานักสังคมสงเคราะห์1“หนูมีแม่อยู่สองคนค่ะ” เสียงของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งบอกเล่าให้ฟัง “วันนี้หนูมาหาแม่อีกคนหนึ่งของหนู…”“แล้วหนูจำได้ไหมว่าแม่หนูรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง” ผมลองเอ่ยถามเธอดู ภายหลังคำถาม เด็กหญิงทำท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง....เธอนิ่งนานในความเงียบงัน.....แต่ในแววตาที่ไร้เดียงสานั้น เหมือนจะบอกกับผมอยู่อย่างนั้นว่าเธอจำแม่ของเธอได้ดี...เธอจำได้นะ...ผมไม่แปลกใจว่าทำไมเธอถึงให้คำตอบในสิ่งที่ผมถามเธอก่อนหน้านี้ไม่ได้  แม่...ที่เธอกำลังมาหาในวันนี้นั้น คือแม่แท้ๆ ที่อุ้มท้องเธอมา เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ด้วยเหตุผลและความจำเป็นบางอย่าง แม่คนนี้จึงไม่ค่อยมีเวลาได้เลี้ยงดูแลเธออย่างเต็มที่เท่าที่ควร...  จนกระทั่งสุดท้าย...แม่ได้จากเธอมาต้องโทษในเรือนจำแห่งหนึ่ง ... ตอนนั้นเธออายุเพียง 4 ขวบ โดยที่หนูน้อยไม่รู้เลยว่าแม่หายไปไหน เธอรู้แต่ว่า ทุกวันนี้เธออาศัยอยู่กับแม่ของหนูอีกคน ซึ่งแท้จริงแล้วแม่ที่เธออยู่ด้วยนั้นคือ ยายที่รับภาระเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย และทุกครั้งยายจะบอกย้ำกับหนูน้อยว่า นี่แหละแม่....ปัญหาระหว่างแม่กับยาย...นั้นทวีความรุนแรง จนถึงขั้นยายตัดแม่ตัดลูกกับแม่ของหนูน้อย แต่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างเธอคนนี้ กลับพลอยต้องรับผลจากสิ่งที่เกิดขึ้น....ผมรู้สึกว่า บางครั้งผู้ใหญ่ก็ชอบจัดวางชีวิตให้กับเด็กโดยเห็นว่าถูกแล้ว..ดีแล้ว แต่ก็ไม่เคยเอ่ยถามความรู้สึกความต้องการของเด็กเลยสักคำ...จนกระทั่งวันนี้ หนูน้อยอายุได้ 7 ขวบ เธอก็ยังไม่เคยพบเจอแม่แท้ๆ คนรอบข้างบอกเธอว่าเธอมีแม่อยู่อีกคน แต่ยายที่เธออยู่ด้วยกลับไม่เคยแพร่งพรายบอกเล่าให้ฟังและก็ไม่เคยพามาพบเจอแม่สักครั้งสถานการณ์บางอย่างมันก็ยากที่จะเข้าใจ หรือไปตัดสินว่าใครถูกใครผิด ถ้าหากว่าเราไม่เจอกับตัวเอง ...ใช่ ในชีวิตของคนเรานั้นบางครั้งก็ต้องรอเวลาในการรักษาเยียวยาจิตใจพอสมควร บางครั้งคนเราก็ต้องยอมรับความจริงและปล่อยให้ใจเจ็บปวดเพื่อที่จะสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้   เรื่องราวระหว่างยายกับแม่ของหนูน้อยนั้น ผมคิดว่าพอจะมีทางออก และทางเลือกที่ดีกว่านี้..เพราะผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าสายสัมพันธ์ความรักระหว่างแม่กับลูกนั้น เป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดให้ขาดได้อย่างเช่นตอนนี้  หนูน้อยเธอได้แสดงให้ผมเห็นและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเช่นนั้น...“หนูมีแม่อยู่สองคนค่ะ” หนูน้อยเชื่อในความรู้สึกข้างในของเธอและเธอก็บอกตัวเองหรือใครๆ อยู่อย่างนี้ตลอดมา        จนกระทั่งมาถึงวันนี้...วันที่เธอมีความหวังว่าจะได้พบแม่อีกคน.....2เหตุเกิดภายในเรือนจำจังหวัดๆ หนึ่ง ณ สถานที่เยี่ยมญาติใกล้ชิด เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไว้ผมเปียยาวสองข้าง แต่งชุดนักเรียน กำลังพูดคุยยิ้มแย้มกับอาจารย์ผู้หญิงที่พามาอย่างสนุกสนาน แกมความไร้เดียงสา  เธอไม่ได้คิดว่าช่วงเวลาต่อจากนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น…หรือจะต้องเตรียมตัวอย่างไร รู้แต่ว่าครูบอกจะพามาพบแม่….แม่มาทำงานฝึกอาชีพอยู่ที่นี่  แม่…ที่จากเธอไปตั้งแต่เธออายุเพียง 4 ขวบ...และแม่คนที่เธออาจจะเคยผวาเรียกตามจิตใต้สำนึกในคืนวันอันฝันร้าย......ประตูแดนควบคุมหญิงถูกเปิดออก...หนูน้อยกำลังพูดคุยจ้อเหมือนเดิมอยู่บนม้านั่งหินอ่อน หันหลังให้กับประตู   ผู้หญิงร่างท้วมคนหนึ่งสวมชุดนักโทษหญิงสีฟ้า...โผล่พ้นออกจากบานประตู ในมือถือถุงใบใหญ่สีเขียว พร้อมกับผู้คุมหญิงซึ่งเดินตามหลังมา  สายตาเธอพยามมองหาใครซักคน จนกระทั่งเจอสิ่งที่ตามหา…..นักโทษหญิงไม่รอช้าเธอวิ่งไปยังจุดหมายโดยไม่สนใจผู้คุมหญิงที่เดินตาม  ราวกับนักเดินทางผู้อิดโรย  มาค้นพบธารน้ำใสกลางทะเลทราย ระยะทางจากประตูถึงที่หมายนั้น ราวๆ 10 เมตร ได้ แต่ผมเข้าใจว่าเธอ คงรู้สึกเหมือนกับว่าระยะทางนั้นมันช่างไกลเหลือเกิน...สิ้นเสียงที่คุณครูบอกหนูน้อยว่า “แม่มาหาหนูแล้วนู้นไง”  หนูน้อยรีบหันหลังไปดูตามที่ครูชี้  เธอลุกขึ้นยืนนิ่งอึ้งไม่ขยับเขยื้อน...ร่างท้วมในชุดฟ้าเริ่มเข้ามาใกล้มากขึ้นๆแล้วจู่ๆ หนูน้อยก็ค่อยๆ วิ่งเข้าไปหาเธอ  หญิงในชุดฟ้าคุกเข่าลงสวมกอดหนูน้อย ทั้งสองต่างกอดกันร่ำไห้  แม่ค่อยๆ ดึงหน้าหนูน้อยออกมา ใช้มือรูปไล้ตามใบหน้าอย่างทะนุทะนอม  ทั้งสองสบตาซึ่งกันและกันไม่มีแม้แต่คำพูดซักคำ...  แม่บรรจงหอมตรงกลางหน้าผากหนูน้อย  ก่อนจะสวมกอดกันแน่นอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาผู้คนที่ต่างกำลังมองภาพนี้ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ….ภาพที่ปรากฏพบเจออยู่เบื้องหน้านั้น สะกดให้ผมนิ่งอึ้ง…. ราวกับว่าโลกทั้งใบไร้ผู้คน สรรพสิ่งรอบข้างหยุดเคลื่อนไหว มีเพียงสองแม่ลูกและตัวผมเท่านั้น…สำหรับผมแล้วมันคือช่วงเวลาแห่งความสวยงาม วินาทีที่สุดแสนประทับใจ… แม้จะถูกฉาบไว้ซึ่งความเศร้าก็ตาม…    ภายหลังการพูดคุยกันสักพัก ทุกคนต่างพากันเดินออกมาอยู่อีกที่หนึ่ง ปล่อยให้แม่ลูกได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพัง เพราะสังเกตได้ว่าสีหน้าท่าทางของหนูน้อยเริ่มเปลี่ยนไป เธอได้แต่เงียบ ไม่ช่างพูดช่างคุยเหมือนเคย หนูน้อยคงอาจกำลังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือยังปรับภาวะทางอารมณ์ไม่ทัน เหมือนเธอกำลังคิดหรือบอกกับกับตัวเองซ้ำๆ..ว่านี่คือความจริง ความจริงที่ไม่ใช่ฝัน....ความจริงที่เธอได้เจอแม่คนที่สองของเธอแล้ว....เรื่องราวของหนูน้อยในวันนี้ถ้าหากเป็นละครเรื่องหนึ่ง  และผมเป็นผู้กำกับผมคงอยากให้ฉากที่แม่ลูกได้พบเจอกันนี้เป็นฉากตอนจบ ทุกอย่างจะได้จบอย่างแฮปปี้เอนด์ดิ้ง....แต่..ชีวิตจริงที่ไม่ได้อิงนิยาย ชั่วโมงนี้คงเป็นได้แค่วูบหนึ่งของความสุข...วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น.....ยังยากที่จะคาดเดาได้ ก็คงได้แต่เอาใจช่วยและภาวนาให้เกิดแต่สิ่งที่ดี และงดงามอย่างนี้ ตลอดไป.... เพียงครู่เดียว หนูน้อยกลับมายิ้มพร้อมกับแววตาแห่งความสุขอีกครั้ง  อีกทั้งเริ่มที่จะพูดคุยอย่างสนุกสนานเหมือนเคย  เธอไม่ได้นั่งม้าหินอ่อนแล้ว แต่เธอนั่งตักแม่แทน...พร้อมกับทานขนมจากถุงที่แม่เธอถือออกมาด้วยก่อนหน้านี้  ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความสุขของเธอภายใต้อ้อมกอดแม่นี้ แต่ก็คงจะไม่เทียบเท่ากับหนูน้อยคนนี้  ก่อนที่จะถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องลาจากกันอีกครั้ง..ผมบอกกับตัวเองว่าจะต้องพาเธอมาพบแม่อีกให้ได้ และหวังว่าถ้ามาครั้งหน้า แม่อีกคนหนึ่งของเธอจะยอมมาด้วย....ทุกวันนี้ยายยังใจแข็ง ปฏิเสธการมาพบเจอแม่ของหนูน้อย  นักโทษหญิงเสียใจที่แม่ไม่มาเยี่ยมพร้อมกับหนูน้อย  แต่ลึกๆ แล้วแม่ของเธอคงปวดร้าวไม่ต่างจากเธอเช่นกัน...เสียงคุณครูบอกหนูน้อย “เราต้องกลับแล้วนะคะ...” เธอทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เมื่อรู้ว่าจะต้องจากอ้อมกอดแม่  พร้อมกับแหงนขึ้นไปมองหน้า.... “แม่...” แม่ได้แต่ยิ้มแล้วเอามือลูบหัว น้ำตาเริ่มคลอพร้อมกับเสียงสั่นเครือเบาๆ “หนูจะต้องเป็นเด็กดีและตั้งใจเรียนหนังสือนะ ...แม่รักหนูเสมอ...”  แม่พูดพร้อมบรรจงจูบหน้าผากหนูน้อยและกอดกันอีกครั้งหนูน้อยค่อยๆ ลุกจากตักแม่  เดินไปหาครู  ระหว่างที่ครูพาเดินกลับ  เธอหันมามองแม่จนเดินลับผ่านประตูเรือนจำออกไป ผมหันกลับมามองนักโทษหญิง เธอยังคงยืนนิ่งมองจนหนูน้อยพ้นประตูออกไป  ก่อนที่ผมจะเดินตามหนูน้อยออกไป ผมเห็นว่าน้ำตาเธอได้ไหลเอ่อล้นออกมาอีกครั้งหนึ่ง...  3เรื่องราวของเด็กน้อยกับแม่ที่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำครั้งนี้....มันทำให้ผมหวนนึกถึงคำพูดของนักโทษวัยรุ่นชายคนหนึ่ง ในระหว่างการสัมภาษณ์ผู้ต้องขังเป็นรายบุคคล นักโทษชายวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาบอกกับผมว่า ข้อดีของการติดคุกสำหรับเขานั้น  มันทำให้เขาได้ครอบครัวคืนมา... “จากที่แต่ก่อนผมไม่เคยกอดพ่อกอดแม่ ก็ได้มากอดกันที่คุก และรู้ว่าพ่อรักผมแค่ไหนเมื่อได้เห็นน้ำตาของพ่อ ทั้งที่เราสองคนต่างกันคนละขั้ว ไม่เคยลงรอยกันเลยก็ว่าได้ จนทำไห้ผมคิดอยู่เสมอว่าพ่อไม่รักผม แต่การติดคุกครั้งนี้ ได้ทำลายความคิดนี้ของผมไปอย่างสิ้นเชิง” สิ่งดีๆ ที่คาดไม่ถึงอาจผ่านมาสะกิดหัวใจ...ในชีวิต  สำหรับบางคน....บางครั้งมันสามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตได้ในพริบตา โดยที่ไม่ต้องมีใครมาพร่ำบ่น หรือดุ ด่า ว่ากล่าวตักเตือนให้คอยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง แท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากข้างในตัวตนของตัวเองเหมือนกับที่ เดวิด  วิสคอตต์   เคยบอกเอาไว้ “ไม่มีใครบังคับให้คุณเปลี่ยนได้ไม่มีใครหยุดยั้งคุณจากการเปลี่ยนแปลงได้ไม่มีใครรู้ดีว่าคุณต้องเปลี่ยนแค่ไหนไม่แม้แต่ตัวคุณไม่ จนกว่าคุณจะเริ่ม”ตัวผมเองนั้น...เชื่อในคุณค่าของและศักดิ์ศรีของความเป็นคน คนทุกคนมีศักยภาพและสามารถพัฒนาตนเองได้....เพียงแต่ถ้าเขามีโอกาส...โอกาสที่บางทีมันเข้ามาอย่างแว่วๆ และแผ่วเบา..เราจะทำยังไงให้เขาไขว่คว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ได้.....คงไม่มีใครที่เกิดมาแล้วอยากเป็นคนเลวในสายตาของผู้อื่น...เหมือนกับท้องทะเลที่บ้าคลั่ง โหดร้าย...และน่าสะพรึงกล้ว แต่เมื่อคลื่นลมสงบ กลับราบเรียบ สวยงามดังเช่นที่เคยเป็นอีกครั้ง ท่ามกลางความเลวร้าย ทุกสิ่งย่อมมีสิ่งดีงามแอบแฝงอยู่เสมอ...สำหรับผม.....ความเลวร้ายไม่ใช่สิ่งที่ถาวรเรื่องราวของนักโทษชายกับเรื่องหนูน้อยอาจจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่สำหรับผมแล้วมันคือ ความเหมือนที่แตกต่าง....(#นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริงผ่านความคิด ภายหลังจากที่เรือนจำได้ดำเนินการประสานความร่วมมือสร้างเครือข่ายงานสังคมสงเคราะห์ในเรือนจำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - -ขอขอบคุณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยให้เกิดสิ่งที่สวยงามเหลือเกินสิ่งนี้ขึ้น)
แพร จารุ
เมื่อไม่นานมานี้ ฉันไปร่วมงาน เปิดตัวหนังสืออาหารบ้านฉัน ที่บ้านแม่เหียะใน หัวหน้าอุทยานดอยสุเทพ มาเปิดงาน ฉันฟังเสียงของท่านไม่ค่อยได้ยิน เพราะว่ายืนไกลและที่บ้านแม่เหียะใน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ เสียงเครื่องปั่นไฟดังมาก จึงไปถามชาวบ้านที่ตั้งใจไปฟังใกล้ ๆ ว่าท่านพูดอะไร แน่นอนชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่อุทยานเขาต้องตั้งใจฟังทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่อุทยานพูด เพราะว่าชีวิตขึ้นอยู่กับอุทยานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หรือเรียกว่าอยู่ภายใต้กฎหมายอุทยาน “ท่านพูดว่า ท่านเข้าใจว่าที่ทำหนังสือเล่มนี้ทำขึ้นมาเพราะต้องการที่อยู่ที่กิน” หญิงสาวคนหนึ่งบอกว่าท่านพูดเช่นนั้น และเธอรู้สึกดีใจมาก“อือ...แสดงว่าท่านเข้าใจ” ฉันแสดงความคิดเห็นฉันคิดว่าเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและชาวบ้าน เมืองไทยเราเรื่องพื้นที่อุทยานกับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่อุทยานมีปัญหาจริง ๆ เคยคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ พวกเขาบอกว่า พวกเขารับหน้าที่ในการดูแลป่า ดูแลพื้นที่ป่าภายใต้กฎหมาย เขาต้องรักษาป่าไว้ให้มากที่สุด แต่ในเมืองไทยเรานั้น มีผู้คนอาศัยอยู่ในป่ามากมาย หรือเรียกว่าทุกแห่งนั่นแหละ ข้อหนึ่งที่ถกเถียงกันอยู่เสมอคือ ชาวบ้านบอกว่ามาอยู่ก่อนที่อุทยานจะประกาศพื้นที่  การพิสูจน์การเข้ามาอยู่ก่อนหลังจึงเป็นข้อเสนอหนึ่ง แต่ดูเหมือนกับว่าการพิสูจน์แบบนี้ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เพราะว่าคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นไม่ว่าจะมาก่อนหรือหลัง ส่วนใหญ่เขาก็ไม่อยากย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่  หรือถ้าย้ายก็ต้องเป็นที่ซึ่งทำมาหากินได้  ปลูกผักปลูกข้าวได้ หรือหาของป่า เท่าที่ฉันไปเที่ยวดูจากที่ต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ของชนเผ่า ในพื้นที่อุทยานและไม่ใช่คนชนเผ่า พวกเขาจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นป่าใช้สอยพื้นที่ทำกิน ป่าอนุรักษ์  ถ้าเป็นชนเผ่าก็มีป่าที่ใช้สำหรับพิธีกรรมด้วย เท่าที่รู้ป่าพิธีกรรมเขาจะไม่ตัดไม้อยู่แล้ว และได้ไปดูพื้นที่ที่ถูกย้ายออกมา และกำลังจะถูกย้าย ที่ถูกย้ายออกมานั้น ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องที่ทำกิน คือที่ซึ่งย้ายออกมาทำกินไม่ได้ แห้งแล้ง มีที่เพียงนิดเดียว ที่ซึ่งฉันไปดูมาชื่อบ้านลีซูหัวน้ำ แม่อาย อันนี้ย้ายลงมารวมกันข้างล้างและมีปัญหาไม่มีที่ทำกิน อดอยาก  กับอีกแห่งหนึ่งที่ไปดูมา คือบ้านนาอ่อน ช่วงที่ไปนั้นพวกเขากำลังจะถูกย้าย แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนดี ทั้งสองแห่งเป็นที่อยู่ของชนเผ่า ส่วนที่บ้านแม่เหียะในนั้น ก็เหมือนกัน อยู่ในพื้นที่อุทยานเหมือนกัน แต่ต่างที่ไม่ใช่ชนเผ่าไม่ใช่ชาวเขา และพื้นที่ป่าบ้านแม่เหียะเป็นพื้นที่ใกล้เมืองมาก ๆ หรือเรียกว่าผืนป่าที่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด  ที่บ้านแม่เหียะในมันเป็นหลายเรื่องหลายกรณีมาก ๆ  มีจำนวนมากที่เป็นคนเก่าแก่ดั้งเดิมคืออยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย แต่มีอยู่จำนวนหนึ่งมาอยู่ใหม่ และบางคนถูกหลอกมา เขาหลอกว่าไม่นานก็จะได้เอกสารสิทธิ์หรือว่าไม่มีใครเขามาไล่หรอก อยู่ไปเถอะ อย่างนี้เป็นต้นยังมีปัญหาเรื่องขายที่ดินซ้ำซ้อน ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ขาย คือขายคนหนึ่งแล้วไปขายอีกคนหนึ่ง เพราะการซื้อขายไม่มีหลักฐานใด ๆ ซื้อขายแบบไปชี้ ๆ เอามา  ดังนั้นเมื่อมีเรื่องราวก็ไปฟ้องร้องเอาผิดกันไม่ได้  นอกจากฟ้องร้องฉ้อโกงกันเท่านั้น เห็นไหมเมื่อเข้าไปดูรายละเอียดมันมีเรื่องมากมาย และคนแบบนี้แหละที่ทำให้ส่วนรวมเสีย การที่จะต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐในที่อยู่อาศัยก็ยากขึ้น หรือไม่สามารถทำได้ การจัดการป่าในเมืองไทยเป็นเรื่องยากมากจริง ๆ จัดการตามหลักกฎหมายอย่างเดียวก็ไม่ได้ ครั้งจะเรียกร้องให้คนดูแลป่า ก็ต้องมาดูรายละเอียดกันว่า คนของเราหรือประชาชนเราพร้อมหรือยัง เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เธอมีเพื่อนเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายดี ทำงานอย่างตั้งใจ เรียกว่ามือสะอาด เขาบอกว่า ชาวบ้านยังไม่พร้อมแต่ก็มีบางแห่งที่พร้อม ดังนั้นก็ต้องพิจารณาเป็นกรณี  ๆ อย่างเช่นบางชุมชนชาวบ้านเข้มแข็ง จัดการป่าได้จริง เขามีกฎระเบียบของหมู่บ้าน และพิสูจน์แล้วว่า ทำได้อยู่ได้อย่างยาวนาน อย่างน้อยก็ห้าปีสิบปี ของจริงของปลอมมันพิสูจน์กันได้ และหากว่า ต่อไปไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ได้ก็เพิกถอนสิทธิ์ได้ อย่างนี้เป็นต้น แต่สิทธิในการซื้อขายคงจะไม่ได้ แต่มีสิทธิในการครอบครองชั่วลูกหลาน เป็นมรดกตกทอดได้ เพราะเมื่อสิทธิในการซื้อขายเกิดขึ้น ทันทีที่กลุ่มทุนเข้าไป วอดวายแน่ โครงการยักษ์ใหญ่นี่แหละน่ากลัวมาก  เพื่อนบอกอย่างนี้ ส่วนที่บ้านแม่เหียะนั้น จากการพูดคุยกับชาวบ้าน เขาบอกว่า “พื้นที่อุทยานดอยสุเทพนั้น ไนท์ซาฟารีเอาพื้นที่ไปใช้เท่าไหร่ พืชสวนโลกเอาไปเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอาไปใช้เท่าไหร่ รวมแล้วส่วนอื่นขอใช้พื้นที่ได้นับพันนับหมื่นไร่ ชาวบ้านทั้งที่อยู่ก่อนและอยู่ใหม่ขอใช้พื้นที่อยู่อาศัยไม่ได้หรือ  ทำไมมารังเกียจชาวบ้าน ถ้าจะจัดการก็ต้องจัดการให้เหมือนกัน ดูเถอะในพื้นที่เดียวกัน ส่วนอื่นมีไฟฟ้าใช้ แต่ส่วนของชาวบ้านไม่มี พื้นที่ใกล้ ๆ อย่างไนท์ซาฟารีก็มีไฟฟ้าใช้ ส่วนที่มหาวิทยาลัยก็มีไฟฟ้าใช้”  เออ...ก็จริงของเขาเหมือนกัน บ้านแม่เหียะในเป็นหมู่บ้านลับตาจริง ๆ หากว่าไม่มีโครงการพืชสวนโลกกับไนท์ซาฟารี บ้านแม่เหียะในก็ไม่ได้ถูกเปิดตัวขึ้นมาแน่นอนฉันรู้จักบ้านแม่เหียะในครั้งแรก จากโครงการอุทยานช้าง ที่เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการไนซาฟารี ฉันเข้าไปเพราะถูกชวนไปปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ต่อมามีการคัดค้านอุทยานช้าง ชาวบ้านในพื้นที่แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ทั้งที่เห็นด้วยอยากได้อุทยานช้าง เพราะเชื่อว่าหากมีอุทยานช้างเข้ามาพวกเขาจะได้ทำมาค้าขายกับนักท่องเที่ยว และความเจริญต่าง ๆที่เข้ามา แต่บางคนบางกลุ่มก็กลัวว่า จะไม่ได้ใช้ประโยชน์กับการท่องเที่ยวจริง อาจจะมีการประมูลมาจากข้างนอก และไม่แน่ใจว่า พวกเขาจะถูกย้ายออกจาพื้นที่หรือไม่เมื่อมีโครงการใหญ่ใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งกลัวเรื่องขี้ช้างจำนวนมากที่อาจจะทำให้อากาศเสีย หรือน้ำเสีย  ตอนนี้โครงการนี้หยุดลง แต่ไม่แน่ว่าจะกลับมาในรัฐบาลชุดใหม่ ยุคนายสมัคร สุนทรเวชหรือไม่ และชาวบ้านต้องการโครงการเหล่านั้นจริงหรือไม่ 
กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ใครเคย เล่น (อี) มอญซ่อนผ้าบ้าง ..? หากเจอคำถามนี้แล้วคุณยกมือ แสดงว่า อายุของคุณไม่ควรจะต่ำกว่า 35 UP … ha H a a a a,ย้อนความจำกันนิด การละเล่นชนิดนี้ใช้ผู้เล่นกี่คนก็ได้แล้วแต่ถนัดและจำนวนของกลุ่มเพื่อน เลือกผู้เล่นขึ้นมาเพื่อเป็นตัววิ่ง 1 คน (อันนี้จะด้วยวิธีการใดใดก็ได้ รุ่นผมใช้โอน้อยออก) ตัววิ่งจะกุมผ้าเช็ดหน้าเอาไว้ในมือให้มิดชิด ก่อนจะเดินรอบวง เมื่อเดินพอหอบ ตัววิ่งจะอาศัยช่วงจังหวะเวลาและโอกาสเข้าทำ ด้วยการแอบทิ้งผ้าไว้ข้างหลังผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง ซึ่งระหว่างที่ตัววิ่งเดินรอบวง ผู้เล่นภายในวงจะร้องเป็นทำนองว่า  “(อี) มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ใครนั่งไม่ระวัง ฉันจะตีก้นเธอ”เมื่อตัววิ่งทิ้งผ้าไว้ข้างหลังผู้เล่นคนใดคนหนึ่งแล้ว ตัววิ่งจะรีบวิ่งเพื่อมาครบรอบที่ผู้เล่น หากผู้เล่นผู้นั้นไม่รู้ตัว ผู้เล่นก็จะถูกตีก้น แต่ถ้าหาก ผู้เล่นรู้ตัวก็จะรีบเก็บผ้าลุกขึ้นมาไล่ตัววิ่ง หากวิ่งไล่ทันตีก้นตัววิ่งได้ ตัววิ่งก็จะต้องเป็นตัววิ่งต่อไปแต่หากไล่ไม่ทัน ตัววิ่งก็จะเข้าไปนั่ง ผู้เล่นก็จะต้องเป็นตัววิ่งแทน ..โป๊เช๊ะ เป็นอันจบเกม,เอ่อ ไม่ต้องงง นะครับ ..เข้าใจว่าคงคิดภาพกันออก ..ha H a a a a...นักมอญศึกษาพูดถึงการละเล่นชนิดเอาไว้ว่า ไม่มีประวัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุได้อย่างชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นอย่างไรกันแน่ แต่จากเอกสารหลักฐานและการสอบทานจากผู้เฒ่าผู้แก่ พอจะแน่ชัดได้ว่า มอญซ่อนผ้า ไม่ใช่การละเล่นของคนมอญ หากต้นตำรับ คาดว่าน่าจะมาจากคนไทยมากกว่า ,ทำไมมอญต้องซ่อนผ้าและไหงจู่จู่ตุ๊กตาจึงไปอยู่ข้างหลังได้ อันนี้ยังคงเป็นเงื่อนงำ แต่สิ่งที่แน่ใจได้ คือ ความชิดเชื้อทางวัฒนธรรมระหว่างคนไทยและคนมอญที่ผสมผสานกันจนผนึกแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไม่เหลือทิ้งร่องรอย...กล่าวกันว่ามีคนไทยเชื้อสายมอญในประเทศไทยนับล้านคน ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนและสร้างวัดเป็นจำนวนมาก จากเกาะรัตนโกสินทร์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เกาะเกร็ด พระประแดง อยุธยา นครปฐม ราชบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ ลำพูน ชุมพร อุทัยธานีและอีกหลายวัด โดยเฉพาะวัดชนะสงคราม(ตรอกข้าวสาร)ที่มีความสำคัญไม่แพ้วัดไทยวัดอื่นๆ,งานวันรำลึกชนชาติมอญ ครั้งที่ 61 (2-3 กุมภาพันธ์ 51 วัดบ้านไร่เจริญผล จ.สมุทรสาคร) จึงมีความหมายอย่างสำคัญในการหลอมรวมดวงใจให้พี่น้องชาวมอญจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมงานเพื่อเจอกับการตั้งด่านสกัด ตรวจบัตร และจัดตั้งกองกำลังผสมตำรวจชาวบ้าน ตำรวจนอกเครื่องแบบ ตำรวจในเครื่องแบบและอาวุธครบมือ ด้วยเหตุผลของการรักษาความปลอดภัย โดยคำสั่งเพื่อป้องกันและรักษาความมั่นคงของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร,ป้องกันเอาไว้ก่อนว่างั้นเถอะ !!..“...บ้าจี้” ลุงมอญจากอยุธยาเอ่ย“มันจะความมั่นคงอะไรกันนักหนา เราไม่ได้มาทำอะไร” น้ำเสียงแกขุ่นมัวเจือไปด้วยความหงุดหงิดและไม่เข้าใจ“อยู่กันมาหลายรุ่นแล้ว คนไทยเต็มร้อย อยากดูบัตรประชาชนม๊ะ” แกเริ่มจะขุ่นมัวเอากับผม ก่อนควักบัตรประชาชนยื่นให้ดู“อยู่เมืองไทยดีแล้ว จะไปคิดอะไร นอกจากทำมาหากิน” (ผู้ว่า)บ้าจี้ แกกระซิบ...“อะไรนะ อ๋อ เด็กๆ รุ่นใหม่ พูดไม่ค่อยได้ พูดไทยดีกว่า ทำมาหากินสะดวก” แกตอบคำถามผม“พูดไปก็ใช้อะไรไม่ได้ จริงม๊ะ ไอ้หนุ่ม”ผมพยักหน้า... สภาพบรรยากาศโดยรวมของงานภาคกลางคืน ภายในวัดบ้านไร่เจริญผล สถานที่จัดงานวันรำลึกชนชาติมอญนางรำหน้าเวที งานนี้มีฟ้อน !!!โฉมหน้าและลีลานางรำภาคกลางคืนภายในขบวนแห่ เต็มไปด้วยสีสันและการเกล้าผม เป็นสัญลักษณ์ของคนมอญดูลีลานางรำรุ่นใหญ่กันซะบ้างกลุ่มเด็กๆ ชายหญิงชาวมอญ หยอกล้อเล่นทอยสะบ้า
ภู เชียงดาว
ที่มาภาพ : http://www.aromdee.net/pic_upload/Sep07/p2120_1.jpgในวันฟ้าเปลี่ยนสีข้ามองเห็นสัตว์การเมืองเปลี่ยนร่างบ้างสลัดคราบทิ้งกลายพันธุ์บ้างเกาะเกี่ยวกระหวัดรัดกันสมสู่ เสพสม กลิ้งเกลือกกองอาจมกิเลส ความใคร่อยาก อำนาจไม่รู้จบอา- - ข้ามองเห็นผู้คนเดินผ่านไปมา มองเห็นแล้วส่ายหน้าหดหู่ใจ...............ผมค้นบทกวีที่ผมแต่งเอาไว้นานแล้ว ออกมาอ่านอีกครั้งหนึ่ง...หลังมีข่าวว่าสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งในนามว่า “เหี้ย” ออกมาผสมพันธุ์กันในทำเนียบรัฐบาล แหละนี่คือ "เบื้องหลัง 'เหี้ย' หลงฤดู โชว์อึดเสพเมถุน-เล้าโลมเป็นชั่วโมง ในทำเนียบหลังตึกไทยคู่ฟ้า" ที่เผยแพร่ใน ‘มติชนออนไลน์’ และผมขออนุญาตนำมาเสนอตรงนี้อีกครั้ง... 'ตัวเหี้ยจะผสมพันธุ์กันช่วงต้นฤดูฝน พอดีช่วงนี้กรุงเทพฯ ฝนตกมาเกือบ 10 วัน ตัวเหี้ยมันเลยสับสนคิดว่าเข้าสู่หน้าฝน ซึ่งเท่ากับว่าฤดูกาลผสมพันธุ์ของพวกมันมาถึงแล้ว สำหรับการคลอเคลียในน้ำนานนับชั่วโมงเป็นเพียงการเกี้ยวพาราสีเท่านั้น' นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ กล่าว จากเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในรั้วทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 มกราคม มีการผสมพันธุ์เป็นเวลานานของ 'ตัวเหี้ย' (ชื่ออย่างเป็นทางการ) หรือ ตัวเงินตัวทอง (ชื่อที่ใครหลายคนแสร้งเรียกเพื่อความดูดี) ในบ่อน้ำ หลังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จนทำให้ข้าราชการในทำเนียบพากันแตกตื่น และวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็มองเป็นเรื่องธรรมชาติในแง่มุมตลกขบขัน แต่ส่วนใหญ่ยังคงไม่ทิ้งความเป็นไทย ที่มองเป็นเรื่องของลางบอกเหตุ อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะโฟกัสไปในทิศทางไหนผู้สื่อข่าว 'มติชนออนไลน์' สัมภาษณ์ นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ มหรรณพ สัตวแพทย์ช่วยราชการ สำนักพระราชวัง ถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ว่า ตัวเหี้ยจะผสมพันธุ์กันช่วงต้นฤดูฝน พอดีช่วงนี้กรุงเทพฯ ฝนตกมาเกือบ 10 วัน ตัวเหี้ยมันเลยสับสนคิดว่าเข้าสู่หน้าฝน ซึ่งเท่ากับว่าฤดูกาลผสมพันธุ์ของพวกมันมาถึงแล้วสำหรับการคลอเคลียในน้ำนานนับชั่วโมงของ 'คุณเหี้ย' ทั้ง 2 ตัวนั้น นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ชี้แจงว่า ที่เห็นมัน 2 ตัวคลุกวงในอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน เป็นเพียงการเกี้ยวพาราสีกันเท่านั้น เพราะการผสมพันธุ์ที่เสร็จสรรพของมันจริงๆ คือ 'บนบก''การผสมพันธุ์ของเหี้ยมีท่วงท่าเดียวกับเพชฌฆาตลุ่มน้ำ หรือจระเข้นั่นเอง คือมันจะนอนทับกันในลักษณะคว่ำ พร้อมกับสอดใส่อวัยวะเพศ ซึ่งใช้เวลาเพียงประมาณ 10 นาทีเท่านั้น ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทำเนียบรัฐบาลนั้นไม่ใช่การผสมพันธุ์ เป็นเพียงการเล้าโลม การสร้างอารมณ์  เพราะใช้เวลานานเป็นชั่วโมง อีกทั้งภารกิจดังกล่าวก็อยู่ในน้ำ ไม่ใช่บนบก' สัตวแพทย์ยืนยันอีกครั้งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้าราชการและสื่อมวลชนตีความกันไปเอง'เหี้ย คือสัตว์เลื้อยคลาน อยู่ในตระกูล class repilia ออกลูกเป็นไข่ ไข่ที่ออกจะมีปริมาณตั้งแต่ 5-20 ฟอง เปลือกไข่มีความแข็งเหมือนไข่จระเข้ เหี้ยตัวแม่นิยมเลือกสถานที่ชื้นน้ำ เช่น ริมคลอง เป็นที่สำหรับวางไข่ ใช้เล็บขุดคุ้ยจนได้หลุมวางไข่สมใจ และเมื่อวางไข่เสร็จ ตัวแม่จะปล่อยให้ไข่เจริญพันธุ์ต่อไป ส่วนตัวเองจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ'นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ให้ความรู้เรื่อง ลูกเหี้ย ที่เกิดใหม่ว่า ลูกเหี้ยที่รอดชีวิตจากฟักไข่ด้วยตัวเอง ด้วยระยะเวลาประมาณ 10 วัน ตามปกติจะมีลักษณะสีคล้ำดำ พร้อมลวดลายตามแต่สายพันธุ์ของผู้เป็นพ่อและแม่ อาทิ ลายพาดขวาง ลายดอก สวยงามไปตามๆ กัน เมื่อเกิดมาแล้วสิ่งที่ทุกตัวจำเป็นต้องมีคือ สัญชาตญาณการเอาตัวรอด จากเหล่านกล่าเหยื่อ ที่มีทั้งเหยี่ยว และอีกา เป็นสภาวะของการเอาตัวรอดเพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ของพวกมันต่อไป'อาหารการกินของเหี้ย เมนูหลักคือ ของเน่าเปื่อย เศษซากอาหาร ส่วนเมนูอื่นประกอบด้วย ไก่ เป็ด  ปลา ปู หอย งู หนู นก และไข่ของสัตว์ต่างๆ เมื่อเหล่าเหี้ยเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ตัวผู้จะแย่งชิงตัวเมีย ผ่านการต่อสู้ ทิ้งร่องรอยการถูกกัดจากฟันอันแหลมคม ตัวที่ชนะจะมีแผลน้อยที่สุดและได้ครอบครองตัวเมีย และเหี้ยยังเป็นสัตว์ที่มีคู่ไปเรื่อยๆ ไม่ซื่อสัตย์ฉบับผัวเดียว เมียเดียว เหมือนสัตว์บางชนิด'อนิจจา...นอกจากชื่อ 'เหี้ย' จะเป็นอัปมงคลกับผู้ถูกเรียกแล้ว สัตวแพทย์ยังยืนยันกับเราด้วยว่า ส่วนสมองของเหี้ยนั้นไม่สามารถพัฒนาให้ทัดเทียมอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่าง 'สิงโต' ได้ พฤติกรรมของมันจึงออกมาเป็นเช่นนี้...อยากรู้จังว่าคุณเหี้ยเค้าจะรู้สึกอย่างไร?......กับการแยกชนชั้นโดยนำชื่อของมันไปใช้ในความหมายที่ไม่ดี พร้อมกับจำแนกสมองว่าเป็นสัตว์ต่ำต้อยอย่างน้อยที่สุดก็เชื่อว่า เหี้ยสายพันธุ์แท้ คงกำพืดดีกว่า เหี้ยสายพันธุ์เทียม ที่พอถูกสะกดออกมาแล้วพบว่าคือ กลุ่มคนประเภทใส่สูทผูกไท พร้อมกับพร่ำออกมาตลอดว่า 'ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน'ที่มาของข้อมูล เกี่ยวกับเหี้ย : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=19173&catid=1   
สุมาตร ภูลายยาว
ลมหนาวพัดข้ามมาจากขุนเขา บางคนบอกว่าลมหนาวพัดมาจากไซบีเรีย ซึ่งสังเกตได้จากการดูนกอพยพหนีหนาวมา บางคนก็บอกว่าลมหนาวพัดมาจากเทือกเขาสูงของประเทศจีน เมื่อลมหนาวมาเยือน เพียงต้นฤดูหนาวเช่นนี้ก็สามารถสัมผัสได้ทางผิวกายที่เริ่มแห้งลงเรื่อยๆ และป่าเริ่มเปลี่ยนสีพร้อมผลัดใบไปกับลมแล้งในความหนาวเย็นนั้น เขาเดินทางรอนแรมฝ่าสายน้ำอันเชี่ยวกรากของหน้าแล้งไปตามลำน้ำสายหนึ่งที่อยู่สุดเขตแดนประเทศไทยด้านตะวันตก เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมเขาต้องมายังที่แห่งนี้ เพราะในส่วนลึกของหัวใจของเขามันไม่ได้เรียกร้องให้เขาเดินทางมายังที่แห่งนี้เลย ในห้วงแห่งกาลเวลาอย่างนี้ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น‘สบเมย’ หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำเมยและแม่น้ำคงเป็นหมู่บ้านที่อยู่ไกลปืนเที่ยงและยังอยู่ในวงล้อมของสงครามแห่งความแตกต่างทางชาติพันธุ์ของเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม  สบเมยในที่นี้หมายถึงบริเวณปากน้ำเมยบรรจบกับแม่น้ำคง หมู่บ้านริมน้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพี่น้องชนเผ่าพื้นถิ่นที่เขาและใครอีกหลายคนรู้จักกันในนามของ ‘กระเหรี่ยง’ คนกลุ่มนี้อาศัยอยู่บนดินแดนผืนนี้มาหลายชั่วอายุคน ดินแดนบริเวณนี้ในอดีตมันไม่เคยสงบเงียบ และในปัจจุบันก็ดูเหมือนว่ายังคุกรุ่นอยู่เช่นเดิม หลายปีมาแล้วที่ตรงนี้เคยเป็นทั้งสนามรบ และเป็นที่หลบภัยของผู้คนเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่แตกแตกต่างกันทางความเชื่อซึ่งถูกผลักดันเข้าสู่สนามรบ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจเขาคนแปลกถิ่นได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่ ในบ่ายวันหนึ่งซึ่งแสงแดดของเวลากลางวันยังคงร้อนแรง เรือหางยาวลำที่เขาเดินทางมาด้วยนั้นเป็นเรือลำบรรทุกสัมภาระและผู้คนกว่า ๓๐ ชีวิตเรือจะเริ่มออกเดินทางจากท่าเรือบ้านแม่สามแลบตอนบ่ายโมงกว่าๆ แล้วก็ล่องลงมาตามลำน้ำคงเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที การเดินทางในแม่น้ำนี้แทบจะไม่ได้ใช้การวัดระยะทางด้วยหลักกิโลแต่จะใช้เวลาเป็นตัวชี้ว่า ระยะทางใกล้ไกลประมาณกี่ชั่วโมงเรือออกเดินทางโดยมีคนขับเรือที่คุ้นชินกับแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดีเป็นผู้พาเขาและคนบนเรือออกสู่แม่น้ำ ในใจของเขานั้นหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแม้จะเป็นคนที่คุ้นชินกับแม่น้ำหลายสายอยู่ก็ตาม แต่กับแม่น้ำสายนี้ทำไมเขาจึงเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาในใจก็ไม่รู้    เสียงเครื่องยนต์เริ่มดังขึ้นพร้อมๆ กับเรือก็ค่อยๆ เลี้ยวโค้งออกจากท่าเรือแล่นเรื่อยๆ มาตามลำน้ำคงซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากดินแดนอันไกลโพ้น ลำน้ำสายนี้มีความยาวตลอดลำน้ำ ๒,๘๐๐ กิโลเมตร ไหลจากที่ราบสูงในธิเบต ผ่านประเทศจีนเข้าสู่ประเทศพม่าที่รัฐฉาน ไหลผ่านพรมแดนไทย-พม่า ก่อนที่จะเข้าเขตพม่าอีกครั้งที่บริเวณบ้านสบเมยแล้วสิ่งที่เชิญชวนให้เขาสัมผัสเป็นครั้งแรกก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างเลือนๆ ก่อนที่จะแจ่มชัดขึ้นมาอย่างเต็มที่ สองฝั่งของลำน้ำประติมากรรมที่ธรรมชาติสร้างขึ้นตั้งโดดเด่นท้าทายสายตาตลอดข้างทางงดงามยิ่งนัก แก่งหินรูปทรงแปลกตาโผล่พ้นน้ำขึ้นมาทักทายผู้คนที่มาเยือน เพราะหน้าแล้งอย่างนี้สายน้ำที่เคยเต็มปริ่มเมื่อหน้าฝนลดระดับลงมามาก เขาผู้ไปเยือนพยายามทำตัวเป็นนักสำรวจสิ่งที่พบเห็นต่างผ่านดวงตาทั้งสองข้าง เขาซึ่งเป็นคนแปลกหน้าสำหรับผู้คนที่นี้ เพราะมีความจำเป็นบางอย่างเขาจึงจำเป็นต้องปกปิดสิ่งที่เขาพกพาไปด้วยให้มิดชิดที่สุด ผู้คนริมฝั่งน้ำยามบ่ายคล้อยบางคนก็กำลังต้อนควายลงกินน้ำ บางคนกำลังเพาะปลูกพืชผักบนหาดทรายริมน้ำ บางคนกำลังหาปลา เขาบันทึกภาพๆ หนึ่งที่ผ่านสายตาของเขาได้โดยบังเอิญในระหว่างการเดินทางในวันนั้น ภาพนั้นเป็นภาพที่อยู่บนริมฝั่งน้ำในประเทศพม่า มันเป็นภาพของคนหาปลากำลังปล่อยตาข่ายดักปลาลงในน้ำ โดยมีคนอีกคนหนึ่งยืนอยู่บนฝั่งแบกปืนคาร์บิ้นคุมอยู่ใกล้ๆ เพื่อนร่วมเดินทางที่นั่งเรือไปด้วยกันซึ่งคุ้นชินกับพื้นที่บอกว่า ทหารพม่ากำลังบังคับลูกหาบให้หาปลา เขาต้องถือปืนก็เพราะกลัวลูกหาบจะหนีไปได้ คนเป็นลูกหาบนั้นก็มาจากชนกลุ่มน้อยซึ่งโดนบังคับมา บ้างก็เป็นทหารซึ่งรบพ่ายแพ้แล้วโดนทหารพม่าจับมาเป็นเชลย ลูกหาบเหล่านี้มีหน้าที่แบกเสบียงอาหารบ้าง แบกลูกปืนบ้างสุดแล้วแต่ทหารพม่าจะให้ทำเขาซึ่งนั่งอยู่บนเรือครุ่นคิดอย่างเงียบงันถึงคนสองคนบนฝั่ง “ไม่มีความปลอดภัยที่แท้จริงในที่ซึ่งมีสงคราม”เรือผ่านโค้งสุดท้ายจุดหมายปลายทางจึงปรากฏอยู่เบื้องหน้า เมื่อเรือจอดเทียบท่าเป็นครั้งแรกที่ฐานทหารพรานซึ่งทำหน้าที่ดูแลความสงบและคอยตรวจตราเรือล่องขึ้น-ลงตามลำน้ำคง คนขับเรือขึ้นไปบนฝั่งเพื่อลงรายชื่อกับทหารพรานคนนั้น เขามารู้ภายหลังว่าทหารคนนั้นเป็นคนจากภูมิภาคเดียวกัน เมื่อมาเจอคนบ้านใกล้เรือนเคียงห้วงคำนึงคิดถึงบ้านจึงปรากฏขึ้นในใจของเขาอย่างเงียบๆ มันนานเท่าใดแล้วที่เขาเดินทางออกจากสายน้ำแห่งบ้านเกิด เขาต้องซัดเซพเนจรไปตามยอดดอยๆ แล้วดอยเล่าเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจเปิดเผยกับใครได้ถึงภารกิจของเขา ไม่มีใครอยากจะเดินบนเส้นทางสายนี้เท่าใดนัก แต่คนอย่างเขาจะมีสิทธิเลือกหรือ  เมื่ออยู่บ้านก็ไม่รู้ว่าความตายจะมาเยือนวันไหน   แล้วภาพของพ่อที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งทุบตาย และภาพของหญิงสาวคนรักที่ถูกฉุดคร่าไปข่มขืนเพื่อทำลายเผ่าพันธุ์ของเขาก็ผุดขึ้นมาในห้วงแห่งความคิดน้ำตาของลูกผู้ชายที่มันไหลออกมาบ่อยครั้งมันก็ไหลออกมาอีกครั้งเขาตั้งใจว่าเมื่อหมดงานนี้แล้ว เขาคงจะสบายมากขึ้นไม่ต้องเร่ร่อนอีกต่อไป แต่ก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมที่กำหนดชีวิตของเขาจะปล่อยให้เขาได้ทำอย่างนั้นอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้เขานั่งเหม่อมองสองฝั่งริมน้ำอย่างเงียบๆ บางครั้งเขาก็แอบเช็ดน้ำตาที่มันไหลออกมาด้วยผ้าสีเขียวกระดำกระด่างผืนเดียวที่ติดตัวมาหลายปีแล้ว      เสียงเครื่องยนต์เรือดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเรือค่อยๆ วิ่งออกจากท่า ก่อนที่หัวเรือจะถูกเบนเข้าหาแม่น้ำเมยตรงปากน้ำ สายน้ำสายนี้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนของรัฐไทยกับรัฐกระเหรี่ยง เมื่อเรือวิ่งทวนน้ำขึ้นไปสักพักแล้วเรือก็จอดสงบนิ่งลง การเดินทางในวันนั้นของเขาสิ้นสุดลงแล้วพร้อมกับแสงแดดเริ่มผ่อนความร้อนแรงลงหาดทรายขาวยาวเรื่อยไปตามลำน้ำสะท้อนกับแสงแดดสีขาวอยู่เบื้องหน้าของเขา มันคือความงดงามที่เขาไม่พบเจอมันมานานแล้ว หาดทรายแห่งนี้ในยามสงบเงียบไม่มีสงครามมันเคยเป็นที่ทำมาค้าขายของผู้คนสองฝั่ง แต่ในปัจจุบันมันกลายเป็นหาดทรายร้างไม่มีการค้าขายอีกแล้ว นี่คือผลพวงหนึ่งจากการทำสงครามอันไม่สิ้นสุดของผู้คน‘กี่ชีวิตแล้วหนอที่พลีร่างลงบนสายน้ำทั้งสองสายนี้’หลังจากพักเหนื่อยจากการเดินทางและการขนของแล้ว เขาเดินลงสู่ท่าน้ำก่อนจะนั่งเฝ้ามองคนหาปลาเอาเรือลำเล็กออกไปหาปลา เรือพายขนาดเล็กหลายลำลอยลำอยู่ตามตลิ่งริมน้ำ คนหาปลากำลังใจแน่งที่ใส่ไว้ เรือบางลำและคนหาปลาบางคนกำลังกลับคืนสู่ฝั่งพร้อมปลาที่หาได้เพื่อเป็นอาหารของครอบครัว    แสงแดดแสงสุดท้ายลับเหลี่ยมเขาลงไปแล้ว นกกระยางขาวโผบินกลับรวงรังเพื่อพักผ่อน คนหาปลากลับคืนสู่บ้าน สายน้ำไหลเอื่อยเงียบสงบ แต่แผ่นดินที่ฝั่งตรงข้ามใยเต็มไปด้วยกับดักแห่งการเข่นฆ่า บนยอดดอยฝั่งโน้นครั้งหนึ่งเคยมีคนอาศัยอยู่ แต่ด้วยผลพวงแห่งสงคราม ดอยแห่งนี้จึงกลายเป็นดอยร้างและเต็มไปด้วยกับระเบิดมากมาย ซากเจดีย์เก่าสีขาวยังคงปรากฏให้เห็นในความมืดยามพลบค่ำ เหมือนเตือนย้ำให้ผู้คนคิดถึงความหลังค่ำคืนเงียบสงบลมหนาวมาเยือน ดาวบนท้องฟ้ารายระยิบมากมาย สัญญาณแห่งวันใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ขุนเขาทะมึนดำที่วันนี้เงียบสงบจากเสียงปืน สงครามแห่งเผ่าพันธุ์ยังไม่เริ่มต้นขึ้นเพราะกองกำลังของชนกลุ่มน้อยผ่ายแพ้แล้ว ฐานทัพใหญ่ในอดีตถูกตีแตกย่อยยับมานานแล้ว สบเมยยามนี้จึงไม่มีเสียงปืนและไม่มีสงคราม แต่ใครจะรู้ได้ว่า เมื่อฤดูแล้งมาถึงเสียงปืนจะดังขึ้นอีกครั้งหรือไม่ เพราะที่ใดมีการกดขี่ ย่อมมีการต่อต้าน แม่น้ำคงวันนี้ไม่มีศพของนักรบลอยมาตามน้ำ และไม่มีเสียงปืน จะมีก็เพียงแต่คนหาปลาที่ดำรงชีวิตอยู่กับลำน้ำที่เงียบสงบสายนี้เท่านั้นเอง แต่มันจะเป็นอย่างนี้อีกนานไหมก็คงไม่มีใครตอบได้  “เมื่อไหร่หนอแนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ต่างๆ จะเปลี่ยนแปลง” มันเป็นคำถามที่เขาถามตัวเอง ก่อนจะเอนหลังลงกับพื้นดิน เพื่อนอนพักเอาแรง หลังจากที่ต้องกรำศึกหนักกับการเดินทางทั้งทางน้ำและทางบกมาทั้งวันเขาแอบหวังว่าเขาคงผ่านคืนวันแห่งฝันร้ายคืนนี้ไปได้ด้วยดี…
ฐาปนา
ไม่ทราบว่าใครเป็นเหมือนผมบ้างหลังจากข้าวของพาเหรดกันขึ้นราคา แต่รายได้มันไม่ได้ขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้องปรับตัวทุกทางเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้ถีงขั้นต้องใช้คำว่า “เพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้” นั่นละครับเพราะรายได้ที่ไม่แน่นอน ไม่มากมาย บวกกับสภาพหนี้ทั้งงานราษฎร์งานหลวง จากที่เคยตามใจปากตามใจตัวได้บ้างก็ต้องกลายมาเป็น “งด” แทบจะทุกรายการ จะกินขนมสักสิบยี่สิบบาทก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารญี่ปุ่นสำหรับคนจน (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ดีกว่านี่ก็แว่วว่า บะหมี่ซองเหล่านี้จะขึ้นราคากันแล้วเราคงต้องไปหาดินอร่อยๆ กินกันแทนข้าวแล้วกระมัง ก่อนที่ดินอร่อยๆ จะได้รับความนิยมขึ้นมา แล้วดินก็จะขึ้นราคาอีก